เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ชื่อตอน : 33.2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 198

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2561 20:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
33.2
แบบอักษร

เตรียมหัวใจให้พร้อม เพราะอดีตที่รอเบื้องหน้ามีความสุขมากมาย…

          นับจากวันที่เมรัยย่างเท้าสู่นครแห่งเสียงดนตรี นางได้ยินเสียงเพลงมากมายล้วนมีท่วงทำนองแตกต่างกัน กระนั้นท่ามกลางท่วงทำนองเสนาะงดงามตราตรึงก็มิมีเสียงเพลงใดตอบรับความรู้สึกของนางได้ดีเยี่ยมเท่ากับบทเพลงของลีโอน่า และทำนองแห่งอดีตที่ดังแผ่วเบาประหนึ่งเสียงกระซิบบาดใจนี้

          เสียงอันใดหรือ นารีถามเมรัยในยามที่หมอผีน้อยเหม่อลอย

          เสียง.. เมรัยนิ่งเงียบเพราะมิรู้จักตอบสหายรักเช่นไร มันคงแปลกกระมัง ถ้าหากนั้นเป็นเสียงที่นางได้ยินแต่คนอื่นมิอาจได้ยิน เมรัยคิดเช่นนั้นและลืมเลือนมันโดยเร็ว กระนั้นนางเริ่มแน่ใจมากขึ้น เมื่อนางยินบ่อยๆเวลาที่นางตั้งใจสดับฟัง ยามที่นางนอนกลางวันในห้วงความฝันสีเทา  

          ด้วยความอยากรู้อยากเห็นผสมความคิดที่ยากลบเลือน เมรัยจึงเผลอไล่หามันอย่างคาดหวัง หมอผีน้อยตื่นและอาบน้ำ วันนี้นางมีภารกิจที่สำคัญมากๆเมรัยฝากเรไรให้นารีดูแล ส่วนตัวนางออกไปข้างนอก มุ่งหน้าสู่สถานที่ที่คิดว่ามันมีอยู่จริงไม่ใช่เพียงความฝัน ไล่ตามเสียงเพลงอันเงียบสงัดในเมืองอันมีเสียงดนตรีไพเราะนับร้อยพันเพื่อเสาะหาหนึ่งบทเพลง

          ความเงียบคือแสงนำทาง เมรัยเดินย้อนกลับมาอีกครั้ง ณ ถนนที่ว่างเปล่า ไร้ผู้คน ส่วนแบ่งเขตระหว่างทิศใต้และทิศเหนือ

          บรรยากาศบ้านเรือนส่วนนี้เงียบผิดปกติ มันช่างเงียบเหงาปานเมืองคนตาย ป่าช้า สุสาน และดินแดนที่มิมีสรรพเสียงใดสามารถเปล่งประกายเรืองรอง ราวว่ามันคือสถานที่เก็บซ่อนสิ่งเลวร้าย และโลกที่ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง พื้นถนนสีเทาเขม่าดำขี้เถ้าแลมัวหมอง ผนังกำแพงซีดขาวไร้ชีวิตชีวา หลังคามุงกระเบื้องที่แตกหักพุพัง ปราศจากเงามนุษย์ และหางลูกหมา ไม่มีกระทั่งยาจกหรือผู้ยากไร้

          เมรัยยืนตระหง่านท่ามกลางความหนาวเย็นแห่งฤดูฝน ข้างเท้ามีแอ่งน้ำเงานภา นางเยื้องย่างผ่านบ้านร้างและร้านขายตุ๊กตา หมอผีน้อยก้มหน้าแลเห็นพุ่มดอกคาร์เนชั่นสีขาวแต้มแดงทับทิม ดอกกุหลาบสีน้ำเงิน และดอกมะลิสีทอง ความสวยงามที่ซ่อนหลังสีดำแห่งความชรา สีเทาผสมสีขาวโพลน เมรัยไม่คิดว่าควรเดินหาเสียงเปียโนปริศนา กระนั้นนางอยากรู้ สักแห่งในหัวใจนางบอกว่านางสมควรไปพบต้นตอบทเพลงแห่งอดีตนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

          หน้าโรงละครร้าง

          “ห้ามเข้าหรือ”

