ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Twenty-First Song

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2561 19:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Twenty-First Song
แบบอักษร


หลายๆ ครั้ง โชคชะตาก็มักจะกลั่นแกล้งมนุษย์อย่างไม่มีเหตุผลอยู่เสมอๆ แต่การกลั่นแกล้งกันเองในหมู่มวลมนุษย์นั้นร้ายกว่าโชคชะตามาก...

“ดิมกับเดลอยากกินอะไรกันเป็นพิเศษไหม”

ใบหน้าคมเข้มมองเขาที มองเพื่อนร่วมทางของเขาทีด้วยแววตาสดใสเหมือนอย่างทุกครั้งที่เจอ

ปกติแล้ว เขามักจะหลงใหลดวงตาที่มีประกายเจิดจ้าของอีกฝ่ายอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ครั้งนี้...

ไม่ใช่ในเวลาที่เขากำลังเคลือบแคลงสงสัยในตัวของอีกคนแบบนี้...

“อะไรก็ได้ ผมกินได้หมดแหละ”

“โอเค”

ทีนตอบรับด้วยรอยยิ้มเหมือนอย่างทุกที

“แล้วเดลล่ะ อยากกินอะไรไหม สั่งเต็มที่นะไม่ต้องเกรงใจ เราเลี้ยงเอง”

“โห ป๋ามากเลยนะเนี่ย สมแล้วที่เป็นพี่ทีนประธานนักเรียน”

“เดลก็ว่าไปนั่น เรื่องตั้งนานมาแล้วนะ ยังอุตส่าห์จำได้อีก”

สิ้นคำหยอกเย้าของทีน เพื่อนของเขาทั้งสองคนก็หัวเราะร่วนประสานกันอย่างร่าเริง ทิ้งเขาเอาไว้ข้างหลังกับความรู้สึกบางอย่างที่กำลังกัดเซาะใจไปทีละเล็กทีละน้อย

ไม่ใช่...สถานการณ์ที่พวกเขาได้กลับมาเจอกันอีกครั้งมันไม่ควรเป็นแบบนี้

ทำไมเขาต้องกลับมาเจอ ‘เพื่อน’ ด้วยความรู้สึกแบบนี้ด้วย

ไม่ชอบ...ไม่ชอบเลย...

“แล้วนี่ทีนเป็นคนกรุงเทพไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาอยู่ภูเก็ตได้ ไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลย”

เป็นเพื่อนร่วมทางของเขาเองที่ช่างพูดช่างคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนปกติ ในขณะที่เขาทำได้แค่ยิ้มแกนๆ รับฟังทุกอย่างอยู่นิ่งๆ

เขาไม่รู้จะพูดอะไร เขาไม่รู้ว่าเขาควรพูดหรือทำอะไรเพื่อขจัดความรู้สึกหนักอึ้งในใจออกไปให้พ้น

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาเชื่อใจทีนมาตลอด...เชื่ออย่างสุดใจมาตลอด ดังนั้นข้อมูลที่มาเดลทิ้งเป็นปริศนาเอาไว้จึงไม่มากพอที่จะสั่นคลอนความเชื่อใจนั้นแน่

ไม่มากพอที่จะทำให้เสียความเชื่อใจ แต่ก็ไม่น้อยเกินที่จะปล่อยผ่านเลย

ความรู้สึกหน่วงๆ ในใจของเขาตอนนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ตัวเขาไม่เชื่อใจทีน...

ไม่ใช่...ไม่ใช่เลย...

