หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 49 กระเทียมไร้เทียมทาน (3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 49 กระเทียมไร้เทียมทาน (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 179

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 49 กระเทียมไร้เทียมทาน (3)
แบบอักษร

            เนื่องจากเฟิงปู้เจวี๋ยไม่ได้ตามเสี่ยวหมิงไป พอเขาวิ่งไปได้สักพัก เมื่อดูแล้วไม่มีใครตามมา เขาก็เริ่มลดความเร็วลง จนกระทั่งหยุดวิ่ง แล้วหันหลังมองไปไกลๆ เขาเห็นเฟิงปู้เจวี๋ยวิ่งตามคุณชายอาโตเบะไป ตอนแรกเขาคิดว่าจะต้องเกิดการต่อสู้ขึ้นแน่นอน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            หลังจากนั้นสองนาที ทั้งสองคนก็เดินเคียงบ่าเคียงไหล่มาพร้อมกัน คุณชายอาโตเบะมองไปยังเสี่ยวหมิงแล้วโบกไม้โบกมือ ราวกับกำลังจะบอกว่าตัวเขานั้นไม่เป็นอะไร

            ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็เดินกลับมายังหน้าร้านขายปืนอีกครั้ง เฟิงปู้เจวี๋ยปิดลำโพงลง แล้วเล่าสถานการณ์ให้พวกเขาฟัง : “เพราะฉะนั้น ...... หลังจากที่ผ่านการทดสอบมาระยะหนึ่ง ฉันก็พบจุดเด่นสองสามข้อของเจ้ามนุษย์หมาป่าผีดิบ

            CG ตอนเริ่มเกมก็มีเกริ่นไว้บ้างแล้ว แต่ว่าฉันจะสรุปให้ฟังตามความเป็นจริงอีกทีนะ

ก่อนอื่นเลย เมื่อพวกมันได้กลิ่นกระเทียมจะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว ก็เหมือนกับเราดมแก๊สน้ำตานั่นแหละ ผลของกระเทียมสดธรรมดามาก แต่เมื่ออมในปากแล้วเป่าลมออกมาจะมีผลร้ายแรงเลยทีเดียว”

            “นี่พี่ชาย ฉันอยากจะถามตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ตัวนายอาบไปด้วยเลือดขนาดนี้ ...... ไม่กลัวติดเชื้อเหรอ?” เสี่ยวหมิงมองดูเลือดและกระเทียมที่อาบไปทั่วตัวของเฟิงปู้เจวี๋ยแล้วถาม

            เฟิงปู้เจวี๋ยชี้ไปที่ใบหน้าของตัวเอง ใบหน้าของเขายังดูสะอาด : “ระวังอย่าให้ของเหลวของมอนสเตอร์เข้าตาหรือปากก็พอ” เขาก็ชี้ไปยังเสื้อผ้าของเขา แล้วพูดต่อไปว่า “นอกเหนือจากส่วนนี้นั้น ...... มันอาจจะดูเวอร์ไปสักหน่อย แต่มันก็ไม่ใช่เลือดของมอนสเตอร์ทั้งหมดหรอกนะ เมื่อกี้ฉันเทถุงเลือดเข้าไปในถังมันเลอะมาเยอะเหมือนกัน” หลังจากนั้นเขาก็ล้วงเข้าไปหยิบถุงพลาสติกจากในกระเป๋าออกมา วางบนพื้น ภายในเต็มไปด้วยกระเทียม “กระเทียมสองพวงนี้ฉันเอาไว้ป้องกันการถูกกัด ส่วนที่ใช้อมไว้ในปากฉันเก็บไว้ในกระเป๋าแล้ว พวกนายไปหาถุงพลาสติกแถวๆ นี้มา แล้วแบ่งๆ กันนะ เวลาต่อสู้ก็อมมันไว้ในปาก มอนสเตอร์พวกนั้นมันก็จะทำอะไรเราไม่ได้”

            “อืม ...... ฉันเอาอันเดียวก็พอ มันแบ่งได้หลายกลีบอยู่ ถ้าไม่พอฉันค่อยมาเอากับนายก็ได้” เสี่ยวหมิงตอบ

            คุณชายอาโตเบะตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย : “ฉันคงไม่จำเป็นต้องใช้ ขอบใจนะ”

            “พวกนายสองคนดูท่าคงไม่ชอบกระเทียมสินะ” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “พวกนายรู้ไหม กระเทียมมีค่าราวกับทองคำ เมื่อมันอยู่ในบะหมี่น้ำใสนะ”

            “ไม่รู้หรอก” พวกเขาตอบกลับพร้อมกัน

            “ฮา .......” เฟิงปู้เจวี๋ยใช้วิธีที่โหดร้ายที่สุดในการเป่าลมปากอันเหม็นเน่าสุดใส่หน้าของพวกเขา

“พวกเราไม่ใช่มอนสเตอร์นะ ! นายจะทำอะไร !”

