akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ภาค 3 : บทที่ 30

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.6k

ความคิดเห็น : 120

ปรับปรุงล่าสุด : 03 เม.ย. 2561 20:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 : บทที่ 30
แบบอักษร

30

            วายุกำลังคิดว่าตัวเองเป็นบ้า เขาต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ  จะมีเสือมานอนอยู่ข้างๆเขาได้ยังไง  ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ขยับกายจะไปสัมผัสกับร่างใหญ่ตรงหน้า แต่ทว่าก็ต้องตกใจจนหงายหลังตกเตียง เมื่อเสือโคร่งตัวใหญ่ขยับตัว

                “อ๊ากกก!!”

                ตุบ!

                “โอ้ย…”

                ร้องอวดครวญด้วยความเจ็บปวด  มือจับสะโพกด้วยความเจ็บ  ในขณะที่ร่างเสือโคร่งนั้นลืมตาตื่น

                “โอ้ย….เจ็บ”

                เพราะล้มลงไปแรง  จึงยากที่จะลุกขึ้น  ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนกายเข้ามาหาเขา  วายุถอยหนีด้วยความกลัว

                “ยะ อย่า อย่าเข้ามา!”

                บอกอย่างโวยวายพร้อมกับยกมือปัดป่าย  แต่ทว่าข้อมือเขาก็ถูกจับกุมเอาไว้ เพื่อไม่ให้ขยับหนีไปมากกว่านี้

                “วายุ!”

                เสียงของไทกะทำให้เขาหยุดโวยวาย  วายุเบิกตากว้างมองหน้าไทกะท่ามกลางความมืดสลัว

                “เสือ…ฉันเห็นเสือ”

                วายุบอกไปอย่างลนลาน ไทกะพยุงอีกฝ่ายขึ้นมานั่งบนเตียง

                “เสือที่ไหน”

                “ฉันเห็น…มันนอนอยู่บน…”

                ว่าพร้อมกับจะชี้ไปบนเตียง แต่ทว่าทุกอย่างก็ว่างเปล่า ไม่มีเสือโคร่งแม้แต่ตัวเดียว   วายุยกมือขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ

                “ไม่จริง…ฉันเห็นจริงๆนะ”

                วายุบอกอย่างจริงจัง ไทกะระบายยิ้ม ยกมือลูบหัวอีกฝ่าย ราวกับปลอบโยน

                “นายคิดมากไป จนเก็บไปละเมอหรือเปล่า”

                “ฉันเนี่ยนะ!”

                คนที่ขวัญเสียได้แต่งงหนัก มันจะเป็นความฝันอย่างนั้นหรือ แต่เขาจำได้ว่าเขาได้สัมผัสมัน  มันเป็นเสือที่เป็นสัตว์จริงๆ

                “ไม่มีอะไรหรอก นอนเถอะ”

                “แต่ว่า…”

                เขายังคงเชื่อในสิ่งที่เห็น  แต่มันก็จริงอย่างที่ไทกะพูด  จะไปมีเสือในห้องนอนได้ยังไง  นี่ไม่ใช่สวนสัตว์เสียหน่อย

                “นอน”

                ไทกะบอกแกมบังคับ  แต่วายุยังคงไม่สบายใจ

                “หรือว่า…ฉันจะบ้าไปแล้วจริงๆ”

                ท่าทางคิดมากของวายุ ทำให้ไทกะเริ่มไม่สบายใจ เขาลูบแผ่นหลังเล็กเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน

                “ไม่มีอะไรหรอก นายแค่เครียด”

                ชายหนุ่มไม่อาจจะบอกความจริงกับวายุได้  เขาจึงต้องโกหกไปแบบนั้น ไทกะรู้สึกผิดที่ทำให้วายุต้องคิดมาก แต่ถ้าวายุรู้ความจริง เจ้าตัวอาจจะสติแตกมากกว่าเดิมก็ได้ เพราะเสือคือสัตว์ร้าย  ไม่ใช่แมวที่จะได้น่ารัก ดูไม่มีพิษภัย

                “นอนต่อเถอะ”

                ไทกะดันให้วายุกลับไปนอนที่เดิม แต่ชายหนุ่มยังไม่ยอมหลับตา  วายุยังคงเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น

