หอหมื่นอักษร

- เขายอมที่จะเป็นคนเห็นแก่ตัว เพื่อที่จะได้นางผู้เป็นรักไว้เคียงข้างกาย - ติดตามความสนุกได้ทุกวัน เวลาประมาณ 4 โมงเย็นเจ้าค่าาา

ตอนที่ 13 ยิ้มเยาะโลก

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 ยิ้มเยาะโลก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.4k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2561 14:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 ยิ้มเยาะโลก
แบบอักษร




เมื่อเห็นว่าตวนมู่อีอีไม่ยอมลดราวาศอก สุดท้ายมู่หรงชีชีก็เริ่มโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว  นางทนมานานมากพอแล้ว แต่สตรีคนนี้ก็ยังบีบบังคับนาง เช่นนั้นนางก็ไม่จำเป็นต้องออมมืออีกต่อไป

“ได้!” มู่หรงชีชีหยิบกล่องใบหนึ่งออกมา เปิดออกและวางไว้ด้านหน้าของทุกคน ในกล่องนั้นมีโอสถสีขาวบริสุทธิ์ประดุจหยกขาววางอยู่เม็ดหนึ่ง ปล่อยกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยออกมา “นี่คือโอสถผิวหิมะ ถ้าหากข้าแพ้ โอสถนี้จะเป็นของเจ้า แต่หากเจ้าแพ้ขึ้นมา เจ้าจะต้องกระโดดลงไปในทะเลสาบเช่นกัน!”

“โอสถผิวหิมะงั้นหรือ” จากเดิมที่ไม่คิดว่ามู่หรงชีชีจะมีของล้ำค่า แต่คิดไม่ถึงว่าของที่นางเอามาพนันนั้นจะเป็น “โอสถผิวหิมะ” ของคุณชายเหลียน ทำให้ทุกสายตามองนางเปลี่ยนไปอย่างทันที

โอสถผิวหิมะคือเครื่องประทินโฉมชั้นดี ที่ปรุงขึ้นโดยคุณชายเหลียนหมอพิลึก ตามคำร่ำลือนั้นเพียงแค่ได้ทานโอสถนี้ก็สามารถคงความอ่อนเยาว์ ผิวพรรณไม่ย่อนคล้อยตามอายุขัย แต่เหตุใดมู่หรงชีชีจึงมีโอสถนี้ได้

“แค่เจ้าพูดว่าเป็นโอสถผิวหิมะ แล้วจะเป็นโอสถผิวหิมะจริงๆ เช่นนั้นหรือ ใครจะไปรู้ว่าเจ้าจะเอาอะไรมาแล้วมาบอกว่าเป็นโอสถผิวหิมะ......”

ตวนมู่อีอียังพูดไม่ทันจบ ไป๋มู่เฟยก็หยิบกล่องนั้นขึ้นมามองอย่างพินิจพิจารณา แล้วพูดคำตอบออกมา “เป็นโอสถผิวหิมะจริงๆ ด้วย คุณหนูสามช่างทุ่มทุนเสียจริงๆ”

ทุกคนต่างก็รู้ดีถึง “ความตาถึง” ของไป๋มู่เฟย เมื่อเขามั่นใจว่านี่คือ“โอสถผิวหิมะ” คนอื่นๆ ก็ไม่สามารถโต้เถียงได้อีก

เหตุใดมู่หรงชีชีมีจึงโอสถผิวหิมะได้ หรือว่านางจะรู้จักคุณชายเหลียนหมอพิลึก? ภายในจิตใจของมู่หรงซินเหลียนในตอนนี้ช่างเหมือนกับทำขวดเครื่องปรุงคว่ำ รสชาติมันช่างแปลกประหลาด นางอยากเห็นเรื่องสนุก อยากเห็นตวนมู่อีอีดูถูกเหยียดหยามมู่หรงชีชี แต่ตอนนี้นางก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ถึงได้มีความกังวลผุดขึ้นมาในใจ


