แป้งเปียก.

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ไอสูรย์ตัวร้าย #2 น้ำตาไม่ช่วยอะไร? (RW)

ชื่อตอน : ไอสูรย์ตัวร้าย #2 น้ำตาไม่ช่วยอะไร? (RW)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 92.5k

ความคิดเห็น : 46

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มี.ค. 2559 22:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไอสูรย์ตัวร้าย #2 น้ำตาไม่ช่วยอะไร? (RW)
แบบอักษร

 

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/4866/1955066413-member.jpg

 

ไอสูรย์ตัวร้าย #2 น้ำตาไม่ช่วยอะไร?

 

การทนอยู่กับความรู้สึกเจ็บปวด..มันเหมือนเรากำลังตายทั้งเป็นลงไปอย่างช้าๆ โดยไม่มีวันหาทางออกของแสงสว่างได้เจอเลยเหมือนที่ผมกำลังเผชิญอยู่กับผู้ชายใจร้ายไม่มีหัวใจคนนี้ยังไงละครับ

ไอสูรย์!

เขาทำให้ผมหวาดกลัวทุกวินาทีที่เราต้องเผชิญหน้ากันและตอนนี้ผมก็กำลังนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับเขาในเช้าวันที่สองของการมาเยือนนรกที่ดูเหมือนสวรรค์ของพวกคนจน

“นายเรียนจบหรือยัง?”

นี่คือคำถามแรกของวันนี้ที่เราเผชิญหน้ากันผมอึดอัดจังเลยครับ...แต่ในเมื่อเขาถามผมก็ต้องตอบสินะ

“ยังครับ”

“อายุเท่าไหร่แล้ว?” สายตาไม่ได้มองผมแม้แต่นิดเดียวแถมคำพูดของเขาก็ดูจะเย็นชาแปลกๆ

“ปีนี้ก็ 20 แล้วครับ” เขาเงียบและผมก็พูดต่อ “แต่ผมลาออกแล้ว...เพราะไม่มีเงินค่าเทอมครับ” มันคือความจริงที่ผมอยากจะบอกถึงอยากเรียนมากแค่ไหนก็ตาม แต่เพราะผมจนมันก็จบแบบไม่ต้องเรียนได้ครับ

จะว่าไปถ้าเรียนจริงๆ ป่านนี้ผมคงจะอยู่ปี2 แล้วสินะนึกแล้วก็อยากกลับไปเรียนเพราะตอนที่ผมเพิ่งเข้ามาหาลัยใหม่ๆ ผมตั้งใจสอบเข้าเรียนที่นั่นมากครับแถมยังเป็นคณะที่ผมใฝ่ฝันมานานแต่พอสอบติดจ่ายค่าเทอมเทอมแรกไปก็แทบจุกผมสงสารแม่ก็เลยตัดสินใจลาออกหางานทำแต่ที่ไหนได้พอท่านมีสามีใหม่เงินที่ผมกับแม่หามามันก็เอาไปกินเหล้าหมดอะ...กรรมครับ!

“งั้นเหรอ?” หลังจากที่เงียบไปเขาก็รวบช้อนก่อนจะพูดขึ้นวันนี้เขาแต่งตัวดูดีเรียบร้อยมากถ้าให้เดาคงจะไปทำงานสินะ

“เหนือ”

“ครับนายน้อย”

“หาที่เรียนใหม่ให้เด็กคนนี้ด้วยฉันกลับจากญี่ปุ่นทุกอย่างต้องเรียบร้อย” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปโดยมีพี่ใต้เดินตามหลังไปติดๆ ผมหันไปมองแผ่นหลังที่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่เข้าใจ

“พี่เหนือ...ทำไมเขาถึงทำแบบนี้ครับ” ผมหันไปถามคนที่ยังยืนอยู่ข้างๆ อย่างไม่เข้าใจ

“ไม่ทราบครับ” แม้จะตอบอย่างนั้นแต่ใบหน้าที่แสนอ่อนโยนก็ยังคงยิ้มให้ผมตลอดเวลา

“แล้วเขาไปญี่ปุ่นทำไม?”

