หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 50 กระเทียมไร้เทียมทาน (4)

ชื่อตอน : ตอนที่ 50 กระเทียมไร้เทียมทาน (4)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 73

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 50 กระเทียมไร้เทียมทาน (4)
แบบอักษร

            หากเทียบกับเฟิงปู้เจวี๋ยแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนซื่อๆ ไม่ค่อยรู้อะไรอย่างหวังทั่นจือ หลังจากที่เขาเข้ามาในด่าน เขาแทบจะไม่มีความคิดอะไรในหัวเลย ทำแค่วิ่งไปยังภารกิจหลักเท่านั้น

            แต่ถึงแม้ว่าตัวเขาจะมีนิสัยค่อนข้างซื่อ แต่ความสามารถของเขาก็ไม่ถือว่าแย่มาก เขารีบเข้าไปรื้อค้นแผงขายหนังสือพิมพ์เพื่อหาแผนที่ในเมืองทันที แล้วก็พบที่อยู่ของบริษัทออล์เลิฟมู

            เสี่ยวทั่นคิดในใจว่า สมาชิกในทีมทุกคนจะต้องมุ่งตรงไปทางนั้นแน่นอน ดังนั้นเขาจึงรีบเร่งที่จะไปยังที่นั่น เพื่อที่จะไปรวมตัวกับสมาชิกทีมคนอื่นๆ

            ตลอดเส้นทาง เขากำจัดมอนสเตอร์ไปไม่น้อยเลย แล้วก็ยิ่งเข้าใกล้กับอาคารบริษัทเข้าไปทุกที ซากศพระหว่างทางก็มากขึ้นเรื่อยๆ

            อาจจะเป็นเพราะว่ายังสว่างอยู่ เสี่ยวทั่นถึงแม้จะตัวคนเดียว แต่ค่าความสยองคราวนี้เขาควบคุมมันได้ดีมาก มนุษย์หมาป่าผีดิบเหล่านี้เมื่อเทียบกับผีดิบที่อยู่ในหนัง ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแบบไหนจะน่ากลัวกว่ากัน ประเด็นคือมันเคลื่อนไหวช้ามาก จนไม่สามารถจะกดดันหรือสร้างความอันตรายใดๆ ได้เลย ภายใต้แสงสว่างของพระอาทิตย์ ผ่านร่างของเหล่ามอนสเตอร์ที่ไร้ความน่ากลัว ...... เหมือนกับการเดินเล่นชมภาพภายในพิพิธภัณฑ์ในวันหยุดยังไงยังงั้น

            อาจเป็นไปได้ว่า เมื่อเข้าสู่ความมืด เรื่องราวอาจพลิกผันก็ได้ ……

            ในช่วงเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยเดินจาก “ฐานที่มั่น” ที่เขาสร้างมาออกตามหาสมาชิกที่เหลือนั้น เสี่ยวทั่นก็ได้มาถึงอาคารใหญ่ของบริษัทออล์เลิฟมู

            อาคารแห่งนี้มีทั้งหมดห้าสิบสองชั้น บนชั้นบนสุดของอาคารมีป้ายตัวอักษรขนาดใหญ่ ------ Allerbmu ราวกับเป็นอาคารของเหล่าอเวนเจอร์ มันมีความรู้สึกสูงส่งอยู่

            LOGO บริษัทนี้ตั้งอยู่บริเวณบนสุดของตัวอาคาร แสดงให้เห็นว่าทั่วทั้งอาคารนี้เป็นกิจการของพวกเขาทั้งหมด จากคำแนะนำด่าน บริษัทออล์เลิฟมูเป็นองค์การวิจัยและพัฒนาไวรัส และก็มีเพียงเมืองอย่างอเมริกาเท่านั้นที่จะมีหน่วยงานอะไรที่มีเงินทุนมากกว่ารัฐบาล กลุ่มโบราณคดีวิทยาศาสตร์และกลุ่มต่อต้านเทคโนโลยีอมนุษย์

