Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ซ่อนรักครั้งที่ 13 จากนี้และตลอดไป + บทส่งท้าย

ชื่อตอน : ซ่อนรักครั้งที่ 13 จากนี้และตลอดไป + บทส่งท้าย

คำค้น : HEART , Avert , หัวใจซ่อนรัก , พฤกษ์ซ่า , พฤกษ์ษา , Yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.6k

ความคิดเห็น : 105

ปรับปรุงล่าสุด : 03 เม.ย. 2561 22:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ซ่อนรักครั้งที่ 13 จากนี้และตลอดไป + บทส่งท้าย
แบบอักษร



Part 13# Niza จากนี้และตลอดไป...

                “ฮือออออออ” ทันทีที่เดินเข้าห้องผมก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น น้ำตาที่กักเก็บเอาไว้ได้พังทลายลงมา สองขาไร้เรี่ยวแรงจนต้องทรุดลงไปกองที่พื้น ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบจะขาดใจ

               กี่ปีแล้วนะที่ผมไม่ได้ร้องไห้ ตั้งแต่ที่เสียพ่อกับแม่ไปหัวใจของผมก็เปลี่ยนเป็นเข้มแข็ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาถึงแม้จะทุกข์หนักหนาแต่ผมก็ไม่เคยมีน้ำตา แต่ว่าตอนนี้ความเสียใจมันรุนแรงมากจนผมฝืนเอาไว้ไม่ไหว น้ำตาได้ไหลลงมาอย่างไม่ขาดสายจนใบหน้าของผมเปียกปอน

               ผมไม่ชอบตัวเองจริงๆ ที่เป็นแบบนี้ ความรักมันทำให้หัวใจของผมอ่อนแอ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังตัดใจจากไอ้พฤกษ์ไม่ได้ ผมไม่กล้าพอที่จะบอกเลิกมันไป เสี้ยวหนึ่งในหัวใจหวังว่ามันจะรั้งผมเอาไว้ แต่มันกลับนิ่งเฉยมองดูผมเดินจากไปเงียบๆ เท่านั้น

ผมเข้าใจแล้วล่ะว่ามันไม่ได้รักผมเลย...

พอคิดได้แบบนี้น้ำตาของผมมันก็ยิ่งไหลทะลักออกมา ผมไม่คิดเลยว่าความรักมันจะทำให้เจ็บปวดได้ถึงขนาดนี้ ที่ผมเคยคิดไว้มันต้องสวยงามรายล้อมไปด้วยความสุข ถ้าผมรู้ก่อนว่ามันจะทุกข์ ผมขอโสดไปจนตายยังจะดีซะกว่า

แต่จะว่าไป อีกไม่นานเท่าไหร่ผมก็คงต้องเป็นอย่างนั้น ห่างกันสักพักอะไรนั่น เอาจริงๆ มันก็ไม่ต่างจากการเลิกกันหรอก

ความรักของผมกับไอ้พฤกษ์มันได้จบลงไปแล้ว...

จบไปพร้อมกับหัวใจที่มันพัง...

รักครั้งแรกมันแสนเจ็บปวดเหลือเกิน...

“ฮือออออออ” แล้วเสียงสะอื้นก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับทำนบน้ำตาที่พังทลายลงมาอีกรอบ ผมนั่งชันเข่าแล้วกอดตัวเองเอาไว้ แล้วนั่งร้องไห้จนกระทั่งหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้...


...................................................
..................................
.................

               กรี้งงงงงงงงงงงงง กรี้งงงงงงงงงงงงง

               เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมา ผมมองไปที่นาฬิกาจึงพบว่าตอนนี้เป็นเวลา 3 ทุ่ม 15 นาที นี่ผมหลับไปนานขนาดนี้เลยหรอเนี่ย

               “อา...” ความปวดเมื่อยที่นอนคุดคู้อยู่บนพื้นหน้าประตูทำให้ผมร้องโอดครวญออกมา ก่อนที่ผมจะค่อยๆ ลุกเดินไปยังโทรศัพท์ โดยที่ในใจลึกๆ ก็หวังเอาไว้ว่าไอ้พฤกษ์จะเป็นคนโทรมา แต่เปล่าเลย เพราะคนที่โทรมานั้นคือไอ้แมน

               “ฮัลโหล” ผมกดรับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย แต่อันที่จริงจะเรียกว่าหมดอาลัยตายอยากน่าจะถูกมากกว่า

               [“อะไรเนี่ยไอ้ซ่า เสียงแบบนี้อย่าบอกนะว่ามึงกำลังนอนอยู่”]

“อือ มึงมีไร” ผมตอบกลับไปด้วยเสียงยานคาง เท่านั้นแหละก็โดนไอ้แมนแหกปากใส่จนแก้วหูแทบจะแตก

               [“จะมีอะไรล่ะ! ลืมแล้วหรอว่ามึงนัดพวกกูมาแดกเหล้า! นี่มากันครบหมดแล้วเหลือแต่มึงเนี่ยไอ้ห่า!”] เวรกรรม ผมลืมเรื่องนี้ไปซะสนิทเลย

“โทษที ตอนเย็นเกิดเรื่องนิดหน่อย กูมีเรื่องกลุ้มใจ ถ้าวันนี้กูไม่ไปจะเป็นอะไรมั้ยวะ”

