chanlee

เราย้ายไปลงนิยายที่ readawrite แล้วนะคะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 30

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มี.ค. 2561 02:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 30
แบบอักษร

ตอนที่ 30

“พี่ทศกินข้าวบ้างเถอะนะ” ไพลินเอ่ยขอสามีด้วยน้ำตานองหน้า

“พี่ไม่หิว ลินกินเถอะ” ทศพลพูดจบก็ลุกจากโต๊ะทานข้าวที่มีของโปรดตนวางเรียงอยู่เต็มไปหมด หากเป็นปกติเขาคงกินแล้วชื่นชมฝีมือการทำกับข้าวของภรรยาสุดที่รัก แต่ตอนนี้เขากลับกินไม่ลง เขาตรอมใจเกินกว่าที่จะมีแรงทำอะไร หลังจากได้รับข่าวจากตำรวจเมื่อเช้ามืดว่าคุณหญิงรัศมีกัดลิ้นตัวเองฆ่าตัวตาย หญิงชราอาละวาดอย่างหนักติดต่อกันหลายชั่วโมงไม่ยอมหยุด แม้จะได้รับยากล่อมประสาทไปแล้วก็ตาม ทศพลกับไพลินรีบร้อนขับรถไปที่เรือนจำพิเศษ ภาพคุณหญิงรัศมีที่ผมขาวทั้งหัว ดวงตาเบิกกว้าง เลือดเลอะไปทั่วกาย ใบหน้าเจ็บปวดทรมานยังคงเด่นชัดแม้ร่างกายจะไร้ซึ่งจิตวิญญาณไปแล้วก็ตาม แต่ความรู้สึกสุดท้ายที่ถ่ายทอดออกมาทางสีหน้าก็ทำเอาคนเป็นลูกปล่อยโฮอย่างเสียใจ ทรรศพลที่มาก่อนอยู่แล้วเข้ามาปลอบพี่ชายด้วยน้ำตาเช่นกัน การสูญเสียผู้ให้กำเนิดมันคือความทุกข์ทรมานสุดจะหาสิ่งใดมาเทียบ ไม่ใช่แค่เสียใจแต่สองพี่น้องยังรู้สึกผิดบาปที่ไม่อาจช่วยให้แม่ออกมาจากสภาพนี้ได้ด้วย

“แม่ครับ ทศรักแม่นะ ขอบคุณที่ดูแลทศมาตลอดหลับให้สบาย สักวันทศจะตามไป” ชายวัยกลางคนกุมรูปถ่ายคุณหญิงรัศมีแนบอก น้ำตาไหลหยดออกมาไม่ขาดสาย ในชีวิตเขามีเพียงผู้หญิงสองคนเท่านั้นที่เขารักสุดใจ หนึ่งก็คือแม่ สองก็คือไพลิน และในวันนี้เขาได้สูญเสียผู้หญิงคนแรกที่เขารักไปแล้ว

หมับ

“พี่ทศยังมีลินนะ เรายังมีกันและกัน” อ้อมกอดแสนคุ้นเคยที่โอบรอบตัวทศพลเอาไว้ มือเล็กคู่นี้ที่คอยประคับประคองกันมาหลายสิบปี คนอย่างเขาผิดพลาดมาทั้งชีวิตแต่สิ่งที่เขาทำถูกที่สุดก็คือการได้เลือกรักไพลิน ผู้หญิงที่รักเขาและหวังดีกับเขาอย่างแท้จริง

“ขอบคุณมากนะลินที่อยู่ข้างกันมาตลอด” ทศพลหันตัวกลับไปกอดภรรยาสุดที่รักด้วยหัวใจที่อบอุ่นขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ความผิดพลาดของเขามันควรหมดลงได้แล้ว ทุกอย่างที่เคยผิดพลาดเขาจะแก้ไข หากวันใดวันหนึ่งเขาหมดลมหายใจไปแล้วจะได้ไม่รู้สึกเสียดายเมื่อยังไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำ

“ลิน...หลังจากจบงานคุณแม่แล้ว เราไปหาลูกกันเถอะ ไปทำเรื่องที่สมควรทำ”

.

.

.

เมื่อเวลาตี 5.40 น. ตระกูลวราวุธกิจได้สูญเสียบุคคลสำคัญของตระกูลไป...

