หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 52 กระเทียมไร้เทียมทาน (6)

ชื่อตอน : ตอนที่ 52 กระเทียมไร้เทียมทาน (6)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 182

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 52 กระเทียมไร้เทียมทาน (6)
แบบอักษร

            เวลาบ่ายสามโมง ณ อาคารบริษัทออล์เลิฟมู พานเฟิงและฮัวสงกำลังพาเสี่ยวทั่นเดินขึ้นไปยังชั้นบนสุดของอาคาร

            ภายในตัวอาคาร ลิฟต์ที่สามารถขึ้นไปยังชั้นห้าสิบสองเสียหมด ทางเข้าปากประตูบันไดหนีไฟชั้นล่างก็ถูกทำลายทิ้ง แต่ว่าบันใดเลื่อนบางจุดยังคงทำงานอยู่

            พวกเขาขึ้นบันไดเลื่อนหลายต่อหลายรอบ จากชั้นหนึ่งถึงชั้นเจ็ด จากชั้นเจ็ดขึ้นไปอีกสามชั้น แล้วจากชั้นสิบก็เปลี่ยนบันไดเลื่อนอีกชั้นหนึ่ง เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นสี่สิบสอง

            ตลอดเส้นทางเขาก็ถูก BOSS โจมตีอีกสองครั้ง แต่ด้วยกำลังรบของพานฮัวสองคนนี้ BOSS ทำได้แค่ตั้งรับ แต่ไม่สามารถโต้กลับได้เลย แล้วก็ล้มลงภายในสองสามนาที ส่วนเจ้ามนุษย์หมาป่าผีดิบทั่วไปนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีดอีโต้ในครัวยังจัดการมันได้สบายๆ เลย

            เสี่ยวทั่นเดินตามหลังของพวกเขาเหมือนกับได้เปิดโลกใหม่ ทำได้แต่ดูเท่านั้น โอกาสที่จะลงมือบ้างนี่ไม่มีเลย ราวกับตัวเองเป็นหัวหน้ามาเฟียมีลูกน้องสองคนคอยเก็บกวาดให้

            “พี่ชายทั้งสอง......” ขณะที่อยู่ที่ชั้นที่สี่สิบสองกำลังจะไปชั้นที่สี่สิบสาม เสี่ยวทั่นทนไม่ไหวจึงถามออกมาว่า “พวกนายตั้งใจจะไล่กวาดจากชั้นล่างขึ้นบนแล้วจากบนลงล่างแบบนี้น่ะเหรอ?”

            “มิได้ มิได้” ฮัวสงตอบ “เราก็กำลังจะไปช่วยด็อกเตอร์แอชฟอร์ดไง”

            เสี่ยวทั่นฟังแล้วก็ตะลึงไปชั่วขณะ : “เอ่อ ...... คือว่า ...... ไม่รู้ว่าฉันพูดตอนนี้มันจะสายไปรึเปล่า ตอนที่ฉันเหลือบมองแผนที่ เหมือนห้องแล็บจะอยู่ด้านล่างนะ ไม่ใช่ด้านนบน ......”

            ตามหลักแล้ว เมื่อไล่กวาดมาจนถึงชั้นนี้แล้ว แล้วได้ยินประโยคอะไรแบบนี้แล้วละก็ อีกฝ่ายคงจะต้องตอบกลับมาว่า : แล้วทำไมนายไม่บอกแต่แรกล่ะห้ะ?”

            แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ ทั้งสองคนนี้ยังคงทำหน้าทำตาปกติ แถมฮัวสงยังยิ้มแล้วตอบกลับว่า : “ฮ่าฮ่า น้องชาย เรารู้ว่าห้องแล็บอยู่ข้างล่าง แต่ด็อกเตอร์อาจจะไม่ได้อยู่ที่นั่นก็ได้”

            เสี่ยวทั่นคิดในใจว่า : ด็อกเตอร์ไม่อยู่ในแล็บแล้วจะไปอยู่ที่ไหนได้ละ? คงไม่ได้ไปหลบในห้องน้ำหรอกนะ? หากเป็นไปตามแบบในหนังแล้วละก็ หลังจากเชื้อโรคแพร่กระจายออกไปแล้ว พวกพนักงานแล็บก็จะซ่อนตัวในสถานที่ที่ปลอดภัยเพื่อคุ้มครองตัวเอง แล้วก็ค่อยๆ ค้นหาวิธีในการควบคุมไวรัส หรือไม่ก็หาวิธีช่วย ส่วนชั้นบนสุดของอาคารนี้เป็นส่วนของ “สำนักงาน” หากด็อกเตอร์แอชฟอร์ดอยู่ที่นั่นแล้วล่ะก็ คงถูกกินไปแล้วแน่ๆ

            ถึงแม้ในใจจะมีคำถาม แต่เสี่ยวทั่นก็ไม่ได้พูดออกมา ยังไงก็ไม่ได้ให้เขาต้องไปลงมือต่อสู้ เดินตามพวกเขาไปก็พอ ต่อให้สุดท้ายจะเป็นทางที่ผิด อย่างมากก็แค่เดินตามพวกเขาไล่กวาดลงมาอีกรอบเท่านั้น

            ............

