chanlee

เราย้ายไปลงนิยายที่ readawrite แล้วนะคะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 27

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.9k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มี.ค. 2561 02:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27
แบบอักษร

​ตอนที่ 27

การพบจิตแพทย์ไม่ได้แย่อย่างที่คิดแต่ถึงอย่างนั้นแทนก็ยังไม่รู้สึกชอบใจกับสถานการณ์แบบนี้อยู่ดี

“สวัสดีครับ ผมนพนนท์ เรียกสั้น ๆ ว่านพก็ได้”

“สวัสดีครับ”

“คุณมีอะไรอยากจะพูดอยากจะระบายกับผมบ้างหรือเปล่า พูดออกมาได้เลยนะ” หนุ่มผิวสีน้ำผึ้งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มฟังสบาย บรรยากาศในห้องนั้นให้อารมณ์ผ่อนคลายด้วยอุณหภูมิที่เย็นกำลังดี การตกแต่งห้องออกโทนขาวสว่างตา

“....” แทนกอดอกแล้วชายตาไปมองแจกันบนโต๊ะรับแขก เขาไม่มีอะไรจะพูดแล้วก็ไม่อยากจะพูดอะไรด้วย

“ถ้าคุณไม่มีอะไรจะพูดงั้นผมขอถามได้ไหมครับ”

“อืม” แทนตอบรับอย่างจำยอมเพราะอย่างไรเขาก็ต้องทนอยู่ในห้องนี้กับหมอนี่สองคนอีกเป็นชั่วโมง

“คุณเริ่มไม่ชอบการสัมผัสร่างกายกับคนอื่นเมื่อไหร่ครับ” คำพูดจู่โจมของอีกฝ่ายทำให้แทนชะงักนิ้วที่กำลังเคาะเก้าอี้ฆ่าเวลาเล่นลงทันที ดวงตาสีนิลจ้องมองหนุ่มผิวน้ำผึ้งนิ่งๆ อย่างพิจารณา

“คุณจะไม่ตอบผมก็ได้ แต่ก็น่าเห็นใจครูซนิดหน่อยที่อุตส่าห์มานัดคุยกับผมทุกเย็นเรื่องของคุณ” น้ำเสียงและท่าทางของหมอนพนนท์สร้างความหงุดหงิดใจให้กับแทนเป็นอย่างมาก แต่ที่ไม่ชอบที่สุดคือการที่ครูซออกมาเจอคนอื่นโดยที่เขาไม่รู้

“คุณไม่ต้องดึงครูซมาเกี่ยว ถ้าไม่มีปัญญารักษา ก็หุบปากไป” แทนพูดลอดไรฟันเสียงเย็น

“ใจเย็นๆ ครับ ผมแค่อยากรักษาคุณ แต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแบบนี้ผมก็แย่สิ” ภาพหมอบุคลิกดีน่าเชื่อถือเมื่อครู่หายไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงแต่หนุ่มขี้เล่นที่ยิ้มแหย่ ส่งมาให้เหมือนวัยรุ่นทั่วไปไม่ใช่คนทรงคุณวุฒิอย่างที่จะควรเป็น แทนมองแล้วขมวดคิ้วยุ่ง เขาไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเล่นตลกอะไรอยู่ถึงเปลี่ยนวิธีการพูดสับไปสับมาอย่างนี้ เขานั้นพบจิตแพทย์มามากก็จริง เจอสารพัดวิธีที่งัดมาใช้เพื่อรักษา แต่แบบหมอนพไม่เคยเจอเลยสักครั้ง ทำเอาแทนตั้งหลักไม่ทันว่าจะรับมือกับคนประเภทนี้อย่างไรดี