          เมรัยปรายตามองป้ายเก่าคร่ำครึที่แขวนบนรั้วเหล็กมีสนิมเกาะ หมอผีน้อยจรดสายตาไล่อ่านคำเตือนและชะโงกมองลอดช่องลูกกรง ภายในสวนรกร้างมีหญ้าเติบใหญ่สูงชันปานบ้านงูเห่า ทางเดินปูพื้นหิน และประตูโรงละครที่เปิดแง้มเล็กน้อย มันช่างน่าสนใจอย่างยิ่งยวดสำหรับเมรัยผู้รักการผจญภัย นางตัดสินใจแล้วว่าจักไล่หาเสียงเพลงที่ดังกวนใจตลอดหลายวัน บัดนี้มันเผยตรงหน้าแล้ว แต่มีป้ายเขียนว่าห้ามเข้าขวางทาง

          ทำเช่นไรดี

          ไม่ต้องคิดคำตอบให้เสียเวลา

          เมรัยดันลูกกรงเหล็กและก้าวข้ามเขตหวงห้าม นางทราบว่าสิ่งที่ทำมันผิด กระนั้นนางอยากจะทำ

          มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ รู้ว่าสิ่งที่รอเบื้องหน้ามันอันตรายแต่ก็มิสนใจคำเตือน

          ถัดจากป้ายห้ามคือแผ่นกระดานดำที่ตั้งเบื้องหน้าประตูโรงละคร บนกระดานเขียนตารางการแสดงของศิลปินวันนี้ เมรัยหยุดยืนอ่านรายชื่อที่ว่างเปล่าไร้ผู้แสดง รอยลบอักษรครั้งแล้วครั้งเล่าสลักไว้บนผิวกระดาน มีบอกวันที่ เวลาเช้าและบ่าย สำหรับวันนี้มันว่างเปล่าไร้รายชื่อผู้ใด เมรัยคิดว่ามันว่างมาตลอด ตลอดหลายปี นานจนมิมีใครจดจำ

          ….

          แต่ในห้องแสดงมีสุรเสียงเปียโน เมรัยแววยินแผ่วๆคล้ายเสียงลูกแมว หมอผีน้อยมิรู้มีใครกำลังเล่นในโรงละครขนาดเล็กและเก่าแก่ นางทราบเพียงว่าเบื้องหลังประตูสีเขียวเทาคล้ายม่านฝนมีสิ่งที่นางต้องการ

          “…”เมรัยรวบรวมความกล้าอันน้อยนิดเพื่อเอาชนะความกลัวอันมากมหาศาล นางยื่นอุ้งมือหมายผลักประตู คราวปลายนิ้วแตะผิวหยาบกระด้าง

          ความรู้สึกที่นางปฏิเสธอย่างหนักแน่นพลันหวนคืนสู่ตัวนางอีกครั้ง

          อดีต

          ..

          ..

          ..

          ..

          ..

          แอ๊ด--

          ประตูเปิดกว้างพร้อมการปรากฏกายของผู้ชมไร้บัตรเชิญ ภายในห้องโถงขนาดใหญ่เท่าโรงหนังการแปลงมีแถวเก้าอี้เรียงราบเป็นชั้นๆสภาพห้องคล้ายโรงหนังสมัยก่อน ที่ส่วนปลายสุดมีลานเวทีแสดงให้นักแสดงโชว์ฝีมือเต้นรำ เล่นละคร เล่นดนตรี ทำกิจกรรมบันเทิงหรรษาที่เปี่ยมด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนามรื่นเริง มันเคยมีงานแสดงที่สร้างชื่อเสียงให้คนมากมาย กล่าวถึงสมัยก่อนมิใช่สมัยนี้

          ภาพโรงละครที่เต็มเปี่ยมด้วยผู้ชมนับร้อย เสียปรบมือหลังจบการแสดง เสียงหัวเราะที่ดังกังวานยามถึงฉากลุ้นระทึก ความเงียบที่เฝ้ารอคอย และความสุขหลังชมการแสดงจบ สิ่งเหล่านี้เคยดังกังวานและมีตัวตนที่นี่ เมื่อนานมากแล้ว นานมากๆ

          ….

