chanlee

เราย้ายไปลงนิยายที่ readawrite แล้วนะคะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 26

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.2k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มี.ค. 2561 02:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26
แบบอักษร

ตอนที่ 26​

“ผมรู้อยู่แล้ว” แทนตอบกลับเสียงเรียบนิ่งเหมือนสิ่งที่ทรรศพลเล่ามานั้นเป็นเพียงเรื่องธรรมดา

“รู้อยู่แล้ว?” ทรรศพลถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

“ครับ” คำตอบสั้นๆ ไม่ได้มีการขยายความเพิ่มเติม ทำให้ทรรศพลรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการเล่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับพัชชาให้เขาฟัง

“ถ้าอย่างนั้นอาก็สบายใจ” ที่เขาอยากให้แทนรับรู้ไว้เพราะกลัวหลานชายถูกหลอกใช้ แต่ความจริงคงมีเรื่องราวมากมายที่คนนอกอย่างเขาไม่อาจล่วงรู้ได้ หากพัชชาที่อยู่เคียงข้างแทนมาเป็นหลายปีไม่ได้คิดร้ายต่อแทนก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่เขานี่สิ...อุตส่าห์เรียบเรียงคำพูดอยู่ตั้งหลายวันเพราะกลัวแทนเสียใจ แต่ที่ไหนได้หลานชายกลับรู้เรื่องราวทุกอย่างดีอยู่แล้วซะอย่างนั้น

“อาทรรศไม่ต้องห่วงหรอก พัชชาไม่มีวันทำร้ายผม” แทนพูดออกไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านพัชชาได้รักษาคำพูดที่เคยให้ไว้กับเขาในงานศพน้าเบลเสมอ ฉันจะชดใช้ให้คุณ แม้ต้องแลกด้วยชีวิตฉันก็ยอม แทนรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้กล่าวเกินจริงไปแม้แต่น้อย เพราะมีครั้งหนึ่งที่เขาพยายามฆ่าตัวตายด้วยการเดินไปกลางถนนให้รถชนแต่ก่อนที่จะได้ตายสมใจเขาก็ถูกกระชากตัวไว้อย่างแรงจากพัชชา จนคนที่โดนรถชนกลายเป็นพี่เลี้ยงคนสนิทแทน ภาพอีกฝ่ายที่นอนจมกองเลือดไม่ได้สติยังติดอยู่ในหัวเขามาจนถึงทุกวันนี้

พัชชาเป็นคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาคว้าเขาในวันที่ชีวิตมืดมิดมองไม่เห็นทางออก เป็นคนเดียวที่ร้องไห้แล้วกล่าวคำขอโทษเป็นร้อยเป็นพันครั้งทั้งที่ตัวเองแทบไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เธอดูแลเขา พยายามลบล้างเรื่องเลวร้ายซึ่งคนที่เธอรักเคยทำไว้ แม้จะรู้ว่าไม่อาจทดแทนกันได้แต่พัชชาก็มอบทั้งชีวิตไว้เพื่อแทนนับแต่นั้นมา

“แต่ถ้ามีเรื่องอะไรให้ช่วยก็บอกอาได้เสมอนะรู้ไหม”

“ครับ” แทนตอบกลับเบาๆ สายตาจับจ้องไปที่แผ่นหลังของครูซที่เคลื่อนไหวไปมาเพื่อหยิบจับเครื่องปรุงในครัวอย่างเพลิดเพลิน

”แล้วพรุ่งนี้หมอนพนนท์นัดตอนบ่ายนะอย่าลืม” ร่างสูงถอนหายใจเบื่อหน่ายกับประโยคเตือนความจำที่วันนี้เขาฟังมาไม่ต่ำกว่าสองรอบ ทั้งจากพัชชาเมื่อตอนเช้าและไวน์ตอนเที่ยง พอตกบ่ายยังมีอาทรรศเพิ่มเข้ามาอีกคน