ต้องรู้สึกอย่างไร แทนบอกไม่ถูกจริงๆ เพราะตอนนี้ภายในหัวมันว่างเปล่า ไม่มีทั้งความเกลียด โกรธหรืออาลัยอาวรณ์ เขาหมดความรู้สึกกับคนเป็นย่าไปนานแล้ว ตั้งแต่จำความได้ระหว่างแทนกับคุณหญิงรัศมีก็แทบไม่เคยมีความผูกพันที่ดีต่อกันอยู่เลย จะให้มาเสียใจร้องไห้ฟูมฟายเหมือนครอบครัวอื่น คนอย่างเขาคงทำไม่เป็น

“เอียงคอให้ผมหน่อย” ครูซที่เดินไปหยิบยาทาแก้รอยฟกช้ำมา ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟานุ่มข้างแทนโดยไม่รับรู้ถึงข่าวสำคัญที่เพิ่งจบไปเมื่อกี้เลยแม้แต่น้อย

“เดี๋ยวก็หาย” แทนไม่ได้ทำตามคำพูดครูซซ้ำยังกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปดูสารคดีสัตว์โลกที่กำลังฉายวิวัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่เป็นลิงยุคดึกดำบรรพ์

“แทนฟ้า” หลังจากคืนนั้นครูซก็ไม่เคยเรียกเขาว่าคุณแทนอีกเลย แม้จะไม่ได้รู้สึกแย่อะไรแต่มันไม่ชินสักทีเมื่อถูกเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียกชื่อที่เหมือนผู้หญิงแบบนั้น

“อะไร” แทนตอบรับอย่างเสียไม่ได้เมื่อจอทีวีขนาดใหญ่ถูกบดบังด้วยใบหน้าของครูซที่ขยับมานั่งคุกเข่าแทรกตัวอยู่ระหว่างขา

“ถึงจะซื้อแหวนให้แต่ผมก็ไม่ใจดีเวลาแทนดื้อหรอกนะครับ”

“...” แทนมองรอยยิ้มหวานของครูซที่สร้างความรู้สึกคันยุบยิบในใจ ประโยคก่อนหน้านี้ทำไมจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจพูดเพราะอะไร

“เอียงคอให้ผมเร็ว”

หลังจากรู้ความจริงเรื่องที่ซุ่มซื้อแหวนให้ จากที่ครูซโกรธจนคลั่งก็ยิ้มมันทั้งวันจนเป็นบ้าแทน ถึงความจริงเรื่องเซอร์ไพรส์อะไรพวกนี้เขาจะไม่ได้เป็นคนคิดเพราะไม่ใช่คนละเอียดอ่อนสักเท่าไหร่ แต่การถูกพูดกรอกหูอยู่ทุกวันจากไวน์ ทำให้เขาเริ่มคิดขึ้นมาอย่างจริงจัง

“ไปเอาลูกชายเขามาอยู่ด้วยไม่คิดจะแต่งงานสักหน่อยเหรอ”

“ไม่เห็นจำเป็น”

“พี่คนเดียวหรือเปล่าที่คิดแบบนั้น แม่เขาจะพอใจหรือไง”

“ผู้ชายเหมือนกัน”

“ทีผมยังแต่งกับไอ้เภาได้เลย จำไม่ได้เหรอ!”

“ไม่ชอบ”

“งั้นอย่างน้อยก็ให้แหวนดิ ให้เกียรติเขาหน่อย”

“...”

“ก่อนไปเจอแม่ครูซก็ทำให้เขาเห็นว่าเราคิดจริงจัง เพราะก็อย่างที่รู้ ๆ รักแบบนี้ไม่ค่อยจะราบรื่นสักเท่าไหร่ พ่อแม่เขาก็ต้องมีกังวลอยู่บ้างแหละ”

สิ่งที่ไวน์พูดมาทั้งหมดก็ดูมีเหตุผลอยู่เขาถึงได้ตัดสินใจทำตามคำแนะนำ ในวันแรกให้หมอนพช่วยขับรถพาไปตามร้านจิวเวอรี่ชั้นนำที่มีชื่อเสียงมากมายเพื่อเลือกวงที่ถูกใจ แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่เจอสักที ไม่ใช่เรื่องมากแต่เลือกไม่เป็นมากกว่า เห็นวงกลม ๆ วางเรียงกัน ส่องแสงระยิบระยับทำเอาเวียนหัวไปหมด บอกไม่ถูกว่าไอ้แหวนที่มีเพชรเม็ดใหญ่หน้าตาแปลก ๆ พวกนั้นสวยตรงไหนผู้คนถึงอยากได้กันนักหนา