          เพดานที่เคยมีสีสันสดใสยามนี้กลับมัวหมองมีความทรุดโทรม พื้นห้องที่เคยสะอาดสะอ้านยามนี้มีฝุ่นจับประปราย แถวเก้าอี้ที่เคยมีผู้ชมจับจองแย่งกันนั่งยามนี้กลับว่างเปล่าไร้ผู้หมายตา โคมระย้าห้อยบนเพดาน แก้วมณีส่องแสงประกายไสว กระนั้นไร้ผู้ชื่นชมดังเช่นอดีต หลายสิ่งผันแปรตามกาลเวลาและกาลเวลามักทำลายล้างอดีตจนหมดสิ้นอย่างไร้ปรานี

          เมื่อไม่มีความสนุกสนามเฉกเช่นวันวาน บัดนี้ โรงละครควีนแอน์ก็ไร้ความหมาย

          โรงละครควีนแอน์แห่งแรกของเมืองแบลดแอน์ สถานที่ศักดิ์สิทธิที่เคยเป็นจุดศูนย์ร่วมหัวใจแห่งบทกวีและเสียงดนตรีทั้งปวง

          ยามนี้…มันเป็นเพียงโรงละครที่รอความตายและถูกทุบทำลายล้าง

          …

          “…”

          ภายใต้เสียงเปียโนที่ดังกังวานมีผู้ฟังสองคน หนึ่งคือตาเฒ่าที่นั่งตำแหน่งแถวชั้นสูงสุดของบันได และเมรัยผู้ที่พึ่งมาใหม่ หมอผีน้อยเปิดประตูและต้องตกตะลึงกับสภาพความเสื่อมโทรมของโรงละครที่ไร้การดูแล กระนั้นความเศร้ากินใจนี้มิอาจเทียบเคียงกับบทเพลงที่หญิงสาวเล่นแม้แต่น้อย เมรัยมองสุดปลายห้อง ณ ลานเวทีแสดงที่มีเปียโนสีดำใหญ่ตั้งตระหง่าน และหญิงสาวนางหนึ่งที่นั่งเล่นมัน

          นางหลับตาเอียงคอ นิ้วพรมจรดแป้นเปียโน ท่วงท่าสง่างามเสมือนกิริยาจักรพรรดิ

          เมรัยมิอยากรบกวนการเล่นจึงย่องๆแอบนั่งเก้าอี้เงียบๆ

          บทเพลงที่ชวนให้ระลึกอดีตคือท่วงทำนองที่แฝงความโศกโสภาจนหัวใจสั่นเทิ้มด้วยความเจ็บแสนสาหัส เมรัยปิดม่านตาและเอนหลัง คราวตัวโน้ตนั้นล่องลอยแปรเปลี่ยนเป็นซุ่มเสียงทิ่มแทงหัวใจ ความเศร้าระทม ความอาลัยอาวรณ์ ความสิ้นหวังที่อัดแน่นจนลมหายใจติดขัด เรื่องราวในอดีตสีดำที่ส่องสะท้อนในห้วงแห่งความทรงจำที่ไม่มีวันตาย ความจริงที่มันไม่ได้มีแต่ความสุขรายล้อม ทุกๆวันที่ผ่านพ้นไปด้วยความพยายามที่เลือดแถบสาดกระเด็น ความจริงนั้นโหดร้ายเสมอยิ่งมันไม่ปล่อยให้ความสุขงอกเงยเติบโตได้อย่างเจริญรุ่งเรือง

          ความเหงา ความโดดเดี่ยว ความหนาวเหน็บซัดสาดกระทบผิวหนังดั่งคมกระบี่นับหมื่นเล่มที่กรีดสะบัดหัวใจที่ไม่ว่าจะลุกขึ้นอีกสักกี่ครั้งก็ต้องเผชิญหน้าความสิ้นหวัง ต่อให้พยายามเช่นไร ต่อให้ลุกยืนอีกสักกี่ครั้ง มันก็จะต้องประจันหน้าความล้มเหลงทุกคราวรำไป ทวีมากขึ้น ยิ่งขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

          เพื่อความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียว ชีวิตจึงต้องทนทุกข์และแบกรับความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ

          ร่างกายที่นับวันยิ่งแก่ชรา หัวใจที่นับวันยิ่งอ่อนแอ

          ระหว่างทางนั้นช่างเดี่ยวดายไร้ผู้จับมือและโอบกอด มองไปทางไหนล้วนพบแต่ความมืดมิดและสายฝนที่ตกเทกระหน่ำมิหยุดหย่อน