“เดลมั่วเถอะ เคยเล่าแล้ว แต่จำไม่ได้ล่ะสิ”

เขาเชื่อ...เชื่อเพื่อนคนนี้มากกว่าเพื่อนคนไหน มากกว่าเดล มากกว่าลุง มากกว่าทุกคน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับ แบกทุกอย่างไว้บนบ่าของตัวเองมาตลอด มีแค่คนที่นั่งตรงข้ามแค่คนเดียวที่เขายอมเปิดปากเล่าทุกอย่างให้ฟัง

เพราะเขาเชื่อ เขาเลยพยายามปฏิเสธทุกอย่างที่เข้ามาสั่นคลอนความเชื่อใจนั้น

เพราะเขาเชื่อ เขาเลยพยายามจะทำลายความเคลือบแคลงใจของตัวเองให้สิ้นซากไป

ตั้งแต่เกิดมาเขายอมเชื่อคนอยู่แค่สองคน หนึ่งคือพี่ สองคือทีน คนอื่นๆ ก็เพิ่งจะมาเปิดใจให้เมื่อไม่นานนี้เอง ถ้าโดนหักหลัง คราวนี้เขาคงพังหนัก...

...คงได้แหลกสลายเข้าจริงๆ ...

“จริงๆ ฝั่งบ้านพ่อเราเป็นคนกรุงเทพดั่งเดิมแหละ แต่ฝั่งแม่ไม่ใช่ คุณตาของเราเป็นคนกรุงเทพ แต่คุณยายเป็นคนภูเก็ต ท่านย้ายไปอยู่กรุงเทพก็ตอนแต่งงานกับคุณตานั่นล่ะ พอคุณตาเสีย คุณปู่ คุณย่าเสีย เหลือแต่คุณยาย แม่ก็เลยอยากพาย้ายกลับบ้านเกิด พ่อเห็นด้วย ก็เลยพากันย้ายมาหมด”

“เอ้อ จริงด้วย เหมือนเคยได้ยินเลย”

“ก็บอกแล้วไงว่าเคยเล่าแล้ว เดลน่ะจำไม่ได้เอง”

เพื่อนของเขาหัวเราะ...เดลหัวเราะได้สุขใจราวกับคนไม่รู้อะไรมาก่อน

นัยน์ตากลมเหลือบมองคนอารมณ์ดีข้างตัวแล้วครุ่นคิดบางอย่างอยู่เงียบๆ ในใจ

เดลพาเขามาที่นี่อย่างจงใจ จากคำว่า ‘เซอร์ไพรส์’ เมื่อครู่ก็มากพอแล้วที่ทำให้เขารู้ว่าเพื่อนของเขานั้นรู้อยู่แล้วว่าร้านนี้เป็นร้านของทีน ที่มาจอดที่นี่ แสร้งทำเป็นหิวข้าว ทั้งหมดก็เป็นแผนทั้งนั้น

คนๆ นี้ร้ายกาจและขี้แกล้งกว่าใคร แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพวกฉลาดในเรื่องผิดๆ ถ้าให้เดา เดลอาจจะรู้ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับทีน เผลอๆ อาจจะรู้แล้วด้วยซ้ำว่าพี่ดาอยู่ที่ไหน แต่ก็ไม่ยอมบอกเพราะอยากแกล้งเขาไปอย่างนั้นเอง

นี่แหละคือความน่ารำคาญของคนที่ชื่อเดล

นี่แหละคือความน่ากลัวของเพื่อนที่ชื่อเดล...

เพื่อนคนนี้รู้ทุกอย่างแต่ไม่เคยพูด สิ่งที่มักจะทำมีเพียงการยืนมองทุกอย่างด้วยรอยยิ้ม

มอง...แล้วก็ยิ้มอย่างสมเพช

เพราะแบบนั้นเขาเลยอดคิดไม่ได้ว่าการเจอวิทย์เมื่อกี้นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...

...

ไม่ไหว...เขารับมือกับความผิดหวังขนาดนี้ไม่ไหว ขออย่าให้เพื่อนเขาทั้งสองคนทำร้ายเขาเลย

“ดิมเป็นอะไรไปน่ะ พูดน้อยจังเลย”

น้ำเสียงร่าเริงที่เอ่ยถามทำให้เขาต้องรีบนำรอยยิ้มมาประดับใบหน้าแล้วส่ายหัวพัลวัน

“เปล่า ก็แค่ตกใจนิดหน่อย ไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญขนาดนี้”

เขาเหลือบมองหน้าเพื่อนจอมเจ้าเล่ห์แว็บเดียวก่อนจะหันกลับมามองหน้าคนถาม

ขนาดแค่เสี้ยววินาทีเดียว คนเจ้าแผนการยังมีเวลาขยิบตาให้เขาราวรู้อยู่แล้วว่ายังไงเขาก็ต้องหันไปมอง

ร้ายกาจจริงๆ ...