“ครับ” แทนตอบรับด้วยเสียงเอื่อยๆ พูดคุยกันอีกไม่กี่ประโยคเขาก็วางสายจากทรรศพล ร่างสูงจ้องมองใบนัดพบแพทย์ในมือพลันขมวดคิ้วยุ่งด้วยความไม่ชอบใจ 

“เป็นอะไรครับ” ครูซวางจานกับข้าวลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นใบหน้าเคร่งเครียดของแทน

“เปล่า” แม้ปากจะบอกไม่ แต่สีหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับคำตอบเลยสักนิด ครูซจึงเดินเข้าไปใกล้เพื่อมองสิ่งที่แทนถืออยู่ เมื่อเห็นเต็มตาก็เข้าใจได้ในทันที

“ไม่อยากไปเหรอครับ”

“อืม...” เขาไม่ชอบพวกจิตแพทย์สักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ที่เจอมาก็ทำเพียงจ่ายยาแล้วแนะนำให้ทำกิจกรรมยามว่างที่ผ่อนคลาย บอกเหมือน ๆ กันหมด ให้เขาไปนั่งสมาธิ หัดมองโลกในแง่ดี เฮอะ...ถ้ามันทำได้ง่ายขนาดนั้นเขาจะไปหาพวกมันเพื่ออะไรกัน พอเห็นว่ามีเงินหน่อยก็สูบเลือดสูบเนื้อ จ่ายยาแพงๆ ให้ตลอด

“ลองดูก็ไม่เสียหาย ถ้าไม่ดีค่อยยกเลิกก็ได้” ครูซดึงเอกสารออกจากมือแทน พับเก็บใส่ซองเหมือนเดิมก่อนลูบไหล่กว้างสองสามทีเป็นการเกลี้ยกล่อม ตามจริงเป็นหนุ่มลูกครึ่งที่เสนอความคิดนี้ขึ้นมาเอง เขาอยากให้คนหน้านิ่งได้เข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง เผื่ออาการที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จะเบาบางลงบ้าง เพราะไม่อย่างนั้นตัวแทนเองนั่นแหละที่จะต้องลำบากในการใช้ชีวิตปกติร่วมกับคนอื่น ไวน์ก็เห็นด้วยถึงได้สรรพหาหมอที่มีชื่อเสียงในด้านนี้มากที่สุดมาให้

“ไปด้วยกันไหม” แทนคว้าข้อมือครูซไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินเข้าห้องครัวไปอีกรอบ ดวงตาสีนิลจ้องมองอย่างมีความหวัง 

“ผมไม่ปล่อยให้คุณแทนไปคนเดียวหรอก” เขาขอลางานล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้วหลังเห็นกำหนดการนัดพบแพทย์ของเจ้านายหนุ่ม

“อืม” สีหน้าแทนผ่อนคลายขึ้นจนครูซอดที่จะอมยิ้มไม่ได้

“ที่กังวลเพราะกลัวผมไม่ไปด้วยเหรอครับ” ครูซเอ่ยออกไปอย่างหยอกล้อไม่คิดว่าคนหน้านิ่งจะพยักหน้ารับง่ายดายราวกับเป็นเรื่องปกติ ซ้ำยังเบนสายตาหนีไปมองด้านข้างไม่กล้ามองหน้าเขาตรง ๆ อีก

แบบนี้มัน...น่ารัก! น่ารักเกินไปแล้ว!

“จะให้ผมหลงคุณจนตายเลยใช่ไหม” แทนหัวเราะในลำคอเป็นการตอบรับ ทำเอาครูซที่ยืนมองอยู่ทนไม่ไหวต้องก้มหน้าไปหอมทั่วใบหน้าขาวอย่างนึกหมั่นเขี้ยว นับวันคนคนนี้ช่างร้ายกาจ ขยันทำตัวให้เขารู้สึกเอ็นดูจนอยากฟัดแรงๆ วันละหลายรอบ