            หลังจากนั้นไม่กี่นาที เฟิงปู้เจวี๋ยก็ตามเข้าไปในตัวอาคาร จากการตรวจดูบาดแผลตามร่างกายของศพและรอยเลือดที่อยู่ตามพื้น เขาก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า ...... อีกสองคนที่อยู่กับเสี่ยวทั่น จะต้องมีอาวุธคมหนัก ส่วนอีกคนก็น่าจะใช้ไอเทมประเภทหอกยาว แล้วความสามารถในการต่อสู้ของทั้งสองคนก็น่าจะแข็งแกร่งมาก เมื่อเจอมอนสเตอร์ตัวเล็กก็น่าจะสามารถสังหารได้ในดาบเดียว

            เนื่องการเปิดทางของทั้งสามค่อนข้างจะแข็งแกร่งมาก การที่เฟิงปู้เจวี๋ยเดินตามทางเข้าไปก็ดูจะสบายไม่น้อยเลย เมื่อมาถึงในตัวอาคารมอนสเตอร์ที่พบก็ค่อนข้างจำกัด เมื่อเขาดูจากแผนที่ของอาคาร เขาก็เดินไปยังห้องแล็บ แต่เขาไม่ได้คิดเลยว่าพวกเขาสามคนจะขึ้นไปด้านบน เขาคิดว่าทุกคนน่าจะลงไปด้านล่าง

            เฟิงปู้เจวี๋ยเดินไปตามทางจนพบกับลิฟต์ที่จะลงไปด้านล่าง แล้วก็เข้าไป

            ลิฟต์มีขนาดค่อนข้างกว้าง พูดกันตามตรง มันเหมือนกับจุดล็อกอินเข้าเกมเลย แต่ด้านหลังไม่มีผนังกำแพงกระจก ด้านข้างตัวก็ไม่มีหน้าจอสัมผัส ในลิฟต์มีร่องรอยเลือด แต่ไม่มีศพหรือซากอะไรเลย เนื่องจากการลงไปห้องแล็บสามารถทำได้จากชั้นหนึ่งเท่านั้น บนปุ่มกดลิฟต์ก็มีเพียงห้าหกปุ่มเท่านั้น เฟิงปู้เจวี๋ยกดลิฟต์ลงไปชั้นใต้ดิน แล้วกดปิดลิฟต์ ไม่นานนักลิฟต์ก็เริ่มทำงาน

            เขาใช้ “แต้มต่อสู้” ก่อนหน้านี้มาวิเคราะห์ดู จากแวดล้อมที่ปิดตายแบบนี้ มนุษย์หมาป่าผีดิบไม่น่าจะรอดพ้นน้ำมือของพานฮัวสองคนนี้ แต่เขาก็ยังคงถือคีมหนีบเอาไว้ในมือ ป้องกันเอาไว้ก่อนเผื่อมีมอนสเตอร์พุ่งเข้ามาจากทางปากลิฟต์ ถึงแม้โอกาสมันจะน้อยมากก็ตาม ……

            เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เสียงร้องคำรามของผีดิบก็ดังขึ้น เฟิงปู้เจวี๋ยเหมือนจะตั้งตัวไม่ทัน แต่เห็นแขนยื่นเข้ามาในลิฟต์ แล้วก็ยังเห็น .......

            ประตูยังไม่ทันได้เปิดออกหมด ซากศพสามสี่ตัวก็พุ่งเข้ามาทางประตู เมื่อมองไปด้านหลัง นอกประตูทางเดินยังมีมอนเสตอร์อีกราวยี่สิบสามสิบตัว ครึ่งตัวบนของพวกมันสวมใส่เสื้อยูนิฟอร์มสีขาว น้ำลายไหลยืดออกจากปาก บนตัวมีกลิ่นเหม็นเน่า

            ถึงแม้เฟิงปู้เจวี๋ยจะถูกลอบโจมตี แต่เขาก็ยังคงนิ่งสงบมาก เขาพลางกัดกระเทียมอมไว้ในปาก แล้วก็ล้วงหยิบมีดทำครัวออกมา แล้วประกบกับคีมหนีบ แล้วพุ่งเป้าไปที่หัวของมอนสเตอร์