“งานด่วนครับ”

“พี่ไม่ไปด้วยเหรอ?” ผมถามเมื่อเห็นว่าเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม

“มีหน้าที่ดูแลคุณอ๋องน้อยครับ...

“ถ้าอยากเรียกชื่อนี้จริงๆ รบกวนพี่เรียกแค่อ๋องน้อยก็พอครับ” สบตากับคนที่มองผมอยู่ก่อนแล้ว ใครจะไปอยากมีคำนำหน้าว่าคุณแถมต่อท้ายด้วยน้อยนี่อีกทั้งๆ ที่ชื่อเล่นจริงๆ ของผมคืออ๋อง

“ครับส่วนหน้าที่ดูแลนายน้อยตอนไปญี่ปุ่นเป็นของใต้” ผมพยักหน้าก่อนจะหันกลับมากินข้าวต่อแม้ว่าจะกินไม่ลงแล้วก็ตาม “ไม่อร่อยเหรอครับ”

“อร่อยครับ แต่ผมคิดถึงแม่คิดถึงบ้านผมอยากกลับบ้าน” น้ำตาไหลออกมาจนได้สินะไอ้อ๋อง

“อย่าร้องไห้ไปเลยครับแต่พี่ต้องขอโทษที่ทำตามความต้องการของอ๋องน้อยไม่ได้” น้ำเสียงของพี่เหนือฟังดูเศร้าเหมือนกำลังเห็นใจผมอยู่เพราะฉะนั้นผมก็ควรจะเห็นใจพี่เหนือเหมือนกันสินะ

“ผมเข้าใจครับผมจะทนจนกว่าจะเป็นอิสระจากผู้ชายไม่มีหัวใจคนนั้น!” ต่อให้น้ำตาไหลมากแค่ไหนก็ไม่สามารถเรียกร้องอิสรภาพได้ถ้าผมไม่มีลูกให้เขาหรือไม่มีร้อยล้านมาคืนเขา “ผมขอตัวนะครับ”

การต้องรับรู้ว่าตัวเองไม่มีค่าและไร้ตัวตนในสายตาของผู้ชายที่ยอมทุ้มเงินประมูลมาตั้งมากมายยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแย่ ต่อให้พยายามข่มดวงตาทั้งสองข้างให้หลับลงมากแค่ไหนก็ตามแต่เหมือนมันไม่ยอมให้ความร่วมมือ

ในทุกๆ วินาทีของการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ผมเหนื่อยและเหงามากๆ ถึงจะมีพี่เหนือแต่บ้านหลังนี้มันใหญ่โตจนเดินแทบไม่หมดและความใหญ่โตกว้างขวางของมันแต่คนที่อยู่อ่ศัยกลับน้อยนิดนี่แหละครับที่ทำให้เหงา

กี่วันแล้วนะที่ต้องนอนร้องไห้และคืนนี้ก็ด้วยเหรอ? ผมไม่เคยนอนร้องไห้หลายๆ คืนติดกันแบบนี้มาก่อนแต่พอเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้กลับฝืนยิ้มไม่ได้จริงๆ ถึงจะดีใจที่ไม่ได้เจอหน้าคนใจร้ายแต่ก็เหงาที่ต้องอยู่เงียบๆ ในบ้านหลังใหญ่นี้อยู่ดี

“เมื่อไหร่มันจะจบๆ สักที” น้ำตาไม่ยอมหยุดไหลพอๆ กับที่หัวใจผมกำลังเจ็บปวดทุกวัน

ผมนอนร้องไห้และเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้แต่ร่างกายกลับต้องตื่นขึ้นมากลางดึกอีกครั้งเมื่อรู้สึกได้ถึงสัมผัสที่หนักอึ้งตรงหน้าอกและช่วงขาของตัวเองตอนนี้ผมกำลังจะขาดอากาศหายใจยังไงก็ไม่รู้สิครับหรือถูกผีอำอยู่กันแน่ทำไมมันขยับตัวไปไหนไม่ได้แบบนี้นะ แต่ผีคงไม่มาอำผมด้วยกอดหรอกมั้ง

กอดคิ้วขมวดขึ้นดวงตาที่คิดว่าไม่อยากตื้นขึ้นมาเผชิญกับสิ่งที่คิดก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อมือข้างหนึ่งที่ยังเป็นอิสระสัมผัสได้ถึงร่างกายอุ่นๆ ของใครบางคน

“อื้อ..นอนเฉยๆ ได้ไหม?”

