หอหมื่นอักษร

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 53 กระเทียมไร้เทียมทาน (7)

ชื่อตอน : ตอนที่ 53 กระเทียมไร้เทียมทาน (7)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 841

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 03 เม.ย. 2561 15:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 53 กระเทียมไร้เทียมทาน (7)
แบบอักษร

            [สมาชิก: คุณชายอาโตเบะ ตายแล้ว]

            [สมาชิก: ชื่อตั้งยากจัง ตายแล้ว]

            เสียงของระบบดังขึ้นมาในหู หวังทั่นจือรีบเปิดแถบเมนูขึ้นมาดู ด้านข้างชื่อของทั้งสองปรากฎข้อความว่า “ตายแล้ว” หวังทั่นจือกล่าวว่า : “พี่ชายทั้งสอง พวกเขาคงไม่ได้ตายอยู่ที่ห้องแล็บที่ชั้นล่างหรอกนะ?”

            “อ้อ? คิดว่าไงละ?” พานเฟิงเดินต่อไป ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปถาม ฟังจากน้ำเสียงของเขา เขาไม่ได้จะสนใจการตายของสองคนนั้นสักเท่าไร ราวกับว่า ...... สองคนนั้นตายไปก็ได้ ถ้ารอดก็ดี ไม่มีผลกระทบต่อการผ่านด่านของเขาเท่าไร แน่นอนว่า แค่กำลังของเขากับฮัวสง ก็มีความมั่นใจมากพอแล้ว

            “พวกนายลองคิดดูสิ พวกเขาคนหนึ่งเลเวลสิบสี่ คนหนึ่งเลเวลสิบสอง ยังไงก็แกร่งกว่าเรานะ ขนาดฉันเองยังไม่กลัวมนุษย์หมาป่าที่อยู่ตามถนนนั่นเลย พวกเขายิ่งไม่น่าตายเพราะมอนสเตอร์พวกนั้น แต่หากพวกเขาก็มายังอาคารบริษัทออล์เลิฟมู หลังจากที่ดูแผนที่แล้ว ก็น่าจะลงไปยังห้องแล็บ ......” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อไปว่า “เรายังไม่เคยไปไล่กวาดที่นั่น ดังนั้น ก็น่าจะมีอันตรายพอตัว หรืออาจจะมี BOSS ถ้าพวกเขาเจอซากศพมนุษย์หมาป่า ......”

            “อืม ...... มีเหตุผล” ฮัวสงกล่าว แต่ดูจากน้ำเสียงของเขา ดูเหมือนว่าจะคิดออกนานแล้ว การตอบกลับว่า “มีเหตุผล” ก็ตอบแบบขอไปทีเท่านั้น “แต่ว่า คนก็ตายไปแล้ว เราย้อนกลับไปตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้แล้ว อีกอย่างนะ อีกสิบชั้นเราก็จะไปยังชั้นบนสุดแล้ว พวกเราไล่กวาดตามทางไปจนถึงชั้นบนสุด แล้วค่อย ......”

            “เอางี้ไหม” เสี่ยวทั่นพูดแทรกขึ้นมา “พี่ชายทั้งสอง พวกนายขึ้นไปชั้นบนสุดต่อไป ฉันลงไปชั้นล่างคนเดียว” เขาพูดไปพลางหยิบไม้เบสบอลออกมาจากกระเป๋า (เพราะไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือเลย ถึงขนาดเสี่ยวทั่นต้องเก็บอาวุธเข้ากระเป๋าไปเลย) “ผู้เล่นอีกคนเป็นเพื่อนฉันเอง ตอนนี้เขาน่าจะยังมาไม่ถึงอาคาร แต่ฉันคิดว่าเขาต้องมาแน่นอน ฉันลงไปหาเขาตอนนี้ ก็จะห้ามให้เขาไม่ต้องลงไปชั้นล่าง แล้วเรามารวมตัวกันแล้วค่อยไปพร้อมกัน”

            พานฮัวทั้งสองคนหยุดเดิน หันหลังกลับมามองเขาครู่หนึ่ง หลังจากสบตากันแล้ว ฮัวสงยักไหล่แล้วตอบว่า : “ก็ได้ น้องชายระวังตัวด้วย เราไปก่อนนะ”

            เสี่ยวทั่นตอบรับแล้วก็หันหลังลงกลับไปทางเดิน เขาหันหลังเดินไปยังทางเดิน แล้ววิ่งลงไปทางบันไดหนีไฟ เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเฟิงปู้เจวี๋ยอยู่ที่ห้องแล็บด้านล่างแล้ว แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเขาคาดการณ์สถานที่ตายของคุณชายอาโตเบะและเสี่ยวหมิงผิด เขาแค่กำลังทำในสิ่งที่เขาคิด