            ในมือของหวังทั่นจือถือไม้เบสบอลไว้ เดินไปอย่างช้าๆ เลือดที่เปื้อนอยู่บนไม้เบสบอลแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ใช้มันไม่ได้มีความปราณีขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับเหล่ามอนสเตอร์ หากจะพูดถึงความสามารถในการต่อสู้ คุณหมอหวังก็ไม่ได้น้อยหน้าเฟิงปู้เจวี๋ยสักนิดเลย พูดง่ายๆ ก็คือ หากประเมินจากความสามารถทางร่างกายของตัวละครในเกม การกระทำการเคลื่อนไหวต่างๆ จะไม่ค่อยต่างกันมากเท่าไร

            ด้านหน้าอาคารมีมนุษย์หมาป่าผีดิบราวแปดสิบถึงร้อยตัวได้ เมื่อเหล่ามอนสเตอร์พบสิ่งมีชีวิต ก็จะเริ่มรวมตัวกัน บริเวณด้านหน้าของเสี่ยวทั่นถูกเงาของอาคารปกคลุมไปทั่วบริเวณ มนุษย์หมาป่าผีดิบดูจะเคลื่อนที่เร็วขึ้นมากกว่าอยู่ใต้แสงแดด ระดับการเคลื่อนที่สามารถเทียบได้กับผีดิบที่อยู่ในหนัง แน่นอนว่า หากเทียบกับผีดิบที่สามารถวิ่ง กระโดด เปิดประตู  ขับรถ ยิงปืนอะไรพวกนั้น เจ้าพวกนี้ถือว่ายังอ่อนอยู่มาก

            ในตอนนี้ เสี่ยวทั่นเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อเห็นกลุ่มผีดิบขนยาวกำลังพุ่งเข้ามาหา ไม้เบสบอลที่อยู่ในมือของเขาต่อให้ฟาดตวัดจนแขนขาดก็ไม่แน่ว่าจะจัดการพวกมันได้หมด

            และสิ่งที่เขาสังเกตเห็นอีกอย่างก็คือ บริเวณรอบๆ นี้ไม่มีซากศพของมนุษย์หมาป่าผีดิบเลยแม้แต่ตัวเดียว หากสมาชิกในทีมมาที่นี่ก่อนเขา ถ้ายังงั้น ......เขา หรือก่อนที่พวกเขาจะเข้าไป พวกเขาจะต้องผ่านมอนสเตอร์พวกนี้เข้าไปสิ ต่อให้พุ่งตัวเร็วแค่ไหน อย่างน้อยๆ ก็จะต้องมีตายสักเจ็ดแปดตัวสิ? แต่ในตอนนี้หน้าอาคารไม่มีเลยแม้แต่ตัวเดียวที่เป็นซากศพที่ตายแล้ว ......

            “ดูๆ ไปแล้ว ฉันคงเป็นคนแรกที่มาที่นี่แล้วละ ......” เสี่ยวทั่นบ่นพึมพำ และเริ่มเดินถอยหลังไป ในเมื่อในอาคารไม่มีสมาชิกในทีมอยู่เลย เขาก็ไม่จำเป็นจะต้องรีบเข้าไปด้านใน รออยู่ข้างนอกก่อนดีกว่าแล้วค่อยว่ากัน

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาตัดสินใจที่จะไปจากที่นี่ก่อน คิดไม่ถึงว่าเมื่อหันหลังกลับไป เขากลับสัมผัสถูก FLAG เข้า BOSS เฝ้าประตูก็ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าเขาทันที

