chanlee

เราย้ายไปลงนิยายที่ readawrite แล้วนะคะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 24

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มี.ค. 2561 02:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24
แบบอักษร

​ตอนที่ 24

แทนกระตุกยิ้มมุมปากตาเป็นประกายกับคำร้องขอของครูซ

“ยอมทุกอย่างเลยหรือเปล่า”

“ครับ...อื้ม!” ทันทีที่พูดจบนิ้วขาวก็สอดเข้าไปในช่องทางจนสุดโคนนิ้ว ครูซกัดปากตัวเองแน่น ชายหนุ่มทั้งรู้สึกเจ็บและรู้สึกดีไปพร้อมกัน เมื่อแรงบีบรัดในโพรงอุ่นเริ่มลดลงแทนก็แทรกนิ้วที่สองตามเข้าไปทันที แรงกระแทกเริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งยามที่นิ้วยาวกดโดนจุดกระสันยิ่งทำให้เขาแทบยืนไม่อยู่จนต้องทิ้งตัวใส่อีกฝ่ายให้ช่วยพยุงไว้ แม้ประสาทการรับรู้ทางภาพจะถูกตัดออกไปด้วยผ้าผูกตา แต่การรับรู้ด้วยเสียงกลับชัดเจนมากขึ้น ทั้งเสียงหอบหายใจปนเสียงครางของตัวเองและเสียงกระแทกนิ้วเข้ามาในช่องทาง ทุกอย่างกระตุ้นให้เขาตื่นตัวมากกว่าครั้งไหน ความต้องการเกาะกุมจิตใจจนไม่อยากรับรู้อะไรนอกจากสัมผัสของคนตรงหน้าอีกแล้ว

“คะ คุณแทน แฮ่ก...ผมอยากเสร็จ อือ...” ครูซซบใบหน้าเข้ากับซอกคอแทน ร้องขอด้วยใบหน้าแดงก่ำ ลมหายใจหอบระรัว แกนกลางขยายใหญ่ใกล้ปลดปล่อยเต็มทน หากแต่แทนใช้นิ้วปิดกั้นเอาไว้ทำให้ชายหนุ่มทรมานจนต้องจิกไหล่อีกฝ่ายเพื่อระบายอารมณ์

“ไม่” แทนตอบกลับไปคำเดียวแล้วใช้จมูกโด่งไซร้ไปทั่วคอหอมหามุมที่พอใจก่อนอ้าปากกัดลงไปเต็มแรง ครูซเกร็งลำคอพยายามเอียงหน้าหนีแต่ก็ถูกแทนบดเบียดเข้ามาชิดแล้วใช้ฟันคมกัดจนจมเขี้ยว ร่างโปร่งครางออกมาเมื่อรู้สึกแสบรอยแผลที่อีกฝ่ายกำลังใช้ลิ้นอุ่นดุนดันลิ้มรสชาติของกลิ่นคาวเลือด

เมื่อกัดจนสาแก่ใจแทนก็ผละออก ยื่นหน้าไปจูบครูซโดยบ้วนเลือดเข้าไปในโพรงปากนุ่ม กระชากลิ้นจูบอย่างป่าเถื่อน หนุ่มลูกครึ่งน้ำตาไหลไม่หยุดเมื่อความเสียวกระสันแล่นผ่านไปทั่วร่างกาย เขาต้องการปลดปล่อยจนแทบบ้าแต่ก็ถูกร่างสูงขัดขวางไว้ ถ้าหากรู้ว่าการแกล้งยั่วแทนแล้วต้องถูกลงโทษให้ทรมานขนาดนี้เขาจะไม่มีทางทำมันแน่นอน

“อ้าขาออก” แทนถอนจูบแล้วออกคำสั่งทันที ครูซทำตามอย่างว่าง่าย บั้นท้ายเนียนถูกจับแหวกออกโดยมีขาของแทนบังคับให้แหวกเพิ่มอีกที ความร้อนที่ถูกจ่ออยู่ตรงช่องทางด้านหลังทำให้ครูซใจเต้นระรัว แม้จะถูกอีกฝ่ายใส่เข้ามาหลายครั้งแต่เขากลับไม่เคยคุ้นชินกับมันเลยสักนิด เขายังจำได้ดีถึงความเจ็บปวดที่ต้องทนรับท่อนเนื้อแข็งของอีกฝ่ายเข้ามาภายในกาย แต่อีกใจหนึ่งเขากลับชอบที่เป็นหนึ่งเดียวกับแทน ยามที่อีกฝ่ายฝังตัวเข้ามา เขารู้สึกถูกเติมเต็มอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกดีที่ยากเกินจะอธิบาย