เฟิงปู้เจวี๋ยเปลี่ยนสีหน้าแล้วพูดจาอย่างจริงจังว่า : “เรามาว่ากันต่อเรื่องจุดเด่นของเจ้ามนุษย์หมาป่าผีดิบ”

“นายเปลี่ยนหัวข้อเร็วดีเนอะ ......”

“แสงอาทิตย์ จะทำให้พวกมันเคลื่อนไหวช้าลงไปอีก” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดเรื่องหลักต่อไป “การเคลื่อนไหวของมันช้าราวกับเวทย์แปลงกายของเซเลอร์มูน เมื่อพวกหล่อนถอดจนหมดแล้ว ......ไม่สิ รอจนพวกมันโจมตีเข้ามาหมดแล้ว ฉันก็ท่องกลอนสองท่อนจนจบหมดแล้ว”

“การเล่าของนายดูกว้างดีนะ ......”

เฟิงปู้เจวี๋ยกวาดสายตาไปยังซากศพที่อยู่บนพื้น : “ถึงแม้การทุบหัวพวกมันจะทำให้มันไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แต่มันสามารถมีชีวิตต่อได้ หลังจากที่ฉันทดสอบดูแล้ว มีเพียงการโจมตีด้านหลังกะโหลกของมันเท่านั้น หรือใช้ปืนระเบิดสมองของมันเท่านั้น จึงจะสามารถสังหารพวกมันได้”

เขาพูดพลางหยิบปืนลูกซองออกมาจากกระเป๋า ใช้สายตาอันชื่นชมยินดีในการมองอาวุธชิ้นนี้ที่อยู่บนมือ : “วินเชสเตอร์กระบอกนี้ค้นเจอจากร้ายขายปืน มันให้ผลดีมากทีเดียว ต่อให้ระยะใกล้ๆ จะไม่สามารถยิงถูกบริเวณส่วนหัว แต่ก็สามารถทำให้ส่วนอื่นเกิดเป็นโพรง มันใช้งานได้ดีกว่าปืนสั้นมาก”

“จริงสิ ร้านขายปืน!” คุณชายอาโตเบะทำตาโตแล้วพูด “เกือบลืมไปเลย ไปสำรวจกันก่อนค่อยว่ากัน”

เขาพูดกับเฟิงปู้เจวี๋ยแล้ว ก็รีบเข้าไปในร้านขายปืนพร้อมกับเสี่ยวหมิง ทั้งสองคนนี้ถือเป็นผู้เล่นที่ขาดแคลนไอเทมอย่างรุนแรง ไอเทมชั้นยอดนี่ไม่เคยได้แม้แต่ชิ้นเดียว สำหรับพวกเขาการที่สามารถอัพเกรดอาวุธดาษๆ มาเป็นอาวุธออกศึกถือว่าดีมากแล้ว ผู้เล่นที่มีเลเวลอย่างเฟิงปู้เจวี๋ยมีไอเทมชั้นยอดในตัวถึงสี่ชิ้น แถมยังมีอีกหนึ่งชิ้นที่ยังใช้ไม่ได้ในตอนนี้ มันเหนือความคาดหมายมากแล้ว

คุณชายอาโตเบะและเสี่ยวหมิงพุ่งเข้าไปในร้านขายปืน แต่ก็ต้องเจอกับสภาพร้านที่ยุ่งเหยิง บนผนังแขวนสินค้าก็ว่างเปล่า บนตู้มีแต่อะไหล่ของปืนกระจัดกระจายอยู่ ประตูหลังตู้ก็มีแต่ความว่างเปล่า

เฟิงปู้เจวี๋ยเดินตามเข้ามา และก็ยังคงใช้น้ำเสียงไร้ความรู้สึกพูดว่า : “ดูจากการวางโครงเรื่องแล้ว หลังจากที่พิษร้ายแพร่กระจายไปทั่วเมือง ร้านปืนคงถูกชิงของจนว่างเปล่าไปแล้วแน่ๆ จากระดับความยากของเกม ส่วนของอาวุธคงไม่ได้ให้ตัวเลือกอะไรกับเรามากนักหรอก”

คุณชายอาโตเบะแทบจะไม่ได้ฟังที่เฟิงปู้เจวี๋ยพูดเลย ใบหน้าของเขาดูดีใจมากที่สามารถเก็บปืนสั้นเข้ากระเป๋า แล้วยังหยิบ TMP อีกหนึ่งชิ้น เขายิ้มแล้วพูดว่า : “โชคดีจัง”