“นั่นสิ ขนาดเราเองยังตกใจเลย”

“เนอะ ไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญขนาดนี้ พรหมลิขิตสุดๆ เลย นี่ถ้าเดลไม่หิวข้าว ก็คงไม่ได้เจอกับทีน เนอะดิมเนอะ”

“อืม บังเอิญสุดๆ ไปเลย”

เด็กหนุ่มเน้นคำเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต แต่ก็มากพอที่จะทำให้คนถูกพาดพิงรู้สึกตัว

ที่แย่คือไอ้คนถูกพาดพิงมันหัวเราะจนไหล่ไหวนั่นล่ะ

“อุตส่าห์บังเอิญขนาดนี้ เราไปเที่ยวต่อกันหน่อยดีไหมทีน เดลกับดิมไม่ได้เจอทีนตั้งนาน คิดถึงจะแย่”

การเน้นเสียงคำเลียนแบบทำให้เขาหงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่เท่ากับคำชวนที่อีกคนเพิ่งเอ่ยปากออกมา

ไปเที่ยวเหรอ...มันคิดอะไรของมันอยู่นะ

“นั่นสิเนอะ เราไม่ได้เจอกันตั้งนาน งั้นเดี๋ยววันนี้เราอาสาพาเที่ยวเองดีไหม ทริปนี้เราจ่ายเองนะ”

“ตามนั้นเลยครับป๋าทีน”

“เดลนี่ขี้แซวเหมือนเดิมเลย”

แล้วเพื่อนสองคนของเขาก็หัวเราะ

หัวเราะโดยทิ้งเขาไว้กับความหนักอึ้งภายในใจเพียงลำพัง...










หลังจากผ่านพ้นชีวิตวัยรุ่น เขาก็ไม่ได้สัมผัสกับคำว่าเหนื่อยมานานมากแล้ว...

“ดิม วิ่งหน่อย เดินช้าขนาดนี้เดี๋ยวหอยทากก็แซงหรอก”

“พูดมาก เดินไปเลยมึงอะ”

คนถูกบ่นหัวเราะร่าก่อนจะวิ่งนำไปไกลลิบโดยทิ้งเข้าไว้ตรงนี้

ไอ้เวร กูประชดโว้ย

ถึงอยากจะตะโกนด่าแค่ไหนก็ไม่มีแรง ทำได้เพียงก้าวเท้าต่อไปช้าๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างมีสติ เพราะถ้าเผลอหายใจแรงไปนิดเดียว อาการเจ็บหน้าอกก็จะกำเริบขึ้นมา

เขาเป็นคนสุขภาพไม่แข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไร ผิดกับพี่ดาที่เติบโตสมวัย คงเพราะแบบนั้นล่ะมั้ง พ่อ แม่และทุกคนเลยคาดหวังกับพี่ดามากกว่าที่จะมาคาดหวังกับเขา แล้วพอพี่ทำให้ผิดหวัง เขาก็เลยต้องแบกรับความหวังทั้งหมดนั้นไว้แทน

ไม่ยุติธรรมเลย

“ดิมไหวไหม”

เสียงเรียกทักที่ดังขึ้นข้างตัวของเพื่อนผู้สดใสทำให้เขาอดฉีกยิ้มให้ไม่ได้

ทีนเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร เป็นห่วงเพื่อนทุกคนเสมอ ถ้าเห็นใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เจ้าพระอาทิตย์คนนี้ก็จะรีบแจ้นเข้าไปสาดแสงส่องให้คนๆ นั้นอยู่เสมอ

เป็นคนดีและเจิดจ้าจนเขาเชื่อใจ...