“หิวแล้ว” แทนผลักหน้าครูซออก หยิบแก้วน้ำมายกดื่มด้วยท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับอาการหลงจนมัวเมาของอีกคนที่ยืนกัดปากหมั่นเขี้ยวเขาอยู่

“ครับ” ครูซระบายยิ้มแล้วเดินไปตักข้าวมาสองจานเพื่อลงมือทานข้าวตอนบ่ายร่วมกันกับแทน ตอนนี้เขาย้ายมาอยู่กับอีกคนได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว แต่ก็มีบางวันที่กลับไปนอนบ้านบ้าง

เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองคนนั้น ครูซยังไม่ได้บอกแอนนี่ออกไปอย่างชัดเจน แต่ดูเหมือนคนเป็นแม่ก็คงพอจะรับรู้อยู่ไม่น้อยถึงไม่ได้เอ่ยปฏิเสธอะไรตอนครูซขอมาดูแลแทนที่คอนโดสักระยะหนึ่ง เธอเพียงขอคุยกับแทนผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น ครูซไม่รู้ว่าแอนนี่กับแทนคุยอะไรกันแต่ทุกอย่างก็ดูปกติดี จะมีก็แต่น้องสาวอย่างเค้กที่ร้องไห้หน้าบูดบึ้งที่ถูกคนหน้านิ่งแย่งพี่ชายไป แต่ก็แค่ไม่นานพอแทนรู้เรื่องก็จัดการซื้อเปียโนราคาหกหลักส่งไปให้ที่บ้าน ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี หนำซ้ำบางวันเค้กยังโทรมาคุยเล่นกับแทนได้อีก ทำเอาครูซทึ่งอยู่ไม่น้อย คนอย่างแทนช่างร้ายกาจเหลือเกิน ใช้ทั้งอำนาจเงินและความฉลาดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เขาเองเพิ่งมารู้ความจริงเมื่อสองวันที่แล้วพอบอกจะคืนเปียโนราคาแพงให้ก็ทำหน้านิ่งตอบกลับเสียงเย็นชาว่า ถ้าไม่เอาก็โยนทิ้งไป แล้วคนอย่างเขาที่เกิดมาแพ้ทางแทนจะทำอะไรได้นอกจากตามใจอีกฝ่ายเหมือนทุกที

“ไม่เข้าบริษัทแล้ว?” เมื่อแทนเงยหน้าขึ้นมาจากเอกสารแล้วยังเห็นครูซนั่งทำงานอยู่ใกล้ๆ ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะปกติหากทานข้าวด้วยกันเสร็จ อีกฝ่ายจะออกไปทำงานที่บริษัทประมาณบ่ายสองแต่นี่สามโมงกว่าแล้วหนุ่มลูกครึ่งก็ยังก้มหน้าก้มตาพิมพ์งานอยู่

“ครับ...งานของวันนี้ผมทำเสร็จหมดแล้วเหลือแต่ตรวจสอบเอกสารเก่า” ครูซเป็นคนทำงานไว เป็นระเบียบแบบแผนจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ถ้าเป็นคนอื่นในแผนกแทนคงไม่มีทางเชื่อแน่ ๆ ว่าคนพวกนั้นจะทำเสร็จภายในระยะเวลาเพียงครึ่งเช้าเท่านั้น

“ครูซ” แทนพยักหน้ารับก่อนเรียกอีกฝ่ายให้มาใกล้ ๆ เพื่อชี้จุดบกพร่องในเอกสารให้ดู

“ครับ” ครูซลุกจากโต๊ะทำงานเดินเข้าไปนั่งข้างแทนอย่างว่าง่าย

“ช่วยตรวจสอบบัญชีปีก่อนให้หน่อย มันไม่ตรงกับยอดรวม” แทนหยิบแฟ้มมากางตรงหน้าครูซพร้อมใช้ดินสอขีดวงตำแหน่งตัวเลขที่ผิดพลาดไป ทั้งคู่พูดคุยกันอีกนิดหน่อยก่อนแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเองต่อ