            ในตอนนี้เสี่ยวทั่นกำลังยืนหันหลังให้กับตัวอาคาร ส่วนด้านหน้าของเขา ปรากฏเงาดำขนาดใหญ่สูงราวสองเมตรห้าสิบเซนติเมตร ยืนห่างจากเขาประมาณร้อยเมตร เสี่ยวทั่นไม่รู้ว่าเจ้านี่ใช้วิธีอะไรในการปรากฏตัวขึ้น แต่มันชัดเจนมากว่า ไม้เบสบอลคงเอาไม่อยู่แน่นอน

            มอนสเตอร์ตัวนี้ครึ่งตัวบนเป็นมนุษย์หมาป่า ซึ่งมีขนสีออกน้ำตาลดำทั่วทั้งหมด ปกคลุมไปทั่วทั้งใบหน้าและผิวหนัง หัวของมันเป็นหมาป่า กรงเล็บที่แหลมคม บนร่างกายของมันไม่พบร่องรอยความเป็นผีดิบเลย แต่ความเป็นซากศพยังพอมีอยู่ ...... ด้านอกซ้ายมันรอยแผลขนาดใหญ่ หากแหวกแผลตรงบริเวณส่วนนี้ออกก็จะสามารถเห็นเครื่องในของมันทั้งหมด แต่ปัญหาคือ หากมองไปตามโพรง สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่อวัยวะภายใน แต่ด้านหลังเส้นเอ็นและกระดูกมันเป็นหัวกะโหลกที่เต็มไปด้วยเลือดของมนุษย์ ……

            BOSS ตัวนี้น่าจะถือได้ว่าเป็นซากมนุษย์หมาป่า บนตัวของมันไม่มีร่องรอยของผีดูดเลือดเลย อาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ มันเลยไม่ได้รับผลกระทบต่อแสงแดด ร่างกายของมันทะลุข้อจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว

            ซากศพมนุษย์หมาป่าเดินก้าวใหญ่เข้ามาใกล้ๆ ทั้งรูปลักษณ์และกลิ่นอายที่กดดันเข้ามาเหนือคำบรรยาย

            ค่าความสยองของเสี่ยวทั่นค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อเริ่มแตก แต่เขาก็ไม่ได้ถึงขนาดยืนรอความตายอยู่แบบนั้น ทางตัวอาคารนี่หนีไปไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าไปเผชิญหน้ากับ BOSS ตรงๆ ก็ดูจะโชคร้ายมากกว่าดี อ้อมหนีไปทางด้านข้างน่าจะดีที่สุด

            จากทางเลือกที่มีไม่มากนัก เสี่ยวทั่นก็เริ่มวิ่งไปทางด้านข้าง ทิศทางที่เขาวิ่งไปนั้นมันเป็นด้านข้างทางลาดพอดี หากวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นปากทางเข้าลานจอดรถพอดี เมื่อเขาสังเกตเห็นว่า กำแพงมันสูงกว่าตัว การวิ่งต่อไปข้างหน้าคงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนี้

            ซากศพมนุษย์หมาป่าเห็นเขาวิ่งหนี ก็ตามไป ยังดีที่ว่า มันไม่ใช่มนุษย์หมาป่าแท้ๆ มันไม่สามารถวิ่งสี่ขาได้ และยังคงใช้สองขาวิ่งตาม ดังนั้นการวิ่งกระโดดก็ไม่ได้ถือว่าเร็วอะไรมากมาย แต่หากเทียบกับพละกำลังของมันแล้วละก็ ยังไงซะเสี่ยวทั่นก็ไม่มีทางทิ้งระยะห่างไปได้มากนัก

            ไม่นานนัก เสี่ยวทั่นก็ได้มากถึงปากประตูทางเข้าออกของลานจอดรถ ดูจากความสูงของไม้กั้นลานจอดรถ เป็นแบบที่แค่ใช้มือเดียวก็สามารถปัดผ่านไปได้ ซึ่งมันไม่สามารถหยุดยั้งเขาได้แน่นอน แต่ปัญหาคือ เขาพบว่าด้านในลานจอดรถนั้นไม่มีแสงไฟ