          หมู่เมฆสีเทาดำบดบังแสงอาทิตย์ ในค่ำคืนนั้นกลับไร้แสงดาวคอยเคียงข้าง ไม่ว่ายามใดหากนึกถึงก็มักเจ็บปวดรวดร้าวจนใจแถบแตกสลายเป็นเศษซาก ปานประหนึ่งเศษกระจกที่ปักแทงรอยแผลเก่า ความเหงาเริ่มเจริญรุ่งเรืองภายในใจ กัดแทะและรัดกุมบีบคั้นจนมิอาจมีชีวิตและลมหายใจ เรี่ยวแรงสูญสลายเพราะแต่ละวันต้องใช้มันต่อกรกับสิ่งที่ไม่อยากยอมรับ หัวใจนี้เสื่อมถอยจนอยากหลีกหนีไปให้ไกล ความตายยังเป็นสิ่งที่น่ากลัวและทรมานเกินกว่าจะตัดสินใจใช้มันเพื่อหนีไปจากโลกอันแสนโหดร้าย มันน่ากลัว ที่สำคัญมันเหมือนโซ่ที่ไม่ว่าจะสลัดทิ้งเช่นไรก็ไม่มีวันขาดสะบั้น

          อดีตเลวร้ายคือรากฐานให้ปัจจุบันไม่อาจมีความหวังและนึกฝัน ต่อให้ฝืนหวังก็ยังเจ็บเช่นเดิม

          จะก้าวต่อไปทำไม

          ลมหายใจนี้มีไว้เพื่อใคร

          ในเมื่อไม่มีใครต้องการ ในเมื่อความตายกำลังมาถึง จะมีความหวังเพื่ออะไร

          เรื่องราวที่แสนสวยงาม บัดนั้นก็มิอาจช่วยเยี่ยวยาและเปลี่ยนความจริงที่เกิดขึ้น ท้ายที่สุดมันก็ต้องเป็นเช่นนี้เรื่อยไปและตลอดกาล ล้มและลุก ลุกและล้ม เพื่อสิ่งใด เพื่อเป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อมถึงหรือเพราะไม่อยากยอมรับว่ามันไม่มีทางเป็นจริง

          โกหกแม้แต่ตนเอง หลอกลวงแม้แต่ผู้ที่หัวใจบริสุทธิ์

          กระนั้นไม่ว่าจะทำเช่นไร ก็ตัวคนเดียวมิใช่หรือ

          ไม่ว่ายามที่เกิดมา หรือยามที่ต้องจากลาโลกนี้

          ตัวคนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดายในโลกที่ไม่มีใครสนใจ

          “…”

          มันคือความเหงา ไม่ว่าใครก็คงเคยเจอกับมัน ช่วงเวลาที่คิดว่ามันช่างเงียบจนอ้างว้าง เพลาที่ไม่มีใครเคียงข้าง ความเหงาคือท่วงทำนองที่โศกเศร้าและเปี่ยมด้วยความทรมานจับขั้วหฤทัย หลายคนปฏิเสธความเหงาโดยการหาคู่ครอง หลายคนยอมรับมันและใช้ชีวิตไปทั้งอย่างนั้น คิดใช้ความสนุกสนามชั่วคราว ความฝันชั่วนิรัน และเรื่องราวต่างๆเพื่อกลบฝังความเหงาให้มิดชิด ทำให้ความเหงาหายจากหัวใจ ทั้งที่มันก็ยังคงอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน ภายในใจ แต่ว่าเพราะมันอยู่ลึกเหลือเกิน

          ลึกจนลืมเลือน ลึกจนมิอาจคิดถึง

          กระนั้นมันจักต้องปรากฏตัว สักครั้งในชีวิตที่แสนสั้น…และเปราะบาง

          ความเหงาเป็นเพื่อนกับความว่างเปล่า ความเบื่อหน่ายและความเศร้า ความรู้สกเหล่านี้มักถูกปฏิเสธให้ถูกขับไล่ไปไกลๆเหมือนของอันตรายและสิ่งเลวร้าย ผู้คนแสวงหาความสุข เพราะฉะนั้นความรู้สึกลบเหล่านี้จึงไม่มีค่าแต่อย่างใด พวกมันต้องโดนทำลาย และลบหายไปจากหัวใจเพื่อให้หัวใจมีพื้นที่รองรับความสุข ความสนุก ความฝัน และความหวัง