               [“เป็น! กูตัดเพื่อนมึงแน่ไอ้ซ่า! หนอย...เป็นคนนัดแท้ๆ แต่มาเทเพื่อนซะเองเนี่ยนะ จิตใจมึงต่ำทรามหยาบช้าฉิบหาย”] โอ้โห ไอ้นี่มันด่าผมเลวอย่างกับไปฆ่าใครตายยังไงยังงั้น

“เออ ถ้าจะด่าขนาดนี้กูไปก็ได้ แม่ง...แต่ขนาดบอกว่าตอนเย็นเกิดเรื่องมึงยังไม่คิดจะถามไถ่กูเลย” คิดแล้วแม่งก็น้อยใจ น้ำตาพาลจะไหลออกมาอีกครั้งแล้วเนี่ย

               [“โอ๋ๆๆ อย่าพึ่งงอนสิวะ ก็เพราะมึงบอกอย่างนั้นกูถึงได้บังคับให้มึงออกมาไง มีเรื่องไม่สบายใจอะไรก็มาเล่าให้กูฟังได้ เอางี้ดีมั้ย เดี๋ยวกูจะเกณฑ์เพื่อนทั้งเอกมาให้กำลังใจมึงกันให้หมดเลย”] คำพูดของไอ้แมนทำให้ผมซึ้งจนถึงกับน้ำตาคลอ เพราะถึงจะอกหักแต่อย่างน้อยผมก็ยังมีเพื่อน

“เกณฑ์มาให้เยอะที่สุดเลยนะมึง วันนี้กูจะเมาให้ลืมไปเลย” ผมก็ไม่ได้หวังหรอกว่าไอ้แมนจะเกณฑ์คนมาได้ทั้งเอกขนาดนั้น แต่วันนี้ผมตั้งใจจะเมาจนลืมไอ้พฤกษ์ให้ได้อย่างที่พูด

               [“เออ รีบมานะมึง แล้วก็อย่าลืมแต่งตัวดีๆ มาด้วยล่ะ ถ้าใส่เสื้อตราห่าน กางเกงยีนส์ขาดๆ กับแตะคีบช้างดาวกูไม่คบนะเว่ยบอกไว้ก่อน”]

“โวะ จะอะไรนักหนากะอีแค่ไปแดกเหล้า”

               [“ก็กูกะจะไปเหล่สาวด้วยนี่หว่า ขืนมึงแต่งตัวแบบนั้นสาวที่ไหนจะกล้าเข้ามาหากูล่ะไอ้ฟาย”]

“ได้ เดี๋ยวกูจะแต่งให้หล่อกว่ามึงเลยแล้วกัน”

               [“สัส!”] พอได้ยินแบบนั้นผมก็หัวเราะออกมา การกวนตีนเพื่อนมันช่วยเยียวยาจิตใจได้ดีเลยนะเนี่ย

“งั้นแค่นี้แหละ กูไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”

[“เออ บาย”] แล้วไอ้แมนก็กดวางสาย ส่วนผมก็เดินเข้าไปในห้องน้ำกะจะล้างหน้าล้างตา แต่พอส่องกระจกเท่านั้นแหละผมก็แทบร้องว้าก เพราะสารรูปที่เห็นมันโทรมและอิดโรยมากจนแทบไม่ต่างจากศพ!

เวร ขืนไปสภาพแบบนี้ไอ้พวกนั้นได้คิดว่าผมเป็นผีแน่ๆ เห็นทีผมคงต้องอาบน้ำกับแต่งตัวจัดเต็มแล้วแหละ เผื่อจะได้กลบเรื่องหน้าตาโทรมๆ ไปได้บ้าง ซึ่งผมก็ใช้เวลาไปนานสองนาน กว่าจะนั่งพี่วินมาถึงร้านเวลาก็ปาเข้าไป 4 ทุ่มครึ่ง

“ไอ้ซ่า! ทางนี้!” พอไปถึงไอ้แมนก็รีบแหกปากพร้อมกับโบกไม้โบกมือให้ผมใหญ่ สีหน้าของมันดูแฮปปี้ดี๊ด๊าจนผมนึกแปลกใจ แต่ก็ยังไม่เท่ากับเรื่องที่มันสามารถเกณฑ์เพื่อนมาได้จนแทบจะทั้งเอกได้ถึงขนาดนี้

“นี่มึงชวนอีท่าไหนทำไมเพื่อนถึงมากันเกือบครบได้วะเนี่ย” ผมกวาดสายตามองอย่างอึ้งๆ พร้อมกับยกมือทักทายเพื่อนในเอกกว่า 40 คน ที่มาไม่ได้น่าจะมีแค่ 5 – 6 คนเท่านั้น เรียกได้ว่าเกือบจะเหมาร้านเลยก็ว่าได้ เพราะคนอื่นๆ ที่ไม่คุ้นหน้ามีแค่ 3 – 4 โต๊ะ แต่ทั้งหมดก็เป็นนักศึกษามหา’ลัยเดียวกันกับผมทั้งนั้น

               “กูก็ชวนท่าปกตินี่แหละ แต่พอบอกว่าคืนนี้มึงเลี้ยงพวกมันก็เลยแห่กันมา”

               “เอ๊าไอ้ห่า! นี่มึงพูดจริงปะเนี่ย!” ลำพังแค่เลี้ยงตัวเองยังจะไม่รอด แล้วผมจะไปมีปัญญาเลี้ยงเพื่อนเกือบทั้งเอกได้ยังไง