                “นายแค่ฝัน อย่าคิดมากเลย”

                ทั้งคู่สบตากันท่ามกลางความมืดสลัว  วายุถอนหายใจออกมาเบาๆ

                “ขอโทษนะ ที่หลับไปก่อนนาย”

                “เดี๋ยวตอนนี้ก็นอนพร้อมกันแล้ว ไม่เป็นไรหรอก”

                บอกพร้อมกับยิ้มจางๆ วายุพยักหน้า  รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง  บางทีเขาอาจจะคิดมากอย่างที่ไทกะบอกจริงๆก็เป็นได้  

                ไทกะเอื้อมไปปิดโคมไฟ  ทุกอย่างกับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง  ร่างสูงเอนกายนอนด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยจะสบายใจ  ไม่คิดว่าตัวเองจะเผลอกลายร่างโดยที่ไม่รู้ตัวแบบนี้

                …นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…

                เพราะสัญชาตญาตความเป็นเสือของเขามันมากเกินไปหรือเปล่า ถึงได้กลายเป็นแบบนี้  เขาต้องพยายามควบคุมตัวเองให้ดีกว่านี้  อย่าปล่อยร่างกายตัวเองให้สบายหรือผ่อนคลายจนมากเกินไป

                “นายยังไม่หลับเหรอ”

                จู่ๆวายุก็ถามขึ้นมา  ไทกะตกใจไม่น้อยที่วายุรู้ว่าเขายังไม่หลับ

                “ไม่มีอะไรหรอก”

                “นายคิดมากเรื่องอะไรหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพราะฉัน   นายถึงนอนไม่หลับ  ฉันปลุกนายใช่ไหม”

                วายุรู้สึกผิดที่เขาอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ไทกะนอนไม่สบาย  เตียงที่นอนก็พอนอนกันสองคน เพียงแต่ว่าพวกเขาเป็นผู้ชายทั้งคู่ แถมไทกะยังตัวสูงใหญ่  วายุจึงอดไม่ได้ที่จะกังวลว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายนอนไม่สบายตัว

                “ถ้าฉันนอนไม่หลับเพราะนาย  แล้วนายจะทำยังไง”

                เจ้าของเตียงหันไปถาม  วายุนอนคิด

                “ไม่รู้สิ ฉันควรลงไปนอนที่พื้นหรือเปล่า”

                แม้จะไม่อยากนอนพื้น แต่ก็ไม่อยากมารบกวนอีกฝ่ายจนนอนไม่หลับ  ไทกะยิ้มท่ามกลางความมืด

                “ก็แค่อยากได้อะไรที่กอดแล้วมันก็จะมันอุ่นๆหน่อย”ไทกะบอกเป็นนัยๆ

                “หมายถึงฉันหรือเปล่านะ…”

                คนอายุมากกว่าแกล้งพูดขึ้น แต่ก็ลืมไปเสียสนิท ว่าอาจจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกมากเกินไป  วายุอยากจะตีปากตัวเองจริงๆ

                “แล้วได้ไหมล่ะ…”

                ถึงกับไปไม่เป็น เมื่อไทกะยังไม่ยอมลดละง่ายๆ  แม้จะรู้สึกเขิน แต่วายุก็ตอบรับฮึมฮัมในลำคอ  แต่นั่นก็มากที่จะทำให้คนที่เข้าข้างตัวเองอย่างไทกะเบียดกายเข้าไปโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้แทนหมอนข้าง

                ผ่านไปเพียงไม่นาน  วายุก็รับรู้ถึงลมหายใจที่สม่ำเสมอของไทกะ เขารู้สึกนอนไม่ค่อยสบายตัวเลย ที่ต้องนอนตัวเกร็งให้ไทกะกอด  ชายหนุ่มจึงขยับร่างตนเองแล้วโอบกอดอีกฝ่ายบ้าง พร้อมกับลูบกลุ่มผมนิ่มของไทกะ

                “หลับซะ…เด็กดื้อ”