          ไม่มีใครอยากอยู่ตัวคนเดียว ในโลกที่มีชีวิตอีกนับพันนับร้อย

          ไม่มีใครทนอยู่กับความเงียบที่แท้จริงได้โดยยังบอกว่าตนเองเป็นคนปกติ

          แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แม้แต่ปักษาสวรรค์ ทั้งโรงละครแห่งนี้ และเมรัย…

          แปะๆ  

          “…”บทเพลงจบลงพลันเมรัยได้สติเพราะเสียงปรบมือของตาเฒ่าที่นั่งฟังอีกฝั่ง หมอผีน้อยยกมือเช็ดหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างไม่รู้ตัว นางไม่ใช่คนที่ชอบฟังเพลงเศร้า กระนั้นก็มีบ้างที่นึกอยากฟังมัน บทเพลงที่เจ็บปวดและทำให้ตนร้องไห้ในคืนที่ไม่มีใคร สำหรับค่ำคืนที่นางต้องนั่งเหม่อเพียงลำพักนางมักจะถามหาเพลงทำนองเบาๆและไพเราะเช่นนี้

          ทำไมนางถึงมาที่นี้นะ…

          เมรัยมาทำไม แม้ฟังบทเพลงจบแล้วก็ยังไม่เข้าใจ หมอผีน้อยลุกยืนและเดินไปที่หน้าเวทีเพื่อหมายพบนักเปียโน คราทั้งสองเผชิญหน้ากันอย่างไม่มีกำแพงขวางกั้น

          ชั่วพริบตาราวชั่วกัปชั่วกัลป์ เมรัยแถบหยุดหายใจ

          แสงแดดขาวเงื้อฝ่ามือจุ่มลอดช่องรูบนเพดานเป็นลำแสงระยับแพรวพราวส่องรำไร พวกมันแตะสัมผัสเรือนเกศาสีชมพูลูกท้อยาวสละสลวยจรดพื้นลานขับให้เส้นสายอายุพันปีทอสว่างไสว บนใบหน้างดงามมีผิวสีครีมน้ำนมอุ้มน้ำแลเปล่งปลั่งราวผิวพรรณทารกแรกเกิด จมูกและใบหูกระจิ๋ว ริมฝีปากเรียวยาวเฉกเช่นหางคิ้วหงส์สา อวัยวะบนองคางดงามแลมีสง่าประหนึ่งปักษาสวรรค์ นัยน์เนตรสีพลอยแดงอ่อนเจือจางมีความปีติล่องลอยประหนึ่งท้องนภาไพรศาล สองดวงตาแฝงไว้ซึ่งความอ่อนโยนเฉกมารดา ลึกล้ำเทียบเท่าห้วงจักรดารา เงียบสงบเคียงคู่สวนพฤกษาชาติ สูงส่งเหนือปฐมจักรพรรดิ น้ำใจโอบอ้อมอารีเสมือนนักบุญผู้เสียสละ และทรงปัญญาเหนือทุกดวงตาที่เมรัยรู้จัก นางสวมอาภรณ์เสื้อแขนยาวเนื้อบางมีลายดอกมะลิพลิ้ว และสวมกระโปรงสีขาวอ่อน ชายแขนเสื้อยาวพลิ้วสะบัดไหวนุ่มนวล ทั่วกายมีเครื่องประดับน้อยชิ้น ที่นิ้วนางมีแหวนปักษาวงเล็กฝังมณีสีน้ำเงินเข้ม ทั่วร่างให้มีความรู้สึกปวดร้าวประหนึ่งหัวใจแตกสลาย มองแล้วต้องกลั้นหายใจด้วยความตะลึงงัน ความงามของนางเทียบเท่าแคโรไลน์และบาเบลร่า กระนั้นเพราะยังอ่อนเยาว์จึงมิอาจเทียบเคียงอย่างเหมาะสม

          สิ่งสำคัญคือดวงตาของนางมิใช่แววตาผู้เยาว์ แต่เป็นดวงที่ใคร่นึกถึงผู้สูงอายุอย่างขัดแย้งกับภาพลักษณ์ภายนอก

          นางมีดวงตาเฉกเช่นเมรัยและนารี กระนั้นดวงตาของนางเปิดเผยมากกว่า ทระนง หนักแน่น สงบนิ่ง ไร้แววเคลื่อนไหว

