Kitsunez

ขอฝากเรื่องนี้ในใจของทุกคนด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับการอ่านและคอมเม้นของทุกๆคนที่ทำให้มีแรงใจในการเขียนขึ้นค่ะ สามารถคอมเม้นเข้ามากันเยอะๆนะคะ จะรออ่านของทุกคนเลย :)

ตอนที่ 1 ปราสาทโอซาก้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 ปราสาทโอซาก้า

คำค้น : ตอนที่1 ปราสาท

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ย. 2561 12:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 ปราสาทโอซาก้า
แบบอักษร

ผมแทบไม่อยากจะเชื่อเลย คนตรงหน้าผมคือพี่เมซเซจ...คนที่ผมเคยรักมากๆและยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา แม้สุดท้ายเราจะจบกันไม่สวยสักเท่าไหร่..ไม่สิมันคือการจบที่แย่มากสำหรับผม เพราะมันทำให้ผมไม่อยากคบใครอีก...ตั้งแต่เลิกกับพี่เขาเลยด้วยซ้ำไป

“ที่รักก สนใจเค้าหน่อยสิ”

เสียงของคุณเบลล่าอ้อนพี่เมซเซจดังขึ้นทำให้ผมหลุดจากภวังค์ของตัวเอง เหมือนพี่เมซเซจจะส่งสายตากวนประสาทให้ผมพร้อมหันไปคุยกันเบลล่า

“ว่าไงครับ เบลล์”

อา...เรื่องของพวกเราก็จบกันไปนานแล้วนี่นา ผมจะกลับไปคิดมันทำไมกันนะ ผมเลยส่งยิ้มแห้งๆให้กับกลุ่มของพวกเขาก่อนจะผละออกมา พร้อมตีแก้มตัวเองเบาๆเรียกสติ ไม่เอาน่า แสตมป์นี่มันก็แค่7วันเท่านั้นเอง..สู้! จริงๆผมไม่ได้รับผิดชอบทริปนี้ตั้งแต่แรกหรอกครับแต่พอดีว่า ‘พี่ต้นโอ๊ก’ ที่เป็นอันดับหนึ่งของผู้นำทัวร์ที่ดีที่สุดและเก่งที่สุดในบรรดาผู้นำทัวร์ทั้งหมดของบริษัทHana ดันไม่สบายพอดี ผมไม่อยากให้พี่ต้นโอ๊กเขาฝืนผมเลยอาสามารับหน้าที่ทำแทนในวันท้ายๆนี่แหละ เพราะมัวแต่ติดต่อกับโรงแรมสถานที่มากมายอีกด้วยเลยไม่ได้อ่านชื่อทั้งหมดของลูกทัวร์อย่างละเอียด ถ้าย้อนไปได้ผมขอไม่รับงานนี้ดีกว่า...แต่เราก็คงกลับไปแก้อดีตไม่ได้เหมือนกันและนี่มันก็กลายเป็นงานของผมแล้วผมก็ต้องทำให้ถึงที่สุดอีกด้วย

“ทุกคนรู้ไหมครับว่าเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นคือที่ไหนเอ่ยย?” ผมเงียบไปสักพักใหญ่ๆก่อนจะเรียกเข้าสู่กิจกรรมต่อไปคือการพูดคุยกับลูกทัวร์เพื่อให้ลูกทัวร์ได้พูดคุยเล่นกันสักเล็กน้อยและได้เกล็ดความรู้เล็กๆที่บางคนอาจจะไม่รู้อีกด้วย ผมปรับน้ำเสียงของตัวเองให้กลับไปร่าเริงเหมือนเดิม สายตาก็พยายามไม่มองไปทางด้านหลัง เพราะเหมือนผมเองกำลังโดนคนใจร้ายกำลังจ้องมาเองมากกว่า

“โตเกียวครับ/ค่า!”