สวบ

“อึก!” ครูซกัดปากแน่น ลมหายใจสะดุดขาดช่วงเมื่อช่องทางถูกอัดแน่นไปด้วยตัวตนของแทน ร่างสูงกระแทกตัวเข้ามาจนสุดไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัวเลยสักนิด

“ครูซ...อ๊า ครูซ...” เสียงแหบกระซิบเรียกชื่อข้างหูครูซครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับจะย้ำซ้ำๆ ให้เขารับรู้ว่าใครคือคนที่อยู่ตรงหน้าเขากันแน่ ใครที่มีสิทธิ์ในตัวเขาอย่างสมบูรณ์แบบ

“อื้ม...ช้าหน่อยครับ...อ้า...ผมจุก อื้อ!” ครูซตัวสั่นสะท้านตามจังหวะสอดใส่ของแทนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนอีกฝ่ายกำลังเอาคืนให้สาสมกับคำพูดเร้าอารมณ์ก่อนหน้านี้ ยิ่งแทนได้เห็นสีหน้าทรมานกับเสียงครางทุ้มนุ่มยิ่งขยับเอวกระแทกเข้าไปลึกมากกว่าเดิม เน้นย้ำทุกการสอดใส่จนครูซเกือบทรุดไปกองกับพื้นหากไม่มีมือขาวคอยกอดพยุงไว้

“คุกเข่า” แทนถอดแท่นเนื้อออกจากช่องทางสีชมพูอย่างนึกเสียดาย แต่เพราะรู้ว่าครูซไม่อาจยืนรับความดุดันจากเขาได้อีกจึงรั้งตัวให้อีกฝ่ายนั่งคุกเข่าหันหลังให้ ร่างสูงขยับเข้าไปนั่งคุกเข่าซ้อนทับด้านหลัง จับสองมือของครูซที่ถูกมัดดันประตูไว้แล้วสอดใส่เข้าไปอีกครั้ง แรงบีบรัดภายในแน่นมากจนแทนคำรามออกมาด้วยความสุขสม มือขาวจับสะโพกเนียนขยับตอบรับจังหวะการกระแทกจากตน ท่านี้ทำให้แกนกลางของแทนเข้าไปลึกกว่าเดิม ท่อนเอ็นร้อนเสียดสีเนื้อนุ่มภายในจนตัวครูซอ่อนปวกเปียกราวกับขี้ผึ้งถูกไฟลน สมองมึนงงไม่สามารถประมวลผลอะไรได้เลย นอกจากต้องการอีกฝ่ายมากขึ้น

“ครูซ...อ้า รู้อะไรไหม ห้องนี้ไม่มีกลอนล็อกประตูหรอกนะ” แทนพูดแกล้งครูซเมื่อเงยหน้าขึ้นไปเห็นลูกบิดประตูอยู่ในระดับสายตาพอดี

“อืม...อา...ผมขอโทษ” ครูซร้องบอกเพราะหวังว่าอีกฝ่ายจะเห็นใจและลุกไปทำในห้องน้ำดีๆ แต่ดูเหมือนนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ท่าทางลำบากใจของเขายังสร้างความพึงพอใจให้แก่อีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

“หึ ช้าไปแล้ว” แทนหัวเราะในลำคอแล้วแกล้งหยุดขยับท่อนเอ็นร้อน ก้มมองช่องทางหลังที่ตอดรัดแน่นเป็นจังหวะตุบ ๆ ร่างกายของครูซร้องเรียกหาเขาไม่หยุด เขาชอบช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งกับครูซ ภายในตัวครูซมันช่างอบอุ่นจนเขาอย่างจะฝังตัวเข้าไปลึก ๆ หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของอีกฝ่ายตลอดไป อยากมีแต่ครูซ มีแค่เขาสองคน