สิ่งที่มู่หรงชีชีทำให้มู่หรงซินเหลียนต้องแปลกใจมีมากมายนัก นางยังเป็นมู่หรงชีชีที่น่าสงสารคนเดียวกับตอนบ่ายหรือไม่


ตวนมู่อีอีจับจ้อง “โอสถผิวหิมะ” ด้วยตาเป็นประกาย ถ้านางชนะมู่หรงชีชี โอสถเม็ดนี้ก็จะเป็นของนาง นางจะเอาไปมอบให้ท่านอาตวนมู่ชิง ไม่มีสตรีใดที่ไม่รักสวยรักงาม ยิ่งเป็นสตรีที่สูงส่งที่สุดในฝ่ายใน มู่หรงเสวี่ยเหลียนก็เป็นเพราะหน้าตางดงามมีเสน่ห์ ฮ่องเต้จึงโปรดปรานนาง ถึงได้ขึ้นเป็นกุ้ยเฟยมิใช่หรือ

รอนางถวายโอสถผิวหิมะให้ท่านอา นางจะต้องดีใจมากแน่ๆ และจะต้องมอบของรางวัลให้แก่ข้า เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็จะสามารถเอ่ยปากขอท่านอาเรื่องหลงเจ๋อจิ่งเทียน ตำแหน่งจิ้งหวางเฟยจะต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้ให้กับคนไร้ประโยชน์อย่างมู่หรงชีชี

“มู่หรงชีชี เจ้าไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้ ข้าก็คงประลองยุทธกับเจ้าไม่ได้ เดี๋ยวจะชนะไม่สมศักดิ์ศรี เช่นนั้นข้าจะแข่งบรรเลงเครื่องสายกับเจ้า ต้องบรรเลงและร้องเพลงไปพร้อมกัน”          

ถึงแม้สิ่งที่ตวนมู่อีอีพูดออกมาจะฟังดูดี แต่ใครบ้างที่จะไม่รู้ว่านางนั้นถนัดเล่นบรรเลงเครื่องสาย หากพูดถึงเรื่องการบรรเลงเครื่องสายแล้ว แม้แต่สาวงามที่สุดในเมืองหลวงอย่างมู่หรงซินเหลียนก็ยังต้องยอมแพ้ให้กับนาง อีกทั้งนางยังมีน้ำเสียงไพเราะดั่งเสียงนกขมิ้น เมื่อแข่งกันเช่นนี้ ก็เหมือนกับนางกำลังรังแกมู่หรงชีชีชัดๆ

“ตวนมู่อีอี แข่งแบบนี้มันไม่ยุติธรรมแม้แต่น้อย” ซั่งกวานอู๋จี้อดไม่ได้ที่จะออกมาปกป้องมู่หรงชีชี เขาไม่ชอบท่าทางเอาแต่ใจของตวนมู่อีอี ทั้งๆ ที่มู่หรงชีชีไม่ได้ทำอะไรเลย เหตุใดตวนมู่อีอีจึงจ้องแต่จะหาเรื่องนางเล่า

“ซั่งกวานอู๋จี้ นี่เป็นการพนันระหว่างข้ากับนาง เจ้าไม่มีสิทธิ์มายุ่ง! มู่หรงชีชี หากเจ้ารู้จักที่ต่ำที่สูง ก็ขอยอมแพ้เสียดีๆ แล้วกระโดดลงทะเลสาบไป ไม่แน่ว่า อาจจะมีวีรบุรุษมาช่วยสาวงามก็เป็นได้...... ” ตวนมู่อีอีชำเลืองมองมู่หรงชีชีด้วยสายตาเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง

“คุณหนูตวนมู่ ข้าคิดว่าหูของเจ้าคงมีปัญหาแน่ ข้าพูดว่าจะยอมแพ้เสียเมื่อไหร่กัน”

สีหน้าอ่อนโยนของมู่หรงชีชีเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ซั่งกวานอู๋จี้ปกป้องนางมาหลายครั้ง จนนางคิดว่าเขาคือเพื่อนคนหนึ่ง ตอนนี้แม้แต่เขายังโดนตวนมู่อีอีพูดจาถากถาง ทำให้มู่หรงชีชีอดรู้สึกโมโหขึ้นมาไม่ได้