เสี่ยวหมิงหยิบไม้เบสบอลและท่อเหล็กสนิมในกระเป๋าโยนทิ้งไป และเก็บปืนสั้นสองกระบอก แล้วก็ปืนกลมือ MP45 เก็บใส่กระเป๋า ใบหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด ……

หลังจากที่ทั้งสองคนเก็บอาวุธคุณภาพทั่วไปได้แล้วท่าทีก็ราวกับร่ำรวยขึ้นมายังไงยังงั้น พูดกันตามตรง ดูน่าเกลียดมาก หากเทียบกับผู้เล่นอาชีพจริงๆ แล้ว เฮียวเทสองคนนี้ไม่ถือว่าเป็นมืออาชีพเลย พวกเขายังมีใจที่ไม่เป็นธรรมสักเท่าไหร่

จากคำเตือนของเฟิงปู้เจวี๋ย ทั้งสองคนก็นึกถึงสิ่งสำคัญได้เรื่องหนึ่ง พวกเขาหยิบปืนสั้นออกมาจากกระเป๋าอีกครั้งอย่างขัดเขิน ดูไปที่ช่องกระสุน แล้วหากระสุนที่เข้ากับปืนมาส่วนหนึ่ง ......

ทั้งสามออกมาจากถนนอีกครั้ง มนุษย์หมาป่าผีดิบสี่ถึงห้าตัวก็เดินเข้าหาพวกเขาอีกครั้ง เฟิงปู้เจวี๋ยแนะนำให้พวกเขาใช้เจ้าพวกนี้เป็นการฝึกยิงปืนเพื่อทำความคุ้นเคย ทั้งสองมึนๆ งงๆ อยู่พักใหญ่ ถึงจะเข้าใจกลไกการใช้ปืน หลังจากยิงได้สำเร็จแล้ว พวกเขาก็พบว่านอกระยะสิบเมตรนั้นจะยิงไม่ถูกเป้าหมายเลย แม้แต่กระสุนก็ไม่รู้ว่าบินไปยังทิศทางใด แต่ถ้าหากในระยะห้าเมตร จะสามารถยิงได้อย่างมั่นคง ผลสำเร็จจะค่อนข้างสูง

หลังจากจัดการมอนสเตอร์เหล่านี้ไปแล้ว เฟิงปู้เจวี๋ยก็พูดขึ้นมาว่า : “เมื่อกี้ฉันพูดถึงไหนแล้วนะ ...... อ้อ ใช่แล้ว จุดเด่นต่อไปนั้นก็คือ ......” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง รวบรวมความคิดแล้วพูดว่า “เลือดจะดึงดูดผีดูดเลือดซึ่งมันแสดงให้เห็นจากร่องรอยของศพ แน่นอนว่า จะต้องเป็นคนปกติที่ไม่ติดเชื้อนะ ในส่วนนี้ ......ฉันคิดว่าพวกมันสามารถแยกได้จากการดมกลิ่น

การดมกลิ่นของพวกมันคงไม่ด้อยไปกว่ามนุษย์หมาป่าแท้ๆ แน่นอน แต่คิดว่าน่าจะแกร่งกว่าซากศพพวกนั้น ก็อย่างที่ฉันบอกไปหากคนเป็นอยู่ใกล้กับพวกมันราวห้าเมตร ต่อให้มันมองไม่เห็นมันก็รู้ได้ และมันสามารถได้กลิ่นคาวเลือดของมนุษย์ได้ในรัศมีหนึ่งกิโล และมีแรงดึงดูดได้อย่างมหาศาล”

“ไม่มั้ง? ในเมืองนี้มันเป็นสถานที่ที่มีอันตรายรอบด้าน พวกมันแยกกลิ่นเลือดของมนุษย์ที่ปนอยู่ออกงั้นเหรอ?” คุณชายอาโตเบะมองดูถังที่เต็มไปด้วยเลือดแล้วถามกลับ

“มันเป็นเรื่องธรรมดา กลิ่นคาวมันเป็นกลิ่นที่ละเอียดอ่อนมากมันง่ายมากที่จะแยกออก ยกตัวอย่างนะ ก็เหมือนกับสุนัขพันธุ์บลัดฮาวด์ มีจมูกที่สามารถดมกลิ่นได้ดีมาก” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “เหมือนกับนายไปดมถังขี้นั้นแหละ อย่างน้อยๆ นายก็จะรู้ว่ามันมีกลิ่นเหม็น แค่ใช้ความรู้สึกไปสัมผัสกลิ่นเหม็นตรงนั้นเท่านั้น ก็จะรู้ว่าเจ้าของขี้ไปทานอะไรมาบ้าง”