“คุณแทนครับ...อึก ผมอึดอัด” เสียงหอบหายใจกับสะโพกกลมที่บดเบียดเข้ากับแกนกลางของแทนเป็นสิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ดิบถูกโหมกระหน่ำมากขึ้น ร่างสูงเริ่มขยับใหม่อีกครั้ง กระแทกเข้าสุดและชักออกสุดด้วยแรงทั้งหมดที่มีจนครูซที่พยายามกลั้นเสียงครางต้องกัดข้อมือตัวเองจนเลือดซิบ

“ร่างกายคุณผมกัดได้คนเดียว” แทนจับคางครูซให้เอี้ยวคอมาข้างหลังแล้วประกบจูบด้วยความโหยหา ลิ้นนุ่มสอดเข้าไปชิมเลือดภายในโพรงปากของอีกฝ่ายราวกับดื่มกินน้ำหวานแสนอร่อย การจูบแสนตะกละตะกลามทำเอาน้ำสีใสไหลเยิ้มไปตามคางสวยจนเปียกชุ่มไปหมด

จุ๊บ จ๊วบ!

เสียงจูบผสมเสียงเนื้อกระทบกันดังลั่นไปทั่วทั้งห้อง ร่างของสองชายหนุ่มเปียกโซมไปด้วยเหงื่อทั้ง ที่เครื่องปรับอากาศทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตามปกติ แต่ความร้อนระอุภายในกายกลับไม่สามารถดับลงไปได้เลยหากไม่ได้แผดเผาซึ่งกันและกันจนมอดวาย

“มะ..ไม่ไหว..ฮึก! ผมจะเสร็จ...อ้า” ตาครูซพร่ามัวไปหมด ร่างกายกระตุกเกร็งราวกับถูกไฟฟ้าช็อต

“อืม...พร้อมกัน” แทนเร่งจังหวะบดสะโพกตอกกระแทกกระทั้นเข้าไปในช่องทางอ่อนนุ่มเร็วระรัว มือขาวเลื่อนจากสะโพกกลมลงไปชักรูดท่อนเอ็นของครูซซึ่งร้อนราวกับใกล้จะระเบิดออกมาเต็มที

“ฮึก..อะ อ้า!! // อื้ม!!” ครูซปลดปล่อยออกมาเต็มมือหนาพร้อมกับที่แทนหลั่งน้ำคาวขุ่นเข้าไปเติมเต็มภายในช่องทางนุ่ม ซึ่งมันมากมายซะจนไหลทะลักออกมาตามง่ามขาเนียนแม้จะยังมีท่อนเนื้อแช่ค้างอยู่ภายในตัวก็ตาม

ครูซหายใจเหนื่อยหอบทรุดตัวไปนอนที่พื้นอย่างหมดแรง แทนที่ประคองเอวอีกฝ่ายอยู่ก็ทิ้งตัวนอนทับลงไปด้วยโดยไม่ยอมเอาแกนกลางที่ฝังอยู่ภายในช่องทางออก ร่างโปร่งอึดอัดแต่ก็ไม่ได้พูดห้าม เขาเพียงนอนนิ่งให้คนหน้านิ่งพรมจูบไปทั่วแผ่นหลัง

“แก้มัดให้ผม” เมื่อพักจนหายเหนื่อย ครูซก็ร้องขอแทนทันทีเพราะเขารู้สึกชาจนแทบขยับข้อมือไม่ได้อยู่แล้ว แม้ผ้าที่ใช้จะนุ่มแต่หากมัดไปเป็นเวลานานมันก็ไม่ต่างอะไรกับเชือกดีๆ นี่เอง

“เจ็บไหม” แทนขยับตัวลุกขึ้นนั่งก่อนฉุดตัวครูซให้นั่งลงบนตักตน รีบแก้มัดผ้าที่ข้อมือออกให้อย่างรวดเร็ว

“ผมเจ็บข้างหลังมากกว่า” ครูซพึมพำตอบกลับไป แล้วแก้มัดผ้าที่ปิดตาออกด้วยตัวเอง แสงสว่างจากหลอดไฟทำให้เขาต้องหรี่ตาลงด้วยความไม่คุ้นแสงก่อนกะพริบตาถี่ๆ แล้วหันไปมองแทนที่จ้องเขานิ่งเหมือนกำลังคิดไม่ตกกับเรื่องบางอย่างอยู่ มือขาวก็เคล้าคลึงเอวเขาเล่นไม่ยอมปล่อย