          หญิงสาวมิให้ความรู้สึกเหมือนักเปียโนที่ชอบเล่นเพลงเศร้าแต่อย่างใด เมรัยนึกแปลกใจระคนสงสัย คราวแลเห็นมุมปากนางยกโค้งหน่อยๆพร้อมโค้งย่อเข่า มือจับกระโปรงยกสูงในท่วงท่าเคารพฉบับผู้ดีมียศฐานะ

          เมรัยยืนอึ้ง นางกำมือและหลุบตา ใช้ชายอาภรณ์เช็ดหน้าระรัว ขอบตาแดงระเรื่อและร้อนผ่าว เสียงเปียโนยังดังระงมในหัวนาง น้ำตานางไม่หยุดไหล ทำอย่างไรดี ต่อหน้าผู้อื่น นางกลับมิอาจหยุดน้ำตาให้หลั่งริน

          น่าขายหน้า

          “…ขอโทษคือ…ข้า”

          เมรัยยกเสื้อปิดหน้า เสียงสะอื้น ลำคอเจ็บแสบ ร่างกายสั่นระริกปานเป็นไข้ นางเบือนหน้าหนีมิกล้าสบตาคู่งาม เมรัยอยากวิ่งหนีซะเดี๋ยวนี้ กระนั้นขาไม่ยอมขยับ

          นักเปียโนสาวมิแสดงความรังเกียจหมอผีน้อย นางยืนอมยิ้มฟังเมรัยร้องไห้จนจบ

          “ขอโทษ..นะ”

          เมรัยสะอึก ขี้มูกไหล

          “ร้องเถิดค่ะ…ดีกว่าเก็บมันเอาไว้แล้วล้มป่วย”หญิงสาวหยีตาอธิบายระคนปลอบอย่างนุ่มนวล ผู้ชมที่ฟังเพลงนางชอบร่ำไห้ แต่ละคนเป็นเด็กขี้แย

          “อือ..”เมรับรับคำ กระทั่งนางหยุดร้อง

          นางรู้สึกดีขึ้นแล้ว เพราะอะไรกันนะ เหมือนว่าความเศร้าทั้งปวงของนางรินไหลและจางหายไปกับหยดน้ำตา เมรัยไม่เคยรู้สึกโล่งอกเช่นนี้ ทุกครั้งที่นางร้องไห้มักจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ยิ่งร้องยิ่งเจ็บทรมาน แต่ทำไมครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เมรัยไม่เข้าใจสักนิด นางเจ็บคอ แสบจมูก นี่นางบ้าไปแล้วใช่หรือไม่

          “เป็นเพลงที่..เพราะมากๆเลยนะ”

          เมรัยเขินมิกล้าสบตา นางอยากใช้คำชมมากกว่านี้ กระนั้นในหัวโล่งสะอาดจนนึกคำพูดไม่ออก

          “ได้ช่วยท่านคลายความกังวลใจ ชีวิตข้าถือว่ามีความหมายแล้วค่ะ”

          “อะ อือไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง”

          เมรัยเขินหนัก ไม่กล้ารับคำชมอีกฝ่ายที่ฟังยกย่องเกินจริง

          “เป็นความจริงค่ะ”

          นักเปียโนสาวคลี่ยิ้มงดงาม

          ใช่ แค่เมรัยนั่งฟังเพลงของนาง ชีวิตนางก็มีความหมายแล้ว

          ความจริงใจฉายกระจ่างในดวงตาใส เมรัยหน้าแดงเสมองข้างทาง นางกระแอมแก้เก้อ นึกขึ้นได้ว่าพวกนางยังมิรู้จักกัน เมรัยจึงเริ่มแนะนำตัว “ข้าชื่อเมรัย เป็นหมอผี เจ้าชื่อกระไรหรือ”

          แววตาแห่งความหวังสุกสกา เมรัยเท้าเอวท่วงท่าเปี่ยมด้วยพลังมหาศาล สเตฟานีลอบขำ นางเอียงคอและเอ่ยนามแห่งตำนานด้วยวาจาราบเรียบฟังไพเราะรื่นหู

          “ข้าชื่อสเตฟานี เป็นนักเปียโนค่ะ”

          …

          ..

          .

          สเตฟานี

          “คือว่า…”เมรัยลังเล ไม่รู้ควรถามดีหรือไม่ กระนั้นคิดว่าอีกฝ่ายคงมิถือสากระมัง “พวกเราเคยพบกันหรือไม่…เมื่อชาติที่แล้ว”

          ฉิบหาย นี่ข้าถามอะไรเนี่ย ชาติที่แล้ว!!