            เมื่อเขาเดินไปไกลมากแล้ว พานเฟิงก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาว่า : “ผู้เล่นสองคนที่ตายไปอยู่ในจุดเดิมเป็นเวลาค่อนข้างนานนะ แล้วก็ห่างจากอาคารบริษัทนี้ค่อนข้างมากด้วย”

            ฮัวสงกล่าว : “อ่า ฉันก็สังเกตเห็นแล้ว สถานที่แบบนั้นไม่มีทางมี BOSS ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เมืองทั้งเมืองมีแต่มนุษย์หมาป่าผีดิบเร่ร่อนเท่านั้น แล้ว ...... เวลาที่พวกเขาตายมันไม่กี่วินาทีเองนะ เหอะๆ ...... นอกจากว่าพวกเขาโดดตึกฆ่าตัวตายเอง ไม่งั้น ......”

            “หรือจะเป็นไปอย่างที่คิด เป็นฝีมือ ‘นักพัฒนา’?” พานเฟิงกล่าว “รีบลงมือกับผู้เล่นเร็วขนาดนี้เลยเหรอ ...... เราต้องรีบทำอะไรแล้ว ต้องช่วยไม่ให้สองคนนั้นเจอกับนักพัฒนาเด็ดขาด”

            “น้องชายคนนั้นไปแล้วก็ดี เราก็จะทำอะไรได้ง่ายขึ้น ทางที่ย้อนกลับไปปลอดภัย มอนสเตอร์ส่วนใหญ่ถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว ในระยะสั้นๆ ไม่น่าจะเป็นอะไร” ฮัวสงพูดต่อไปว่า “ส่วนสถานการณ์ของคนที่ชื่อ ‘เฟิงปู้เจวี๋ย’ ก็ไม่ค่อยดีเท่าไร ค่าพลังชีวิตเหลือแค่ 73% แต่ปัญหาคือเขาติดเชื้อแล้ว หากผู้เล่นเกิดอาการผิดปกติ ระบบจะตัดสินว่าเขาตายทันที เราต้องรีบใช้เวลาที่เหลือจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย” เขาสูดหายใจเข้าลึก “เราเข้าด่านมาแค่สี่คนเท่านั้น สองคนที่ตายไปถือว่าช่างมัน แต่ถ้าหากตายสามคนหรือตายหมด หน้าที่ของเรามันก็จะถือว่าล้มเหลวนะ”

            พานเฟิงพยักหน้า “อืม ...... พูดอีกก็ถูกอีก เราต้องรีบ ‘สังหาร’ แอชฟอร์ด เพียงแค่เราเข้าสู่เส้นทางของโครงเรื่อง ‘เส้นนั้น’ เราก็จะผ่านด่านได้แล้ว ไม่ว่ายังไงก็ตาม ...... เราจะต้องส่งเหล่าผู้เล่นออกจากด่านไปให้หมดก่อน แล้วจะได้มีเวลามากพอที่จะจัดการกับ ‘นักพัฒนา’ ได้เต็มที่”

            ............

            เฟิงปู้เจวี๋ยเดินถือปืนวินเชสเตอร์มายังกลางทางเดิน ตรงนี้อุปกรณ์ส่องแสงทำงานอย่างปกติ ซากศพมีมากจนนับไม่ถ้วน นอกจากประตูลิฟต์ตัวนั้นแล้ว เวลาที่เจอมอนสเตอร์ก็จะเหมือนกับด้านนอก มีเพียงหนึ่งถึงสองตัวเท่านั้น

            ปืนลูกซองกระบอกนี้ของเฟิงปู้เจวี๋ยใช้ได้ดีมาก เพียงแค่มอนสเตอร์เข้าใกล้สักหน่อยแล้วยิง ไม่ต้องเล็งอะไรมากมาย ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาการต่อสู้ได้มากเลย ขอแค่ตัดแขนตัดขาให้ขาด แล้วล้มลงได้ ร่างของมันเกือบจะแตกสลายออกเป็นห้าหกส่วนแล้ว

            เขาค้นหาในเขตที่ค่อนข้างใหญ่ ประตูและไฟฟ้าส่วนใหญ่สามารถเปิดติดได้ ห้องส่วนมากจะมี แถบเหล็กเป็นแนว บนชั้นวางกล่องกระดาษเต็มไปหมด ด้านในมีเอกสารและถุงไฟล์ข้อมูล เฟิงปู้เจวี๋ยมองเอกสาร แต่เนื้อหาไม่มีประโยชน์อะไรเลย  ส่วนมากเป็นเอกสารผลการวิจัยทั้งนั้น ส่วนเนื้อหาสำคัญยังถูกหมึกดำคาดทึบ