-------+++++-------

                เช้าวันต่อมา  วายุรู้สึกตัวตื่นก่อนไทกะ  เขารู้สึกเขินๆที่เผลอนอนกอดอีกฝ่ายตลอดทั้งคืน  ใบหล่อเหลาหลับตาพริ้ม  จนวายุอยากจะแกล้งดึงแก้มของไทกะเล่น แต่ทว่ายังไม่ทันที่มือจะได้สัมผัสแก้มนั้น  มือหนาก็จับเข้าที่ข้อมือสวย

                “จะทำอะไรฉัน”

                “นี่นายไม่ได้หลับเหรอ”

                วายุถามทันที  ไทกะกระตุกยิ้ม แล้วตอบ

                “หลับสิ”

                “ถ้าหลับแล้วจะตอบฉันได้ยังไงห๊ะ”วายุเริ่มเคือง

                “ก็ฉันละเมอไง”

                ว่าจบก็เคลื่อนหน้าเข้ามากดหอมแก้มของวายุอย่างรวดเร็ว  วายุตาโตกับการจู่โจมของเด็กหนุ่มในยามเช้า  เขายกมือลูบแก้มตัวเอง  มองไทกะที่ยังนอนหลับตา

                “นี่นาย!”

                “ฉันละเมอ  ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น”

                วายุอึ้งไปกับคำแก้ตัวของไทกะ ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมีมุมแบบนี้เหมือนกัน  วายุขยับกายลุกนั่ง เขาตีแขนของไทกะไปหนึ่งที

                “นายมันเป็นเด็กนิสัยไม่ดี”

                ไทกะลืมตา จับข้อมือของวายุเอาไว้

                “ปล่อย!”วายุแยกเขี้ยวใส่

                “ไม่ปล่อย”

                “นายนี่มัน!”

                วายุพยายามจะดึงข้อมือตัวเองออกจากการจับกุมของไทกะ  ดึงไปดึงมา ทั้งร่างก็โดนดึงจนลงไปจมอกแกร่ง

                แกร็ก!

                ประตูห้องเปิดเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาต  ไทกะหันไปมองทันที  ก็พบว่าคนที่ไขเข้ามาเป็นโทระ

                “พวกนายทำอะไรกันน่ะ”

                พอเห็นทั้งคู่ที่กึ่งนอนกึ่งโอบกอดกันบนเตียง  โทระจึงถามออกไปทันที  วายุรีบดันตัวออกห่าง  รู้สึกอายที่โทระมาเห็นแบบนี้

                “ไร้มารยาท  นายเข้าห้องฉันโดยไม่เคาะก่อนได้ยังไง”

                “ก็อยากให้นายตื่นเต้นไง”

                โทระแค่อยากจะมาแกล้งไทกะ  แต่ไม่คิดว่าจะเจอเซอร์ไพรส์แบบนี้  ชายหนุ่มยักไหล่อย่างไม่คิดจะสนใจคำต่อว่าจากพี่ชาย  ไทกะรีบลงจากเตียง เขาเดินไปแย่งกุญแจห้องจากมือของโทระ

                “ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีก”

                “รู้แล้วน่า  บ่นเป็นตาแก่ไปได้”

                บอกกลับไปอย่างเบื่อหน่าย แล้วหมุนกายเดินจากไป  ไทกะปิดประตูห้องแล้วกดล็อก เขาหันมามองวายุที่นั่งอยู่บนเตียง

                “นายจะอาบน้ำเลยไหม”

                “นายอาบก่อนเลย”              

                ท่าทางทำตัวไม่ถูกของวายุมันก็ดูน่ารักดี   วายุรีบเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว เขาหันมาคุยกับไทกะ

                “ฉัน เอ่อ ขอยืมเสื้อผ้านายใส่ก่อนได้ไหม  ฉันไม่มีชุดเลย”

                “ได้สิ  นายเปิดตู้แล้วเลือกได้เลย”

                วายุเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วเลือกชุดที่เขาน่าจะพอใส่ได้ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำ  ไทกะนั่งลงบนเก้าอี้  เขามองตามวายุไปเพียงครู่  ก่อนจะก้มมองกุญแจในมือตัวเองแล้วยิ้มร้ายออกมา