สุดท้ายมาเห็นโฆษณาในเน็ตอันหนึ่ง เป็นแหวนทองคำขาวไร้ลวดลายแต่ดูสะดุดตาตรงที่เป็นพื้นผิวด้านสลับ ขาวเงา ดูไม่เรียบจนเกินไป มันคงดูดีถ้าอยู่บนนิ้วเรียวสวยของครูซ เขาคิดแค่นั้นแล้วตัดสินใจซื้อ แต่พอหมอนพพาไปดูของจริงและเลือกไซส์เขาก็เพิ่งมานึกขึ้นได้ว่าไม่รู้ว่าครูซนิ้วประมาณเท่าไหร่ เพราะการจะซื้อแหวนนั้นใช้การคาดคะเนตามความรู้สึกไม่ได้ เขาถึงยังไม่ซื้อแล้วกลับมาคอนโดก่อน และวันนั้นก็ถูกครูซหึงจับกดจนเขาแทบลุกไม่ขึ้น

พอวันต่อมาเมื่อถึงเวลานัดกับหมอนพ ระหว่างที่เดินไปร้านจิวเวอรี่แทนจำได้ดีว่าขาตัวเองสั่นเทาแค่ไหนยามย่ำเท้าเดินไปแต่ละก้าว แม้จะเจ็บเสียดช่องทางหลังแต่แทนก็ไม่ได้แสดงออกให้ใครเห็นถึงด้านอ่อนแอของตน คนที่เฉียดตายมานับครั้งไม่ถ้วนแบบเขา แค่ถูกครูซกดคงไม่ถึงตายหรอก

แต่เรื่องที่ทำให้แทนอารมณ์เสียคือหมอนพนนท์ชอบส่งสายตาล้อเลียนเหมือนรู้ทันมาให้ แทนทั้งอยากด่า อยากคว้าของแข็งมาฟาดหัวอีกฝ่ายให้เลือดสาดแต่ก็ทำไม่ได้เพราะตอนนั้นเขาปวดหัวปวดตัวมากเหลือเกิน ครูซที่นิ่งเงียบก็ทำให้แทนไม่สบายใจจนสุดท้ายเขาขี้เกียจจะปิดบังอะไรอีกแล้วจึงยอมเล่าทุกอย่างให้ครูซรับรู้ ทั้งเรื่องแอนนี่และเรื่องซื้อแหวน เมื่อรับรู้ความจริงครูซก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก กลับมามีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าอีกครั้ง แทนให้ครูซลองแหวนที่เลือกไว้พอหาขนาดที่พอดีได้ก็จ่ายเงินแล้วโยนให้อีกฝ่ายยัดใส่นิ้วตัวเอง หมอนพนนท์ที่หมดหน้าที่ก็เดินแยกตัวออกไป ส่วนแทนก็นอนหลับหลังรถไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่บนเตียงในห้องนอนแล้ว

“เร็วสิครับ เดี๋ยวรอยหายไม่ทันก่อนไปเจอแม่ผมนะ” ท่าทางแบบนี้ก็เหมือนกัน ทำบ่อยขึ้นเหมือนรู้ว่าแทนไม่สามารถปฏิเสธได้ถ้าเห็นรอยยิ้มหวานกับเสียงนุ่มพูดอ้อน 

"มีก็ไม่เห็นเป็นอะไร" รอยดูดรอยฟันตามคอเขาก็มาจากตอนที่อีกฝ่ายลงโทษทั้งนั้น เขาถึงไม่ได้อยากให้มันหายไปไหน อยากเก็บร่องรอยพวกนี้ไว้นานๆ เพราะเมื่อมองเห็นทีไรเขาก็รู้สึกได้ถึงตัวตนของครูซที่ตรึงตราอยู่บนร่างกาย

“แบบนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่มั้งครับ”  

“หึ” แทนยกยิ้มมุมปากเมื่อคิดอะไรดี ๆ ออก ชายหนุ่มกระชากคอเสื้อครูซเข้ามาใกล้ตัวแล้วพูดชิดริมฝีปากของอีกฝ่ายเสียงเข้มเชิงท้าทาย