               “ล้อเล่นน่า พอกูบอกว่ามึงมีเรื่องเครียดพวกมันเลยพากันมาปลอบใจ ส่วนใหญ่ก็อยู่หอใกล้ๆ แถมฟรายเดย์ไนท์แบบนี้แม่งก็พากันหาเที่ยวอยู่แล้ว” พอได้ยินไอ้แมนพูดแบบนี้ผมก็ร้องอ๋อ ส่วนน้ำตามันก็เอ่อคลอออกมาอย่างช่วยไม่ได้

               “ขอบใจพวกมึงทุกคนเลยนะเว่ย โดยเฉพาะมึงกูขอกอดหน่อย” ผมอ้าแขนหันไปทางไอ้แมน มันเลยตรงเข้ามากอดผมเอาไว้ แถมยังบอกให้เพื่อนแต่ละคนกรูเข้ามากอดผมด้วยอีกต่างหาก

               การที่ถูกคนตั้ง 40 คนรุมกอดทำให้ผมรู้สึกอึดอัด แต่ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกตื้นตันและมีความสุขมากจริงๆ

               “กูรักพวกมึงทุกคนเลยนะเว่ย นอกจากพวกมึงกูก็ไม่เหลือใครแล้ว” ผมพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ตอนนี้ผมซึ้งจนน้ำตาแทบไหล แต่ผมก็ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอที่น่าอาย เพราะงั้นผมเลยเงยหน้าขึ้นแล้วกระพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตาให้ไหลกลับลงไป

               “มึงยังมีใครอีกคนนอกจากพวกกูนะไอ้ซ่า” พอได้ยินไอ้แมนพูดแบบนี้ผมก็ถึงกับทำหน้างง

“ใครวะ?”

“มองไปทางนู้นสิ” ไอ้แมนมองไปยังประตู ผมเลยหันไปมองตามมันบ้าง พวกเพื่อนๆ ที่ต่างพากันรุมล้อมผมเลยค่อยๆ ขยับแหวกทางออกเป็น 2 ข้างช้าๆ จากประตูเรียงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงผม

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

“มะ...ไม่จริงหรอกน่า” ผมพยายามสะกดจิตตัวเองไม่ให้คาดหวัง แต่ถึงอย่างนั้นหัวใจของผมมันกลับเต้นแรงขึ้น แล้วก็ยิ่งเร็วขึ้นเมื่อประตูค่อยๆ เปิดออกช้าๆ

ภาพที่ผมเห็นคือไอ้พฤกษ์กำลังยิ้มพร้อมกับถือช่อดอกไม้ขนาดใหญ่เดินเข้ามา ผมไม่เคยคิดว่ามันจะลงทุนทำเซอร์ไพรส์เพื่อง้อขนาดนี้ก็ซึ้งจนถึงกับเบิกตากว้าง แต่พอจ้องไปที่ดอกไม้ดีๆ ตาของผมก็โตจนแทบจะเป็นไข่ห่าน เพราะถ้ามองไม่ผิด นะ...นั่นน่ะ...สีเทาๆ แถมยังมีตัวเลข 1000 แบบนั้น นั่นมันช่อดอกไม้ที่ทำจากเงินแบงค์พันใช่มั้ย!

โอ้มายก็อด! ช่อใหญ่ขนาดนั้นมันมีดอกไม้กี่ดอกวะนั่น แถมทุกดอกยังทำจากแบงค์พัน ไอ้พฤกษ์มันจะทุ่มทุนสร้างเกินไปแล้ว!

               แต่เอาจริงๆ มันไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้ก็ได้ จริงอยู่ว่าผมตาลุกวาวกับช่อดอกไม้ และตื่นเต้นกับแผนเซอร์ไพรส์ แต่เพียงแค่เห็นหน้าไอ้พฤกษ์ ความรู้สึกโกรธเคืองและน้อยใจมันก็ได้สลายหายไปเรียบร้อยแล้ว



ในคืนที่ฟ้านั้นเต็มไปด้วยแสงไฟ

เราโอบกอดกันและมองไปบนฟ้าไกล

สุดหัวใจ...สุดสายตา...มีแต่เรา...


               ในตอนแรกผมคิดว่าทางร้านเปิดเพลง “ลูกอม” ของวง “วัชราวลี” ขึ้นมา แต่ผมก็รู้สึกว่าเสียงคนร้องไม่เหมือนต้นฉบับ คือมันมีความทุ้มและนุ่มนวลกว่า แถมผมยังรู้สึกว่าเสียงนั้นคุ้นมากๆ ซึ่งพอสังเกตว่าไอ้พฤกษ์กำลังขยับปาก ส่วนตรงอกก็มีไมโครโฟนเล็กๆ ติดเอาไว้ มันก็ทำให้ผมต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจอีกครั้ง



ดวงจันทร์ล่องลอยและมอบความรักให้กัน

ขอบคุณวันนี้ที่คอยดูแลรักฉัน

จากหัวใจ...จากนี้ไป...มีแต่เธอ...