            ยังมีอีกหลายห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ กำแพงเต็มไปด้วยกลไกและโต๊ะมากมายแปลกเต็มไปหมด และเครื่องจักรส่วนใหญ่ก็ถูกทำลายไปแล้ว เปิดเครื่องนี่แทบไม่ได้เลย แบบห้องเป็นห้องแบบประหยัดมาก แค่เปิดประตูก็ออกไปได้แล้ว

            เดินวกไปวนมาก ในที่สุดเฟิงปู้เจวี๋ยก็พบกับบานประตูไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยสูง ประตูบานนี้จะต้องใช้การแสกนใบหน้าและประทับฝ่ามือถึงจะเปิดออกได้ เกมทำได้ละเอียดอ่อนมาก ยังเซ็ตเจ้ามอนสเตอร์ผีดิบไว้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากประตูด้วย ……

            เฟิงปู้เจวี๋ยยิงปืนใส่ช่วงเอวของผีดิบ เจ้าผีดิบล้มลง ไส้ทะลักออกมา เฟิงปู้เจวี๋ยหยิบไม้เบสบอลออกมาจากกระเป๋า เดินเข้าไปทุบกระดูกแขนและหัวเข่าของผีดิบ หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้วเขาก็เปลี่ยนเป็นมีดทำครัว เฉาะไปที่หน้าของผีดิบ ตัดหน้าของมันลงมา แล้วตัดแขนของมันมาหนึ่งข้าง เขายังรื้อค้นเสื้อผ้าของผีดิบอีกด้วย เพื่อยืนยันว่าในกระเป๋าของมันไม่มีอะไรถึงจะถือว่าเสร็จสิ้น

            เมื่อสแกนจนเสร็จสิ้นแล้ว ประตูก็เปิดออก เฟิงปู้เจวี๋ยก็โยนหัวและมือทิ้งไป แล้วเดินเข้าไปในประตู

            นี่ถือว่าเป็นห้องที่มีความเกี่ยวเนื่องกับโครงเรื่องแล้ว กำแพงตรงข้ามกับประตูห้อง มีบานประตูโลหะบานใหญ่บานหนึ่ง ดูไปแล้วเป็นบานประตูที่คล้ายกับบานประตูคลังเงินของธนาคาร กำแพงด้านซ้ายมีเสากระจกเรียงรายเต็มไปหมด สูงหนึ่งเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสามสิบมิลลิเมตร จริงๆ แล้วด้านในควรจะมีสารเหลวเต็มไปหมด แต่ในตอนนี้มันถูกทำลายจนแตกหมด ส่วนใหญ่ไหลลงสู่พื้นเต็มไปหมด มันเป็นสารสีเขียวกึ่งใส บนพื้นมีร่องรอยของสารนี้เต็มไปหมด

            คอมพิวเตอร์กลางห้องก็ใช้งานไม่ได้ หน้าจอดำสนิท เปิดเครื่องไม่ได้ ข้างๆ เครื่องจักร มีศพสวมเสื้อสีขาวนอนอยู่สองศพ เฟิงปู้เจวี๋ยเข้าไปใกล้ เพื่อยืนยันว่ามันเป็นแค่ศพธรรมดาสองศพเท่านั้น ไม่ใช่ศพผีดิบ

            ศพสองศพนี้เป็นผู้ชาย คนนึงอายุราวๆ ห้าสิบปี กระหม่อมบาง สวมแว่นตา อีกคนผมสีเทา มีหนวด อายุน้อย คนที่กระหม่อมบางถูกยิงกระสุนฝังหัว ส่วนคนที่มีหนวดมีรอยกระสุนที่บริเวณหน้าอก หลังจากที่พวกเขาตายน่าจะไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายไปไหน สภาพแวดล้อมของศพมันบอกแบบนั้น

            ในสมองของเฟิงปู้เจวี๋ยกำลังคิดถึงเรื่องที่เกิดการตาย ...... ฆาตกรน่าจะเป็นคนคุ้นเคยของพวกเขา เมื่อพวกเขาผ่านเข้ามาในห้องแล็บ ก็หยิบปืนออกมา ในระยะใกล้ แล้วเล็งไปที่ชายกระหม่อมบางที่ยืนอยู่บริเวณเครื่อง ยิงไปที่ศีรษะกระสุนทะลุหัวจนตาย ชายกระหม่อมบางน่าจะนั่งอยู่หลังเครื่อง ขณะตาย ร่างของเขาน่าจะไหลลื่นลงมาจนกองอยู่ที่พื้น