“ทำให้ก่อนแล้วจะยอมทา” พูดจบแทนก็กดหัวครูซต่ำจนใบหน้าเกือบชิดเข้ากับเป้ากางเกงตน ครูซตกใจกับการกระทำของแทนไม่น้อย เพราะไม่เคยเจอมุมนี้ของร่างสูงมาก่อน แต่ก็เพียงแปบเดียว แววตาเจ้าเล่ห์ก็เงยขึ้นมาสบดวงตาสีนิลอย่างเอาใจ ทำเอาคนที่ตั้งใจแกล้งเล่นเมื่อครู่ดันรู้สึกต้องการขึ้นมาจริง ๆ 

“ถ้าคุยกับแม่ผมเรื่องของเราผ่านไปได้ด้วยดี...ผมให้ยิ่งกว่าปากอีก” ครูซแลบลิ้นเลียลงบนแก่นกายที่ยังนอนสงบนิ่งผ่านกางเกงผ้าร่มที่แทนตั้งใจจะใส่ไปออกกำลังที่ห้องฟิตเนสส่วนตัว...แต่ตอนนี้คงไม่ต้อง เพราะออกกำลังกับครูซก็ได้เหงื่อดีเหมือนกัน 

.

.

.

บ้านเดี่ยวสองชั้นสีครีมขาว มีต้นมะลิซ้อนสีขาวนวลปลูกเป็นแนวรั้ว แทนมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น มือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาเคยมาส่งครูซที่หน้าบ้านหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้ก้าวเท้าเข้าไปภายในเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“ตื่นเต้นเหรอ” ครูซดับเครื่องยนต์รถดึงกุญแจออกพลางถามแทนที่นั่งบีบมือตัวเองไปมา

“อืม...ตามจริงเธอไม่ให้บอกคุณเรื่องที่นัดผมมาคุย”

“ไม่เป็นไรหรอก แม่รู้จักผมดี” ครูซเอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชูที่วางอยู่บนเบาะหลังมาเช็ดเหงื่อตามขมับและฝ่ามือร้อนของแทนด้วยรอยยิ้ม

“บ้านผมถือคติ คนรักต้องไม่มีความลับต่อกัน” แทนพยักหน้าเข้าใจเมื่อนึกตามคำพูดของครูซ แสดงว่าการที่แอนนี่กำชับไว้แบบนั้นเพื่อทดสอบเขาว่ากล้ามีความลับกับครูซหรือเปล่า ถ้านี่เปรียบเสมือนเกมต่อสู้ เขาคงกำลังผ่านด่านแรกไปได้ด้วยดีใช่ไหม

“พร้อมไหมครับ”

“อื้ม” แทนตอบรับแล้วเปิดประตูลงจากรถโดยไม่ลืมที่จะหยิบกระเช้าผลไม้ติดไม้ติดมือไปเป็นของฝากด้วย แม้ครูซจะบอกว่าไม่จำเป็นแต่แทนก็ยังเชื่อคำแนะนำของไวน์ที่พูดกรอกหูอยู่ทุกวันอยู่ดี

“แล้วจะไปเจอแม่เขาอย่าลืมของฝากนะ นี่สำคัญมาก ความประทับใจแรกพบต้องทำให้ดี หน้าตายพูดน้อยแบบพี่ ต้องใช้อย่างอื่นแสดงออกให้เห็นถึงความใส่ใจ เขาจะได้เอ็นดูยอมยกลูกชายให้”

แทนเดินตามร่างโปร่งที่พาเดินเข้าไปภายในบ้านที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวสบายตา แม้ยามเที่ยงวันจะแดดแรงแต่ภายในบ้านกลับเย็นสบายถึงไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศอยู่ก็ตาม ภาพถ่ายที่ติดอยู่กำแพงบอกเล่าเรื่องราวของคนในบ้านแต่ละช่วงอายุได้อย่างน่าสนใจ ภาพครูซตอนแรกเกิด ตอนอยู่อนุบาลจนกระทั่งรับปริญญา ใส่สูททำงาน ร่างสูงมองด้วยความเพลิดเพลินมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ครูซแตะมือลงบนเอวเขาเบา ๆ เป็นการเรียกให้หันไปทักทายแอนนี่