               ตลอดสองข้างทางมีคนถ่ายรูปและอัดคลิปวิดีโอไม่ต่ำกว่าสิบคน แต่ไอ้พฤกษ์ก็ไม่สนใจยังคงร้องเพลงเพื่อสื่อความหมายแล้วเดินตรงเข้ามา สายตาของมันจ้องมองเพียงแค่ผมคนเดียวเท่านั้น ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคนที่แคร์ภาพลักษณ์อย่างมัน จะกล้าทำเซอร์ไพรส์ใหญ่โตต่อหน้าคนมากมายได้ถึงขนาดนี้



ฉันไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ดวงดาวจะหายไปไหน

ฉันไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ท้องฟ้าจะเป็นเช่นไร

แต่ฉันก็รู้หัวใจของฉัน


               ยิ่งไอ้พฤกษ์เดินมาใกล้เท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเห็นสายตาอันอบอุ่นและอ่อนโยนมองตรงมาทางผมมากเท่านั้น ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมถึงกับน้ำตาคลอ หัวใจของผมที่ใกล้จะตายได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้ว



จะมีเพียงเธอ รักเพียงแต่เธอ

โอบกอดเธอด้วยรัก รักที่ห่วงใย

ใจฉันให้เธอ มันเป็นของเธอรู้ไหม

ทุกคำมันกลั่นออกมาจากหัวใจ

เราจะลอยข้ามฟ้า ท่ามกลางหมู่ดาว

จะไม่มีความเหงา เข้ามากล้ำกลาย

เพลงนี้เพื่อเธอ มันเป็นของเธอรู้ไหม

สัญญาจะดูแลเธอจากนี้ ตลอดไป


               ทุกประโยค ทุกคำร้อง ทุกท่วงทำนอง ผมสัมผัสได้ว่าไอ้พฤกษ์ร้องออกมาจากหัวใจจริงๆ เพราะสายตาของมันไม่เคยละออกไปจากผมเลยสักวินาที จนกระทั่งตอนนี้ที่มันเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม



ต่อให้โลกสลาย หายไปกับตา

ต่อให้ดาวบนฟ้า ลบเลือนห่างไกล

ใจฉันให้เธอ มันเป็นของเธอรู้ไหม

ทุกคำมันกลั่นออกมาจากหัวใจ

เราจะลอยข้ามฟ้า ท่ามกลางหมู่ดาว

จะไม่มีความเหงา เข้ามากล้ำกลาย

เพลงนี้เพื่อเธอ มันเป็นของเธอรู้ไหม

สัญญาจะดูแลเธอจากนี้ ตลอดไป


               ทันทีที่เพลงจบลง เสียงปรบมือก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งร้าน บรรดาพวกเพื่อนๆ ของผมต่างก็เข้ามาล้อมผมกับไอ้พฤกษ์เป็นครึ่งวงกลม เพราะด้านหลังของเราสองคนเป็นเคาน์เตอร์บาร์

ตอนนี้สายตาของเราต่างก็จ้องมองกันและกัน สื่อความหมายร้อยพันโดยที่ไม่มีใครพูดออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวราวกับหยุดนิ่งอยู่กับที่

เนิ่นนาน...ไม่รู้กี่นาทีหรือกี่วินาทีที่ผ่านพ้นไป ไอ้พฤกษ์จึงได้ยื่นช่อดอกไม้มาตรงหน้าผม

               “ขอโทษนะซ่าที่ก่อนหน้านี้กูไม่ชัดเจนมากพอ แต่ต่อไปนี้กูไม่คิดจะปิดบังเรื่องของเราอีกแล้ว กูจะเปิดเผยทุกอย่าง จะไม่กลัวอะไรทั้งนั้น กูสัญญาว่าจะคอยดูแลและอยู่เคียงข้างมึงตลอดไป เพราะงั้นมึงยกโทษให้กูได้มั้ย หายโกรธกูเถอะนะซ่า” ไอ้พฤกษ์อ้อนวอนพร้อมกับจ้องเข้ามาในดวงตาของผม ในใจของมันคงจะรอลุ้นคำตอบเหมือนกับหลายสิบชีวิตที่อยู่ที่นี่ ผมที่ไม่อยากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปมากกว่านี้ เลยตอบกลับไปทันทีโดยไม่ต้องคิดเลยว่า...

               “ไม่” เท่านั้นแหละแววตาของไอ้พฤกษ์ก็เศร้าหมองลง ความผิดหวังฉายชัดอยู่บนใบหน้า เสียงฮือฮาจากผู้คนที่รายล้อมอยู่เลยดังขึ้น ภาพที่เห็นทำให้ผมที่กะจะแกล้งเอาคืนไอ้พฤกษ์กับทุกคนสักหน่อยถึงกับต้องหลุดอมยิ้มออกมา

               “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ” ผมยื่นมือข้างหนึ่งขึ้นไปสัมผัสที่ข้างแก้มของไอ้พฤกษ์ ส่วนอีกข้างก็รับช่อดอกไม้ที่มันตั้งใจให้ผมมาถือเอาไว้

“ที่กูตอบว่า ‘ไม่’ เป็นเพราะกูไม่ได้โกรธมึงแล้ว” เท่านั้นแหละไอ้พฤกษ์ก็ยิ้มกว้างออกมา จากนั้นก็รีบกางแขนออกเพื่อที่จะสวมกอดผมเอาไว้ แต่ก็ติดอยู่ที่ช่อดอกไม้นั้นใหญ่เกินไปจนมันไม่สามารถกอดผมได้

“ให้ตายสิ เกะกะเป็นบ้าเลย” สีหน้าไม่สบอารมณ์ของมันทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ช่อนี้มูลค่าของมันหลายหมื่นบาท แต่ไอ้พฤกษ์กลับทำหน้าเหมือนอยากจะเผาทิ้งซะอย่างนั้น

“แล้วใครให้มึงเอาช่อซะใหญ่ขนาดนี้มากันเล่า” พูดจบผมก็หันไปหาไอ้แมนแล้วยื่นช่อดอกไม้ฝากให้มันถือ ซึ่งการที่ผมทำแบบนี้ไม่ใช่ว่าของที่ไอ้พฤกษ์ให้ไม่มีความสำคัญ แต่ผมอยากให้มันรู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดของผมคือเป็นมันต่างหาก