“สบายมาก ทีนเถอะ เหงื่อไหล่เยอะเชียว ไหวไหม”

“สบายมาก นี่ไม่อยากจะโม้นะ แหลมพรหมเทพนี่เราวิ่งขึ้นวิ่งลงอย่างบ่อย”

“นี่แหละที่เรียกโม้”

แล้วพวกเขาก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

นี่เป็นครั้งแรกของวันที่เขาได้หัวเราะออกมาจากใจจริง วันนี้ของเขามันหนักหนาเหลือเกินจริงๆ ทันทีที่เครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ก็ต้องพาตัวเองไปทำนู่นทำนี่ไม่ได้หยุด ไหนจะข้อมูลมากมายที่ได้รับมาเรื่อยๆ จนเริ่มระแวงไปหมด

ทั้งที่ตัวเขาเองก็กำลังระแวงคนตรงหน้าอยู่แท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมใจมันถึงเป็นสุขขึ้นมาได้เพียงเพราะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน

...เพื่อน...เป็นคำที่เข้าใจยากจริงๆ ...

“เอ้า สองคนนั้นจะรอให้พระอาทิตย์ตกก่อนค่อยขึ้นมาดูถูกมะ”

“บ่น บ่นเก่งเลยมึงอะ”

เสียงตะโกนบ่นกันของเขากับคนที่ยืนอยู่รออยู่บนจุดสูงสุดของเนินทำให้คนร่าเริงข้างตัวระเบิดหัวเราะเสียจนเขาเผลอหัวเราะตามไปด้วย

สดใส...สดใสเหลือเกิน

“ไปกันเถอะดิม ปล่อยให้เดลบ่นนานกว่านี้เดี๋ยวก็มีคนถ่ายวิดีโอไปลงโซเชียลพอดี”

ไม่ว่าเปล่ายังอุตส่าห์ยื่นมือมาหาเพื่อหวังพาเขาไปด้วยกันทั้งๆ ที่ตัวเองก็เหนื่อยมากแล้วแท้ๆ

แปลก...เป็นเพื่อนที่แปลกจริงๆ

แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเอื้อมมือไปจับมือของอีกฝ่ายก่อนจะพากันวิ่งขึ้นเนินไปสุดแรง

ไม่ใช่เพื่อลบคำสบประมาทของคนที่ขึ้นมาถึงก่อนหน้า แต่เพื่อย้อนวันวานถึงอดีตที่ประทับอยู่ในใจ

...ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้อยู่ด้วยกันนั้นเขาไม่เคยลืม...

“กว่าจะขึ้นกันมาได้เนอะ”

คำแซวขำๆ ของเดลทำให้เขาเผลอตัวฟาดไหล่ของอีกคนไปเบาๆ ในขณะที่พ่อคนดีก็เอาแต่ฉีกยิ้มร่า

“ดิมกับเดลยังสนิทกันเหมือนเดิมเลยนะ”

“ผมก็ยังเกลียดมันเหมือนเดิมอะ สันดานแม่ง ขี้แกล้งเหมือนเดิมอะ”

“จ้า พ่อคนดี น้องดิมคนดีของป้าสมร มึงอะดีจังเลย ไปคบกับผู้พันแซนเด...โอ๊ย นี่มือหรือตีนเนี่ย”

ไม่ทันที่ไอ้คนปากมากจะพูดจบ เขาก็ชิงฟาดแขนอีกคนไปก่อน ทำให้อีกฝ่ายชะงักแล้วยอมเปลี่ยนเรื่องพูดแต่โดยดี

เขายังไม่อยากให้ทีนรู้เรื่องเขากับลุงตอนนี้

...ยังไม่ใช่ตอนนี้...