หลังจากหายจากอาการบาดเจ็บครูซก็กลับไปทำงานในบริษัทตามปกติเหลือเพียงแทนเท่านั้นที่ไม่สามารถอยู่ท่ามกลางผู้คนได้เหมือนเก่าเพราะอาการจะกำเริบรุนแรงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้ต้องทำงานอยู่แต่ในคอนโดโดยมีครูซคอยประสานงานจากบริษัทให้อีกที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ครูซขอร้องให้แทนเข้ารับการรักษาอย่างจริงจังเพราะเขาไม่อยากเห็นอีกฝ่ายใช้ชีวิตแบบหวาดกลัวกับทุกสิ่งจนพลาดโอกาสมากมายในชีวิตที่จะผ่านเข้ามา

Rrr Rrr

“สวัสดีครับ” ครูซละสายตาจากเอกสารหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดรับสาย

*“อยู่กับแทนไหม”* เสียงหมอไวน์ถามอย่างเร่งเร้า

“อยู่ครับ” แทนคล้ายจะรู้ว่าใครโทรมาจึงสบตากับครูซเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

“ช่วยพูดให้แทนมาหาลุงทศกับป้าลินหน่อยสิ”

“เขาฟื้นแล้วเหรอครับ” ครูซถามด้วยน้ำเสียงดีใจ

“อืม เพิ่งฟื้นเมื่อเช้า ตื่นมาก็ถามหาแต่แทนไม่ยอมกินข้าวกินยาเลย เฮ้อ*~ พ่อลูกดื้อเหมือนกันไม่มีผิด”* ไวน์ถอนหายใจยาวเหยียดบ่งบอกว่าเขานั้นเหนื่อยใจกับพ่อลูกคู่นี้จริง ๆ

“ผมจะถาม // ช่วยหน่อยเถอะนะๆ ” ครูซยังไม่ทันจะพูดจบหมอหน้าเด็กก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน ไม่ยอมเว้นจังหวะให้ครูซได้พูดอะไรสักนิด คล้ายเป็นการมัดมือชกว่าต้องพาแทนมาให้ได้เท่านั้น

“ครับ ผมจะพยายาม” เมื่อเห็นคนในสายไม่ยอมรับฟังคำใดนอกจากคำว่าตกลง ครูซก็จำยอมพูดรับออกไปเพราะเห็นสีหน้าแทนเริ่มนิ่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาไม่ยอมวางสายเสียที

“ขอบใจมาก รีบมานะ” พูดจบอีกฝ่ายก็ตัดสายไปทันที แทนเองก็ก้มหน้าทำงานต่อไม่ได้ซักถามอะไรกับครูซเกี่ยวกับบทสนทนาเมื่อครู่

“คุณแทน...คุณทศพลฟื้นแล้วครับ” ครูซลุกจากโต๊ะทำงานเดินไปทรุดตัวนั่งลงบนพื้นข้างแทนที่นั่งอยู่บนโซฟากลางห้อง ปลายดินสอที่กำลังวาดโครงร่างสัญญาอันใหม่ขึ้นสะดุดกลางคันจนไส้หักกระเด็นลงบนพื้นพรม ครูซคว้ามือแทนที่กำดินสอไว้แน่นให้คลายออกแล้วสอดนิ้วมือประสานเข้าไปแทนที่

“ไปเยี่ยมไหม”

“ไม่” แทนตอบกลับอย่างรวดเร็วแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยด้วยซ้ำ ทำเอาครูซลำบากใจไม่น้อย เพราะตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลอีกฝ่ายก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงรัศมีหรือทศพล คนหน้านิ่งทำราวกับคนเหล่านั้นไม่เคยมีตัวตนอยู่ คดีที่ยังวุ่นวายก็ยกหน้าที่ให้พัชชาจัดการโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยสักนิด

“ไปทำให้เรื่องค้างคาใจมันจบลงไม่ดีเหรอครับ” ครูซบีบมือที่สอดประสานเข้าด้วยกันไว้เพื่อให้แทนไม่หลุดเข้าไปอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองนานเกิน

“ไม่อยากไป” เมื่อตอนเที่ยงไวน์ก็โทรมาหาแล้วรอบหนึ่งแต่เขาปฏิเสธไป ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโทรหาครูซให้ช่วยพูดอีกคน ในใจนั้นแทนก็ทั้งอยากไปและไม่อยากไป เขาอยากเห็นกับตาว่าคนคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่อีกใจเขาก็ไม่อยากเจอไม่อยากรับรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านมาอีกแล้ว

“ไม่เป็นไรหรอกครับ...ผมก็ไปด้วย” แทนสบตากับครูซที่ส่งยิ้มหวานมาให้ ใจที่กำลังสับสนวุ่นวายค่อยๆ สงบลงเมื่อได้ฟังน้ำเสียงทุ้มนุ่มกับสัมผัสอันอบอุ่น

“ไปใช่ไหมครับ” ถ้ามีครูซอยู่ด้วย...เขาคงไม่เป็นไร

“อื้ม”

หลังจากแทนตกปากรับคำ ทั้งคู่ก็แต่งตัวออกจากคอนโดเพื่อขับรถไปโรงพยาบาลทันที แต่ในเวลาเลิกงานยามเย็นเช่นนี้ทำให้ท้องถนนเต็มไปด้วยการจราจรที่ติดขัดบวกกับฝนตกพรำๆ ยิ่งทำให้ทุกอย่างกลายเป็นอัมพาต คนยืนเบียดเสียดกันแน่นป้ายรถเมล์เพื่อหลบฝน เสียงบีบแตรเสียงฟ้าร้องดังแทรกเข้ามาให้ได้ยินไม่ขาดสาย  อากาศด้านนอกกับด้านในแตกต่างกันจนฝ้าขึ้นเต็มกระจกรถ แทนนั่งมองหยดน้ำเม็ดแล้วเม็ดเล่าที่พากันไหลลงจากหน้าต่างด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ดวงตาเหม่อลอยราวกับจิตใจได้ปลิวหายไปอยู่ในที่ไกลแสนไกล

“คุณแทน” หนุ่มลูกครึ่งเอ่ยเรียกเจ้านายหนุ่ม หากแต่ร่างสูงทำราวกับไม่ได้ยินเสียงของเขาแม้แต่น้อยจนกระทั่งเขาแตะมือลงบนไหล่ของอีกฝ่าย เจ้าตัวถึงได้กะพริบตาถี่ๆ ดึงสติกลับมาแล้วค่อยขานรับ

“ว่าไง...”

“พรุ่งนี้อยากทานอะไรครับ” แทนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยกับประโยคคำถามจากคนตรงหน้า ในตอนแรกเขานึกว่าอีกฝ่ายจะถามว่าเขารู้สึกอย่างไร เป็นอะไรหรือเปล่า หรือพูดให้กำลังใจเหมือนที่คนอื่นทำเสียอีก

“อะไรก็ได้”

“งั้นผมทำสเต๊กนะ คุณแทนไม่ได้ทานมานานแล้วนี่” แทนพยักหน้ารับกับบทสนทนาแสนธรรมดาจากครูซที่สร้างความสบายใจให้อย่างน่าประหลาด ไม่จำเป็นต้องมีคำปลอบโยนหรือสายตาสงสารเห็นใจ แค่เพียงอีกฝ่ายพูดคุยเรื่องราวทั่วไปในชีวิตก็ทำให้เขารู้สึกดีได้โดยไม่ต้องพยายามสรรหาคำพูดสวยหรูเลยสักนิด เพราะทุกสิ่งที่ครูซพูดถึงมักมีเขาอยู่ด้วยเสมอ เหมือนอีกฝ่ายกำลังย้ำให้เขามั่นใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในวันพรุ่งนี้หรือวันถัดไปเขาก็จะมีครูซอยู่ข้างกายไม่เปลี่ยนแปลง