พรึบ!

เสียงนี่สามารถเรียกสติของผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาได้โดยทันที ไฟหัวเตียงถูกเปิดจนสว่างทำให้มองเห็นใบหน้าของใครอีกคน

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปมันทำให้ผมรู้สึกมีความสุขและเหงาแต่พอเห็นใบหน้าของเขาผมกลับรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันทีพอจะขยับตัวก็ยากซะเหลือเกินเมื่อมือหนาข้างหนึ่งกำลังกอดรัดเอวของผมเอาไว้ด้วยแรงมหาศาลแถมขาของเขายังเกยขาทั้งสองข้างของผมไว้ราวกับกอดหมอนข้างอีกต่างหาก

“ผมอึดอัด”

“ทำหน้าที่ให้เหมาะสมกับเงินที่ฉันเสียไปหน่อยสิ” ถึงจะเป็นคำพูดเบาหวิวที่ไม่อยากเสวนากลับมาสักเท่าไหร่แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดได้เหมือนกัน

เจ็บจนจุกและต้องเงียบปล่อยให้เขากอดอย่างนี้ พอเห็นว่าผมเงียบเจ้าชีวิตก็ขยับตัวเข้ามาซุกใบหน้าลงที่ซอกคอของผมจนลมหายใจร้อนผ่าวของเขาสัมผัสกับร่างกายผมจะพยายามไม่ร้องไห้อีก

 

เช้า

รู้สึกว่าผมจะตื่นสายแสงสว่างโผล่พ้นเข้ามากระทบสายตาจนต้องตื่นขึ้นมา...ผมขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งวินาทีแรกที่สายตาเบิกกว้างสัมผัสถึงการจ้องมองของดวงตาอีกคู่

ในตอนนี้อสูรตัวร้ายกำลังนั่งมองผมอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวปลายเตียงแววตาดูว่างเปล่าเหมือนไม่รู้สึกอะไร

เขาตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วทำอะไรผมหรือเปล่า?

รีบสำรวจทั่วร่างกายตัวเองจนเสียงของเขาดังขึ้นมา

“ฉันไม่ชอบแตะต้องคนที่ไม่สมยอมหรอกนะ”

เขากล้าพูดนะครับทั้งๆ ที่เมื่อคืนเพิ่งจะบังคับแล้วนอนกอดผม ประโยคนี้ผมคิดในใจก่อนจะเบือนหน้าหนีเบ้ปากไปทางอื่นถ้าพูดออกไปมีหวังซวยแต่เช้า

“รีบไปอาบน้ำซะวันนี้นายต้องไปเรียนหนังสือ” เขาบอกก่อนจะเดินออกไปจากห้องแต่เสียงของผมก็เรียกเขาให้หยุดเดินไว้ได้ทัน

“แล้วเสื้อผ้าผมละ?”

“อยู่ในตู้ฉันให้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น!

ปัง!

ประตูห้องถูกปิดลง ผู้ชายบ้าอำนาจก็หายไปทำไมเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่เขาไม่อยู่ถึงได้ผ่านไปเร็วขนาดนี้นะแถมความสุขของผมก็หายไปตามๆ กัน

คิดไปก็เท่านั้นเพราะถึงยังไงตอนนี้ผมก็ต้องรีบไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปหาเขาตามคำสั่งภายในครึ่งชั่วโมง

“ยกเลิกประชุมนี้ไปซะ เสียงของเขาดังขึ้นมาพร้อมกับฝ่าเท้าทั้งสองข้างของผมที่หยุดขยับ

“แต่งานนี้สำคัญนะครับ”

“ไม่ว่าจะสำคัญแค่ไหน? ฉันจะไม่ร่วมงานกับคนที่ไม่มีความรับผิดชอบถ้าไม่เข้าใจก็ลาออกไปซะ”

เขากำลังโกรธใครกันและดูเหมือนว่าจะโกรธมากด้วย?