โชคดีที่ทีนไม่ใช่คนคิดมากโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เจ้าตัวทำเพียงหัวเราะอย่างสนุกสนานไปกับท่าทางของพวกเขาก่อนจะชี้ชวนให้ดูสิ่งที่พวกเขาเฝ้ารอ

“โห ดูนู่นสิ พระอาทิตย์สวยเนอะ”

ไม่มีเสียงตอบรับคำพูดนั้น สิ่งที่พวกเขาทำเป็นเพียงการหันไปมองและนิ่งตะลึงค้างอยู่อย่างนั้น

ภาพของพระอาทิตย์สีเหลืองนวลทอแสงสีส้มไปทั่วผืนฟ้า ค่อยๆจรดเข้ากับแผ่นน้ำ วัตถุทรงกลมนั้นถูกผืนน้ำกลืนกินไปทีละเล็กทีละน้อยนั้นสวยงามเสียจนไม่มีใครพูดอะไรออกมาอยู่พักใหญ่

“พวกเรา...ไม่ได้มาดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันนานแล้วเนอะ”

คำพูดของเดลทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์สมัยที่ยังเรียนอยู่มัธยมต้นขึ้นมาได้

เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว มีเด็กชายสามคนที่ชอบแอบจับกลุ่มขึ้นไปบนดาดฟ้าโรงเรียนทุกเย็นเพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกดินอยู่

ทีน เดล และดิม คือเด็กผู้ชายสามคนนั้น

ในตอนนั้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำแบบนั้นลงไป แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำทั้งหมดก็กลับกลายมาเป็นความทรงจำที่ล้ำค่าในวันที่เราโตขึ้น

มิตรภาพในวันวานคือสิ่งที่ล้ำค่าสำหรับเขาเหลือเกิน

“นั่นสิเนอะ ตั้งแต่ย้ายมาภูเก็ต เราก็แทบไม่ได้เจอทั้งสองคนเลย ได้กลับมาดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันแบบนี้ เราดีใจจริงๆ นะ”

ใช่ ดีใจ...ดีใจจริงๆ

“แต่ถึงทีนจะไม่เจอเรา ทีนก็น่าจะได้เจอพี่ดานะ พี่ดาพี่ของดิมน่ะ ทีนจำได้ไหม”

ท่าทางพาซื่อที่ถามเหมือนคนไม่รู้ความทำให้คนถูกถามที่รู้เรื่องของพี่เขาออกท่าทางเลิ่กลั่กแล้วหันมาสบตากับเขาราวกับจะถามว่า ‘ควรตอบออกไปยังไงดี’

ท่าทางพวกนี้ สำหรับเขายังไงก็เป็นแค่พฤติกรรมธรรมดา ไม่มีอะไรน่าแปลกเลยสักนิด แต่สำหรับเดลที่ไม่รู้ว่าทีนรู้เรื่องพี่ดาคงไม่ใช่...

“ทีนจำพี่สาวของเพื่อนไม่ได้เหรอ พี่ดาไง”

ดวงตาคมของคนช่างยิ้มหันมาสบตาเขาแว็บนึง

“จำได้สิ แต่ว่าไม่ได้เจอนานแล้วนะ ตั้งแต่ย้ายลงมาก็ไม่เจอเลย มีอะไรเหรอ”

“อ๋อเหรอ”

จู่ๆ น้ำเสียงของเดลก็แข็งกร้าวขึ้น...ห้วนและน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

ไม่ดี...ไม่ใช่เรื่องดีแน่...

“โกหกเก่งผิดจากเมื่อก่อนเลยนะ”

นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่คนถูกกล่าวหาทำเพียงแค่ส่ายหน้าช้าๆ

“เดลพูดอะไร เราไม่เข้าใจ”

คนถูกถามหัวเราะในคออย่างเย้ยหยันก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาษขนาดเล็กขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง ฝ่ามือหนาแกะซองอย่างไม่เร่งร้อนก่อนจะหยิบรูปภาพขนาดเล็กขึ้นมาโชว์ตรงหน้าของคนถาม

“นี่ไงล่ะที่เราพูดถึง”

ไม่จริง...นี่มัน...

ใบหน้าคมคายหันไปมองหน้าคนที่มักจะร่าเริงอยู่เป็นนิจ ตอนนี้ ใบหน้าสดใสนั้นหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาคมส่อแววสำนึกผิดในขณะที่หันมาสบตากับเขา

“ดิม...เรา เราขอทะ...”