“หนาว?” แทนสังเกตเห็นครูซลูบแขนตัวเองบ่อยครั้งก็ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“นิดหน่อย” ครูซตอบยิ้มๆ เขาไม่คิดว่าอากาศจะเย็นแบบนี้จึงไม่ได้เตรียมเสื้อแขนยาวมา บวกกับเป็นคนขี้หนาวอยู่แล้วด้วยเลยไม่ชินกับอุณหภูมิบนรถแทนที่ปรับไว้ในองศาที่ต่ำสุด

“ถอดเสื้อมา” แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่ครูซก็ไม่อยากขัดใจแทนเท่าไหร่ ระหว่างติดไฟแดงชายหนุ่มจึงถอดเสื้อยืดสีน้ำตาลอ่อนยื่นให้อีกฝ่ายอย่างว่าง่าย แทนรับมาวางไว้บนตักก่อนปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวออกแล้วโยนใส่ครูซอย่างลวก ๆ จากนั้นค่อยหยิบเสื้อยืดบนตักมาใส่โดยไม่มีคำพูดอธิบายการกระทำ

“ขอบคุณครับ” ครูซยิ้มกว้างจนปวดแก้ม ใส่เสื้อเชิ้ตของแทนอย่างอารมณ์ดี ความอุ่นบนเนื้อผ้ากับกลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวยิ่งทำให้ใจพองโต เขารู้ว่าคุณแทนไม่ชอบใส่เสื้อแขนสั้นเพราะไม่อยากให้ใครเห็นรอยแผลเป็นตามแขนทั้งสองข้าง ถ้าไม่อยู่ในคอนโดคุณแทนไม่เคยเลยสักครั้งที่จะใส่เสื้อแขนสั้นออกมาข้างนอกไม่ว่าจะมีใครเห็นหรือไม่ก็ตาม แต่วันนี้คนหน้านิ่งกลับยอมถอดมันออกมาง่ายดายเพียงเพราะเห็นว่าเขาหนาว ทำขนาดนี้จะไม่ให้เขารู้สึกรักได้ไงกัน

“มองทาง” แทนเตือนด้วยเสียงราบเรียบเมื่อเห็นคนขับรถไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับถนน เอาแต่หันมามองหน้าเขาอยู่ได้

“ครับ” แม้จะตอบรับแต่ก็ยังคงมองหน้าเขาสลับกับถนนอยู่ดี ถึงจะไม่ได้รู้สึกแย่ที่อยู่ในสายตาครูซตลอดเวลาแต่เขาก็ไม่คุ้นชินกับการถูกจับจ้องแบบนี้สักเท่าไหร่ มันไม่เชิงอึดอัดเพียงแต่เขาทำหน้าไม่ถูก

“เลิกจ้องสักที”

“ไม่”

“ทำไม!”

“ก็คุณแทนน่ารักผมก็อยากมองสิครับ” แทนขมวดคิ้วยุ่งกับคำตอบของครูซ ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเอนหลังพิงเบาะแล้วเบนหน้าหนีออกไปด้านข้างทันที เจ็บใจตัวเองที่ไปใจเต้นกับคำพูดแปลกๆ จากปากครูซ เขาเองก็อายุไม่ใช่น้อยแล้วแต่ต้องมาหวั่นไหวกับคำพูดจีบกันอย่างกับเด็กวัยรุ่นแบบนี้มันดูน่าอายเป็นบ้าเลย

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งคู่ก็มาถึงโรงพยาบาลในเวลาสองทุ่มครึ่ง ครูซพาแทนขึ้นลิฟต์ที่ใช้เครื่องย้ายอุปกรณ์การแพทย์ตามที่หมอไวน์บอกเพื่อหลีกเลี่ยงผู้คนที่เดินพลุกพล่านอยู่ภายในอาคาร