            เขายังคงเคลื่อนตัวไปด้านหน้า มือล้วงกระเป๋าจะหยิบไฟฉายออกมา ในตอนนี้เอง สายตาของเขาก็มองเห็นภาพที่แย่มากที่สุด เขาพบว่ามีเงาดำกำลังเคลื่อนไหวอยู่หลังไม้กั้นลานจอดรถไม่ไกลนัก

            ในตอนแรกนั้นเสี่ยวทั่นเห็นแค่เป็นเงาดำไม่กี่เงา แต่ยิ่งวิ่งเข้าไปใกล้ เขาเห็นความจริงทุกอย่างชัดแล้วว่า ในลานจอดรถอันมืดมิดนั้น มันเต็มไปด้วยมนุษย์หมาป่าผีดิบ

            ที่แท้ยังมีมอนสเตอร์อีกหลายตัวที่ซ่อนตัวอยู่ในสถานที่แสงไฟส่องไม่ถึง ! เสี่ยวทั่นช็อกมาก แต่ตอนนี้มันไม่มีเวลาที่จะให้เขาได้สลายความตกใจของเขาได้ เขาจำเป็นต้องเลือกระหว่างซากศพมนุษย์หมาป่าและมนุษย์หมาป่าผีดิบ แน่นอนว่า หากประเมินจากสถานการณ์ในตอนนี้ หากวิ่งพุ่งเข้าไปในความมืดต้องถูกฉีกเป็นชิ้นๆ แน่ ดังนั้น ก็ต้องย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับ BOSS

            จากกำลังของเสี่ยวทั่น จะล้มซากศพมนุษย์หมาป่านั้นยากมาก แต่หากเขาเลือกที่จะหนี ก็มีอยู่สองวิธี : วิธีแรก เลือกใช้ไอเทม [ทรายแห่งความเชื่องช้า] วิธีที่สอง ใช้ความสามารถพิเศษ [ล่าถอยสังหาร] จากฉายา [ผู้ลอบจู่โจมที่ตื่นตูม]

            [ชื่อ: ล่าถอยสังหาร]

            [ประเภทความสามารถพิเศษ: จู่โจม]

            [เสีย: ค่าความแข็งแกร่งจำกัด 30%]

            [ประสิทธิผล: สามารถโจมตีเป้าหมายในชั่วเวลาหนึ่ง สามารถเคลื่อนที่ไปอยู่ด้านหลังของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว สามารถทิ้งระยะห่างจาหเป้าหมายได้สิบเมตร (ไม่มีคูลดาวน์ สามารถใช้สกิลนี้ได้ขณะที่ใช้อาวุธประชิดตัวแบบมีคมเท่านั้น)]

            [หมายเหตุ: ฉันหนีออกมาได้แล้ว! แล้วก็ย้อนกลับไป! แล้วก็หนีออกมาอีก ……. เป็นยังไงละ? คิดจะสู้กับฉันเหรอเจ้าโง่!]

            วิธีแรกน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมกับเสี่ยวทั่นมากกว่า การหนีจากมอนสเตอร์ภายในหนึ่งนาทีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ประโยชน์ของ [ทรายแห่งความเชื่องช้า] ในด่านนี้ไม่ต้องบรรยาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นด่านที่เน้นการต่อสู้

            เมื่อถูกมนุษย์หมาป่าผีดิบล้อม หรือ การเผชิญหน้า BOSS ใหญ่ ไม่แน่ว่าไอเทมชิ้นนี้จะใช้ได้ผลดีทีเดียว หากใช้ไปในตอนนี้มันก็น่าเสียดาย

            ส่วนวิธีที่สอง ความเสี่ยงมันมากจนเกินไป หากใช้สกิลหลบหนี ก็ต้องอ้อมไปอยู่ข้างหลังซากศพมนุษย์หมาป่าในเสี้ยวนาที หรือ อย่างน้อยๆ ถ้าจะต้องหลังชนหลัง ก็ต้องตัดชิ้นส่วนเนื้อบางส่วนออกมาให้ได้