“คุณแทนก็ช่วยผมหน่อยสิ คุณก็คงไม่อยากอยู่กับผมในนี้นานๆ หรอกใช่ไหม ช่วยเล่าให้ฟังแล้วผมจะรีบปล่อยให้กลับบ้านเลยดีปะ แค่ยี่สิบนาทีก็ได้ เอาย่อๆ เดี๋ยวผมกลับไปสรุปเอาเอง” หมอนพเอามือประสานไว้ตรงอกอย่างอ้อนวอน แทนเห็นการกระทำของคนตรงหน้าแล้วนึกถึงไวน์ขึ้นมาทันที ช่างสรรหาคนมารักษาเขาได้เหมือนตัวเองจริง ๆ เพื่อนไวน์แต่ละคน มีแต่แบบนี้หรือไงกัน

“เฮ้อ” แทนระบายลมหายใจออกมาแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้นวมสีชา ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตด้านบนออกสองเม็ดก่อนหลับตาลง คิดทบทวนเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา เขาไม่ได้อยากเรื่องมากไม่เล่าถึงสาเหตุของอาการเกลียดสัมผัส แต่เขาเบื่อที่จะเล่าแล้วต่างหาก ตั้งแต่ตอนอายุสิบสามจนถึงอายุยี่สิบปี เขาเล่าให้จิตแพทย์ฟังไปไม่ต่ำกว่าสิบรอบแต่ไม่เคยมีใครช่วยเขาได้สักคน ซ้ำร้ายทุกคนที่รับรู้เรื่องนี้ต้องถูกคุณหญิงรัศมีกำจัดทิ้งไม่ให้เหลือซากเพื่อปกปิดความลับเอาไว้ ตอนหลังที่เขามารู้ความจริงถึงไม่ยอมเข้ารับการรักษาจากใครอีกเลย เพราะไม่อยากลากชีวิตคนอื่นให้ล่มจมไปกับตัวเขาด้วย แต่ตอนนี้คงไม่เป็นไรแล้ว

“ผมเริ่มรังเกียจร่างกายคนอื่นตั้งแต่...

.

.

.

“เงินทอนค่ะ”

“ครับ” ครูซยิ้มรับเล็กน้อยก่อนคว้าเงินทอนที่พนักงานสาวยื่นให้ ร่างโปร่งเดินถือกาแฟร้อนสองแก้วข้ามถนนเข้าคอนโดหรู ซึ่งเป็นสถานที่ที่หมอนพนัดให้แทนมารับการรักษาตามคำแนะนำของครูซ เพราะหนุ่มลูกครึ่งรู้ดีว่าแทนไม่มีทางสงบใจได้แน่หากต้องเดินเข้าไปรักษาในสถานที่เหมือนโรงพยาบาลเช่นนั้น ก่อนหน้านี้เขาจึงเดินทางมาปรึกษากับหมอนพด้วยตัวเองเลยได้ข้อสรุปตรงกันถึงแนวทางการรักษาของแทน เขาอยากให้แทนหาย อยากให้อีกฝ่ายได้ใช้ชีวิตอย่างคนปกติทั่วไปเสียที

ปึง!

เสียงกระแทกเปิดบานประตูดังขึ้นพอดีกับที่ครูซเดินมาถึง

“เสร็จแล้วเหรอครับ?” ร่างโปร่งถามด้วยความสงสัยพลางก้มมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาบ่ายโมงสี่สิบ ซึ่งเหลืออีกเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงกำหนดออกมา

“กลับ” แทนไม่ตอบคำถามแต่ออกคำสั่งด้วยสีหน้าเรียบนิ่งตามปกติ แต่ครูซรู้สึกได้ว่ามันไม่ปกติตรงที่น้ำเสียงอีกฝ่ายติดจะเย็นชาขึ้นมาเหมือนตอนไม่พอใจกับอะไรสักอย่าง

“อย่าลืมที่ผมบอกนะครับคุณแทน” น้ำเสียงทะเล้นดังแทรกขึ้นมาจากทางด้านหลัง ครูซจึงเบนสายตาจากคนตรงหน้าไปมองหมอนพที่ยืนยิ้มยิงฟันอย่างอารมณ์ดี แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากถามถึงหัวข้อสนทนาเมื่อครู่ก็ถูกแทนขยับมาบังหมอนพไว้เสียมิดจนเขามองไม่เห็นอะไรนอกจากใบหน้าของแทนที่ติดจะหงุดหงิดขึ้นเรื่อย ๆ