เสียงตอบรับดังขึ้นมาทำให้ผมยิ้มแล้วเข้าสู่เรื่องไปตามหน้าที่ทันที แม้ผมจะไม่ใช่ผู้รับผิดชอบจริงๆ แต่เห็นงี้ผมก็มีพี่ต้นโอ๊กเป็นไอดอลเชียวนะ และเพราะว่าผมคอยติดตามเขาตลอดจนเขาสอนผมเรื่องต่างๆ จนผมเองก็ถือว่าได้เป็นผู้นำทัวร์ที่ดีสำหรับพี่เขาคนหนึ่งเลยละ ซึ่งมันน่าภูมิใจด้วยซ้ำไปและผมก็อยากจะตามรอยของพี่เขาไปเรื่อยๆในสักวันหนึ่งที่อาจจะได้อยู่ด้านข้างพี่ต้นโอ๊กก็ได้

“ครับ ถูกต้อง ปรบมือ!” ผมเลยปรบมือแปะๆให้ทุกคนเองก็ปรบมือเช่นกัน

“จังหวัดโตเกียวนะครับเป็นสถานที่ที่นับว่าน่าสนใจมาก เป็นที่ที่มีทุกอย่างครบครั้นเลยละแล้วก็…”

ผมอธิบายต่อไปเรื่อยๆ โดยเน้นใช้คำง่ายๆไม่ทางการมากมายถามว่าทำไมน่ะเหรอ ถ้าเราพูดอะไรทางการมากๆมันก็คงน่าเบื่อสิครับ แถมยังมีเด็กน้อยตั้งสี่คนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันอีก อย่างน้อยๆก็อย่างให้เด็กๆจำอะไรได้บ้าง

“วันนี้วันแรก พวกเราจะไปกันก็คือเมืองโอซาก้านะครับ เราจะไปชมดอกซากุระที่ปราสาทโอซาก้าแล้วไปเมืองนะระนะครับ…”

ผมแจ้งกำหนดการอีกนิดหน่อยก่อนจะปิดไมค์ลงก่อนจะให้ลูกทัวร์พักผ่อนกันก่อน ตอนนี้ก็เป็นเวลา6โมงเช้าของประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นเพราะเครื่องลงมาที่สนามบินคันไซประมาณเกือบหกโมงเวลาเลยเหลือค่อนข้างเยอะเลยแหละ หวังว่าจะไม่มีอะไรแย่หรอกนะ...และขอให้เวลาของทัวร์นี้ผ่านไปเร็วๆทีเถอะ



ณ ปราสาทโอซาก้า


“เอาล่ะครับ ตอนนี้พวกเราก็มาถึงที่รอบปราสาทของโอซาก้าแล้ว เป็นไงบ้างครับ”

ผมเปิดไมค์แล้วพูดขึ้นมาเมื่อถึงปราสาทของโอซาก้าแล้วลูกทัวร์ก็มองรอบข้างอย่างตื่นเต้นหลังจากที่หลับไหลกันต่อโดยเฉพาะเด็กๆที่งัวเงียกันมาเชียว ที่ปราสาทโอซาก้าจัดว่าเป็นสถานที่ผมชอบเหมือนกันนะ ที่นี่มีดอกซากุระบานกว่า 4500 ต้น ในสวนสาธารณะของ Osaka-jo koen และ Nishi-no-maru-gargen ที่อยู่รอบๆไว้ผมจะพาทุกคนไปทานมื้อกลางวันแบบเบ็นโตะหรือกล่องข้าวของคนญี่ปุ่นที่มักจะใช้หิ้วมากินกันหรือข้าวกล่องที่นักเรียนชาวญี่ปุ่นชอบนำไปทานที่โรงเรียนกัน

“ตามผมมานะครับ หากหลงทางจากกลุ่มยังมีธงของบริษัทเราที่ผมจะคอยถือไว้อยู่นะครับและเพื่อนๆช่วยกันดูด้วยนะ”

ว่าแล้วผมก็นำทางไปทันทีโดยมีลูกทัวร์เดินตามไปกันเป็นแถวเลย นักท่องเที่ยวก็มีคนมากมายเดินเข้ามาชมความสวยงามของปราสาทเช่นกัน มีทั้งชาวญี่ปุ่น ชาวไทยและชาวต่างชาติเลยละ เมื่อเดินกันเข้ามาถึงปราสาทโอซาก้าผมก็ยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่เมื่อเจ้าหน้าที่อนุมัติเรียบร้อยพร้อมรอยยิ้มผมก็หันไปมองลูกทัวร์ของตัวเอง

“ว้าว...ม่าม๊า มีลิฟต์ด้วย!”