          เมรัยเหงื่อแตกพลั่ง ดวงตากลอกกลิ้งด้วยความสับสนระคนอยากมุดหินหนี

          สเตฟานีไม่เพียงตกใจ นางยังหัวเราะอีกด้วย

          “…ฮึๆใช่ค่ะ พวกเราเคยพบกันมาก่อน”

          “ฮาๆ”

          เมรัยแสร้งหัวเราะ ในเมื่อสเตฟานีไม่แค่ตอบรับประโยคเพี้ยนๆยังช่วยแสร้งหัวเราะเปลี่ยนให้มันเป็นเหมือนเรื่องปกติเสียด้วย หมอผีน้อยไม่รู้จักร้องไห้หรือหัวเราะดี  

          “แหะๆขออภัย..”เมรัยเก็บคำตอบสเตฟานีมาใส่ใจ นางพึมพำพลางชายตามองนักเปียโนสาวผู้มีรอยยิ้มสลักบนใบหน้าไม่ต่างจากนักไวโอลินสาว เมรัยมิรู้ว่านักดนตรีเป็นเช่นนี้ทุกคนหรือไม่ แต่ละคนชอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มิรู้มีความสุขอันใด  

          รอยยิ้มของพี่ลีโอน่ามักเปี่ยมด้วยความอบอุ่น ส่วนรอยยิ้มของสเตฟานีงดงามทำให้ผู้มองมีความสุขหัวใจสงบเสงี่ยม

          ความสุขของนักเปียโนช่างแตกต่างกับบทเพลงที่เจ้าตัวบรรเลงอย่างสิ้นเชิง

          “เป็นเพลงที่ฟังแล้วทำให้ข้านึกถึงบ้าน..นึกๆแล้วก็อยากกลับไปสักครั้ง”

          เมรัยพูดไปพลางหัวเราะไปพลาง เสียงหัวเราะฟังขมขื่นสองส่วน

          “ยังมีคนรอเจ้านะ…ยามนี้เจ้าไม่ตัวคนเดียวอีกแล้ว”

          “…”

          เมรัยอ้าปาก เบิกตากว้าง นางกลืนคำพูดลงคอ ไม่อาจสะเหาะถ้อยวาจาใด เพราะคำพูดของนักเปียโนสาวคือคำพูดที่ลอยละล่องในใจหมอผีน้อยตั้งแต่เมื่อก่อน และยามนี้

          ใช่ มีคนรอนางอยู่ ใช่ ยามนี้นางไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกแล้ว

          นางมีนารี เรไร พี่ลีโอน่า พี่บาเบลร่า พี่แคโรไลน์ จูเลียและโนร่า บรรดาหนูๆตัวร้ายที่รอดักกัดก้นนางที่บ้าน เมรัยยกยิ้มอย่างลืมตัว ทำไมนอกจากนางแล้วยังมีคนพูดให้กำลังใจนางอีกนะ ไม่น่าเชื่อ นางรับรู้ว่าตนเองเข้มแข็งยิ่งกว่าแต่ก่อน บางสิ่งที่กำลังเปล่งประกายจากการที่พวกนางพบกันโดยบังเอิญ เมรัยไม่คิดเลยว่าสเตฟานีจะเข้าใจและบอกกับนางเช่นนี้

          ดีใจจัง…

          “คุณหนูได้เวลากลับแล้วครับ”

          “เช่นนั้น ข้าต้องขอลา”

          ตาเฒ่าที่นั่งฟังเพลงสเตฟานีคือพ่อบ้านประจำตัวนักเปียโนสาว นางกล่าวอำลาเมรัยพร้อมทำความเคารพ หมอผีน้อยอยากทำบ้างแต่กลัวจะเป็นการเสียมารยาทกับนักเปียโนสาวมากกว่า เพราะท่วงท่าเมรัยไม่อ่อนช้อยสวยงาม มันเงอะงะมิน่าดูชม เมรัยอมยิ้มและโบกมือลาสเตฟานี แม้จักพึ่งรู้จักกันไม่นาน แต่เมรัยรู้สึกเหมือนรู้จักกันมานานแล้ว นานมากจนอาจลืม

          “ลาก่อน”เมรัยมิกล้าเอยคำว่าเจอกันอีกครั้ง เพราะนางสังหรณ์ว่านี้จักเป็นกันครั้งสุดท้ายของพวกนาง