“เป็นอะไรครับ” ครูซอดจะถามออกไปไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดของแทน เหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่ยอมพูดสักที ลังเลใจไม่สมกับเป็นแทนสักเท่าไหร่

“อยู่กับผม”

“ผมก็อยู่กับคุณแทนนี่ไงครับ” ครูซเลิกคิ้วด้วยความสงสัยกับคำพูดกำกวมของแทน

“ไม่...ไม่ใช่แบบนั้น” แทนก้มหน้าพูดเสียงแผ่วเบาเหมือนคุยกับตัวเอง ครูซไม่ได้เร่งรัดซักไซ้ถามอะไรต่อนอกจากนั่งลูบหลังกว้างให้ผ่อนคลาย จนผ่านไปสักพักอีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาด้วยสีหน้าจริงจัง  

“ผมหมายถึงให้คุณย้ายมาอยู่ด้วยกัน...มาอยู่กับผมตลอดไปเลยได้ไหม” ประโยคที่หลุดออกมาจากปากแทนคล้ายคำอ้อนขอที่ทำให้ครูซใจสั่น ร้อนวูบวาบไปทั้งตัวด้วยความดีใจแต่เพราะเขาอยากรู้อะไรบางอย่างให้แน่ชัดจึงทำแข็งใจไม่ตกปากรับคำไปเสียก่อน

“คุณแทนไม่ชอบให้คนอื่นอยู่ในคอนโดไม่ใช่เหรอครับ”

“คุณไม่ใช่คนอื่น!” แทนบีบเอวสอบของครูซเต็มแรงด้วยสีหน้าไม่พอใจ แม้จะรู้สึกเจ็บไม่น้อยแต่หนุ่มลูกครึ่งไม่ได้ใส่ใจนักเพราะเขาพยายามกลั้นยิ้มเอาไว้กับคำพูดแสนน่ารัก

“แล้วผมเป็นอะไรสำหรับคุณแทนล่ะครับ” นี่คือสิ่งที่เขาอยากรู้มากที่สุด

“ไม่รู้...รู้แค่ว่ารัก อยากอยู่ด้วย ไม่เจอหน้าก็คิดถึง ใครใกล้คุณผมก็ไม่ชอบ คุณ...คุณสำคัญกับชีวิตผม” ทุกอย่างของครูซมันกระตุ้นให้เขาอยากครอบครอง ทั้งร่างกาย จิตใจ หรือแม้แต่เศษเสี้ยววิญญาณ เขาก็อยากได้มาเป็นของตัวเอง

“ครูซ...”

“ครับ~” ครูซที่เพิ่งหายอึ้ง ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง เมื่อสองวันก่อนถูกบอกว่าคิดถึงเขาก็ดีใจจนแทบบ้า มาวันนี้ถูกบอกรักบอกความในใจจนหมดเกลี้ยง เขารู้สึกดีจนเหมือนตัวจะลอยได้ แทนน่ารัก ยิ่งยามที่อีกฝ่ายเขินจนใบหน้าแดงก่ำลามไปยันหูแบบนี้ เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกจริงๆ

“อยู่ด้วยกันได้ไหม” แทนถามย้ำอีกครั้งเมื่อไม่ได้รับคำตอบเสียที ร่างสูงเม้มปากแล้วเม้มปากอีกรอลุ้นคำตอบจากคนบนตักที่นั่งยิ้มกว้าง

“ผม...อยากอยู่กับคุณแทนครับ” ครูซไม่มีทางปฏิเสธได้อยู่แล้ว คนอย่างเขาแพ้ทางลูกอ้อนของแทนเสมอ แพ้ทุกอย่างจริงๆ แต่เป็นการพ่ายแพ้ครั้งแรกที่เขาไม่คิดเสียใจหรือเสียดายสักนิดเพราะสิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่ความภาคภูมิใจเหมือนทุกครั้งเช่นยามแข่งกีฬา แข่งเรียน หรือแข่งทำงาน แต่เป็นความรู้สึกดีที่ต่อให้มีคนมากมายหยิบยื่นให้ก็ไม่มีใครเหมือนแทนสักคน คนที่ทำให้เขารักและทุ่มเทให้ขนาดนี้ คนที่อยู่ข้างกันเฉยๆ เขาก็สุขใจ อาการแบบนี้คนทั่วไปคงเรียกว่า...