                …ที่จริงไม่จำเป็นต้องไขกุญแจเข้าห้องด้วยซ้ำ  เพราะเขาไม่ได้ล็อกห้องเสียหน่อย…ใครอยากจะเปิดก็เปิดเข้ามาสิ…จะได้เห็นว่าหมอนั่นเป็นของฉันคนเดียว…

-------+++++-------

                “เมื่อวานนายไม่ได้มาเรียน  เอาเป็นว่าเดี๋ยววันนี้ ฉันจะสอนนายแล้วกัน”

                “แล้วฉันอู้ไม่เรียนได้ไหม”    

                โทระเริ่มต่อรอง  ช่วงนี้ความขี้เกียจมันเริ่มพอกพูน  วายุส่ายหน้าไปมา

                “ไม่ได้ นายจะจบมัธยมปลายแล้ว ก็ต้องเตรียมสอบไม่ใช่เหรอ  จะมามัวทำเป็นเล่นไม่ได้นะ”

                “บางทีนายก็ทำหน้าที่ดีเกินไปแล้วนะ”

                โทระตบไหล่ของวายุ เขาทำหน้าเซ็ง  แต่วายุไม่คิดจะปล่อยโทระไปง่ายๆ  เขาต้องสอน ไม่อย่างนั้น อีกฝ่ายก็ช้าไปอีกก้าวหนึ่ง

                “อย่าเรื่องมากไปเลย  เพราะนายมัวขี้เกียจ  ถึงได้ต้องไปสอบซ่อมไงล่ะ”ไทกะแย้งตามความจริง

                “เฮ้ๆๆ มันก็ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่ได้ตั้งใจเรียนสักหน่อย”

                แม้พยายามโต้แย้งแต่ก็เหมือนไม่เป็นผล เพราะทั้งไทกะและวายุรุมกันสอน

โทระอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนคนเรียนแทบจะสลบคาโต๊ะ

                “ไม่เอาแล้ว  พอๆ ฉันไม่ไหวแล้ว”

                โทระยกมือกุมหัวตัวเอง  จ้องมองทั้งคู่ด้วยความขุ่นเคือง แต่ไทกะไม่คิดจะยอมง่ายๆ

                “เมื่อวานนายเบี้ยวเรียนเอง วันนี้ก็ต้องเรียนมันทั้งวันนี่แหละ”

                “ห๊า!!!”

                แฝดผู้น้องร้องครวญครางเพื่อขอความเห็นใจ แต่วายุที่กลับส่ายหน้าไปมา แล้วตบไหล่ของโทระเบาๆ

                “เอาน่า ทนอีกนิดเดียวเอง”

                สุดท้ายก็ต้องนั่งเรียนจนถึงตอนเย็น  โทระฟุบหน้าลงกับโต๊ะ  ไม่นานนักก็มีคนเข้ามาเยี่ยมเยือน

                “พี่โทระครับ  แม่กวางให้เอาขนมมาให้ครับ”

                พอได้ยินว่าเป็นอาหาร  เจ้าตัวก็ตาลุกวาวด้วยความพอใจ  สร้างความขบขันให้กับวายุ

                “อะไรกันเล่า  ฉันเรียนมาตั้งนานก็ต้องหิวสิ”

                “ได้ข่าวว่านายเพิ่งกินไปตอนชั่วโมงที่แล้วเองนะ”

                ไทกะเงยหน้าจากหนังสือในมือ  เขาแซะน้องชาย แต่โทระทำเป็นไม่สนใจ

                “เงียบไปเลย”

                เขาหันไปดุพี่ชาย  ไทกะส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมๆ ไม่ได้ต่อปากต่อคำกับเจ้าน้องชายตัวดีต่อ  กานต์ยิ้มแล้วยื่นถ้วยขนมให้กับโทระ

                “แม่กวางให้เอามาให้พี่ๆด้วยนะครับ”

                กานต์หันไปบอกวายุและไทกะ  เขาถือขนมบัวลอยใส่ถาดมาสามถ้วย

                “นึกว่าของพี่ทั้งหมดซะอีก”

                “ตะกละ”                ไทกะเหน็บ โทระหันไปมองตาขวาง

                “พี่ว่าให้โทระเขากินไปก่อนแล้วกัน  พี่ยังไม่หิวเท่าไหร่”วายุกล่าว

                “ยังไงก็ได้ครับ”