แม้จะเตรียมใจมาแล้วแต่พอเจอสถานการณ์จริงเข้า แทนกลับรู้สึกไม่สงบใจ เขาเป็นแบบนี้เสมอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทศพลและไพลิน เรื่องราวในอดีตเหมือนหนามแหลมคมที่คอยทิ่มแทงใจเขาอยู่ตลอดเวลา การจะมายืนพูดคุยกับคนทั้งสองอย่างปกติคงเป็นไปได้ยาก เดิมทีแทนก็ไม่เคยคิดจะมาปรับความเข้าใจหรือรื้อฟื้นความสัมพันธ์ฉันท์ครอบครัวอยู่แล้ว ถึงได้ตัดสินใจออกมาอยู่คนเดียวที่คอนโดตั้งแต่อายุสิบเจ็ด เขาเรียนรู้การอยู่คนเดียว ทำทุกอย่างด้วยตัวเองจนไม่เห็นความสำคัญของการมีคนอื่นอยู่ข้างกาย จนกระทั่งมีใครอีกคนเข้ามาในชีวิต คนที่เปลี่ยนแปลงความคิดของเขาไปทีละเล็กทีละน้อย คนที่ทำให้โลกของเขาไม่มืดมิดเหมือนเก่า เขาถึงกล้ามายืนอยู่ตรงนี้

“ไม่เป็นไรหรอกครับ มีผมอยู่ด้วย” มืออุ่นที่ลูบกลางหลังซ้ำไปซ้ำมาลดความตึงเครียดที่มีอยู่ของแทนให้ลดน้อยลง แขนขาที่เกร็งตึงจนขยับไม่ได้ในตอนแรกเริ่มคลายตัว แทนสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยเดินตามหลังครูซเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยที่มีป้ายชื่อทศพลเด่นหราอยู่

เสียงเปิดปิดประตูดังขึ้น แทนเดินเข้าไปยืนกลางห้องแล้วพบกับแววตาตื้นตันใจของคนเป็นพ่อกับแม่ที่รอคอยอยู่อย่างมีความหวัง

“แทนฟ้า พ่อ...ขอโทษ พ่อขอโทษ”  ทศพลน้ำตานองหน้า ยกมือพยายามขยับขึ้นมาไขว่คว้าตัวแทนที่ยืนอยู่หลังครูซ แต่ด้วยความเจ็บป่วยอ่อนแรงทำให้ชายวัยกลางคนทำได้เพียงยกมือสั่น ๆ ค้างไว้ตรงราวกั้นเตียงเท่านั้น

“อื้ม” แทนพยักหน้าตอบกลับไปเมื่อเห็นสภาพน่าสงสารของคนตรงหน้า ทศพลซูบผอมไปมาก ใบหน้ามีแต่ความหมองคล้ำและซีดเซียว

“พ่อรักลูกมาก ฮือ...รักลูก” แทนทนรับความรู้สึกที่จู่โจมเข้ามาไม่ไหวจนต้องเบนหน้าหนี ขอบตาร้อนผ่าวไปหมด ลำคอตีบตันจนหายใจไม่ออก เขาไม่รู้ว่าต้องรับมือกับสถานการณ์ตอนนี้อย่างไร มันอึดอัดจนอยากจะกรีดร้องออกมา

“แทนฟ้า ฮือๆ แม่ขอโทษ” ไพลินที่ตอนแรกนั่งอยู่บนโซฟารีบลุกเดินเข้ามาหากอดแทนด้วยความรู้สึกผิด

“!!!” แต่ด้วยความที่ร่างสูงไม่ทันได้ตั้งตัวเขาจึงตกใจเผลอสะบัดแขนออกอย่างแรงตามสัญชาตญาณจนทำให้ไพลินล้มไปกองอยู่บนพื้นห้อง

“คุณไพลิน! ลุกขึ้นก่อนครับ” ครูซตกใจรีบก้มไปพยุงร่างบางที่สั่นสะท้านไปทั้งตัวเพราะแรงสะอื้น แทนมองตามด้วยความรู้สึกผิดแต่เขาก็ทำหน้านิ่งแสร้งมองเลยผ่านไปทางหน้าต่างไม่มองภาพผู้ให้กำเนิดทั้งสองคนที่ร้องไห้เสียงดังระงม