“ผมคิดว่าผมคงหลงคุณแทนจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว”

“นั่นก็ดีแล้วนี่” แทนยกยิ้มมุมปากกดจูบไหล่เนียนอย่างนึกหมั่นเขี้ยว

.

.

.

.

ในขณะเดียวกัน

“ไวน์ ลุงทศเป็นไงบ้าง” ทรรศพลที่เพิ่งเลิกจากการประชุมบริษัทถามขึ้นด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย

“ดีขึ้นแล้วแต่ยังไม่ฟื้น คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก” ไวน์ยกมือไหว้พ่อตนก่อนลุกขึ้นมาเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่กระจัดกระจายอยู่เต็มห้องพักส่วนตัวในโรงพยาบาล ช่วงหลังมาไม่ค่อยมีเวลาว่างเก็บ พอเข้ามาทีไรก็ได้แต่โยนของเอาไว้ตามมุมต่าง ๆ สภาพจึงรกอย่างที่เห็น

“แทนล่ะ” ทรรศพลนั่งลงบนโซฟาหลังไวน์หอบหนังสือและตำราแพทย์ออกไปกองไว้อีกด้านหนึ่งให้

“เหมือนเดิม เข้าใกล้ใครไม่ได้เลยนอกจากครูซ” ไวน์ทำหน้าปลงตก

“คงไม่ใช่แค่เจ้านายกับลูกน้องธรรมดาสินะ” ถึงเขาจะมีอายุแล้วแต่ไม่ได้หัวโบราณคิดอคติกับรักร่วมเพศแต่อย่างใด เพราะลูกชายคนเดียวของเขาก็มีคนรักเป็นผู้ชายเหมือนกัน แม้ตอนแรกมันค่อนข้างจะลำบากใจเล็กน้อยแต่เมื่อลองเปิดใจดูแล้ว ความรักของคนพวกนี้ก็ไม่ได้ต่างจากคู่ชายหญิงทั่วไปเลยสักนิด

“อืม...ถ้าเล่าไปพ่อต้องตกใจแน่ ๆ” ไวน์ถือแก้วกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จยื่นให้พ่อแล้วนั่งลงข้างกัน

“ไหนเล่าสิ” ทรรศพลจิบกาแฟยี่ห้อโปรด ยิ้มอารมณ์ดีเมื่อจะได้ฟังเรื่องราวน่าสนใจของหลานชาย เขาทำงานหนักมาตลอดสองอาทิตย์การได้มานั่งพูดคุยกับลูกชายดูจะเป็นเรื่องที่ผ่อนคลายที่สุดในช่วงเวลาวุ่นวายเช่นนี้

“แทนเปลี่ยนไปเยอะเลยพ่อ ทั้งนิสัยและชีวิตประจำวัน อย่างแรกเลยนะ มันยอมให้ครูซโดนตัวโดยไม่ว่าอะไรสักคำ เรื่องอาหารก็เหมือนกัน ปกติเคยยอมกินข้าวนอกบ้านฝีมือคนอื่นที่ไหน ต้องร่อนไปร่อนมาระหว่างบริษัทกับคอนโดเพื่อทำกับข้าวกินเอง เดี๋ยวนี้เห็นใครเอาไรมาให้ก็กินได้หมดถ้าครูซป้อนหรือไม่ก็ส่งให้มันกับมือ เห็นแล้วโคตรทึ่งเลย” ไวน์เล่าต่อไปเรื่อยๆ เหมือนอัดอั้นตันใจกับอะไรสักอย่างแล้วมีคนให้ระบายจึงพูดไม่ยอมหยุด จนหมดเรื่องที่จะเล่าถึงยอมหยุดปากลง

“หึ พ่อนี่ดูคนไม่ผิดจริงๆ ตอนเห็นหน้าครั้งแรกก็รู้สึกเลยว่าแทนมันต้องแพ้ทางคนแบบนี้” ทรรศพลหัวเราะชอบใจกับเรื่องเล่าจากลูกชาย ครูซแม้ภายนอกจะดูเป็นคนอัธยาศัยดี เป็นพวกอ่อนโยนแต่คนประเภทนี่แหละที่ชอบบงการชีวิตคนอื่น ทำตัวเหมือนจะคอยตามใจแต่ความจริงแล้วคนรอบข้างกำลังทำทุกอย่างตามที่เขาต้องการอยู่ต่างหาก ที่ทรรศพลดูขาดก็เพราะเคยเจอมาเยอะในสังคมคนทำงาน ชั้นเชิงและจิตวิทยาเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในคนทำธุรกิจขนาดใหญ่ การเรียนรู้ที่จะมองคนจึงจำเป็นอย่างมาก