“ทำไม”

เขาถามไม่ใช่เพราะอยากรู้คำตอบ แต่เขาถามพราะอยากได้ยินคำว่าไม่ใช่

เขาอยากได้ยินว่าเรื่องทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นมันเป็นเรื่องโกหก

เขาอยากได้ยินอีกฝ่ายปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตายว่าภาพที่เดลถือไว้ตรงหน้าไม่ใช่ของจริง

เขาอยากได้ยิน...อยากได้ยินอีกฝ่ายพูดว่าภาพที่มีทีนยืนคุยกับพี่ดาอยู่นั้นไม่ใช่ของจริง

พูดสิ...พูดออกมาสิ

“ดิม เราไม่ได้ตั้งใจ เราขอโทษ ได้โปรดฟังเรานะ”

“ทำไม!”

เสียงตะโกนของเขาทำให้คนที่อยู่รอบข้างเริ่มหันมาสนใจ เขารู้ว่าเขาควรหยุด เขาไม่ควรระเบิดอารมณ์ออกมาแบบนี้ แต่เขาทำไม่ได้

ทั้งที่รู้ แต่ก็ควบคุมอะไรไม่ได้

“มึงหลอกกูทีน”

“ไม่ดิม เราไม่ได้...”

“มึงโกหกกูทำไมทีน!”

“มึงไม่ต้องไปว่าทีนเลยนะดิม!”

เสียงตะคอกแทรกขึ้นมาของคนที่อยู่วงนอกมาตลอดการโต้เถียงอย่างเดลทำให้เขาต้องหันไปมองอย่างไม่เข้าใจ

ใบหน้าโกรธเกรี้ยวของเพื่อนอีกคนดูรุนแรงกว่าเขาเสียอีก แต่เขากลับไม่เข้าใจอะไรเลย...

ทำไม เดลโกรธเขาทำไม

“มึงเอาแต่โทษมันว่ามันโกหกมึง แล้วทีมึงล่ะ มึงก็โกหกกูเหมือนกันรึเปล่า”

“กูโกหกอะไรมึง”

“มึงหลอกใช้กูไงดิม!”

เขาชะงัก

“มึงหลอกให้กูหาข้อมูลของพี่ดาให้มึงมากี่ปีโดยที่ไม่แม้จะบอกความจริงให้กูรู้เลย”

“เราเคลียร์เรื่องนี้จบไปแล้วนะเดล”

“เออ กูจบ แต่จบในกรณีที่กูนึกว่ามีแค่กูคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ไง!”

ดวงตาสีดำสนิทของอีกฝ่ายฉ่ำวาวกว่าทุกครั้งที่มอง

เขาไม่เคยเห็น...ไม่เคยเห็นเดลเป็นแบบนี้เลยสักครั้งเดียว

“กูคิด กูคิดมาตลอดว่ามันไม่เป็นไรหรอก แค่โดนหลอกใช้แค่นี้เรื่องเล็ก ยังไงมึงก็ไม่เคยเชื่อใจใครอยู่แล้ว แล้วนี่อะไรอะดิม มึงเล่าทุกอย่างให้ทีนฟังแล้วปล่อยให้กูเป็นหมาเหรอ!”

หัวใจเขาเจ็บปวดราวกับโดนมือล่องหนมาบีบไว้แน่น

“กูจะไม่โกรธที่มึงหลอกใช้กูเลยดิม ถ้ามึงทำกับทุกคนเหมือนกับที่ทำกับกู แต่นี่อะไรอะ นี่มันอะไรอะดิม กูเป็นเพื่อนมึงจริงๆ รึเปล่า หรือกูแค่คิดไปเองว่ากูเป็นเพื่อนกับมึงทั้งๆ ที่มึงไม่เคยมองกูเป็นเพื่อนเลย”

คำพูดของเดลเหมือนมีดที่แทงเข้ามาในใจเข้าซ้ำๆ

“ตอนแรกกูคิดว่ากูเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องพี่ดา มึงรู้ไหมดิม...”