เด็กชายตะวันชี้ไปลิฟต์ของปราสาทโอซาก้าอย่างประหลาดใจ น่าประหลาดใจใช่ไหมละครับที่มีลิฟต์ในปราสาทที่เก่าแก่อายุกว่า 400ปีแล้ว ทุกคนเลยหันไปมองตามแล้วมองอย่างแปลกใจเป็นแถว ผมเลยหัวเราะเบาๆแล้วอธิบายให้พวกเขาฟัง “คนญี่ปุ่นเขารู้จักการผสมผสานความใหม่ทันสมัยเข้ากับความเก่าที่ชาวญี่ปุ่นเขาอนุรักษ์กันไว้น่ะครับ แล้วก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวได้ชมปราสาททั้ง8ชั้นแบบทั่วถึงกันเลย”

แต่ที่นี่รัฐบาลของญี่ปุ่นต้องมีทั้งความกล้าและใจกว้างมากเลยนะครับถึงทำแบบนี้น่ะทุกคนเลยพยักหน้ากันราวกับเข้าใจแล้วผมเลยออกเดินนำไปทางลิฟต์พร้อมพูดประวัติเกี่ยวกับปราสาทที่รู้มาทั้งหมดถึงผมจะรับงานแทนแต่ประเทศญี่ปุ่นผมก็มาบ่อยอยู่นะ แถมนำทัวร์มาแล้ว4-5รอบแหน่ะ แต่รอบนี้บางเมืองผมก็ยังไม่ได้ไปเหมือนกัน แอบตื่นเต้นนิดหน่อยนะครับเนี่ย ฮ่ะๆปราสาทโอซาก้าเป็นศูนย์บัญชาการทางทหารในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น โดยมีแรงงานถึงหลายหมื่นคนปราสาทแห่งนี้ได้รับความเสียหายจากสงคราม ถูกฟ้าผ่าและไฟไหม้ รวมทั้งเปลี่ยนผู้ปกครองเมืองนี้หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งมีการซ่อมแซมขึ้นใหม่ จากการร่วมกันบริจาคเงินของชาวมืองโอซาก้าและปรับปรุงให้ภายในเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเก็บรักษาประวัติศาสตร์ของปราสาทไว้ คนญี่ปุ่นนี่สุดยอดจริงๆเลยนะ..

ทุกด้านของปราสาทล้อรับด้วยคูน้ำเพื่อป้องกันข้าศึกและมีความสวยงามคือหลังคาสีเขียวมรกตที่ประดับด้วยรูปสลัดปลาทะเลสีทอง8ตัวและกระเบื้องที่แกะสลัดเป็นรูปเสือชุบด้วยทองคำ ทำให้ดูโดดเด่นพิเศษยิ่งยามมีแสงแดดส่องสะท้อนนี่ยิ่งดูเด่นเข้าไปอีกเลยละเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลเรื่องลิฟต์ก็ส่งเรามาถึงเพียงชั้น5 โดยบอกกับผมว่าต้องพาทุกคนเดินไปต่อเอาเอง ซึ่งผมก็ได้ขอบคุณคุณเจ้าที่คอยช่วยและแนะนำให้พาลูกทัวร์ไปชมการแสดงประวัติของปราสาทในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่การก่อสร้างจนถึงการซ่อมแซมปราสาท ภาพจิตกรรมสวยๆมีสมบัติด้วยซึ่งผมก็ขอบคุณอีกรอบก่อนจะพาลูกทัวร์ไปชมกันพร้อมเล่าไปด้วย


“ฮ้า! เหนื่อย!”

เสียงคุณสกายดังขึ้นเมื่อสกายอยู่หลังๆเลยล่ะระหว่างที่ผมกำลังช่วยประคองคุณป้าคนหนึ่งที่พาหลานตัวน้อยมาเที่ยวด้วยเมื่อประคองเสร็จผมก็ส่งยาดมให้พร้อมยิ้มนิดๆ

“ไหวไหมครับ คุณป้า ตอนนี้พวกเราอยู่ชั้น8กันแล้วละครับ”

ผมถามอย่างเป็นห่วงขึ้นมา คุณป้าก็สูดยาดมนิดหน่อยพร้อมส่งรอยยิ้มให้ แม้อายุคุณป้าจะดูเลขห้าแล้วก็ยังไหวอยู่นะเนี่ย

“ไหวจ้ะ ขอบคุณนะพ่อหนุ่มสแตมป์”

เขาจำชื่อผมได้ด้วย ผมเลยยิ้มกว้างกลับให้ หลายๆคนไม่ค่อยใส่ใจกับของพวกนี้หรอกแต่ผมดีใจมากๆเลยนะ มันมีค่าทางจิตใจก่อนจะหันไปหาคุณสกายบ้าง