“แล้วคุณย่าละพ่อ” ไวน์ถามขึ้นเมื่อทรรศพลไม่ยอมพูดถึงเลยสักนิดหลังคุยเรื่องสัพเพเหระจบ 

“เฮ้อ...อาละวาดจะมาหาลุงทศทุกวัน ไม่ยอมกินข้าวกินปลาจนตัวผอมเห็นหนังหุ้มกระดูกแล้ว พ่อพยายามหาทางช่วยอยู่” ทรรศพลเงียบไปสักครู่ก่อนยอมเล่าออกมา ที่เขาไม่อยากคุยเรื่องนี้กับไวน์เพราะมันไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ แม้สิ่งที่คุณหญิงรัศมีทำมันจะเลวร้ายแต่เขาก็เป็นลูกชายของเธอ จะทำเป็นไม่สนใจปล่อยให้คนเป็นแม่ที่อายุมากแล้วต้องติดคุกโดยไม่ได้ช่วยอะไรเลย เขาคงยอมไม่ได้ ถึงเขาจะรักแทนเหมือนลูกคนหนึ่งก็จริงแต่เขาก็รักแม่ตัวเองด้วยเช่นกัน มันจึงเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับทรรศพลมากที่ต้องทำทุกอย่างให้ออกมาดีโดยไม่เอนเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง แต่หากมันสุดความสามารถแล้วจริงๆ เขาคงต้องปล่อย

“เหนื่อยมากไหม” ไวน์เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของพ่อก็ถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง ปกติพ่อเขามักยิ้มแย้มเฮฮาเสมอแต่ตอนนี้แม้จะมีรอยยิ้มให้เห็นอยู่บ้างแต่มันก็น้อยนิดเหลือเกิน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำร้ายทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทำลายทุกความสุข พรากรอยยิ้มไปจากคนที่เขารัก เขาทำใจให้รู้สึกสงสารคนเป็นย่าไม่ได้จริงๆ

“ยังไหวอยู่ไอ้ลูกชาย” มือใหญ่ลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู ใบหน้าอ่อนเยาว์แบบนี้ทำให้เขารู้สึกว่าไวน์ไม่โตขึ้นสักที นิสัยก็เหมือนเด็ก ทรรศพลจึงทั้งหวงทั้งห่วงแม้ไวน์จะโตจนทำงานแล้วก็ตาม

“สู้ๆ นะ ไม่ไหวก็หนีบไอ้เภาไปช่วยงานได้ ช่วงนี้มันว่าง” ไวน์ทิ้งตัวลงนอนลงตักพ่อ ซึ่งเป็นท่าประจำเวลาสองพ่อลูกคุยเล่นกัน

“แกนี่กะจะใช้งานลูกเขยพ่อให้ตายเลยหรือไงกัน” ทรรศพลหัวเราะชอบใจกับคำพูดของลูกชาย

“เฮอะ! มันว่างแล้วเคยมาหาไวน์ไหมล่ะ” ไวน์ทำเสียงขึ้นจมูกเมื่อนึกถึงคนรักที่วันๆ ทำแต่งาน เดือนหนึ่งเจอกันครั้งสองครั้งเอง เขาก็งานหนัก เภาก็งานหนัก ต่างคนต่างหมกมุ่นอยู่แต่กับงานของตัวเองจนทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง แต่เอาเข้าจริงๆ เป็นไวน์เองเสียมากกว่าที่หาเรื่องงอแงใส่เพราะทุกครั้งเภาก็มักมาง้อขอคืนดีด้วยตลอด ใช่ว่าจะไม่รักกันแต่บางครั้งเขาก็แค่น้อยใจเพียงเท่านั้น