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ครูซถามออกไปด้วยความเป็นห่วง

“ไม่มีอะไรหรอก อันนี้ซื้อมาให้ใช่ปะ ขอสองเลยนะต้องนั่งปั่นงานต่ออีก” หมอนพตอบคำถามแทนคนหน้านิ่ง แถมยังถือวิสาสะเดินแทรกเข้ามาหยิบแก้วกาแฟจากมือครูซไปยืนจิบด้วยสีหน้าชื่นอกชื่นใจ ไม่สนใจแทนที่ขมวดคิ้วยุ่งเดินหนีไปไม่บอกลาสักคำ

“อ่า ครับ...งั้นผมขอตัวกลับก่อน สวัสดีครับ” ครูซไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้สักเท่าไหร่แต่ก็ไม่อยากขัดใจแทนจึงเอ่ยลาหมอนพแล้ววิ่งตามหลังร่างสูงที่เดินไปยืนรออยู่หน้าลิฟต์ด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์

“เกิดอะไรขึ้นครับคุณแทน” ครูซถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน เขาเป็นห่วงกลัวแทนคิดมากเพราะหมอนพเองก็ไม่ได้บอกถึงขั้นตอนการรักษาว่าจะเริ่มจากตรงไหน แล้วใช้วิธีไหนกับแทน

ผลัก ตุบ!

“อื้ม!!” ครูซเบิกตากว้างด้วยความตกใจที่อยู่ ๆ ก็ถูกอีกฝ่ายจับอัดเข้ากับกำแพงลิฟต์แล้วประกบจูบอย่างรุนแรงโดยที่ประตูลิฟต์ยังปิดไม่สนิทเลยด้วยซ้ำ มือขาวกำจิกท้ายทอยของเขากดให้แนบชิดกันมากขึ้น ลิ้นร้อนสอดเข้ามาดูดดันอย่างจาบจ้วง ด้วยความที่ไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้ครูซหายใจติดขัดจนใบหน้าแดงก่ำ แต่ร่างสูงก็ไม่คิดจะผละออกสักนิด จนเขาเกือบทนไม่ไหวแทนจึงถอนริมฝีปากออกแล้วขบกัดมุมปากนิ่มจมเขี้ยวจนรับรู้ได้ถึงหยดเลือดที่เริ่มไหลซึมออกมาเล็กน้อย ซึ่งถือว่าครั้งนี้คนหน้านิ่งยังมีความปรานียั้งแรงเอาไว้ไม่กัดลงมาเต็มที่เหมือนทุกที

“อือ อะ แฮ่ก ๆ ” ครูซหอบหายใจ เอนหน้าผากพิงกับไหล่แทนอย่างหมดแรง มือทั้งสองข้างกำชายเสื้อเชิ้ตขาวของอีกฝ่ายไว้แน่น จูบเก่ง...จะกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยตามเกมจูบแสนดุดันของแทนทันเลยสักนิด ถ้าไม่มีมือขาวช่วยประคองเอวไว้ข้างหนึ่งมีหวังเขาคงเข่าอ่อนจนหมดสภาพมากกว่านี้แน่

“คุณแทนโกรธอะไรผมครับ” ครูซที่ปรับลมหายใจตัวเองให้กลับมาเป็นปกติได้แล้ว เอ่ยถามด้วยความกังวลใจทันที

“เงียบ” แทนบีบเอวเป็นการเตือนให้เงียบก่อนเปลี่ยนมาจับมือครูซดึงออกจากลิฟต์ตรงไปยังรถที่จอดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับทางเข้าเท่าไหร่นัก ทั้งคู่ต่างคนต่างเงียบ ครูซขับรถกลับเหมือนทุกที แทนเองก็เบนหน้ามองข้างทางตลอดไม่ได้หันมามองครูซเลยสักครั้งจนกระทั่งถึงคอนโด