“เอาเวลาที่มาพูดเหน็บแนมเสียดสีข้าไปคิดดีกว่าว่าจะชนะข้าได้เช่นไร หากคุณหนูตวนมู่พ่ายแพ้แก่คนไร้ประโยชน์อย่างข้า น่ากลัวว่าเจ้าจะอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน......” มู่หรงชีชีฮึดฮัดเบาๆ สายตาของนางแสดงถึงความมั่นใจ จนกลบรัศมีของตวนมู่อีอีไปเสียหมด

“เจ้า!” ตวนมู่อีอีถูกมู่หรงชีชีขัดคอเสียจนพูดอะไรไม่ออก “มู่หรงชีชีอย่ามาทำปากแข็งเสียเลย พวกเจ้ามานี่สิ ไปเอากู่ฉิน*มาให้ข้า”

เครื่องดนตรีของตวนมู่อีอีคือพิณกู่ฉิน มีชื่อว่า “ปี้ล่างฉิน” ดูเหมือนว่านางจะมีการเตรียมตัวมาพร้อม แต่มู่หรงชีชีก็หาได้สนใจไม่ แค่เพียงสั่งให้คนไปหาหลิ่วฉิน**[2]ธรรมดามา ทดลองเสียงเล็กน้อย

เมื่อเห็นพิณหลิวฉินในอ้อมแขนของมู่หรงชีชี ต่วนมู่อีอีก็ดูถูกดูแคน พิณหลิวฉินส่วนใหญ่จะมีเพียงศิลปินชาวบ้านธรรมดาเท่านั้นที่เล่น คุณหนูตระกูลใหญ่ส่วนมากจะเลือกเรียนเครื่องสายที่ดูมีรสนิยมอย่างกู่เจิง กู่ฉิน ไม่มีใครไปบรรเลงเครื่องดนตรีอย่างหลิ่วฉินหรอก แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ตวนมู่อีอีก็รู้สึกว่าตัวเองชนะแล้ว

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น นางก็ยังละเอียดรอบคอบ เพราะนางรู้ดีว่าวันนี้นางจะแพ้ไม่ได้ การแข่งขันครั้งนี้ต้องรู้เขารู้เราถึงจะดี นางจึงเลือกถอยไปยืนด้านข้าง ให้มู่หรงชีชีแสดงก่อน

“เจ้าแน่ใจแล้วหรือ” มู่หรงชีชีรู้ว่าตวนมู่อีอีคิดอะไรอยู่ในใจ นางก็ดูถูกอยู่ในใจ ถือหลิ่วฉินไปนั่งบนหินก้อนใหญ่ใกล้ๆ ศาลา นิ้วเรียวสวยดีดสายหลิ่วฉิน เพลงยิ้มเยาะโลก***[3]ถูกบรรเลงออกมาผ่านนิ้วมือของนาง