“งอนเป็นผู้หญิงไปได้นะเรา โตๆ กันแล้วอย่าไปงอแงเป็นเด็กใส่เภามากนัก เขาก็ทำเพื่อเราทั้งนั้นแหละ” ทรรศพลลูบผมนิ่มอย่างเอาใจ เภานั้นทำงานทั้งของตัวเองและช่วยงานทรรศพลเป็นประจำเพราะตำแหน่งที่ควรเป็นของไวน์เจ้าตัวไม่ยอมรับเนื่องจากรักในอาชีพการเป็นแพทย์ เภาจึงอาสาเข้ามาช่วยตลอดโดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนเลยสักนิด แต่ทรรศพลเองก็ไม่อาจทำตามที่อีกฝ่ายต้องการได้ เขาจึงยกหุ้นส่วนหนึ่งให้เภาถือครองร่วมกับไวน์ เป็นสิ่งตอบแทนในความรักความเอาใจใส่ที่อีกฝ่ายมีต่อลูกชายเพียงคนเดียวของเขามาโดยตลอด 

“ไม่รู้ไม่สน” ไวน์เบ้ปากหลับหูหลับตากับคำพูดของพ่อ ทรรศพลไม่ได้ถือสาอะไรนอกจากหัวเราะกับท่าทางเหมือนเด็กของไวน์

“พ่อไปเยี่ยมแทนหน่อยดีกว่า” ทรรศพลเอ่ยขึ้นเมื่อเงยหน้าไปมองนาฬิกาที่บ่งบอกว่าอีกไม่กี่นาทีจะหกโมงเย็นแล้ว

“เฮ้ย! ดะ เดี๋ยว ๆ พ่อ! อย่าเพิ่งไป!” ไวน์เด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าแตกตื่น

“ทำไมล่ะ พ่ออยากเจอแทน” ทรรศพลขมวดคิ้วสงสัย

“ไว้วันหลังเถอะตอนนี้มันนอนอยู่” ไวน์พูดเบี่ยงประเด็นเร็วจนลิ้นพันกัน

“ทำตัวมีพิรุธนะเรา”

“ไม่มีอะไรสักหน่อย พ่ออ่ะคิดมาก” ไวน์ส่ายหน้าปฏิเสธ ภายในใจคิดโมโหแทนอยู่ไม่น้อย เขาจะไม่ห้ามพ่อเลยถ้าก่อนหน้านี้ไม่ได้ไปได้ยินเสียงกิจกรรมสุดสยิวหน้าห้องพักคนไข้ที่ดังทะลุประตูออกมาถึงทางเดิน ดีแค่ไหนที่เขาเลือกห้องพัก VIP ให้ ทั้งชั้นจึงมีอยู่เพียงสามห้องและเป็นห้องในสุดเลยไม่ได้มีคนพลุกพล่านเดินผ่านไปผ่านมา ไม่อย่างนั้นคงได้ฟังหนังสดกันทั่วหน้า ไอ้เราก็เป็นห่วงจะเข้าไปดูอาการสักหน่อยแต่สิ่งที่ได้กลับมาทำเอาเหม็นขี้หน้าสองคนนั้นตงิดๆ ทำอะไรไม่ได้ดูเลยว่าอยู่ที่ไหน ลำบากเขาต้องไปหาที่กั้นทางเดินมาปิดไว้ให้ แล้วห้ามคนเข้าใกล้ชั่วคราว

“งั้นไปเยี่ยมลุงทศ คราวนี้พ่อเข้าเยี่ยมได้ใช่ไหม?” ทรรศพลเห็นหน้าหงุดหงิดใจของไวน์ก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่ม แต่เปลี่ยนตัวคนเยี่ยมแทน ตอนแรกกะจะไปหาหลานชายก่อนแต่ในเมื่อไปไม่ได้ก็ไปเยี่ยมพี่ชายเลยแล้วกัน

“ได้สิ ป้าไพลินก็อยู่” ไวน์พยักหน้ายิ้มรับพร้อมลุกเดินไปเปิดประตูรออย่างเร่งรีบเพราะกลัวพ่อเปลี่ยนใจ