          “…”

          สเตฟานีส่งยิ้มให้เมรัยอย่างรู้ทันความคิดอีกฝ่าย “พยายามเข้านะค่ะ”

          พบกันครั้งนี้ อีกเนิ่นนานจึงจะพานพบกันอีก

       หลังสเตฟานีนั่งรถม้าจากลาลับ คำพูดให้กำลังใจของนักเปียโนสาวยังดังขรมแข่งขันกับเสียงสายฝนที่ตกโปรยปรายเต็มม่านฟ้าสีดำเทา เมรัยยืนหลบฝนใต้หลังคาที่มีรูรั่ว หน้าประตูโรงละคร หมอผีน้อยเหลียวมองแผ่นป้ายประกาศที่ติดแปะไว้บนผนัง เมื่อครู่นางมิทันสังเกต ยามนี้จึงมีเวลาให้ความสนใจมัน

          “โรงละครควีนแอน์ปิดบริการ-xx/xx/xx”

          “อีกไม่นานแล้วสินะ”

          เมรัยหรี่ตาปิดบังความเศร้าสร้อยพลางอ่านรายละเอียดที่เขียนด้านล่างข้อความสำคัญ พื้นที่เขตนี้จะถูกเปลี่ยนให้เป็นแหล่งชุมนุมใหม่ สถานที่ ร้านอาหาร ร้านขายของ ตึกแถวต้องถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมด รื้อถอนและทุบทำลายทิ้งเพื่อใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้าง สมัยก่อนพื้นที่ส่วนนี้เป็นส่วนที่เคยรุ่งเรืองที่สุดของเมืองแบลดแอน์ เมื่อร้อยปีก่อน มันเคยมีสีสันและความครื้นเครง ยามเช้ามีการแสดงของคณะละครสัตว์ สิงโตพ่นไฟ ยามเย็นมีแสงสีและงานเต้นรำ อดีตกาลที่เคยอยู่บนจุดสูง ยามนี้กลับตกต่ำจนน่าใจหาย

          มันก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ สิ่งเก่าๆมักหายไปเพื่อให้สิ่งใหม่ๆมาแทนที่ เมื่อความสนุกสนามตกงาน ความเหงาจึงเริ่มมีงานทำ ฮึๆ

          “อดีตของข้าก็กำลังหายไปเช่นกันกระมัง”เมรัยมือไขว้หลังเอนหลังพิงประตู นางเริ่มก้าวอีกครั้งแล้ว นับแต่วันนั้นที่นางตัดสินใจจะเดินไปข้างหน้า อดีตที่ล่วงเลยผ่านมาก็ยิ่งลืมเลือนหายไปช้าๆเฉกเช่นหอยทากที่คลานต้วมเตี้ยมข้างหน้านาง

          เพราะไม่อาจย้อนกลับไป ดังนั้นมีแต่ต้องก้าวไปข้างหน้า

          “อยากจับพุงนารีจัง”เมรัยอมยิ้ม หน้าท้องนารีไม่เหมือนของเรไรและนาง เรืองร่างนารีแบนเรียบและมีทรวงทรงที่งดงามสมตำแหน่งฮ่องเต้หญิง ไม่มีส่วนเกินหรือส่วนใหญ่ยักษ์ ผิวนุ่มนิ่มลื่นไหลสัมผัสน่าหลงใหลยิ่งเวลามีแสงตกกระทบ  

          “ไม่ไหวแล้ว!!”

          เมรัยร้องตะโกนแข่งเสียงสายฝน นางอยากกลับบ้านเดี๋ยวนี้ ความคิดบ้าบอทำให้เมรัยวิ่งฝ่ายสายฝนไปอย่างไม่เกรงกลัว นางวิ่งและวิ่งอีก เสียงเท้ากระทบแอ่งน้ำดังเปาะแปะประหนึ่งเสียงจังหวะหัวใจที่กำลังเต้นตึกตัก หัวใจที่ย้อนสู่อดีต และกลับมาปัจจุบัน

          บทเพลงของสเตฟานีเต็มเปี่ยมด้วยความโศกเศร้า ความโศกเศร้าที่กลืนกินความเศร้าของเมรัยจนหมดสิ้น ปัดเป่าให้เหลือทิ้งไว้เพียงความสุขและพลังชีวิตที่พร้อมสู้กับวันใหม่…

          …

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น