“ความจริงถึงจะไม่มีช่อดอกไม้ ไม่มีแผนเซอร์ไพรส์ ไม่มีการร้องเพลงรักให้ กูก็หายโกรธตั้งแต่ที่เห็นมึงยืนอยู่ตรงหน้าประตูแล้ว” ผมยิ้มกว้างออกมา ส่วนไอ้พฤกษ์ก็เช่นเดียวกัน แล้วหลังจากนั้นเราสองคนก็ตรงเข้าไปสวมกอดกันและกัน ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาทำเอาผมรู้สึกสุขล้นไปทั้งหัวใจ

“รักนะซ่า กูรักมึง” ไอ้พฤกษ์ลูบที่ศีรษะของผมแล้วเอียงหน้ามาจูบที่ขมับ ความอ่อนโยนที่ได้รับทำเอาผมน้ำตาคลอ ยิ่งพอได้ยินคำว่ารัก น้ำตาที่ผมอุตส่าห์กลั้นมันเอาไว้ก็ไหลลงมาด้วยความตื้นตันทันที

“กูก็รักมึงเหมือนกัน” เท่านั้นแหละเสียงเฮจากบรรดาเพื่อนๆ ที่รายล้อมพวกเราไว้ก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงปรบมือและเสียงดึงพลุสายรุ้งเพื่อเฉลิมฉลอง สายตาของทุกคู่ต่างก็ยินดีและอวยพร ผมหันไปมองรอบตัวอย่างมีความสุข

“พึ่งรู้นะเนี่ยว่ามึงขี้แยกว่าที่คิด” ไอ้พฤกษ์พูดยิ้มๆ แล้วใช้สองมือประคองใบหน้าของผมพร้อมกับปาดน้ำตาออกให้ พอได้ยินแบบนั้นผมเลยตั้งใจจะเถียงสักหน่อย เพราะถ้าเป็นคนอื่นคงน้ำตาแตกตั้งแต่ที่เห็นไอ้พฤกษ์มันร้องเพลงให้แล้ว

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะพูดออกไป เสียงของไอ้แมนที่อยู่ใกล้ๆ ก็ดังขึ้นมาซะก่อน

“จูบเลยๆๆๆๆๆ”

“เฮ้ย! มึงจะบ้ารึไง!” ผมโวยวาย ใครมันจะไปกล้าทำเรื่องแบบนั้นต่อหน้าคนร่วมครึ่งร้อยกันเล่า แต่ถึงจะได้ยินผมพูดแบบนั้น ไอ้แมนก็ยังทำเป็นหูทวนลมส่งเสียงเชียร์เหมือนเดิม

“จูบเลยๆๆๆๆๆ” คราวนี้ไม่ได้มีแต่เสียงไอ้แมนคนเดียว เพราะเพื่อนคนอื่นๆ ต่างก็ส่งเสียงเชียร์ด้วยเหมือนกัน

“ทำไงดีวะไอ้พฤกษ์” ผมกระตุกชายเสื้อของมันแล้วหันหน้าไปหา จึงพบว่าตอนนี้มันกำลังอมยิ้มอยู่ต่างจากผมที่เป็นกังวลลิบลับ

“ก็ไม่ต้องทำยังไง ทำตามที่พวกนั้นบอกก็จบ” ไอ้พฤกษ์พูดยิ้มๆ แล้วใช้สองมือจับที่ไหล่ของผมไว้มั่น การกระทำนั้นยิ่งทำให้พวกกองเชียร์ส่งเสียงดังมากขึ้นกว่าเดิม

“เฮ้ยๆๆ นี่มึงเอาจริงดิไอ้พฤกษ์” ตอนนี้ผมตัวแข็งทื่อ ถึงมันจะประกาศว่าไม่คิดปิดบังอะไรแล้ว แต่ผมก็ไม่คิดว่ามันจะกล้าจูบผมต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้

“จริงไม่จริงเดี๋ยวมึงก็รู้” พูดจบไอ้พฤกษ์ก็เอามือข้างหนึ่งโอบรอบเอวของผมเอาไว้แล้วก้มหน้าลงมา เท่านั้นแหละเสียงฮือฮาจากคนรอบข้างก็ดังกึกก้อง พร้อมกับแสงแฟลชที่สาดมายังเราสองคนรัวๆ

“อะ...ไอ้...ไอ้พฤกษ์...” ผมถึงกับติดอ่าง แถมยังเบิกตากว้างและตัวเกร็งจนแทบจะแข็งเป็นหิน ไอ้พฤกษ์ที่เห็นอย่างนั้นเลยอมยิ้มอย่างขบขัน ก่อนที่มันจะเอื้อมมือไปคว้าช่อดอกไม้ที่อยู่กับไอ้แมนคืนมา จากนั้นก็เอามาบังใบหน้าของเราสองคนก่อนที่ริมฝีปากจะสัมผัสกันเพียงเสี้ยววินาที

O.O!

ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าผมอึ้งที่ถูกมันจูบเข้าจริงๆ หรืออึ้งที่มันคิดวิธีไม่ให้ใครเห็นคิสซีนของเราสองคนได้ แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรผมก็ไม่สนใจแล้ว ตอนนี้ผมสนใจเพียงแค่ความหวานและอ่อนโยนจากรสจูบของไอ้พฤกษ์เท่านั้น เสียงรอบข้างที่โห่ร้องและส่งเสียงเชียร์ดังลั่นไม่ได้เข้าโสตประสาทของผมเลยแม้แต่น้อย

               “กูรักมึงนะ” ไอ้พฤกษ์ถอนริมฝีปากออกไปพร้อมกับส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้ เล่นเอาผมใจหวิวจนแทบจะละลายอยู่แล้ว

               “พูดให้กูฟังทุกวันเลยนะ กูสัญญาว่าจากนี้ก็จะบอกรักมึงทุกวันเหมือนกัน”

               “อืม กูสัญญา” แล้วไอ้พฤกษ์ก็ก้มหน้าลงมาจูบผมอีกครั้ง ตอนนี้เราสองคนแทบจะลืมไปแล้วว่ากำลังอยู่ที่ไหน ในสายตาต่างมองเห็นแค่เพียงกันและกัน

                 เมื่อก่อนผมจำได้ว่าเราสองคนพูดเพียงแค่คำว่าชอบ ก็ไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนเป็นคำว่ารักตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่จากนี้และตลอดไปผมสัญญาว่าจะไม่รักใคร ผมจะรักแค่ไอ้พฤกษ์เพียงคนเดียวเท่านั้น



จะมีเพียงเธอ รักเพียงแต่เธอ

โอบกอดเธอด้วยรัก รักที่ห่วงใย

ใจฉันให้เธอ มันเป็นของเธอรู้ไหม

สัญญาจะดูแลเธอจากนี้ ตลอดไป...



บทส่งท้าย


               “เชี่ยยยยยยยย ยอดวิวเป็นแสนแล้วหรอเนี่ยยยยยยยย” ผมเบิกตากว้างยิ่งกว่าไข่ห่านพร้อมกับอุทานด้วยความตกใจ ก็จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้ยังไง ในเมื่อคลิปที่ไอ้พฤกษ์ทำเซอร์ไพรส์ผมในร้านเหล้ายอดวิวมันวิ่งขึ้นไปถึงหลักแสน!

               ให้ตายสิ ดูอะไรกันเยอะแยะปานนั้น ขนาดตอนนี้พึ่งจะตี 3 เองนะ นี่ถ้าผมรู้ก่อนว่าคลิปที่ไอ้สนถ่ายยอดวิวมันจะมากมายขนาดนี้ (ยังไม่รวมคลิปของคนอื่นอีก) ผมคงจะสั่งลบคลิปไม่ก็ยึดมือถือของมันเอาไว้แล้ว

               “ยอดวิวเยอะก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ ไหนมึงบอกว่าอยากเปิดเผยเรื่องของเราไง” ไอ้พฤกษ์ที่อยู่ใกล้ๆ พูดขึ้น ตอนนี้มันกำลังนิ่งพิงหัวเตียงที่หอของผม ส่วนผมกำลังนอนคว่ำอยู่บนที่นอน เราสองคนอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยและกำลังเตรียมตัวจะนอน หลังกลับจากปาร์ตี้ที่ฉลองต่อที่ร้านจนถึงตี 2 โดยมีเจ้ามือคือไอ้พฤกษ์นั่นเอง

               “กูอยากเปิดก็จริง แต่กูก็ไม่ได้อยากให้คนรู้กันเยอะขนาดนี้นี่หว่า ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้ยอดวิวอาจจะเป็นล้านเลยก็ได้” แค่คิดผมก็รู้สึกสยองแล้ว เดินไปไหนมาไหนคนได้มองให้ควั่กแน่ๆ แต่เห็นผมแทบจะประสาทแดกแบบนี้ ไอ้พฤกษ์กลับหัวเราะในลำคออกมาซะงั้น

               “หึหึ”

               “หัวเราะทำถ้วยอะไร ภาพลักษณ์คุณชายน่ะไม่แคร์แล้วหรอ” ผมแยกเขี้ยวใส่เพราะรู้สึกหมั่นไส้ที่ไอ้พฤกษ์มันดูชิลมาก แต่แล้วพอได้ยินประโยคที่มันกระซิบข้างหูของผมเท่านั้นแหละ อาการใจสั่นและหน้าร้อนวูบวาบก็กำเริบขึ้นมาเลย

               “กูแคร์แค่มึงคนเดียว” พูดจบก็ยังมีการหอมแก้มผมฟอดใหญ่ปิดท้ายอีกต่างหาก

               บ้าจริง! วันนี้มันจะทำให้ผมเขินไปถึงไหน!

               “ถะ...ถึงมึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่วันจันทร์ก็เตรียมตัวถูกแซวด้วยแล้วกัน พวกผู้หญิงน่ะไม่เท่าไหร่คงจะนึกเสียดายเฉยๆ แต่พวกผู้ชายนี่แหละที่ต้องระวัง เกือบครึ่งมหา’ลัยแม่งหมั่นไส้มึงทั้งนั้น เตรียมรับมือสกิลปากพวกมันได้เลย”

               เมื่อวานผมน้อยใจไอ้พฤกษ์แล้วก็คิดมากเรื่องตะวัน เลยพาลพลั้งปากไปว่ามันที่อยากปิดบังเรื่องที่เราคบกันว่าห่วงแต่ตัวเอง แต่ความจริงผมรู้ดีว่าที่มันพูดน่ะถูกต้องแล้ว เชื่อสิว่าต่อไปนี้จะต้องมีพวกปากมอมพูดเหยียดเราสองคนแน่นอน

               “แต่มึงไม่ต้องห่วงนะ กูจะเป็นคนปกป้องมึงเอง ใครด่ามากูด่ากลับไม่โกง ใครมองเหยียดกูจะมองแรงใส่เป็นเท่าตัวเลย” ผมพูดอย่างหมายมั่นปั้นมือ ใครกล้าทำแฟนผม ผมจะเอาคืนให้สาสมเลยคอยดูสิ!