            หลังจากเสียงปืนดังขึ้น คนที่มีหนวดที่อยู่ไม่ไกล ก็ตกใจแล้วหันตัวกลับมา แต่ว่าฆาตกรไม่น่าจะได้ให้โอกาสเขาได้แสดงปฏิกิริยาอะไรเลย ก็ลั่นไกปืนนัดที่สองออกไปสังหารเขา คนที่มีหนวดจึงล้มลงในแนวขวาง ก่อนตายมือของเขายังอยู่บนเครื่องจักร มีการหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะล้มขวางลงไป

            เฟิงปู้เจวี๋ยสันนิษฐานจากท่าทาง รอยเลือด และสายตาของศพ ในฐานะนักเขียนนิยายสืบสวนสอบสวน จะต้องสันนิษฐานเรื่องราวจากสถานที่เกิดการฆาตกรรม ซึ่งสถานการณ์แบบนี้มันอยู่ในสมองของเขาหลายต่อหลายรอบแล้ว บางครั้งมีการ “วางพล็อตเรื่องอย่างปรานีต” ในคดีฆาตกรรมในห้องปิดตาย เขายังต้องทำการทดสอบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องจริงๆ ก่อนด้วยซ้ำไป ฟังดูแล้วดูลำบากใช่ไหม แต่มันก็มาจากสิ่งที่สมองคิด หากในชีวิตจริงสามารถแก้ปริศนาได้ง่ายๆ คงไม่มีประโยชน์

            “เหอะ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยมองศพทั้งสองศพแล้วก็ยิ้ม “แบบนี้ก็ไม่ติดเชื้องั้นเหรอ แสดงว่าสองคนนี้มีการฉีดวัคซีนชะล้างเลือดแล้วน่ะสิ ...... ” เขายืนบ่นอยู่หน้าศพ “ที่นี่มีคนตั้งมากมาย แต่มีแต่คนที่อยู่กับไวรัสตลอดทั้งวันและเป็นตัวหลักของที่นี่ถึงจะได้สิทธิพิเศษนี้”

            เขาพยายามเชื่อมโยงเนื้อเรื่องในสมองของเขา แล้วพูดในใจว่า : ไม่ว่าเป้าหมายของมันคืออะไร สันนิษฐานไว้ก่อนว่าฆาตกรก็เป็นพนักงานคนนึงในแล็บ เขาฆ่าสองคนนี้ ทุบหลอดใส่ไวรัส แล้วหยิบสารเหลวออกจากห้องนี้ไป กลับไปฆ่าคนที่อยู่ตรงทางเดินนั้น แล้วฉีดไวรัสใส่ศพพวกนั้นเพื่อกลายร่างของพวกเขา ...... แล้วก็หลบหนีไปจากแล็บ เพื่อให้เชื้อกระจายตัวออกไป แต่ไม่มีใครรู้ว่าทำไมคนทั้งหมดถึงได้กลายเป็นผีดิบอีกแบบนึง

            หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า ...... ฆาตกรยังไม่ได้หนีออกไปจากที่นี่ด้วยซ้ำไป แต่อาจจะถูกเจ้าหน้าที่สังหารหรือกักขังไว้ มนุษย์หมาป่าผีดิบด้านนอกก็ไม่เกี่ยวข้องกับแล็บ มันเป็นสิ่งมีชีวิตสองสิ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน

            เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยคิดมาถึงตรงจุดนี้ เขาก็นึกปัญหาออกมาได้หนึ่งจุด แล้วพูดว่า : “เจ้าตัวที่อยู่หน้าประตูนั้นก็มีสิทธิเข้าห้องนี้ได้ แสดงว่าเป็นพนักงานคนหนึ่งในแล็บนี้ ก็น่าจะได้รับวัคซีนชะล้างเลือดสิ แต่ทำไมยังกลายเป็นผีดิบอีกล่ะ ......”

            เฟิงปู้เจวี๋ยต้องการข้อมูลและเงื่อนงำที่มากขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวและสถานการณ์ เขาสำรวจศพทั้งสองศพ แล้วเขาก็พบกุญแจดอกหนึ่งอยู่ในกระเป๋าของคนที่มีหนวด

            ห่างไปไม่กี่เมตรมีโต๊ะทำงานตัวหนึ่ง เฟิงปู้เจวี๋ยหยิบกุญแจแล้วก็เดินไปที่นั่นโดยไม่ต้องคิด เขาเปิดลิ้นชักออก เขาพบเข็มฉีดยาสองหลอดก่อน แล้วก็กระดาษปึกหนึ่ง อุปกรณ์เครื่องเขียน เครื่องเจาะกระดาษ และหมุดปัก กระดาษโน้ต เป็นต้น มีเพียงลิ้นชักด้านล่างเท่านั้นที่ล็อกกุญแจไว้ เขาลองใช้กุญแจเปิดลิ้นชักออก เป็นไปตามที่คิด มันเปิดได้

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น