                กานต์ไม่ได้โต้แย้ง เขานำขนมและน้ำมาให้ แล้วจึงจากไป  ไทกะมองโทระที่นั่งทานขนมอย่างเอร็ดอร่อย

                “จริงสิ  ทำไมนายถึงเลือกมานอนที่บ้านฉันล่ะ”

                โทระถามสิ่งที่คาใจ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมวายุถึงได้มานอนพักบ้านเขาได้ แถมเจ้าตัวยังไม่ยอมเตรียมชุดมาเปลี่ยนอีก เพราะชุดที่วายุใส่ตอนนี้คือชุดของแฝดผู้พี่ของเขา

                “ฉันชวนเขามากะทันหัน”

                เห็นวายุอึกอักที่จะตอบ  ไทกะจึงชิงตอบแทน  เขารู้ว่าวายุไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร

                “งั้นเหรอ”

                แฝดผู้น้องเหล่ตามอง เขาไม่อยากจะเชื่อคำพี่ชายสักเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ

                “แล้ววันนี้นายจะอยู่ที่นี่อีกหรือเปล่า”

                “แน่นอน”

                คนตอบเป็นไทกะไม่ใช่วายุ  วายุถอนหายใจ  เขาไม่ได้คิดจะอยู่ต่อ วันนี้เขาตั้งใจจะกลับบ้าน

                “ฉันว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน”

                วายุจับข้อมือไทกะ  ลากอีกฝ่ายออกมานอกห้อง เพื่อมาคุยกันให้รู้เรื่อง

                “ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะอยู่ต่อ”

                “แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไง ว่าถ้านายกลับไป นายจะปลอดภัย”

                ไทกะก็มีเหตุผลของเขา วายุหายใจแรง  เขาพยายามโน้มน้าวไทกะด้วยเหตุผล

                “นายฟังฉันนะไทกะ  ฉันไม่ใช่เด็กแล้ว  ฉันดูแลตัวเองได้”

                “ฉันรู้ว่านายไม่ใช่เด็ก แต่ความปลอดภัยของนายก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น”

                สีหน้าจริงจังของไทกะ ไม่ได้ทำให้วายุยอมแพ้ เขาไม่อยากเป็นภาระให้กับใครทั้งนั้น ชีวิตของเขา  เขาดูแลเองได้

                “ทำไมนายต้องทำเรื่องให้มันยุ่งยากขนาดนี้ด้วย”

                “นายต่างหากที่ทำให้เรื่องยุ่งยาก”

                ไทกะเริ่มโมโหที่วายุดื้อดึงขนาดนี้  วายุเองก็เริ่มโมโหเหมือนกัน  เสียงโวยวายของทั้งคู่ทำให้โทระเลือกที่จะลุกเดินออกมานอกห้อง

                “ฉันน่ะเหรอ…เหอะ นายเลิกพูดมากได้แล้ว ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับนายสักหน่อย”

                 “เป็นสิ! นายเป็นคนที่ฉันชอบ”

                ทำตอบของไทกะที่จริงจัง ทำให้วายุถึงกลับชะงัก  คำพูดต่างๆที่คิดจะตอบโต้ถูกกลืนหายไปในลำคอทันที

                “นาย…พูดอะไรออกมา”

                พอตั้งสติได้  วายุก็ถามออกไปเสียงแผ่วเบา  หัวใจของเขาเต้นโครมคราม ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน  แต่เขาก็ไม่อยากจะคิดว่าไทกะพูดล้อเล่น เพราะเจ้าตัวดูจริงจังมากจนเขาไม่คิดว่าเป็นคำพูดที่ออกมาลอยๆเลยสักนิด

                “เมื่อกี้นายพูดจริงเหรอ…”

                คนที่ถามไม่ใช่วายุ แต่เป็นโทระที่ยืนอึ้งอยู่  เขามองหน้าไทกะ 

                “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายด้วย”

                “ฉันก็ชอบนายเหมือนกันนะวายุ  ไม่ได้มีแค่หมอนี่ที่ชอบนายหรอกนะ”