“ตอนนี้ฉันอยากรู้ว่าทำไมตอนนายใช้คำหยาบถึงไม่ถูกแบนคำพูด ......” คุณชายอาโตเบะกล่าว

“นั่นก็หมายความว่าในปกติแล้ว คำว่าขี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคำไม่สุภาพไง มันเป็นเพียงแค่คำนามเท่านั้น” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “จากการสันนิษฐานของฉัน  ในเกม ของสิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่บางสถานการณ์ก็อาจจะจำเป็นต้องพูดถึงก็ได้” เขาพูดด้วยใบหน้ากวน “ยกตัวอย่างเช่น ...... ในบางด่าน เหล่าผู้เล่นก็อาจจะจมกอง ....... ตายก็ได้”

“ถือว่าฉันไม่ได้ยินอะไรเลยก็แล้วกันนะ ...... ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ......” คุณชายอาโตเบะรีบเอามือปิดหู แล้วรีบพูดขัดขึ้นมา

เฟิงปู้เจวี๋ยยักไหล่ แล้วไม่ได้พูดต่อจนจบ เขากลับเข้ามาสู่หัวข้อสนทนาหลักอีกครั้ง : “ในเมื่อเจอพวกนาย อะไรก็จะง่ายขึ้นแล้ว เวลาในด่านตอนนี้คือบ่ายสองโมงครึ่ง พวกนายสามารถเอาตรงนี้เป็นฐานหลัก สามารถใช้มอนสเตอร์พวกนี้อัพเวล เพราะร้านขายปืนก็อยู่ข้างๆ ถึงแม้ปืนจะเหลือไม่กี่กระบอกแล้ว แต่กระสุนก็ยังถือว่าใช้ได้”

“ฉันจะไปตามหาคนอื่นต่อ แล้วจะพามาสมทบกันที่นี่นะ” เขาเงยหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้า “ไม่ว่าจะพบหรือเปล่า ฉันจะกลับมาที่นี่ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน” เขาเหมือนจะคิดอะไรออกอีกอย่าง “เออใช่ เสียงก็เป็นสิ่งที่สามารถดึงดูดมอนสเตอร์เข้ามาได้นะ หลังจากที่ฉันไปแล้วพวกนายสามารถเปิดลำโพงอีกทีนะ”

“เดี๋ยว” เสี่ยวหมิงพูดขึ้นมา “ฉันอยากจะถามตั้งแต่แรกละ ที่นี่ ......” เขากวาดสายตาไปยังถังน้ำ ถุงเลือด และลำโพง “นาคนเดียวเซ็ตมันขึ้นมาได้ไง?”

“อ้อ ก่อนมาที่ร้ายขายปืน ฉันก็ไปโรงพยาบาลที่นอกถนนมา ตอนแรกตั้งใจจะไปหาไอเทมจำพวกยารักษาแต่ไม่มี แล้วก็พบว่าเลือดมันสามารถดึงดูดมอนสเตอร์ได้ หลังสำรวจโรงพยาบาลเสร็จแล้วฉันก็ออกมา แล้วก็ตัดสินใจว่าจะใช้ตรงนี้เป็นฐานที่มั่น แล้วก็เลยไปหารถเข็นในซุปเปอร์มาคันหนึ่ง เข็นไปที่โรงพยาบาล แล้วค่อยๆ ฆ่าตามรายทางมา จนพบคลังเลือด ทำลายประตูเข้าไป แล้วหยิบเอาถุงเลือดจากห้องฟรีดมา ใส่ไว้ในรถเข็นแล้วเข็นกลับมา

จากนั้นฉันก็เข้าไปเอาถังน้ำในร้านค้าออกมา เทเลือดเข้าไปจนเต็ม ลำโพงก็เอามาจากร้านค้าระหว่างที่กำลังสู้กับมอนสเตอร์ อย่างแรกเลยเสียงดึงดูดพวกมันได้ อย่างที่สองอัตราความสามารถของมอนสเตอร์ไม่สูงมาก สู้ๆ ไปแล้วมันก็เบื่อๆ หน่อย......”

เฟิงปู้เจวี๋ยรีบพูดตัดบทจบ : “สรุปแล้วก็คือ พวกนายอยู่อัพเวลที่นี่อย่างวางใจได้ การจำกัดเวลาของด่านนี้ไม่เคร่งมาก เราสามารถฉวยโอกาสนี้อัพเลเวลความชำนาญของเราได้ เพื่อเพิ่มค่าทักษะด้วย”

หลังจากมอบหมายภารกิจแล้ว ปัดเสื้อเล็กน้อยแล้วก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งสอง “ผู้เล่นอาชีพ” ยืนตาถลนอ้าปากค้าง ส่งเขาจนเงาลับหายไป


ความคิดเห็น