“แม่ขอโทษที่ไม่เคยทำหน้าที่แม่ที่ดี ไม่ได้อยู่ปกป้องลูกในวันที่ลูกต้องการมากที่สุด ฮือ ๆ แม่เป็นแม่ที่แย่เต็มทน ฮึก.. ลูกอาจจะโกรธจะเกลียดแม่คนนี้แล้ว แต่แม่อยากให้ลูกรู้ไว้นะ ว่าแม่รักลูกมาก รักมากที่สุด”

“....” มันยากที่จะยอมรับ เขาทนทุกข์ทรมานกับการถูกละเลยมานาน เขาเคยกรีดร้อง เคยตะโกนเรียกหาพ่อกับแม่สุดเสียง แต่ก็ไม่มีสักครั้ง ไม่เคยมีเลยที่จะมีใครสักคนหันมามอง ไม่เคยมีใครสนใจเขาที่ถูกทำร้ายให้ย่อยยับจนอยากหายไปจากโลกใบนี้ พอมาถึงวันหนึ่งคนทั้งคู่แค่ร้องไห้ร้องขอความเห็นใจ มันไม่ยุติธรรมเลย มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด

“คุณแทนครับ” ครูซคว้าแขนแทนไว้เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินหันหลังไปจับลูกบิดประตู

“ปล่อย” เสียงแหบแห้งกับร่างกายที่สั่นไหวของแทน ทำให้ครูซไม่กล้าแม้แต่จะพูดรั้งอีกฝ่ายไว้อีกเลย แทนเปิดประตูเดินออกไปก้าวหนึ่งก่อนหันกลับไปมองชายหญิงสองคนที่ร้องเรียกเขาด้วยน้ำตา

“ผมขอเวลาหน่อย...” แทนพูดแค่นั้นแล้วเดินออกจากห้องไปทันที

“ฮึก...แทนฟ้า” แค่นี้ก็ดีแล้ว แค่ลูกชายเขายอมที่จะมาหา ยอมมาให้เห็นหน้าก็ดีแล้ว ต่อให้ใช้เวลานานแค่ไหน เขาก็จะรอ รอวันที่ลูกพร้อมที่จะเดินเข้ามาหาเขากับไพลินด้วยความเต็มใจ

“ผมขอพูดอะไรก่อนไปสักนิดนะครับ....ถ้าคุณไม่อยากเสียเขาไปตลอดกาล พยายามแสดงออกให้เขาเห็นถึงความรักความห่วงใยที่คุณมีต่อเขาอย่างแท้จริง คุณแทนไม่ใช่คนเย็นชาอะไร ลึกๆ พวกคุณน่าจะรู้ดี” ไพลินพยักหน้ารับด้วยน้ำตา “ผมจะช่วยเท่าที่ทำได้” ครูซยกยิ้มแล้วช่วยประคองทศพลที่ตอนแรกตะเกียกตะกายจะลงจากเตียงไปหาแทนให้นอนดีๆ โดยมีไพลินคอยจับหมอนรองศีรษะอีกที

“ขอบคุณ ฮือ ขอบคุณเธอมากนะ” ไพลินเอ่ยขอบคุณด้วยความดีใจ หลังฟังคำบอกเล่าของไวน์มาว่าลูกชายเธอยอมมาหาก็เพราะหนุ่มลูกครึ่งคนนี้ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้ หากครูซยอมเต็มใจช่วยอีกแรง ความฝันที่จะได้พูดคุยกับแทนฟ้าเหมือนครอบครัวอีกครั้งคงเป็นจริงเข้าสักวัน

“ไม่เป็นไรหรอกครับเพราะสิ่งที่พวกคุณทอดทิ้งมา ผมไม่มีวันคืนให้”

TBC.

ความคิดเห็น