“เอ่อ คุณสกายไหวไหมครับ? ผมมีน้ำนะ”

ผมเลยหยิบกระเป๋าสพายของตัวเองมาหยิบน้ำเปล่าที่เตรีมเอาไว้ คุณสกายพยักหน้าเบาๆให้แล้วรับน้ำมาดื่ม

“โธ่ ไอ้พวกเมซมันไม่รอเลยอะ” คุณสกายบ่นราวกับน้อยใจพี่เมซเซจ ใช่ครับเพราะลูกทัวร์ที่มาถึงส่วนใหญ่ก็ไปดูวิวกันหมดแล้วรวมทั้งพี่เมซเซจที่เดินไปกับแฟนกันสองคนด้วย...โชคดีนะเนี่ยที่คุณสกายไม่ได้รู้จักผมตอนที่ผมคบกับพี่เมซไม่งั้นผมจะเอาหน้าไว้ไหนละ..

“ฮ่ะๆ ตอนนี้ก็ถึงแล้วนะครับ” ผมเลยยิ้มให้ คุณสกายเลยเดินไปดูวิวบ้างซึ่งผมก็ปล่อยให้ลูกทัวร์หายเหนื่อยกันสักนิดสักหน่อย ชมวิวให้หน่ำใจแล้วลงไปทานเบ็นโตะที่ทางบริษัทให้มาเป็นพิเศษแล้วเดินทางกันต่อไปยังเมืองอื่นๆที่น่าค้นหาอีกมากมาย

ผมไม่ได้นำทัวร์ญี่ปุ่นครั้งแรกหรอกครับ ผมเข้าๆออกๆบ่อยอยู่เหมือนกันแต่ไม่เคยเบื่อประเทศและเมืองพวกนี้เลยอาจจะเพราะยังมีอะไรอีกมากมายให้น่าทำและค้นหาก็เป็นได้

“สแตมป์ มานี่หน่อยสิ”

ผมที่กำลังดูตะวันกับทิวาที่กำลังถ่ายรูปกับพ่อแม่เพลินๆก็เงยหน้าไปตามเสียงเรียกก็พบกับคุณสกายนั้นเองที่เรียกผม ผมเลยเดินไปหาอย่างสงสัย

“มีอะไรเหรอครับ คุณสกาย?”

“เรียกสกายเฉยๆได้ไหม พวกเราน่าจะรุ่นเดียวกันน่ะ” คุณสกายเลยขมวดคิ้วเมื่อผมเรียกว่าคุณ ก็มันชินนี่นาแถมคุณสกายก็อยู่ในฐานะลูกทัวร์ด้วยแล้ว...

“แต่…” ผมทำท่าจะค้านด้วยน้ำเสียงที่ลังเลอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

“ไม่มีแต่ เรียกสกายเท่านั้นโอเคไหมหรือพี่สกายก็ยังดี” คุณสกายเลยจ้องหน้าผมคล้ายผมเป็นพวกเด็กดื้อที่ไม่ยอมทำตามเวลาผู้ใหญ่เขาพูด ผมเลยหลุดหัวเราะออกมาเบาๆแล้วพยักหน้าให้กับคุณสกาย...ไม่สิ พี่สกายต่างหาก

“ก็ได้ครับ พี่สกาย”

ที่เลือกเรียกพี่เพราะเห็นเขาเป็นเพื่อนพี่เมซเซจนี่นา พี่สกายทำหน้าพอใจแล้วก็มองวิวจากด้านล่างที่สามารถมองเห็นสวนของดอกซากุระสีชมพูสวยจากมุมสูงๆได้เลยละ

“สแตมป์...สแตมป์เป็นไกด์นานแล้วหรือยัง?”

“อืม...ผมเพิ่งเป็นได้แค่เก้าเดือนกว่าๆเองครับ ทำไมเหรอ?” ผมเลยทำตาปริบหรือผมทำงานอะไรผิดพลาดกันนะเลยทำหน้าจริงจังไปเล็กน้อย ผมต้องเอากลับไปแก้ไขแล้ว!