               “ขอบใจนะ น่ารักแบบนี้กูคงต้องให้รางวัลหน่อยแล้ว”

               “เฮ้ยไม่ต้อง มันเป็นเรื่องที่กูต้องทำอยู่แล้วเว่ย” ผมพูดโดยที่ไม่ได้มองหน้าไอ้พฤกษ์ เพราะเอาแต่อ่านคอมเมนท์ใต้คลิปที่ไอ้สนเอาลง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่า ‘สาววาย’ เข้ามาหวีด คนที่บอกว่าเสียดายก็มีเช่นกัน ส่วนคนที่เหยียดโดยเฉพาะผู้ชายก็มีเยอะเอาเรื่อง

               ผมเอาแต่จดจ่ออยู่กับคอมเมนท์พวกนั้นจนไม่รู้ว่าไอ้พฤกษ์ได้มาขึ้นคร่อมผมตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีโทรศัพท์ที่กำลังถืออยู่ก็ถูกดึงออกไปจากมือเรียบร้อยแล้ว

               “เฮ้ย! เอาคืนมานะไอ้...มะ...มึงจะทำอะไรเนี่ย” ผมพูดอย่างตะกุกตะกักเมื่อพลิกตัวกลับไป จู่ๆ ไอ้พฤกษ์มันขึ้นคร่อมผมทำไมเนี่ย!

               “กูก็บอกแล้วไงว่าจะให้รางวัลมึง เพราะงั้นโทรศัพท์น่ะไม่ต้องเล่นแล้ว” พูดจบมันก็วางโทรศัพท์ของผมเอาไว้ที่โต๊ะข้างเตียงใกล้กับโทรศัพท์ของมัน จากนั้นก็เริ่มใช้มือปลดกระดุมชุดนอนของผม

               “รางวัลให้กูหรือถอนทุนที่จ่ายไปวันนี้กันแน่” แต่ถึงจะบ่นอย่างนั้น ผมก็นอนนิ่งๆ ไม่ได้ขัดขืนหรอกนะ

               “ก็คงจะเป็นอย่างที่มึงว่านั่นแหละ” ไอ้พฤกษ์พูดยิ้มๆ ร้ายจริงๆ ไอ้คุณชาย

               “แล้วมึงไม่ง่วงรึไง นี่มันตี 3 กว่าแล้วนะ”

               “ไม่ง่วงแต่กูอยากนอน...หมายถึงหลับนอนกับมึง” คำพูดสุดเสี่ยวแบบนั้นทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะเบ้ปากออกมา แต่อีกใจนึงผมก็ยอมรับว่าเขินมากๆ จนอาการเบ้ปากได้เปลี่ยนเป็นอมยิ้ม

               “เป็นของกูนะซ่า” ผมไม่ตอบอะไรแต่ก็พยักหน้าลงช้าๆ ไอ้พฤกษ์จึงค่อยๆ ก้มหน้าลงมา ผมหลับตาลงเพื่อรอคอยจุมพิตอันอ่อนโยน

               แต่แล้ว...

               ในขณะที่ริมฝีปากของไอ้พฤกษ์กำลังจะสัมผัสกันในอีกไม่กี่มิลลิเมตร เจ้ากรรมนายเวรหรือผีเปรตตัวไหนไม่รู้ก็โทรเข้ามาขัดจังหวะ!

               กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงง กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงง

               “โว้ยยยยยยยยยย! ใครมันโทรมาเอาตอนนี้วะไอ้พฤกษ์!” ผมโวยวายอย่างหัวเสีย ส่วนไอ้พฤกษ์ที่ถึงจะไม่ได้พูดอะไรแต่สีหน้าก็เซ็งสุดๆ เหมือนกัน

               “กูดูแป๊บนึง....................ไอ้เพลิงโทรมา”

               “พ่องตาย! โทรมาหาสวรรค์วิมานอะไรตอนนี้! มึงเอามือถือมานี่เลยเดี๋ยวกูคุยเอง” แล้วไอ้พฤกษ์ก็ยื่นโทรศัพท์ของมันมาให้ ผมเลยกดรับสายจากนั้นก็เปิดสปีกเกอร์โฟน

               ตอนแรกผมกะจะจัดหนักด่ามันชุดใหญ่ แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากไอ้เพลิงก็ดันพูดขึ้นมาซะก่อน

               “มึงงงงงงงงงงง กูถูกทิ้ง!”

               “หา?” ผมทำหน้างง ไอ้เพลิงที่คงจะสติแตกเลยไม่ทันได้เอะใจว่าเป็นเสียงผมมั้งเลยพล่ามต่อไป

               “ไม่ใช่ๆ ต้องบอกว่ากูถูกฟันแล้วทิ้ง!”

               “หา!”

               “เอ๊ย! เดี๋ยวเอาใหม่นะ คือกูอะฟันเขา แต่กูถูกเขาทิ้งเว่ย!”

               “อ้อ” ผมพยักหน้าเข้าใจ ก็คิดอยู่ว่าคนอย่างไอ้เพลิงจะถูกใครฟันได้ยังไง แต่ถ้าถูกคนเอามีดฟันค่อยพอจะเข้าใจได้ คนอะไรชั่วยันเงา!