“ผมขอโทษครับนายน้อย”

ความเงียบเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินตรงมาพอคิดจะหลบก็ไม่ทันซะแล้วเพราะตอนนี้เขากำลังยืนจ้องหน้าผมเขม็งเลย

“คราวหลังอย่าทำตัวเสียมารยาทแบบนี้อีก” เขาเน้นทุกคนจนร่างกายผมสั่นเพราะความกลัวไปหมดแล้ว ผมก็ไม่อยากเสียมารยาทหรอกแต่ขามันไม่ยอมขยับออกไปต่างหาก

หมับ!

หัวไหล่ถูกรั้งเอาไว้ด้วยน้ำมืออสูรตัวร้ายแรงบีบที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ผมรู้สึกปวดร้าวไปหมด ผมจ้องตาเขาด้วยความรู้สึกกลัวพี่เหนือกับพี่ใต้เองก็ไม่กล้าจะเข้ามาห้ามเพราะรู้นิสัยนายน้อยของพวกเขาดี

จะหนีไปไหนได้ละอ๋อง!

“เจ็บ...” ต่อให้พยายามบอกเขาแค่ไหนแววตาที่จ้องผมก็ยังดูน่ากลัวและเย็นชาตลอดเวลา

“ช่วยจำไว้ให้ดีๆ ก็แล้วกัน หากครั้งหน้ายังมีแบบนี้อีกเราได้เห็นดีกัน”

ตุบ!

เขาผลักผมจนล้มลงไปนั่งกองกับพื้นก่อนที่จะเดินออกไปสักพักเสียงรถก็ดังขึ้นด้วยความเร็วส่วนผมที่นั่งกองอยู่กับพื้นก็ต้องร้องไห้ออกมาทันทีพี่เหลือกับพี่ใต้จึงวิ่งเข้ามาหา

“เป็นอะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงของพี่ใต้ฟังดูเป็นห่วงมากๆ ส่วนผมก็ไม่มีคำตอบให้เขานอกจากน้ำตา

“ขอโทษนะขอโทษจริงๆ ที่พวกพี่สองคนช่วยอะไรอ๋องน้อยไม่ได้” พี่เหนือเอาแต่พูดว่าขอโทษก่อนจะเดินอ้อมมาพยุงผมให้ลุกขึ้นยืนแล้วช่วยพยุงผมไปนั่งที่โซฟา

“นายไม่น่าลงมาตอนนี้เลย” พี่ใต้บอกกับผมอีกครั้งสีหน้าของเขาก็ไม่ต่างไปจากพี่เหนือเลย “นายน้อยกำลังโกรธ”

“แล้วผมก็แค่ต้องรับเคราะห์ที่ไม่รู้เรื่องเพราะอารมณ์ของผู้ชายคนนั้นใช่หรือเปล่าละ?” ผมพูดต่อท้ายประโยคที่ดูเหมือนว่าจะพูดไม่จบของพี่ใต้ออกไปแล้วมองหน้าพวกเขาสองคนทั้งน้ำตาผมก็อยากเข้มแข็งอยากร้ายกาจแต่พอเจอเขาไอสูรย์ผมกลับทำมันไม่ได้สักครั้งเดียว

“อ๋องน้อย!