“คุณแทน” พอเข้ามาถึงในห้องครูซก็เดินไปดักหน้าอีกฝ่ายไม่ให้เดินหนีเข้าห้องนอน

“ถ้าวันหลังอย่า...!!” แทนพูดเสียงดังแล้วก็เงียบไปเหมือนเมื่อกี้อีกฝ่ายห้ามอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ถึงได้หลุดพูดออกมา

“ทำไมครับ”

“เฮ้อ~” แทนถอนหายใจ ผลักไหล่ครูซให้หลบทางแล้วเดินเลี่ยงเข้าห้องนอนไปอาบน้ำเพื่อสงบสติอารมณ์ที่มันตีกันวุ่นวายอยู่ภายในหัว

“เดี๋ยวสิครับ คุณแทนยังไม่ได้บอกเลยนะว่าโกรธผมเรื่องอะไร”

“ไม่มี”

“คุณแทน”

“แม่ง!!” แทนสบถออกมาอย่างหงุดหงิด เขาไม่ชอบใจตัวเองตอนนี้เลย เขาดูกลายเป็นคนงี่เง่ามากถ้าบอกเหตุผลที่อารมณ์เสียใส่ครูซไป

“ผมขอโทษ...คุณแทนอยากทานข้าวเย็นอะไรครับ” ครูซเปลี่ยนเรื่องคุยเมื่อเห็นแทนอารมณ์ไม่คงที่ มือก็คอยลูบหลังให้แทนใจเย็นขึ้น เขาก็มัวแต่สนใจประเด็นที่แทนโกรธจนลืมนึกถึงอาการที่ยังไม่หายดีของอีกฝ่ายไปเสียสนิท

“แล้วแต่คุณ” แทนสูดหายใจเข้าออกพยายามสกัดกั้นอารมณ์ที่กำลังปะทุอยู่ภายในอก

“งั้นไปอาบน้ำเถอะครับ เสร็จแล้วผมไปเรียกแต่อย่าล็อกกลอนนะ”

“อืม” แทนพยักหน้ารับ ครูซลูบหลังแทนอีกสองสามทีก่อนจูบขมับอีกฝ่ายแล้วต่างคนต่างเดินไปทำธุระของตัวเอง ครูซเปิดตู้เย็นแล้วหยิบของสดออกมาจัดเรียงเพื่อทำต้มยำกุ้งกับผัดเห็ดรวม ระหว่างทำร่างโปร่งก็คิดทบทวนว่าตนไปทำเรื่องอะไรไว้แทนถึงแสดงท่าทีไม่พอใจขนาดนั้น เพราะช่วงหลังมาน้อยครั้งมากที่อีกฝ่ายจะหงุดหงิดอารมณ์เสียแล้วทำรุนแรงใส่เขา ตอนที่ถูกตะคอกว่าให้เงียบ เขายอมรับว่าใจเสียไปแล้วเกินครึ่ง แทบอยากจะวิ่งกลับไปถามหมอนพให้รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำว่าไปพูดหรือทำอะไรกับคุณแทนมาอีกฝ่ายถึงมีท่าทีแบบนี้ใส่เขา แต่ยังดีตอนที่สติกำลังแตกกระเจิงนั้น คุณแทนเลือกที่จะจับมือเขาไว้ มันเหมือนกับว่าเรื่องที่อีกฝ่ายโกรธไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดทำให้เขาถูกลดความสำคัญลง เขาถึงยอมเงียบมาตลอดทางเพื่อกลับมาถามต่อที่คอนโด

หมับ

ครูซที่กำลังยืนเหม่อลอยมองหม้อต้มยำเดือดอยู่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกสวมกอดจากข้างหลัง ผิวกายที่เย็นชื้นบ่งบอกว่าอีกฝ่ายเพิ่งอาบน้ำเสร็จมาหมาด ๆ

“วันหลังช่วยบอกได้ไหมเวลาจะไปไหนกับใคร...ผมไม่อยากรู้จากปากคนอื่นที่ไม่ใช่คุณ” แทนซบหน้ากับซอกคอครูซพูดด้วยเสียงอู้อี้แผ่วเบา