“สวัสดีครับ” แทนกับครูซยกมือไหว้แอนนี่ที่เดินยิ้มหน้าตาสดใสออกมาจากห้องครัว

“สวัสดีค่ะ ทำไมมาไวกันจัง แม่ยังทำกับข้าวไม่เสร็จเลย” แอนนี่เป็นหญิงลูกครึ่งหน้าตาสะสวยแม้จะอายุสี่สิบปลายแล้วแต่ยังดูอ่อนเยาว์อยู่มาก ครูซกับเค้กได้แม่มาเต็ม ๆ ทั้งสีผมและสีดวงตา แม้กระทั่งรอยยิ้ม

“อยากมาหาแม่ไว ๆ ไง ครูซคิดถึง” ครูซขยับไปโอบกอด หอมแก้มแอนนี่ตามปกติแต่ทำเอาคนหน้านิ่งอย่างแทนหลุดยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกเอ็นดู นาน ๆ ทีจะเห็นอีกฝ่ายทำตัวเป็นเด็กแบบนี้

“ปากหวานจังเลยลูกคนนี้ คุณแทนนั่งรอก่อนเลยนะคะ เดี๋ยวอีกไม่เกินสิบนาทีกับข้าวก็จะเสร็จแล้ว”

“ครับ...ผลไม้” แทนพยักหน้ารับพร้อมยื่นกระเช้าผลไม้ราคาแพงให้อีกฝ่าย

“ขอบคุณมากค่ะ” แอนนี่รับมาด้วยรอยยิ้มก่อนขอตัวไปทำกับข้าวต่อปล่อยให้ชายหนุ่มสองคนนั่งรออยู่ในห้องรับแขก

“ต้องไปช่วยแม่คุณทำหรือเปล่า” แทนถามขึ้นด้วยความสงสัย เขาไม่รู้ว่าครอบครัวปกติมีความสัมพันธ์แบบไหนจึงไม่ค่อยมั่นใจกับการวางตัวสักเท่าไหร่

“แม่ชอบทำกับข้าวคนเดียว ช่วยจัดโต๊ะก็พอครับ” ครูซพูดเสร็จก็หยิบรีโมททีวีกดเปิดช่องข่าวกีฬาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ครูซไม่ได้กลับบ้านมานานจึงรู้สึกคิดถึงอยู่ไม่น้อย แล้วการมาครั้งนี้พาแทนมาด้วย ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกดีที่บ้านเต็มไปด้วยผู้คนที่เขารัก

“ดูเธอไม่แปลกใจที่เห็นคุณมาด้วย”

“ผมบอกแล้วว่าไม่เป็นไร”

“เค้กล่ะ”

“ไปเรียนพิเศษครับ อาทิตย์หน้าจะสอบเข้ามหาลัยแล้ว”

“...แล้วสรุปตัดสินใจจะเข้าอะไร” เปลี่ยนไป แทนไปเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน จากคนที่ไม่เคยสนใจใคร ปิดกั้นตัวเองแต่เดี๋ยวนี้กลับเริ่มนึกถึงคนอื่น เอ่ยถามเรื่องราวความเป็นไปด้วยความอยากรู้ ครูซถือว่าการตัดสินใจพาแทนเข้ารับการรักษาอย่างจริงจังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แม้จะมีช่วงที่ทำให้เขารู้สึกฟุ้งซ่านไปบ้างเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป แต่ตอนนี้เขาดีใจที่ร่างสูงเริ่มเปิดรับความรู้สึกกับคนรอบข้างมากขึ้น

“คงจะเป็นดุริยางค์” น้องสาวเขาชอบเล่นดนตรีตั้งแต่เด็ก และยังเป็นนักสะสมแผ่นเสียงเพลงคลาสสิคอีกด้วย

“ถ้าติดจะซื้อให้อีก”

“ไม่เอาแล้วครับ แค่เปียโนก็แพงเกินไปแล้ว” ครูซส่ายหน้าเมื่อหันไปจ้องเปียโนสีขาวที่ตั้งเด่นสง่าอยู่ชิดกำแพงห้องนั่งเล่น