“พวกพี่ไปส่งผมที่มหาลัยเถอะครับผมไม่อยากอยู่ที่นี่นานเกินไปถ้าเป็นไปได้ออกไปแล้วไม่กลับมาเลยยังจะดีกว่าอีก...” ปาดน้ำตาตัวเองทิ้งก่อนจะลุกขึ้นยืน ผมเดินออกมาจากที่ตรงนั้นตอนนี้รู้สึกเหนื่อยกับสิ่งที่ต้องเผชิญเหนื่อยกับผู้ชายอารมณ์แปรปรวนคนนั้นซะเหลือเกิน

บรืนนน น น นน

เสียงรถคันที่ผมนั่งออกมาจากวังพญาอสูรแล่นเข้าไปจอดในมหาลัยเอกชน เท่าที่ฟังมาตลอดทางผมมีตำแหน่งใหม่ค้ำคอนั่นก็คือน้องชายบุตรธรรมของผู้ชายไม่มีหัวใจคนนั้น

หึหึ!! มันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับผมเพราะเขาคือนักธุรกิจที่ทุกคนรู้จักแล้วผมก็ต้องกลายเป็นที่จับตามองของทุกคนไปด้วยแถมมหาลัยนี่ยังเป็นของญาติสนิทเขาอีกด้วย เท่ากับว่าผมไม่เคยหนีไปจากนรกขุมนี้ได้เลยต่างหาก

“นี่นะเหรอเด็กของหมอนั่น?”

เสียงหนึ่งดังขึ้นมาหลังจากที่ผมลงจากรถแล้วเดินตามพวกเขาสองคนเข้ามาในห้องอธิการของมหาลัยนี้ แต่เขากลับดูหล่อเกินตำแหน่งที่นั่งอยู่

“ครับคุณชุน!” อย่าบอกนะว่าผู้ชายหน้าหล่ออายุน่าจะแกกว่าไอสูรย์สักปีสองปีคนนี้คือเจ้าของมหาลัยนี้

“งั้นเหรอ! ก็ไม่เลวนี่” มือข้างหนึ่งของคุณชุนกำลังยื่นเข้ามาตรงหน้าเพื่อจะจับปลายคางของผมแต่พี่ใต้กลับดึงผมให้ออกห่างซะก่อน

“ขอโทษครับคุณชุน...แต่อย่าแตะต้องคนของนายน้อยน่าจะดีกว่า”

คนของนายน้อย! ฟังเหมือนสำคัญทั้งๆ ที่ไม่มีความสำคัญอะไรเลย

“นายนี่หวงของแทนเจ้านายจริงๆ เลยสมแล้วที่เป็นลูกน้องของหมอนั่น” คุณชุนพูดออกมาก่อนจะเบือนหน้ามามองผมแววตาก็ไร้ความรู้สึกเหมือนกันทั้งตระกูล

“ชื่ออะไรนะเรา?”

“อ๋องครับ”

“เอาละ! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปฉันยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่อย่างนายที่มีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่นที่เขาอยากได้มาตลอดรักษามันไว้ให้ดีนะ...เพราะฉันเชื่อว่านายสามารถทำให้หมอนั่นเปลี่ยนได้ หึหึ!! ตามมาสิ...

ผมไม่เข้าใจหรอกว่าเขาหมายความว่ายังไงแต่ตอนนี้ผมคงต้องตามเขาไปสินะ

“ส่วนพวกนายสองคนกลับไปได้แล้วไม่ต้องห่วงหรอก! ฉันจะไม่แตะต้องของหมอนั่นถ้าไม่จำเป็นเย็นๆ ค่อยมารับกลับ” พี่เหนือกับพี่ใต้ดูจะลังเลแต่พอผมหันไปมองหน้าพวกเขาก่อนจะพยักหน้าให้จึงยอมกลับไปแต่โดยดี

ตลอดทางเดินผมกลายเป็นที่จับตามองทำไมมหาลัยนี้ถึงได้มีคนน้อยซะเหลือเกินน้อยจนน่าสงสัยว่าสถานที่ใหญ่ๆ แบบนี้ใช่มหาลัยจริงๆ เหรอ?

“สงสัยหรือยังไง?” เสียงของคนที่เดินนำหน้าดังขึ้นมา

“ครับ”

“ไม่ต้องสงสัยหรอกจะว่าไปที่นี่ก็ไม่เชิงมหาลัย...แต่ฉันจะรับเฉพาะพวกลูกคุณหนูที่ขี้เกียจแต่มีเงินเท่านั้นมันเลยดูน้อยไปแต่รับรองได้ว่าประสิทธิภาพดี” และแล้วความสงสัยก็หายไปหมดแต่ผมก็ไม่ใช่พวกลูกคนรวยแต่เป็นลูกคนจนต่างหากละ

“แต่ผมไม่ใช่ลูกคนรวย”

“แต่นายกำลังจะเป็นเมียหมอนั่น”

ตุบ!