            เขาสังหารมอนสเตอร์ตายอย่างรวดเร็ว เขากลับพบเรื่องที่น่าตกใจมากเรื่องหนึ่ง มอนสเตอร์ที่ตอนนี้กำลังพุ่งเข้ามา เป็นเพียงซากศพธรรมดา พวกมันยังไม่ได้ซีดเซียวทั้งตัว ในปากไม่มีเขี้ยว บนตัวก็ไม่มีขนหมาป่า

            ประเด็นคือ ...... พวกมันไม่กลัวกระเทียม !

            เหตุสุดวิสัยนี้ทำให้เฟิงปู้เจวี๋ยเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด เขาเคยคิดว่าคงไม่น่าจะมีมอนสเตอร์มากเท่าไรนัก คิดไม่ถึงว่าในตอนนี้จะมีเยอะมากขนาดนี้ แถมยังบีบกดดันเขาให้ถอยเข้าไปในลิฟต์อีกด้วย สิ่งที่ลำบากมากที่สุดนั่นก็คือ กระเทียมมันใช้ไม่ได้ผล แล้วการเคลื่อนไหวของซากศพพวกนี้ก็เร็วกว่าพวกที่อยู่ข้างนอกนั่นซะอีก พลังความเร็วมีมากกว่ามนุษย์ปกติ

            เฟิงปู้เจวี๋ยไม่มี [ทรายแห่งความเชื่องช้า] เขาใช้มันไปตอนที่เผชิญหน้ากับโรเดอริค อัชเชอร์ในด่านที่แล้วไป เพื่อยับยั้งการเคลื่อนไหวของวัตถุชิ้นใหญ่ ดังนั้น ในตอนนี้เขาแทบจะไม่มีวิธีอะไรเลย

            หากเป็นคนทั่วไป หากมีซากศพกว่ายี่สิบตัวบียกดดันจนต้องถอยเข้าไปในลิฟต์ ผลลัพธ์ของเขาคงเป็น ...... เลือกที่จะใช้ปืนฆ่าตัวตาย

            แต่ในตอนนี้แต่เวลาหยิบปืนออกมายังไม่มีเลย เขาใช้อาวุธในมือทั้งสองตวัดไม่หยุด ตอนนี้เขาพึ่งได้แค่ประสิทธิผลของ [สะเทือนสมอง] ขึ้นบล็อก แต่จากแขนที่ยืนเข้ามาในลิฟต์และด้านขนาดของลิฟต์ที่จำกัดมันไม่สามารถทุบถูกหัวของมันได้ทุกครั้ง

            ไม่นานนัก เขาก็ถูกกัด แถมไม่ใช่ที่เดียว ความเจ็บปวดที่รู้สึกไม่ได้รุนแรง แต่เขารู้ว่า ตัวเขาเองน่าจะติดเชื้อเข้าให้แล้ว

            ขณะที่เขากำจัดผีดิบตรงหน้าของเขาหมดแล้ว เฟิงปู้เจวี๋ยก็มาอยู่ตรงทางเดินแล้ว ข้างหลังมีซากศพอยู่ราวยี่สิบศพ เลือดไหลอย่างกับสายน้ำ เขาดูบาดแผลบนตัวเขา ...... บนแขน บนขา มีอย่างละสองจุด รวมทั้งหมดสี่จุด

            นอกจากจุดเซ็นเซอร์ทีฟและบริเวณนอกเสื้อผ้า เสื้อผ้าของผู้เล่นสามารถถูกทำลายได้ ถ้าทำลายไม่เสียหายเกิน 10% ระบบก็จะไม่ทำการแก้ไขหรือปรับปรุง ตอนนี้แขนเสื้อและขากางเกงของเฟิงปู้เจวี๋ยมีร่องรอยการถูกกัดอย่างชัดเจน

            ส่วนค่าพลังชีวิตของเขาตอนนี้มันขึ้นสถานะ [ติดเชื้อ] มันแสดงให้เห็นว่าเขาติดเชื้อเข้าแล้วจริงๆ

            เฟิงปู้เจวี๋ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาหยิบปืนวินเชสเตอร์ออกมาจากในกระเป๋า ใส่กระสุนพร้อม ทำไมในแล็บถึงมีซากศพธรรมดา เขายังไม่เข้าใจจุดนี้เลย แต่เขารู้ว่าตัวเขาหลังจากติดเชื้อจะมีช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่เขาจะรู้สึกเหมือนเป็นไข้ เขายังพอยังมีเวลาอยู่