“สัญญาไว้แล้ว” ช่วงที่แทนอาการยังไม่ดีขึ้นก็มีเค้กที่ชอบโทรมาชวนคุยยามครูซออกไปทำงาน เด็กสาวชอบเล่าเรื่องที่พบเจอมาในแต่ละวันให้เขาฟังมากมาย แม้เขาจะไม่พูดอะไรกลับไปแต่เธอก็ไม่ได้ลดความพยายามที่ชวนเขาคุยเลยสักนิด ถึงตอนแรกจะรู้สึกรำคาญตามประสาคนไม่ชอบความวุ่นวายแต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เค้กเป็นอีกคนที่ช่วยให้เขาในตอนนั้นไม่หมกมุ่นอยู่กับความคิดด้านลบที่ชอบผุดขึ้นมาตอนอยู่คนเดียว นอกจากไวน์ที่โทรมาหาทุกวันแล้วรองลงมาคงเป็นเค้กที่เขาคุยด้วยบ่อยที่สุด

“ไปแอบคุยกันตอนไหนเนี่ย เดี๋ยวนี้มีความลับกับผมเยอะจังนะ” ครูซพูดล้อขำ ๆ ใช้มือบีบจมูกแทนด้วยความรู้สึกหมั่นเขี้ยว หลังจากได้กอดแทนในคืนนั้นเขาก็ลบใบหน้านองน้ำตากับเสียงอ้อนขอจูบออกจากสมองไม่ได้เสียที เขาคงกลายเป็นคนลามกไปแล้วถึงอยากครอบครองอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลายามมองริมฝีปากอิ่มสีสดขยับพูดไปมา

“ไม่ใช่ความลับ ก็บอกอยู่ไม่ใช่เหรอ” แทนตอบอย่างหงุดหงิดเมื่อถูกปรักปรำ

“ผมล้อเล่นนิดเดียวเอง อย่าคิดมากสิครับ” ครูซยกมือลูบผมแทนเบาๆ เป็นการขอโทษ

“อื้ม” แทนตอบรับในลำคอ เอนหลังพิงโซฟาแล้วใช้มือโอบเอวครูซดึงเข้าชิดตัวตามความเคยชิน ทั้งคู่นั่งดูข่าวกีฬาจนถึงช่วงพักโฆษณาถึงลุกไปช่วยกันจัดโต๊ะอาหารพอดีกับที่แอนนี่ทำกับข้าวเสร็จ แทนหยิบจัดทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่วเพราะทำงานบ้านด้วยตัวเองมาตลอดหลายปี ทำให้แอนนี่มองด้วยความประทับใจอยู่ไม่น้อย หลังจากทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยทั้งสามคนก็เตรียมตัวรับประทานอาหาร โดยครูซหยิบแผงยาในกระเป๋าเสื้อออกมาแกะแล้วจ่อเม็ดยาไว้ที่ริมฝีปากอิ่ม แทนอ้าปากรับยาจากมือครูซอย่างว่าง่ายก่อนยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม

“คุณแทนทานได้ใช่ไหมคะ” แอนนี่ถามเมื่อไม่เห็นแทนตักกับข้าวขึ้นมาทานเสียที

“ผมทานได้” แทนพยักหน้ารับแล้วเริ่มลงมือทานอาหารเมื่อครูซตักกับข้าวให้ ทั้งคู่ทำราวกับมันเป็นเรื่องปกติ เพียงครูซแบมือแทนก็หยิบซอสที่อยู่ในตะกร้าด้านข้างตัวให้โดยที่ไม่ต้องพูดเลยสักคำ การเคลื่อนไหวเป็นไปตามธรรมชาติจนคนเป็นแม่อดจะอมยิ้มไม่ได้ 

“นี่ค่ะ ของโปรดครูซ”

“ขอบคุณครับ” แทนก้มหัวขอบคุณเล็กน้อยก่อนกินไข่ตุ๋นทรงเครื่องที่แอนนี่ตักใส่จานให้ด้วยท่าทีปกติ ไม่ได้มีแววตาหรือสีหน้าของความรังเกียจออกมาแม้แต่น้อย ทำเอาครูซที่ชะงักตัวไปในตอนแรกค่อยๆ ยกยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

“อะไร” แทนถามขึ้นเมื่อสังเกตว่าคนข้างกายไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้าตนเสียที

“เปล่าครับ” ครูซส่ายหน้า ยกมือลูบหลังแทนเป็นการชื่นชม แทนหันกลับไปทานอาหารต่อ ซึ่งทุกการกระทำของทั้งคู่อยู่ในสายตาของแอนนี่ตลอดเวลา เมื่อทานอิ่มทั้งสามคนก็พากันมานั่งเก้าอี้ในสวนหน้าบ้านที่ร่มรื่นจากเงาใต้ต้นไม้ใหญ่ กลิ่นหอมของมะลิซ้อนพัดโชยมาตามสายลมทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