“ครับ” พอฟังจบครูซก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มทันที อยากจะพลิกตัวไปคุยด้วยแต่แทนกลับกอดรัดเอวเขาไว้เสียแน่น ราวกับอายกับสิ่งที่ได้พูดออกมาให้เขาได้ยิน

“ไม่ชอบตัวเองที่ไร้สาระ” แทนบ่นด้วยเสียงเหนื่อยใจ ครูซหัวเราะเบา ๆ ยกมือเอื้อมไปลูบต้นคอแทนเป็นการปลอบโยน

“แต่ผมชอบตอนคุณแทนไร้สาระแบบนี้... น่ารักดี”

“ฮึ่ม...อย่าพูดคำว่าน่ารักกับคนอย่างผมจะได้ไหม”

“น่ารักสำหรับผมคนเดียวไม่ดีเหรอครับ”

“ก็...ดีมั้ง” แทนยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยกับคำพูดเชิงหยอกล้อของครูซ

ความสัมพันธ์ของคนสองคนแทนไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ เขาไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้เลยไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร แม้จะมีบางเรื่องที่เขายังต้องทำความเข้าใจอีกมากกับความรู้สึกของตัวเอง...แต่ถ้ามันเกี่ยวกับครูซ เขาเต็มใจที่จะเรียนรู้

.

.

.

หลังจากจัดการเรื่องคดีความของคุณหญิงรัศมีได้ไปเกินครึ่งแล้ว พัชชาก็หาโอกาสมาเยี่ยมเพื่อนเก่าเพื่อนแก่อย่างทศพลอีกครั้งหนึ่ง เธออยากมาหาอีกฝ่ายตั้งนานแล้วแต่เพราะเรื่องวุ่นวายยังสะสางได้ไม่เรียบร้อยดี จึงได้แต่ปล่อยให้เวลาลุล่วงมาเกือบเดือนจนทศพลกลับไปพักฟื้นอยู่ที่บ้าน

“เป็นไงบ้างยังเจ็บแผลอยู่ไหม” พัชชานั่งลงบนเก้าอี้ใกล้กับชานระเบียงที่มีทศพลนั่งอ่านหนังสืออยู่บนม้านั่งตัวยาวด้วยสีหน้าผ่อนคลาย

“ก็ดีขึ้นแล้วมีตึง ๆ แผลบ้างบางทีเวลาขยับตัว” ทศพลถอนแว่นสายตาออก คั่นหน้าหนังสือด้วยการ์ดสีขาวก่อนวางลงบนตักเพื่อหันมาคุยกับพัชชาดี ๆ

“ยังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่อีกเหรอ” ปรัชญาชีวิต คาลิล ยิบราน หนังสือเล่มโปรดของทศพลที่พัชชาเห็นอีกฝ่ายอ่านมาแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบตั้งแต่รู้จักกันมา

“อื้ม...นาน ๆ ทีคิดถึงก็จะกลับมาอ่าน” ทศพลพลิกหนังสือในมือไปมาก่อนยื่นให้พัชชาดูประโยคสั้น ๆ ที่เขียนไว้ที่ด้านหลังว่า แด่เพื่อน สุขสันต์วันเกิด ตัวอักษรลายอาลักษณ์ที่เธอเป็นคนเขียนเอาไว้มีเลือนรางไปบ้างตามกาลเวลาแต่มิตรภาพช่วงวัยรุ่นที่อัดแน่นอยู่ภายในไม่ได้จางหายลงไปเลยสักนิด เธอหัวเราะเบา ๆ กับภาพความทรงจำในอดีตที่ทศพลดีใจจนนั่งอ่านทั้งวันไม่ยอมวางแม้จะเคยอ่านมาหลายรอบแล้วก็ตาม หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์หลายครั้งมีให้เลือกซื้ออยู่ตลอดก็จริง แต่หนังสือที่เป็นต้นฉบับการตีพิมพ์แรก ๆ เป็นของหายากมาก แฟนพันธุ์แท้อย่างทศพลจึงปลื้มใจกับของขวัญวันเกิดชิ้นนี้เป็นพิเศษ