“เปล่า นายดูร่าเริงเหมือนเด็กพามาเที่ยวมากกว่าน่ะ ฮ่าๆๆ”

พี่สกายเลยหัวเราะออกมา จนผมที่กำลังทำหน้าจริงจังชะงักไปทันที อะไรกันละ! ผมเลยพองแก้มทันทีด้วยความเขินอาย ไอ้เราก็คิดว่าเราทำอะไรผิดซะอีก

“โธ่ พี่สกาย! ผมจริงจังนะ”

พอผมทำเสียงดุๆเขาก็ยอมหยุดหัวเราะแล้วยื่นมือเข้ามาดันแว่นผมขึ้นเบาๆหรือเพราะเป็นผมใส่แว่นนี่เหรอ?กรอบมันก็ใหญ่...เหมือนพวกที่มัธยมปลายเขาใส่กันเองน่า

“จริงจังก็ได้ๆ...นายทำหน้าที่ได้ดีนะ ดูแลทุกคน...แต่ต้องดูแลตัวเองด้วยนะ” ผมได้แค่นิ่งค้างคล้ายเหมือนถูกหยุดเอาไว้ หัวใจของตัวเองก็เต้นตึกตักขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุว่าทำไมหัวใจตัวเองมันเต้นแรงขนาดนี้ เพราะว่าพี่เขาดันแว่นผมด้วยระยะที่ใกล้ขนาดนี้รึเปล่าเพราะไม่เคยมีใครเข้ามาทำแบบนี้กับผมสักหน่อย หรือ....เพราะพี่เขากำลังชมอยู่กันแน่


ปุ!


หมวกแก๊ปสีดำถูกวางลงบนหัวของผมก่อนจะสวมให้โดยที่ผมไม่ได้ตั้งตัว ผมสะดุ้งแล้วแหงนหน้าขึ้นไปมองพี่สกายตรงข้างหน้าผมสีดำสนิทแบบธรรมชาติๆกับดวงตาที่ดำเทาเข้มคลี่ยิ้มขึ้นมา ทำให้ภาพตรงหน้าดูดีไม่น้อยและเหมือนโลกทั้งใบจะสว่างขึ้นมา จริงๆนะ!

“แหน่ะ จ้องใหญ่ๆ”

พี่สกายเลยจิ้มแก้มผมเบาๆ ผมเลยหน้าแดงปรี๊ดแล้วรีบพูดออกมาอย่างเขินอาย 

“ตะ แต่นี่หมวกของพี่สกายนะ อะ เอาไปเถอะ” ผมตั้งท่าจะถอดหมวกออกแต่พี่สกายก็กดหัวผมเอาไว้แล้วไม่ให้ถอดพูดออกมา

“เป็นไกด์ไม่มีหมวก ขืนเป็นลมแดดขึ้นมาลูกทัวร์จะลำบากเอานะ ตัวยิ่งบางๆอยู่ด้วย”

“ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย..” ผมเถียงเขาเบาๆ ถึงผมจะตัวเล็กกว่าผู้ชายปกติ แต่อึดนะ นี่เป็นคุณสมบัติของไกด์คนหนึ่งที่ต้องมี! 

“ไอ้สกาย ! จะถ่ายรูปหมู่ได้ยัง เขาถ่ายกันจะร้อยใบแล้วนะเว้ยย”

เสียงเรียกของเพื่อนพี่สกายดังขึ้น พวกผมเลยเผลอไปมองพร้อมกัน ก่อนที่ผมจะชะงักไปเมื่อพบกับบุคคลที่ไม่ได้อยากเจอตอนนี้แม้แต่นิดเดียว..พี่เมซเซจ…

พี่เมซเซจที่ถอดแว่นกันแดดออกมาเหน็บไว้ตรงเสื้อก็มองผมกับสกายเล็กน้อยก่อนจะทำราวกับไม่มีอะไรพร้อมส่งยิ้มตามปกติให้เพื่อนตัวเอง พี่สกายเลยส่งเสียงตะโกนกลับก่อนจะเดินไปหาเมซเซจแล้วตะโกนบอกผม

“หมวกนั้นค่อยคืนพี่ตอนไปห้องพักแล้วกัน!”

ผมพยักหน้าให้แล้วจับหมวกเอาไว้...เมื่อกี้ผมกับพี่เมซเซจเราสบตากัน เหมือนพี่เขามีอะไรอยากจะพูดกับผม...แต่ก็ไม่ได้พูดมันออกมา ผมไม่ได้ตาฝาดแน่ๆ

แต่...จะมีเรื่องอะไรให้พวกเราพูดกันอีกงั้นเหรอ?

ความคิดเห็น