“เรื่องคุณหญิงรัศมี ฉันแสดงความเสียใจด้วยนะคะ” คนทั่วไปไม่ทราบถึงปัญหาภายในวงศ์ตระกูลจึงเข้าใจเพียงว่าคุณหญิงเสียชีวิตจากโรคประจำตัวที่บ้านพัก อำนาจเงินทำให้ข่าวยาเสพติดที่คุณหญิงทำไว้ไม่ถูกเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้

“ครับ” แทนเพียงตอบรับสั้นๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยทันทีเพราะเขาไม่อยากพูดถึงคนเป็นย่าสักเท่าไหร่ ครูซที่มารู้ความจริงจากข่าวทีหลังก็ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอะไร นอกจากนั่งฟังข่าวด้วยท่าทีเฉยชา ราวกับมันเป็นเพียงข่าวธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาสองคน งานศพที่จัดอย่างยิ่งใหญ่พวกเขาก็ไม่ได้ไปร่วม

“ผมขอโทษที่ไม่รักษาคำพูดนะครับ” หลังจากพูดคุยเรื่องทั่วไปได้สักพักแทนก็เอ่ยขอโทษออกมา

“เรื่องห้ามบอกครูซเหรอคะ?”

“ครับ”

“แม่ก็ไม่คิดว่าคุณจะปิดครูซได้หรอก รายนี้จับผิดเก่งจะตายไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ” แอนนี่ส่ายหน้าไม่ได้ถือโทษเรื่องที่แทนเป็นกังวล ตามจริงที่เธอพูดไปแบบนั้นเพียงต้องการทดสอบความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่เท่านั้น คนรักกันอยู่ด้วยกันทุกวันหากคนใดคนหนึ่งเปลี่ยนไปหรือมีความลับ เป็นเรื่องธรรมดาที่คนรักต้องรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ ยิ่งกับลูกชายเธอที่ใส่ใจในทุก ๆ อย่างคงเป็นเรื่องยากที่จะปิดบัง

ครูซเหมือนจะเป็นคนใจดียิ้มง่าย เป็นมิตรกับทุกคนแต่จริง ๆ แล้วลูกชายเธอเป็นคนหวงความเป็นส่วนตัว รวมถึงหวงทุกอย่างที่เป็นของตัวเอง ทั้งคนและสิ่งของ ถ้ารักมากก็ยึดติดมาก เธอจำได้ดีว่าตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวแรกที่ซื้อให้ครูซตอนเด็ก เขารักมันมากแค่ไหน ตอนนั้นครูซถือติดตัวตลอดเวลาพอโตขึ้นก็ไม่ได้ทิ้งขว้างเหมือนเด็กคนอื่นที่พอได้ของเล่นใหม่แล้วจะลืมของเล่นเก่า เพราะหากครูซถูกใจจะเก็บรักษาอย่างดีแต่ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่คิดแม้แต่จะชายตามอง ถึงจะผ่านไปเกือบยี่สิบปีแต่ครูซก็ยังเก็บรักษาตุ๊กตาหมีตัวนั้นไว้ วางบนหัวเตียงตำแหน่งเดิม ถึงตามันจะหลุดบ่อย เนื้อผ้าจะเปื่อยยุ่ยจนแทบมองไม่เห็นความน่ารักแล้วก็ตาม กับคนก็เช่นกัน เมื่อก่อนเธอกับเค้กแทบไม่เคยเห็นครูซออกไปไหนไกลบ้านเกินหนึ่งอาทิตย์สักครั้งนอกจากเรื่องงาน ชายหนุ่มมักเป็นห่วงและวนเวียนอยู่แต่กับพวกเธอจนไม่เห็นใครอยู่ในสายตา การที่ครูซขอไปอยู่กับแทนเป็นเดือนๆ โดยกลับบ้านอาทิตย์ละครั้งสองครั้งจึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนเป็นแม่อย่างเธอตกใจอยู่ไม่น้อย แต่จนวันนี้ได้เห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกันเธอก็พอจะเข้าใจ คนหนึ่งโหยหา คนหนึ่งยึดติด ความต้องการที่ล้นเกินพอดีของครูซกับแทนนั้นสามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันได้