โลกนี้ช่างน่าขัน

ความลุ่มหลงชวนระอา

ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาก็คงดี

ชีวิตนี้ยังมิสิ้น

แต่ใจข้าไร้สิ่งใดให้ห่วงหา

เพียงแลกครึ่งชีวิตที่เหลือได้เริงรมย์

ยามตื่นแย้มยิ้มกับผู้คน

หลับฝันกลับลืมสิ้น

ทอดถอนใจ ไยนภามืดเร็วนัก

ชาติหน้ามิอาจรู้

รักหรือแค้นล้วนลบเลือน

ชีวิตนั้นสั้นจงเริงรื่น

ตัวข้าเพียงปรารถนาสุขสำราญจนแก่เฒ่า

สายลมเหน็บหนาวเพียงใด ข้าไม่หลีกหนี

บุปผางามเพียงใด ข้ามิปรารถนา

ให้ข้าล่องลอยไป

นภายิ่งสูง ใจยิ่งเล็ก

ไม่ไถ่ถามอันใดให้มากความ

เมามายเพียงลำพัง

วันนี้โศก พรุ่งนี้สุข

ไม่ขอใครเข้าใจข้า

ทะนงในกายา

บทเพลงยังขับขาน เริงระบำรำไป

ราตรีเนิ่นนานมิรู้แจ้ง

เสาะแสวงหาความรื่นรมย์



ภายใต้แสงจันทร์นวลตา ใบหน้าของมู่หรงชีชีที่แสดงถึงความมั่นใจดึงดูดสายตาของทุกคนไว้ หญิงสาวที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความมั่นใจนั้นช่างงดงาม ทุกคนต่างมองข้ามใบหน้าธรรมดาของนาง ลืมเลือนข่าว “เสียๆ หายๆ” ทั้งหมดทั้งมวลของนาง

“ทะนงในกายา......” หลี่อวิ๋นชิงหรี่ตามองมู่หรงชีชี จุดที่อ่อนโยนที่สุดภายในใจของเขาถูกเพลงของนางทำให้หวั่นไหว นี่คือตัวตนที่แท้จริงของเจ้าอย่างนั้นหรือ ทะนงตน มั่นใจในตัวเอง สุขใจเมื่อสมปรารถนา ที่แท้นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการ......


นอกจากหลี่อวิ๋นชิง ยังมีซั่งกวานอู๋จี้อีกคนที่จับจ้องมู่หรงชีชีไม่วางตา


ใช่แล้ว นางไม่ได้สวยที่สุด แต่นางนั้นน่าหลงใหลที่สุด

จะสุขจะเศร้าก็งดงามหาใดเปรียบ ซั่งกวานอู๋จี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่าสตรีก็สามารถใจกว้างและกล้าหาญได้เช่นกัน ทำให้อดไม่ได้ที่จะค้นหา แต่น่าเสียดาย......สตรีที่ดีงามเช่นนี้กลับมีการหมั้นหมายอยู่ก่อนแล้ว อีกไม่นานนางก็จะแต่งงานแล้ว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ สายตาของซั่งกวานอู๋จี้ก็หม่นหมองลง

สายตาของทุกคนต่างถูกมู่หรงชีชีที่บรรเลงเพลงอยู่บนหินก้อนใหญ่อย่างสง่างามดึงดูด ไม่มีใครสังเกตเห็นแววตาลุ่มลึกที่ซ่อนอยู่ในเงามืด กำลังจับจ้องมู่หรงชีชีดั่งเช่นนักล่าที่มองเห็นเหยื่อ คาดไม่ถึงว่าของล้ำค่าที่ตามหามาเนิ่นนานจะปรากฏตัวในตระกูลมู่หรง แววตาเป็นประกายคู่นั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นแววตาเพ้อฝัน


เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้?


ตวนมู่อีอีมองมู่หรงชีชีอย่างไม่เชื่อสายตา มู่หรงชีชีบรรเลงเพลงอย่างสง่างามเป็นธรรมชาติ ต่อให้เป็นตัวนางเองก็ทำไม่ได้ จะทำเช่นไร! ข้าจะทำเช่นไรดี! ตวนมู่อีอีกำแขนเสื้อแน่น แค่ได้ดูสีหน้าของคนอื่นๆ นางก็รู้ว่ามู่หรงชีชีชนะแล้ว ยังไม่ทันได้แข่ง นางก็แพ้อย่างสิ้นเชิง

เพลงจบลง มู่หรงชีชีก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก้มหน้ายิ้มแย้มมองหน้าทุกคน “เป็นเช่นไร ยังพอฟังได้ใช่หรือไม่”







กู่ฉิน(古琴)* : เครื่องสายชนิดหนึ่งของจีน มีเจ็ดสาย 

หลิ่วฉิน(柳琴)** : เครื่องสายชนิดหนึ่งของจีน ลักษณะคล้ายผีผา แต่เล็กกว่า

เพลงยิ้มเยาะโลก :《笑红尘》*** เพลงประกอบภาพยนตร์เดชคัมภีร์เทวดาภาค3 ขับร้องโดยเฉินชูฮว่า


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น