                โทระเข้าไปกอดวายุจากด้านข้าง เหมือนเด็กกำลังอ้อน  เขาวางเกยบนไหล่ของวายุ  วายุถึงกลับบางอ้อกันเลยทีเดียว

                “ฉันก็ชอบนายเหมือนกัน”

                พอเห็นการเข้าใจผิดของวายุเพราะโทระแล้ว  ไทกะก็ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด เขาเลือกที่จะเดินลงไปด้านล่าง อย่างน้อยก็ไปหาน้ำเย็นดื่มเพื่อดับความโมโหในใจสักหน่อย

                …โทระ…เพราะนาย…ทำเสียเรื่องหมด!...

                ใบหน้าบึ้งตึงของไทกะทำให้กานต์ต้องเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง

                “เป็นอะไรหรือเปล่าครับพี่ไทกะ”

                “เปล่า  พี่แค่ร้อน”

                บอกเสียงเรียบ  ใบหน้ายังเงียบสงบ กานต์เดินไปเปิดตู้เย็นด้วยความซื่อ เขาหยิบไอศกรีมถ้วยใหญ่ส่งให้กับพี่ชาย

                “นี่ครับ น่าจะดับร้อนได้”

                ให้เสร็จก็เดินจากไปทันที  ไทกะมองถ้วยไอศกรีม แล้วร้องด้วยความหงุดหงิดจนเก็บไม่อยู่

                “โถ่เว้ย”

                มือหนาขยี้กลุ่มผมของตัวเอง  ทั้งๆที่บอกความในใจออกไปแล้วแท้ๆ แต่ก็เหมือนไม่ได้บอกอยู่ดี

                ทางด้านวายุ  เขายกมือขยี้ผมของโทระ  เอ็นดูอีกฝ่ายเหมือนกับน้องชายคนหนึ่ง

                “เลิกกอดฉันได้แล้วน่า”

                “ให้ตายสิ  ฉันน่าจะสนิทกับนายมากกว่าเจ้านั่นแท้ๆ  นายไปสนิทกับไทกะมากกว่าฉันตั้งแต่เมื่อไหร่”

                โทระโวยวาย  วายุหัวเราะร่วน

                “สงสัยเป็นตอนที่นายหนีเรียนล่ะมั้ง”

                “ฉันหนีเรียนไม่กี่ครั้ง  อย่ามาพูดแบบนั้นเลยน่า”

                โทระผละกายออก  สำหรับเขา  วายุเหมือนเพื่อนที่เขาสนิทมากด้วยคนหนึ่ง  เขาชอบที่อีกฝ่ายเรียนเก่ง  สอนหนังสือก็เข้าใจง่าย  แถมนิสัยก็ดีกว่าพี่ชายเขาอีก

                “นายน่าจะมาเป็นพี่ชายฉันมากกว่าหมอนั่นเสียอีก”

                “แต่ฉันว่าไทกะก็เป็นพี่ชายที่ดีคนหนึ่งเลยนะ”

                พอฟังแบบนั้น  โทระก็กรอกตาไปมาทันที  เขาไม่ได้รู้สึกโอนอ่อนตามที่วายุบอก  ออกจะหมั่นไส้เจ้าไทกะด้วยซ้ำที่มีคนมาชื่นชมต่อหน้าเขาแบบนี้  ไม่เห็นจะเป็นพี่ชายที่ดีตรงไหน พูดจากับเขาแต่ละที  เหมือนถอดแบบนิสัยเสียจากเจ้าเสือโคร่งขาวมาเต็มๆ

                “ฉันไม่คุยกับนายล่ะ  เพราะนายเข้าข้างหมอนั่น”

                โทระหัวเสียขึ้นมา  วายุตบไหล่กว้างของคนอายุน้อยกว่า

                “อย่าอารมณ์เสียไปเลยน่า  ฉันไม่ได้บอกว่านายนิสัยไม่ดีสักหน่อย”

                “งั้นก็บอกมาสิ ว่าระหว่างฉันกับเจ้านั่น  ใครนิสัยดีกว่ากัน”