“คุณแอนนี่ครับ” ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของแทนก็ทำให้เธอหันไปมองด้วยรอยยิ้มเหมือนพอจะรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าอยากพูดเรื่องอะไรกับเธอ

“ผมรักครูซ...ยกเขาให้ผมได้ไหมครับ” ดวงตาสีนิลจ้องมองมาที่เธอด้วยความมั่นคง มือขาวกอบกุมมือลูกชายเธอไว้แน่น เธอไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือรู้สึกแย่กับการที่ครูซไม่ได้แต่งงานมีลูกมีหลานให้ เธอรักครูซมากเกินกว่าจะใช้กฎเกณฑ์ของสังคมมาจำกัดความสุขของลูกชาย ตั้งแต่เด็กจนโตครูซเสียสละเพื่อครอบครัวมามากพอแล้ว หากวันนี้ครูซได้เจอใครที่มาสร้างความสุขและพร้อมจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต แม่อย่างเธอก็ยินดี เพราะในอนาคตสักวันเธอก็ต้องจากไป ถ้าลูกมีคนที่อยู่เคียงข้างเธอก็คงหมดห่วงแล้ว

“ฉันไม่ใช่คนตัดสินใจเรื่องนี้หรอกค่ะ ถามเจ้าตัวดีกว่า เพราะอะไรที่ลูกแม่ทำแล้วมีความสุข แม่ก็ยินดีไปกับลูกด้วย”

หมับ

“แม่ครับ” ครูซรู้สึกซึ้งใจกับความรักที่แอนนี่มีให้ตนจนต้องลุกเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าคนเป็นแม่แล้วกราบลงบนตักก่อนกอดรอบเอวบางไว้แน่น

“รักคุณแทนไหมครูซ” แอนนี่ลูบผมนิ่มด้วยความเอ็นดูก่อนประคองใบหน้าเรียวให้เงยหน้ามาคุยกันดีๆ

“รักครับ” ครูซตอบกลับไปในทันทีแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยด้วยซ้ำ

“มีความสุขไหม”

“ครับ”

“เก็บรักษาความรู้สึกตอนนี้ไว้ให้ดีๆ นะลูก หากวันข้างหน้ามีเรื่องไม่เข้าใจกันก็หันหน้าคุยกันอย่าใช้แต่อารมณ์ อย่าพลาดเหมือนชีวิตคู่ของแม่” การแต่งงานของเธอกับพ่อของครูซลงเอยกันไม่ดีสักเท่าไหร่ ถึงเราจะรักและซื่อสัตย์ต่อเขามากแค่ไหน หากอีกคนไม่ได้คิดเหมือนกันทุกอย่างก็จบ แต่เธอก็นึกขอบคุณเสมอ เพราะอย่างน้อยคนคนนั้นก็ได้มอบของขวัญแสนวิเศษไว้ให้เธอ ในเวลาเศร้าหรือเหนื่อยล้าเพียงได้เห็นรอยยิ้มของครูซกับเค้กเธอก็มีความสุขขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ครับแม่ ขอบคุณที่เข้าใจครูซ”

“คุณแทนลุกขึ้นเถอะค่ะ” แอนนี่พูดด้วยความตกใจเมื่อแทนเดินมานั่งลงกับพื้นเคียงข้างครูซ ภาพผู้ชายที่ดูหยิ่งและไม่ยอมก้มหัวให้ใครหายไปแล้วเหลือเพียงแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมคุกเข่าเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ให้กำเนิดคนที่เขารัก

“ผมอยากขอโทษที่เคยทำผิดกับครูซ…ผมอาจจะไม่ใช่คนดี แต่ผมสัญญาจะอยู่เคียงข้างเขาจนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะมาถึง” แทนก้มหัวเล็กน้อยเป็นการขออนุญาตก่อนคว้ามือครูซมากุมไว้ น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นคงทำให้แอนนี่ระบายยิ้มออกมา

“ฝากลูกชายแม่ด้วยนะ”

“ครับ ผมให้สัญญา” สัญญาครั้งนี้เป็นสัญญาที่ทั้งชีวิตเขาต้องรักษามันเอาไว้ให้ได้

TBC.

ความคิดเห็น