            ภาพที่พี่หลงโดนศพโชกเลือดที่แข็งแกร่งนั่นตบทีเดียวลอยเมื่อวานยังคงติดตา เสี่ยวทั่นไม่ได้รู้สึกว่าซากศพมนุษย์หมาป่ามันจะอ่อนกว่าเจ้านั่น หากเทียบกันตามเลเวล เฉลี่ยเลเวลของผู้เล่นในด่านนี้ก็สูงกว่าด่านที่แล้วกว่าเท่าตัว หากไม่นับจำนวน ความแข็งแกร่งของมอนสเตอร์ไม่ต้องบอกก็รู้

            ขณะที่เสี่ยวทั่นกำลังลังเลอยู่นั้น ซากศพมนุษย์หมาป่าก็ค่อยบีบเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งกำลังจะพุ่งเข้ามากัด ทันใดนั้นเอง เจ้ามอนสเตอร์ก็หยุดไป

            มันหันหลังกลับไป โดยไม่สนใจหวังทั่นจืออีก สายตาของมันพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายใหม่ แล้วส่งเสียงคำรามร้อง

            เพี๊ยะ เพี๊ยะ เพี๊ยะ ------

            เสียงแส้เหล็กกระทบพื้นดังลอยมา เงาของมนุษย์สองคนถูกลากยาวลาดขึ้นบนเนินไป เนื่องจากพวกเขายืนอยู่หลังแสง เสี่ยวทั่นจึงไม่เห็นใบหน้าของพวกเขา แต่จากการตอบสนองของเจ้ามอนสเตอร์ ทั้งสองคนนี้อาจจะเป็นผู้เล่นหรืออาจจะเป็นคู่ปรับของ NPC

            “ผู้กล้าแห่งเหอเป่ย ชื่อเสียงกระบือไกล

            หัวใจครอบจักรวาล ซ่อนทหารนับร้อยไว้ในช่องท้อง

            พานกูมาจุติ ใช้ชื่อว่าจูเชวี่ย

            หาตัวคนไร้จับยาก รอยยิ้มของวีรบุรุษ”

            เงาของมนุษย์คนหนึ่งกำลังร่ายกลอน แล้วเดินมาตรงหน้า

            รูปร่างหน้าตาของคนนี้ไม่มีอะไรแปลกไปจากปกติ น่าจะมีอายุสามสิบ ในมือถือขวานขนาดใหญ่ ดูไปแล้วค่อนข้างผิดปกติ

            ตั้งแต่เล่นเกมมาจนถึงตอนนี้ หวังทั่นจือเพิ่งจะเคยพบคนที่ใช้อาวุธที่สูงกว่าตัวขนาดนี้ สง่าราศีไม่ต้องพูดถึง

            “ไม่ต้องกลัวนะ ไอ้น้องชาย” ผู้ที่กำลังพูดอยู่ มีฉายาว่า [พานเฟิงแม่ทัพผู้ไร้เทียมทาน] ฉันกับน้องฮัวอยู่นี่แล้ว รับรองนายปลอดภัย”

            ส่วนในมือของ [ฮัวสง บุรุษพันสังหาร] ใช้อาวุธด้ามยาว มันเป็นหอกยาวเล่มหนึ่ง อายุของเขาน่าจะพอๆ กับพานเฟิง รูปร่างหน้าตาไว้หนวดเครา : “พี่พานพูดถูกแล้ว น้องชาย นายรออยู่นี่ก่อนนะ เจ้ามอนสเตอร์พวกนี้ ไม่น่ากลัวหรอก พวกข้าจะจัดการเด็ดชีพเหมือนการฆ่าหมาเลยล่ะ ......”

            ในตอนนี้ ในใจของหวังทั่นจือมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น : พวกลุงสองคนนี้ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ .......”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น