                คำถามนี้ค่อนข้างยากสำหรับวายุไม่ใช่น้อย  เพราะโทระเตรียมรอหาเรื่องอยู่แล้ว ถ้าหากเขาตอบว่านิสัยไทกะดีกว่า

                “ไม่รู้สิ  เรื่องแบบนี้มันวัดกันยากนะ เอาเป็นว่า  สำหรับฉัน นายก็เป็นคนที่นิสัยดีคนหนึ่งเลยล่ะ”

                บอกจบก็รีบก้าวเดินลงบันไดทันที  โทระมองตาม เขาไม่ได้รั้งวายุเอาไว้ ดูก็รู้ว่าเจ้าตัวตอบไปเพื่อเลี่ยงเท่านั้น  ชายหนุ่มหมุนกายเดินกลับเข้าไปในห้อง หยิบโทรศัพท์ขึ้นกดโทรหาใครบางคน

                “ช้า!”

                ประโยคแรกที่เขาสวนใส่คนรับโทรศัพท์เป็นคำที่ไม่ค่อยน่าฟัง  ทางปลายสายได้แต่สะดุ้งกับเสียงดุๆของรุ่นพี่

                [เอ่อ   ผมเพิ่งล้างห้องน้ำเสร็จครับ]

                “ฉันโทรมา นายก็ควรจะรีบวิ่งมารับสิ   ก็รู้อยู่ไม่ใช่เหรอ ว่าฉันไม่ชอบรอ”

                โทระต่อว่าเป็นชุด  รอฟังการตอบรับจากอีกฝ่าย

                [ขอโทษครับ  ต่อไปผมจะรับให้เร็วกว่านี้]

                เสียงสำนึกผิดของน้ำทำให้โทระยิ้ม เขาเอนกายนอนบนเตียง หยิบตุ๊กตาหมาน้อยที่น้องกานต์เคยซื้อให้มาลูบหัวเล่น

                “กินอะไรหรือยัง”

                [ถ้าหมายถึงมื้อเย็น  ยังไม่ได้กินครับ]

                “อืม…อย่าลืมหาอะไรกินด้วยล่ะ”

                แม้จะเป็นคำพูดที่เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่ก็ทำให้คนฟังมีความสุข  นั่งอมยิ้มด้วยความเขิน

                [แล้วรุ่นพี่กินอะไรหรือยังครับ]

                โทระเหลือบตามองถ้วยขนมที่เขาทานหมดไปสามถ้วยรวมทั้งในส่วนของวายุและไทกะ

                “ก็กินแล้วนะ  เป็นขนมน่ะ  แต่ไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่”

                ชายหนุ่มไม่ได้โกหก  น้ำก็พอจะเข้าใจอยู่ เพราะว่าหนึ่งมื้อของโทระ ไม่ได้เหมือนคนปกติเลยสักนิด

                [งั้นรุ่นพี่ไม่ไปหาอะไรกินต่อเหรอครับ  ถ้าปล่อยให้หิวเดี๋ยวจะหงุดหงิดนะครับ]

                “ตอนนี้ไม่ค่อยอยากกินขนมแล้ว”

                [แล้วอยากกินอะไรล่ะครับ?]

                คนปลายสายถามด้วยความสงสัย โทระนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไป

                “อยากกินน้ำ”

                [งั้นก็รีบไปดื่มสิครับ  ปล่อยให้กระหายน้ำ ไม่ดีนะครับ]

                น้ำตอบกลับไปด้วยความหวังดี  ในขณะที่ร่างสูงกระตุกยิ้ม แล้วบอกกลับไปด้วยเสียงแหบพร่า

                “ฉันหมายถึงน้ำที่เป็นคนต่างหาก”

                ฟังเพียงเท่านั้น  น้ำก็เผลอปล่อยโทรศัพท์ที่แนบหูให้ร่วงหล่นลงไปบนเตียงที่เขานั่งอยู่  แก้มทั้งสองขึ้นสีด้วยความเขินทันที

               100%

ติดตามการอัพได้ที่เพจ  Akikoneko17

เปิดพรีออเดอร์  สามีผมเป็นเสือ ภาค 3  

รายละเอียดอยู่ที่หน้าบทความ  หรือดูได้ที่เพจ Akikoneko17 ค่ะ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}