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ตอนที่กูคิดว่ามึงไว้ใจกู กูดีใจมาก กูดีใจมาตลอดจนกระทั่งรู้ว่าเรื่องทุกอย่างกูคิดไปเองทั้งหมด กูดีใจมาตลอดจนกระทั่งถึงตอนที่ทีนหันไปสบตามึงเมื่อกี้เลยดิม”

หัวใจของเขาเป็นแผลเหวอะหวะ

“สายตาแบบนั้น ท่าทางแบบนั้น ดูยังไงก็รู้ว่าทีนต้องรู้เรื่องพี่ดาอยู่แล้ว แล้วการโกหกของมันก็ยิ่งทำให้กูมั่นใจว่ามันรู้”

น้ำเสียงสั่นเครือนั้นไม่ต่างจากน้ำกรดที่กำลังกัดกร่อนหัวใจของเขาช้าๆ

“ตอนแรกที่กูจะพามึงไปเจอทีน เพราะกูกะจะเซอร์ไพรส์มึงว่ากูเจอพี่มึงแล้ว เพื่อนมึงคนนี้ทำทุกอย่างจนรู้ว่าพี่มึงอยู่กับทีน กูเลยอยากให้มึงมาเจอทีนเพื่อให้พวกเราไปเจอพี่ดาด้วยกัน แล้วนี่อะไร กูต้องมาเจอกับความจริงที่ว่ามีแค่กูคนเดียวที่เป็นควายเหรอดิม”

ไม่...ได้โปรด หยุด หยุดพูดเสียที

“กูยอมรับว่ากูขี้แกล้ง กูก็แค่อยากแกล้งมึงเหมือนอย่างที่กูชอบทำ อยากเห็นมึงมีความสุขเหมือนอย่างทุกที แล้วดูสิว่ามึงตอบแทนกูด้วยอะไร”

ใบหน้าเจ็บปวดของเพื่อนสนิทกำลังทำให้ตัวเขาแหลกสลายลงทีละเล็กทีละน้อย

“สุดท้าย มึงก็ไม่เคยมองกูเป็นเพื่อนเลย”

แล้วน้ำตาหยดแรกและหยดเดียวก็ไหลลงจากตาของคนพูด

แล้วเดลก็เดินจากไป ทิ้งพวกเขาสองคนไว้กับความเงียบงันและหัวใจที่เป็นแผลฉกรรจ์เกินเยียวยา

มีใครบางคนเคยบอกไว้ว่ามิตรภาพนั้นเป็นความสัมพันธ์ชั่วชีวิตที่แสนล้ำค่า เขาเองก็เคยหวังว่ามิตรภาพของพวกเขาสามคนจะคงอยู่ตลอดไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

แล้วก็เป็นเขาเองที่ทำทุกอย่างพังพินาศ

เป็นเขาเองที่ทำให้ดาวฤกษ์แห่งมิตรภาพต้องลาลับขอบฟ้าไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

มิตรภาพก็เปรียบเสมือนกระจก ถ้าลองได้แตกแล้วสักครั้ง ต่อให้เอากลับมาต่อกันใหม่มันก็ไม่มีวันเหมือนเดิม

ความระแวง ความกังวล ความโศกเศร้าเสียใจในครั้งนี้จะประทับอยู่ในใจของพวกเขาไปชั่วชีวิต ต่อให้หลังจากนี้กลับมาเป็นเพื่อนกัน ก็คงไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว

ไม่มีวันที่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

ดาวฤกษ์ของเขา...แตกสลายแล้ว...






**************************************************************************



จากที่วางแพลนไว้คืออีกไม่เกิน 5 ตอนน่าจะจบแล้วนะคะ ขอบคุณจริงๆ ที่ติดตามมาตลอด ฝากติดตามต่ออีกนิดนึงน้า >w<



**********************************************************************************************************

พูดคุยกันได้ที่ #ปราณดิม หรือ #หลงลุง ใน twitter นะคะ​






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น