เขาหยุดเดินจนผมไม่ทันตั้งตัวชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างนั้นทันทีคุณชุนหันกลับมามองก่อนจะยิ้มให้ผมไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นมิตรหรือศัตรูแต่ผมก็ไม่อยากสร้างศัตรูอยู่ดี

“ผมไม่ใช่เมียเขา!

“อีกไม่นานก็ใช่อยู่ใกล้หมอนั่นนานๆ ระวังจะตกหลุมรัก” ผมไม่ชอบเลยน้ำเสียงและคำพูดของเขาแถมท่าทางเหมือนกำลังเดาใจคนอื่นแบบนี้ก็ด้วย

“ผมจะไม่รักผู้ชายคนนั้นเขาไม่มีหัวใจ”

“ใจเด็ดดีนี่ว่าแล้วทำไมนายถึงถูกเลือกแถมยังแพงซะด้วย”

“คุณรู้แต่ถ้าจะพูดให้ถูกเขาประมูลผมมาไม่ใช่เลือกนะครับ” ผมแก้ตัวในสิ่งที่เขาพูดผิดก็ผมมันถูกซื้อมาด้วยเงินประมูลนี่ครับ

 

“ต่อปากต่อคำเก่งเหลือเกินนะนานไปก็จะรู้เองว่าเลือกหรือประมูลมากันแน่” จบประโยคนั้นเขาก็หันกลับไปก่อนจะเดินต่อผมเองก็ต้องเดินตามไปด้วย

ประตูห้องกว้างห้องหนึ่งถูกมือหนาตรงหน้าผลักเข้าไปพร้อมกับทุกสายตาที่หันมามองทางพวกเราสองคนแต่ทุกสายตาที่ผมสังเกตได้กลับมองมาที่ผมมากกว่า

มีแต่ผู้ชายงั้นเหรอ?

แถมหน้าตาแต่ละคนยังจัดได้ว่าดูดีและเหมาะสมกับฐานะซะจริงๆ

“ขอโทษที่มาขัดจังหวะแต่วันนี้ฉันมีเด็กใหม่มาแนะนำ” คุณชุนบอกก่อนจะหันมาทางผม “เข้ามาสิอ๋องน้อย”

ชื่อนี้อีกแล้วทำไมทุกคนต้องเรียกผมแบบนี้ด้วยละ เฮ้อ! เพลียครับ

“ชื่อน่ารักจังครับ” เสียงหนึ่งในห้องดังขึ้นมาก่อนจะมีเสียงสมทบแววตาทุกคนที่มองผมบางคนก็เหมือนจะเป็นมิตรแต่บางคนก็ไม่ใช่

“ฝากด้วยนะ”

“ครับคุณชุน...

“เดี๋ยวครับ!” ผมวิ่งตามเขาออกไปร่างสูงหยุดเดินก่อนจะหันกลับมามอง

“มีอะไร?”

“ผมต้องเรียนอะไร?”

“ทุกอย่างที่มหาลัยนี้สอนเพราะโดยส่วนใหญ่คนพวกนี้ที่เรียนอยู่จบไปก็ต้องช่วยธุรกิจครอบครัวกันทั้งนั้นหรือจะพูดให้ถูกทุกอย่างที่ทำกำไรให้กับครอบครัวนั่นคือสิ่งที่นายต้องเรียน” ผมขมวดคิ้วเข้าหากันทันทีผมไม่มีธุรกิจและผมก็ไม่รวยขนาดที่จะสร้างมันได้หรอกนะครับจะให้ผมเรียนไปทำไม?

“ผมไม่...