            เขาคิดที่จะหาของที่สามารถชะล้างเลือด และหาร่องรอยของเสี่ยวทั่นและอีกสองคนว่าอยู่ที่นี่หรือไม่ หากไม่อยู่ นั่นก็หมายความว่าพวกเขาขึ้นไปข้างบนแล้ว หากอยู่ในลิฟต์ตัวนั้นก็จะต้องเกิดเหตุอะไรขึ้นแน่ๆ

            …………

            ในขณะเดียวกัน ที่หน้าร้านขายปืน

            คุณชายอาโตเบะและเสี่ยวหมิงลากเอาโซฟามานั่งกลางถนน แล้วใช้แส้ในการอัพเวลกับมนุษย์หมาป่าผีดิบที่เข้ามาใกล้

            แน่นอนว่า เล่นส่วนเล่น แต่พวกเขาก็ยังคงมีสติ แต่การใช้ปืนของพวกเขามันยากมากที่จะยิงถูกส่วนหัว ดังนั้นซากศพที่ถูกยิงขาขาด พวกเขาจะต้องเข้าไปตรวจสอบอีกทีว่าตายแล้วจริงๆ หรือยัง หากยังไม่ตายก็จะซ้ำอีกครั้ง

            ปืนทั้งหมดในร้านใช้ได้กับระดับ F ทั้งหมด เงื่อนไขของไอเทมต่ำกว่าตอนที่เฟิงปู้เจวี๋ยเก็บ M1911A1 มันชัดเจนว่า ในด่านเลเวลสิบ ข้อจำกัดในการใช้ปืนค่อนข้างเปิดกว้าง ต่อให้ไม่มีความเชี่ยวชาญได้การยิงก็สามารถใช้ได้

            “เฮ้ยนี่ นายดูนั่นดิอะไรอ่ะ?” ทันใดนั้นเองเสี่ยวหมิงเห็นเงาคนประหลาดปรากฏตัวอยู่ไม่ไกล

            คุณชายอาโตเบะหันปากอาวุธไปยังทางนั้น เขาหันกลับมา มองไปแล้วพูดว่า : “หรือจะเป็น ...... ผู้เล่น?”

            การเคลื่อนไหวดูไม่ใช่ผีดิบ ดังนั้นมันดึงดูดให้เสี่ยวหมิงสังเกตเห็น การที่ “หล่อน” เดินเข้าใกล้เข้ามา ทำให้ทั้งสองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

            เป็นสาวน้อยน่ารักคนหนึ่ง รูปร่างอ้อนช้อย ผมยาวปะบ่า ใบหน้ารูปเม็ดแตงโม ผิวขาวเนียนนุ่ม คิ้วโก่งราวกับคันศร จมูกนิด ปากหน่อย สวมเสื้อขนสัตว์สีดำ เสื้อผ้าค่อนข้างรัดรูป ทำให้รู้ว่ามีร่างกายที่บอบบางอย่างไม่ต้องสงสัย หากเทียบกับหน้าอกหน้าใจแล้ว

            “เสื้อผ้าของเธอไม่ใช่เสื้อผ้าของระบบแน่ๆ” เสี่ยวหมิงพูด

            “อืม ......มีเหตุผล แล้วจากหน้าตาของเธอ ก็ไม่น่าจะตั้งชื่อตัวเองว่า [พานเฟิงแม่ทัพผู้ไร้เทียมทาน] หรือ [ฮัวสง บุรุษพันสังหาร]” คุณชายอาโตเบะกล่าว “เฟิงปู้เจวี๋ยบอกพวกเราไว้แล้วว่า หวังทั่นจือเป็นเพื่อนเขา เป็นผู้เล่นชาย ดังนั้นในด่านนี้ไม่น่าจะมีผู้เล่นผู้หญิงนะ ......”

            “ฉันดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นมอนสเตอร์นะ หรือจะเป็น NPC ?” เสี่ยวหมิงตอบรับ

            “งั้นลองไปคุยดูไหมละ” คุณชายอาโตเบะกล่าวพร้อมกับยกปืน TMP เล็งไปยังหญิงสาวคนนั้น “หยุด! ใครน่ะ?”

            เธอไม่ได้ตอบรับ แค่ยิ้มน้อยๆ หลังจากนั้นไม่กี่วินาที รอยยิ้มนั้นก็แปรเปลี่ยนไปเป็นแสยะยิ้ม พร้อมเขี้ยวที่ปรากฏออกมาจากปากของเธอ ……

ความคิดเห็น