“แกไม่ได้เล่าอะไรให้ป้าฟังใช่ไหม” ทรรศพลเอ่ยถามขึ้นระหว่างรอลิฟต์

“โธ่~ พ่อ เรื่องแบบนี้ใครจะกล้าเล่าให้ฟังกัน ไวน์ไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงทำป้าลินร้องไห้หรอก” ไวน์ที่กำลังตอบแชทคนรักอยู่เงยหน้าขึ้นมาส่ายหัวสุดชีวิต เรื่องที่เพิ่งรู้มาเขาก็ไม่ได้รู้รายละเอียดดีขนาดที่จะไปเล่าให้ใครฟังต่อได้แถมมันก็น่าลำบากใจที่จะเล่าเรื่องโหดร้ายให้คนร้องไห้ง่ายอย่างไพลินฟัง ทางที่ดีเลี่ยงให้คนอื่นที่รับมือได้เข้าไปพูดจะดีกว่า

“อืม...ดีแล้วเพราะลุงทศเขาอยากเล่าเอง” ทรรศพลยิ้มรับแล้วเดินนำเข้าไปในลิฟต์โดยไวน์เป็นคนกดชั้นที่ต้องการ ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงห้องพักฟื้นคนไข้ที่มีชื่อทศพล วราวุธกิจ ติดอยู่หน้าประตู

ก๊อก ๆ

สองพ่อลูกเคาะประตูเป็นมารยาทก่อนจะเปิดเข้าไป แต่เหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าทำเอาพวกเขาตกใจรีบวิ่งเข้าไปกลางห้องทันที

“พูดอะไรสักอย่างสิ!!” ไพลินน้ำตานองหน้า ตวาดพร้อมเขย่าตัวพัชชาอย่างแรงเหมือนคนที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้จนต้องระเบิดออกมา

“ป้าลิน // พี่ลิน!!” ทรรศพลรีบเดินไปรั้งตัวไพลินให้แยกออกจากพัชชา โดยมีไวน์ประคองพัชชาไว้ไม่ให้ล้มไปกับพื้นหลังเสียหลักตอนมือไพลินหลุดออกจากแขน

“พี่ลินใจเย็น” ทรรศพลกอดรัดเอวไพลินที่พยายามกระชากตัวให้หลุดจากการรัดกุม

“ช่วยเล่าอะไรให้ฟังหน่อยได้ไหม ฮือ...ช่วยเล่าอะไรที่ ทำให้ฉันตาสว่างสักทีเถอะ ฮึก..ฮือ...อย่าให้ฉันโง่อยู่แบบนี้เลย!” ไพลินร้องไห้สะอึกสะอื้นแทบขาดใจ เธอไม่เคยรับรู้อะไรเกี่ยวกับครอบครัวของตัวเองเลยสักนิด ทั้งสามีหรือลูกชาย เธอไม่อาจทนต่อไปได้อีกแล้ว คนที่รักทั้งสองคนถูกทำร้ายจนเกือบตายแต่เธอกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย คนอย่างเธอมันไร้ค่าจนอยากหยุดลมหายใจตัวเองไปเสียให้พ้นๆ

“พัชชาได้โปรด...ฮือ” ไพลินยกมือไหว้พัชชาอย่างอ้อนวอน ภาพตรงหน้าทำเอาทุกคนน้ำตาคลออย่างนึกสงสาร ไพลินที่ทุกคนเคยรู้จักมักมีรอยยิ้มสดใสอบอุ่นอยู่เสมอแต่ตอนนี้กลับมีเพียงดวงตาหมองเศร้าที่เต็มไปด้วยความขมขื่นของชีวิต บรรยากาศสีเทาปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมานอกจากเสียงสะอื้นไห้ที่ดังไม่ขาดสาย

“ก็ได้...ถ้าอยากรู้ฉันจะเล่าให้ฟัง” พัชชาหันไปมองหน้าทศพลที่นอนไม่ได้สติ ในตอนแรกเธออยากให้ไพลินได้ฟังทุกอย่างจากทศพลตามที่เจ้าตัวต้องการ แต่ตอนนี้ไพลินคงทนรอต่อไปไม่ไหวแล้วถึงได้ดูสติแตกขนาดนี้ หากยังปิดต่อไปอาจเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาอีกแน่ สู้เธอเล่าไปเลยดีกว่าเผื่อคนตรงหน้าจะคิดอะไรได้มากขึ้นแล้วช่วยเหลือแทนได้บ้าง

“เรื่องมันเริ่มจาก....”

TBC.

ความคิดเห็น