“ตอนนี้ไม่แต่ต่อไปไม่แน่กลับไปเรียนได้แล้วฉันไม่อยากถูกเด็กอย่างหมอนั่นโทรมาด่าหรอกนะ” พูดจบเขาก็เดินออกไปเหลือก็แต่ผมที่ยืนเกร็งอยู่หน้าห้องก่อนจะถอนหายใจแล้วยอมเดินเข้าไปด้านในทุกคนก็ยังมองผมเหมือนคนแปลกหน้าอยู่ดี

“ไปนั่งโต๊ะสุดท้ายริมหน้าต่างนั่น” อาจารย์ที่สอนอยู่เอ่ยขึ้นมาถึงน้ำเสียงจะปกติแต่ผมก็หวั่นใจอยู่ดี ผมหันไปมองตามที่มือเรียวนั้นชี้ไปก่อนจะเดินไปนั่งตลอดทางเดินก็ถูกจับตามองเหมือนคนแปลกหน้า

“เอาละเริ่มเรียนกันต่อนะครับ”

แม้แต่อาจารย์หน้าตาของเขายังดูดีไม่ต่างไปจากพวกที่นั่งเรียนอยู่เลย

เฮ้อ! ผมไม่รู้จักใครเลยด้วยซ้ำแถมผมไม่ชอบเรียนทุกอย่างที่ลูกคนรวยต้องเรียนหรอกนะผมเกลียดมันทุกอย่างเลยก็ว่าได้เรียนไปก็ไม่เข้าสมองหรอกครับ มหาลัยอะไรก็ไม่รู้ไม่ต่างจากมานั่งเรียนแบบเด็กๆ แต่ระดับการเรียนสูงขึ้นก็เท่านั้นเอง

“สวัสดี” หลังจากที่นั่งคิดในใจอยู่นานก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้างของผมพอหันไปมองตามเสียงเรียกก็เห็นผู้ชายร่างสูงใหญ่หุ่นดีใช้ได้หน้าตาเขาก็เช่นกันแต่ท่าทางเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน “ชื่ออ๋องน้อยเหรอ? ฉันฟานนะ”

ผมไม่ชอบชื่อตัวเองเอาซะเลยทำไมต้องเติมน้อยไปให้ด้วย

“ครับ...ยินดีที่ได้รู้จัก”

“เด็กใหม่เหรอ? ว่าแต่พ่อนายทำธุรกิจอะไร?” เขาชวนผมคุยแล้วผมจะตอบว่ายังไงละในเมื่อแม่บอกผมว่าพ่อแท้ๆ จากไปตั้งนานแล้วส่วนพ่อเลี้ยงมันก็เลวจนต้องเอาผมไปประมูลผมจนไม่ได้รวยและผมก็ถูกบังคับให้มาเรียนที่นี่

จะว่าไปไอสูรย์ไม่คิดจะปล่อยผมไปไหนเลยหรือยังไงกัน?

“พ่อผมจากไปนานแล้วครับ”

“งั้นฉันต้องถามว่าครอบครัวนายทำธุรกิจอะไรถึงจะถูกใช่ไหม?” เขายิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตรก่อนจะตั้งคำถามใหม่ผู้ชายคนนี้ดูเป็นมิตรพอๆ กับพี่เหนือและพี่ใต้เลยก็ว่าได้ครับ

“ฟาน! ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วก่อกวนคนอื่นนายก็ควรหลับต่อไปซะ” เสียงของอาจารย์ดังขึ้นมาทำให้การสนทนาของพวกผมสองคนหยุดลง

“ครับฮันนี่...” ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ชื่อฮันนี่หรือที่หมอนี่เรียกเพราะอยากแกล้งแต่ตอนนี้สีหน้าของอาจารย์ก็ดูแดงซะ

“ออกไปนอกห้องซะ!

หือ! ถึงจะน่ารักแต่อาจารย์ก็โหดได้เหมือนกันแล้วคราวนี้ผมจะคุยกับใครละครับ?

“ครับๆ ฮันนี่” ฟานลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะเดินเกาหัวตัวเองออกจากห้องเรียนไป

เฮ้อ! ทำไมวันนี้ชีวิตผมถึงได้วุ่นวายนักนะ...วุ่นวายเพราะนายคนเดียวไอสูรย์!

 

 

ความคิดเห็น

}