“นานแล้วเหมือนกันนะที่เราไม่ได้มานั่งคุยกันแบบนี้” พัชชามองใบไม้ที่ร่วงลงบนพื้นแล้วหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตระหว่างเธอกับทศพลที่เรียนอยู่คณะเดียวกัน แม้จะเป็นเพื่อนต่างเพศแต่ทั้งสองก็สนิทกันมาก คุยกันได้ทุกเรื่อง ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลากหลายเหตุการณ์ และทศพลเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่รับรู้ถึงรสนิยมทางเพศของเธอ สมัยก่อนเรื่องพวกนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ ตัวเธอเองก็อึดอัดกับสภาพสังคมที่บีบบังคับอยู่มาก ที่บ้านเคยจับเธอคลุมถุงชนเสียด้วยซ้ำ ดีที่ยายของเธอช่วยพูดเอาไว้พ่อกับแม่ถึงไม่มายุ่งกับชีวิตของเธออีกเลย ชีวิตเธอผ่านอะไรมาเยอะจนบางครั้งก็รู้สึกเหนื่อยอยากหายไปจากโลกใบนี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็น่าแปลกที่ทุกครั้งที่คิดจะทำ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาของคุณแทนก็แล่นขึ้นมาในหัวทุกที นี่คงจะเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เธอยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ชดใช้ความผิดให้กับอีกฝ่าย ชดใช้ทั้งหมดด้วยชีวิต

“ก็มีแต่แกไม่ใช่หรือไงที่ไม่ยอมคุยกับฉัน” ทศพลหัวเราะนิด ๆ ไม่ได้ถือสาอะไรกับอดีตที่ผ่านมาแล้ว

“มันทำใจลำบากที่จะยอมรับนะ” พัชชาตบไหล่ทศพลสองสามทีเหมือนที่ชอบทำเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่น

“แล้วหายโกรธฉันหรือยังล่ะ”

“ไม่...ฉันไม่เคยโกรธแก” แต่ที่เธอไม่ยอมคุยกับทศพลมาเป็นสิบ ๆ ปีเพียงเพราะว่า เธอทำใจเรื่องเบลไม่ได้ เธอทำใจยอมรับไม่ได้จริง ๆ ว่าเบลรักคนอื่นอยู่ และคนคน นั้นบังเอิญเป็นเพื่อนสนิทสมัยมหาลัย เพื่อนที่คบกันมาอย่างยาวนานแบบทศพล

“แล้วคุณแม่... // แค่คุณหญิงคนเดียวที่ฉันไม่มีวันให้อภัย” พัชชาพูดสวนขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าทศพลจะพูดเรื่องอะไร

“อืม...ฉันยังทำใจลำบากเลย” ทศพลยิ้มอ่อนแรงเมื่อนึกถึงสิ่งที่คุณหญิงรัศมีทำเอาไว้ ก่อนหน้านี้เขาเข้าไปเยี่ยมคนเป็นแม่ในห้องขังพิเศษ เธอโทรมลงไปมากจนเขาน้ำตาร่วง อยากช่วยอีกฝ่ายออกมาใจแทบขาดแต่ต้องพึงระลึกไว้เสมอกับความผิดที่แม่ทำไว้กับคนอื่นอีกมากมาย รวมถึงลูกชายเพียงคนเดียวของเขาด้วย ในฐานะลูกเขาคงเป็นคนเนรคุณที่ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยแม่ แต่ในฐานะพ่อและมนุษย์คนหนึ่งการปล่อยให้อีกฝ่ายรับผิดตามที่ได้ทำเอาไว้ถือว่าถูกต้องแล้ว

“แกไม่ได้ผิดอะไร มันเป็นสิ่งที่คุณหญิงต้องได้รับผลจากการกระทำของตัวเองอยู่แล้ว” พัชชาพูดขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของทศพล

“แม่รักฉันมาก ยอมทำทุกอย่างให้ ไม่เคยดุด่าฉันสักคำ สำหรับคนอื่นแม่อาจเป็นคนเลวคนชั่ว แต่สำหรับฉันแม่คือผู้หญิงที่เก่งและแสนดีที่สุด...มัน...มันทำใจได้ยากมาก ที่จะปล่อยให้แม่อยู่ในสภาพแบบนั้น” ทศพลพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ล่าสุดที่เข้าไปเยี่ยมคุณหญิงรัศมี เธอมีอาการประสาทหลอนและคลุ้มคลั่งควบคุมตัวเองไม่ได้ แม้ทศพลจะเข้าไปกอดไปพูดคุยบอกว่าเขายังไม่ตาย แต่คนเป็นแม่ก็ไม่รับรู้ความจริงอะไรอีกแล้วนอกจากกรีดร้องเรียกหาแต่เขาที่อยู่ในมโนภาพของตัวเอง

ตอนเด็กๆ เขาจำได้ว่าบรรดาพวกลุงป้าน้าอาเคยเล่าให้ฟังเรื่องแม่ถูกบังคับให้แต่งงานกับพ่อของเขาที่มีอายุห่างกันเกือบยี่สิบปีทำให้มีอาการทางประสาท เขาที่ยังเด็กไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องราวพวกนั้น เพียงรู้สึกไม่ชอบใจที่แม่ของตนถูกหาว่าเป็นบ้า เขาถึงไม่สะกิดใจกับสิ่งต่างๆ ที่แม่ทำลับหลังเลยสักนิด หากย้อนเวลากลับไปได้เขาจะรับฟังความเป็นมาทั้งหมด เขาจะโอบกอดแม่ด้วยความรักเหมือนที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้เขามาโดยตลอด ไม่ใช่ทำตัวเป็นลูกแหง่ที่หาปัญหามาให้แม่จัดการให้แทบทุกอย่างอยู่แบบนี้

“มันอาจเป็นความผิดของฉันตั้งแต่แรกก็ได้ ความผิดของฉัน” ความผิดที่เขาอ่อนแอ คนเป็นแม่จึงต้องสร้างเกราะที่แข็งแรงเพื่อพยุงลูก ๆ ทั้งสองคนเอาไว้ด้วยตัวคนเดียว เขาจำได้ดีในวันแรกที่พ่อเสียแล้วแม่หัวเราะทั้งน้ำตา ผู้หญิงที่ต้องแบกรับภาระหน้าที่แสนลำบากทั้งหมดแทนสามี ความกดดันและความเครียดคงหล่อหลอมให้คุณหญิงรัศมีเป็นแบบนั้น เป็นปีศาจที่ทำลายชีวิตทุกคนรอบข้างเพื่อปกป้องตัวเองเอาไว้

“ก็อาจจะเป็นอย่างที่แกพูด แกอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้คุณหญิงเป็นแบบนั้น แต่เชื่อเถอะสุดท้ายแล้วคนที่เลือกลงมือทำทุกอย่างก็คือตัวคุณหญิงเอง เธอเลือกเองทั้งหมดไม่เกี่ยวกับใคร” เหตุการณ์ที่ผ่านมาสั่งสอนให้พัชชาเรียนรู้ว่าต่อให้เราจะเคยเจ็บปวดทรมานขนาดไหนก็ไม่ควรเอาความทุกข์ทรมานไประบายใส่คนอื่นเหมือนอย่างที่คุณหญิงรัศมีกับเบลเคยทำเอาไว้...เพราะสุดท้ายความทุกข์ทรมานนั้นมันจะถูกส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นวังวนเหมือนที่คนรอบข้างของทั้งสองคนต่างได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน ไม่มีใครได้ยิ้มและหัวเราะได้อย่างสุขใจเต็มที่สักคน

“ฉันคงต้องทำใจยอมรับ...ฉันต้องทำเพื่อลูกบ้าง” ทศพลหลับตาลงพร้อมหยดน้ำตาที่ซึมออกมาเล็กน้อย แม้จะเจ็บปวดกับการที่ช่วยเหลือแม่ไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ทำหน้าที่ของพ่อ...พ่อที่ปกป้องลูกชายของตัวเองเอาไว้ได้

TBC.

ความคิดเห็น