               “เฮ้ยเดี๋ยวสิ นี่มันเสียงมึงใช่มั้ยไอ้ซ่า ไปเรียกไอ้พฤกษ์มารับสายเลย กูต้องการหาที่ระบาย มึงรู้มั้ยว่ากูเสียหน้าแค่ไหน ความจริงกูต้องเป็นฝ่ายทิ้งสิวะ แม่งชิงทิ้งกูก่อนได้ไง ตั้งแต่เกิดมากูยังไม่เคยเจอใคร...”

               “โว้ยยยยยยยยย! พล่ามเรื่องไร้สาระอยู่ได้น่ารำคาญ!” ผมพูดขัดขึ้นเพราะขี้เกียจจะฟังที่มันพูดแล้ว แม่งเสียเวลาชีวิตฉิบหาย

               “อะไรเล่า! มึงไม่คิดหรอว่ากูกำลังถูกหยาม! นี่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ...”

“มึงเอาไปคุยกับมันเลยไป” ผมรำคาญสุดขีดเลยปิดสปีกเกอร์โฟนแล้วยื่นโทรศัพท์คืนให้ไอ้พฤกษ์ ซึ่งตอนแรกผมก็นึกว่ามันจะคุยกับไอ้เพลิงต่อ แต่เปล่าเลย มันกลับตัดสายแล้วปิดเครื่องซะงั้น

               “มันจะไม่โกรธมึงหรอนั่น”

               “กูสิที่ต้องโกรธมัน โทรมาขัดจังหวะคนกำลังเข้าได้เข้าเข็ม” ไอ้พฤกษ์พูดอย่างไม่สบอารมณ์ ถ้าไอ้เพลิงโทรมาเพราะมีเรื่องด่วนก็ว่าไปอย่าง นี่อะไร ดันเป็นเรื่องที่โคตรจะไร้สาระ

               “แต่จะว่าไปก็สมน้ำหน้ามันเหมือนกัน เฮอะ! ตั้งใจจะทิ้งเขาแต่โดนเขาทิ้งก่อน สะใจจริงโว้ย!” แล้วผมก็หัวเราะออกมา เจอหน้าเมื่อไหร่แม่งจะล้อให้ยับเลยคอยดู

               “กูว่าตอนนี้ช่างเรื่องของไอ้เพลิงเถอะน่า มาต่อเรื่องของเราจากเมื่อกี้กันดีกว่า...นะ” เสียงอ้อนตรงคำสุดท้ายของไอ้พฤกษ์นี่แหละที่ทำให้ผมใจละลาย ผมเลยไล่เรื่องของไอ้เพลิงที่มันรกสมองออกไป จากนั้นก็ยกสองมือขึ้นไปโอบรอบลำคอของไอ้พฤกษ์

               แล้วหลังจากนั้น ‘กิจกรรมรัก’ ที่แสนอ่อนโยนแต่เร่าร้อนสุดๆ ก็ดำเนินต่อไปจนเกือบฟ้าสาง...

จบบริบูรณ์



​สวัสดีค่าทุกคน หลังจากที่ติดตามอ่านกันมาอย่างยาวนาน ในที่สุดคู่พฤกษ์ซ่าก็สุขสมหวังแฮปปี้เอนดิ้งแล้วนะคะ เรื่องนี้ถึงแม้ว่าจะกวนและเกรียนใส่กันมาตลอด แต่ตอนหวานก็หวานเชื่อมไม่แพ้คู่ไหนเลยเนอะ จะมีก็แค่ NC ที่แพ้ราบคาบ เพราะมีแค่ตอนเดียวเท่านั้น 55555 แต่ก็หวังว่าทุกคนจะชื่นชอบและประทับใจกันนะคะ ​ ส่วนเรื่อง NC ที่แพ้นั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวฝาแฝดวายร้ายอย่างเพลิงจะมาแก้มือให้ (แต่ถ้าใครอยากอ่าน NC ที่พฤกษ์บรรยายในเล่มมีแน่นอนค่า) เนี่ย...ดูจากที่อีตาเพลิงโทรมาโวยวายกับพฤกษ์ที่ถูกหยามวันนี้ หรือว่าคนนี้จะคือตัวจริงของเพลิงกันนะ? เอ...หรือจะเป็นตัวหลอก? ยังไงก็มาลุ้นกันอีกไม่กี่วันนะคะ ไม่แน่ว่าเสาร์หรืออาทิตย์นี้เค้าอาจจะได้ฤกษ์เปิดเรื่องเพลิงจ้า ​แอบกระซิบบอกชื่อเรื่องก่อนเลยก็คือ...R. Rabid หัวใจคลั่งรัก ดูจากชื่อเรื่องแล้วพอเดากันออกมั้ยน้อว่าจะเป็นแนวไหน? แล้วใครจะได้กุมหัวใจของวายร้ายอย่างเพลิง ยังไงก็ขอฝากเพลิงกับหวานใจไว้ในอ้อมกอดทุกคนด้วยน้า ปล.ขอขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะที่ติดตามอ่านคู่พฤกษ์ซ่ากันมาจนถึงตอนนี้ ขอบคุณจริงๆค่ะที่เป็นกำลังใจ คอมเมนท์ให้ แล้วก็เข้ามาเม้ามอยกันที่แฟนเพจ รักทุกคนมากๆเลยน้า กอดดดดดด แล้วเจอกันเรื่องเพลิงนะคะ บ๊ายบายยยยย ​(3 เม.ย. 61)


http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}