chanlee

เราย้ายไปลงนิยายที่ readawrite แล้วนะคะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 20

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2561 01:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20
แบบอักษร

​ตอนที่ 20

สองวันผ่านไป ครูซก็ได้รับการติดต่อกลับมาจากพัชชา เธอนัดเขาออกไปพบที่โรงแรมนอกตัวเมืองแห่งหนึ่ง ทันทีที่เห็นหน้ากัน ชายหนุ่มก็ยิงคำถามใส่ไม่หยุดจนหญิงวัยกลางคนต้องยกมือห้าม บอกให้ใจเย็นแล้วรับฟังเรื่องที่เธอจะพูดอย่างมีสติ

ซึ่งเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาครูซคาดเดาถูกไปเกินครึ่ง คนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดคือคุณหญิงรัศมี แต่ที่ทำให้เขารู้สึกอึ้งจนแทบลืมหายใจก็คือ แทนรู้อยู่แล้วว่าสักวันมันต้องเกิดขึ้น จึงสั่งให้เขาหยุดงานไปหนึ่งสัปดาห์เพื่อกันให้ออกห่างจากเรื่องอันตราย

“เรารู้ว่าคุณหญิงต้องเอาคืนเรื่องที่ดินแน่ๆ แต่ไม่คิดว่าจะเอาคืนด้วยวิธีนี้ ฉันพลาดเองที่ไม่ได้ส่งคนไปคุ้มกันคุณแทน” พัชชาเหม่อมองไปนอกหน้าตาด้วยสายตาหมองเศร้า เธอรู้สึกผิดสุดขั้วหัวใจ เช้าวันนั้นเธอถูกสั่งให้ไปสืบข้อมูลลับกับพวกตำรวจที่ต่างจังหวัด โดยเจ้านายหนุ่มบอกให้เอาบอดี้การ์ดที่จ้างมาไปด้วยเพื่อสะดวกในการทำงาน แม้ตอนแรกเธอจะปฏิเสธเพราะเป็นห่วงแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งได้ จึงต้องปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่ทำงานคนเดียวในบริษัท วันนั้นทั้งวันเธอมัวแต่ยุ่งอยู่กับการหาหลักฐานเพื่อเปิดโปงคุณหญิงจนลืมนึกถึงร่างสูงไปเสียสนิท การลงพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่นจนน่าแปลกใจ ปกติแหล่งกบดานของพวกค้ายามักมีลูกน้องเดินคุมอย่างหนาแน่นแต่ในวันนี้กลับเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด พอมารู้เหตุผลทีหลังว่าทำไมก็สายไปเสียแล้ว เมื่อร่างสูงเอาตัวเองเป็นเป้านิ่งเพื่อดึงดูดความสนใจ

หลังจากทำงานเสร็จเธอก็โทรไปรายงานผลเหมือนทุกที แต่ไม่สามารถติดต่อแทนได้ เธอร้อนใจพยายามขับรถกลับมาด้วยความรวดเร็วแต่ใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะไปถึงคอนโด พัชชาอธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรตอนเห็นสภาพร่างสูงนอนกรีดร้องอยู่กับพื้นห้อง เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลจากการถูกทำร้าย เธอรีบตามคนมาช่วยพาแทนไปส่งที่บ้านหมอไวน์แล้วกลับมาสืบหาตัวคนร้ายต่อ เริ่มตั้งแต่เช็คกล้องวงจรปิด ภาพที่เห็นก็คือร่างสูงถูกชายสามคนแบกขึ้นมาในห้องตอนตีสี่กว่า หนึ่งในคนร้ายมีรอยบากลากยาวตั้งแต่หน้าผากจนถึงคาง ตำหนิบนใบหน้าทำให้เธอรู้ในทันทีว่ามันคือใคร นายดำเป็นหัวหน้าใหญ่ในวงการค้ายา มันเป็นลูกน้องในเครือของคุณหญิงรัศมี จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงสามารถเข้าออกคอนโดแห่งนี้ได้อย่างเปิดเผยในเมื่อเจ้าของที่นี่คือคุณหญิง พัชชาจำหน้านายดำได้แม่น หากเมื่อใดที่ต้องการกำจัดใครหญิงแก่จะส่งมันไปหาเหยื่อเสมอ และครั้งหนึ่งพัชชาเองก็เคยเกือบถูกมันฆ่าเช่นกัน ดีที่ตอนนั้นคนหน้านิ่งช่วยห้ามเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว

“ทำไมคุณแทนต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย” ครูซขมวดคิ้วยุ่ง เขาไม่เข้าใจว่าแค่เรื่องที่ดินภาคใต้ที่คุณหญิงได้มาอย่างไม่ถูกต้องจากการหลอกลวงชาวบ้านจะทำให้ร่างสูงยอมเอาตัวเข้าไปเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จัก

“เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องนั้น” พัชชาละสายตาจากหน้าต่างหันมาจ้องใบหน้าของหนุ่มลูกครึ่ง คนที่ทำให้แทนกล้าลุกขึ้นมาต่อต้านกับคนเป็นย่า

“เรื่องที่ฉันจะเล่าให้เธอฟังเป็นเรื่องราวชีวิตของเด็กคนหนึ่ง ถ้าฟังจบแล้ว ฉันขอร้องเธอ โปรดอย่าได้ทิ้งเด็กคนนี้ไปเลยนะ” ทุกถ้อยคำ ทุกประโยคที่ถ่ายทอดออกมาราวกับหนังโศกนาฏกรรมที่สร้างความสะเทือนใจให้กับครูซ เขาไม่คิดว่าคนคนหนึ่งต้องมาพบเจอเรื่องราวโหดร้ายมากมายเพียงนี้

ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

ถูกทารุณกรรม

เห็นคนฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตา

เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นตอนที่แทนอายุยังไม่ถึงสิบสามปีด้วยซ้ำ

อดีตที่ผ่านมาหล่อหลอมให้คนร่างสูงเติบโตมาในลักษณะนี้ มีความคิดความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปจากคนปกติ ใครจะล่วงรู้ว่าภายใต้ใบหน้านิ่งเฉยแสนเย็นชาต้องเก็บซ่อนความขมขื่นไว้มากมายขนาดไหน ครูซเองก็คงไม่มีวันเข้าใจหากไม่ฟังความจริงทั้งหมดจากปากของพัชชา เพราะมีหลายต่อหลายครั้งที่ชายหนุ่มนึกสงสัยในพฤติกรรมแปลกๆ ที่อีกฝ่ายแสดงออก ถึงตอนนี้เขาคิดว่าแทนนั้นเข้มแข็งอยู่ไม่น้อยที่ผ่านมันมาได้

หลังพูดคุยเสร็จ ชายหนุ่มก็ขับรถกลับอย่างว้าวุ่นใจ คิดอยู่เพียงอย่างเดียวคือ อยากกลับไปโอบกอดแทนให้แน่น อยากปลอบประโลมไม่ให้ต้องทุกข์ทรมานใจ  ทำอะไรก็ได้ที่บ่งบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเขารัก รักโดยไม่สนว่าในอดีตที่ผ่านมาคนหน้านิ่งจะเป็นอย่างไร พบเจอสิ่งใดมาบ้าง เมื่อขับรถมาถึงคอนโด สองเท้าก็ออกวิ่งในทันที ความห่วงหาในใจล้นทะลักออกมาจนเวลารอบกายดูหมุนช้าไปหมด แค่ยืนรอลิฟต์ก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิด ไม่นานนักร่างโปร่งก็มาถึงห้องนอนของคนที่คิดถึง  เขาเดินช้าๆ เข้าไปใกล้ก้มมองใบหน้าที่กำลังหลับใหลอยู่ หนุ่มลูกครึ่งล้มตัวนอนลงข้างกันก่อนสอดแขนรองใต้คออีกฝ่ายแล้วโอบเข้ามากอดไว้แนบอก กอดเพื่อส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดที่เขามี ความรัก ความห่วงใย ความสงสาร แต่เพราะแรงที่ใช้มากเกินไปทำให้แทนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

“ครูซ” เสียงงัวเงียเรียกสติให้คนที่กำลังเหม่อลอยอยู่ก้มลงไปมองคนในอ้อมแขน

“หิวไหมครับ” ครูซถามยิ้มๆ มองร่างสูงที่ขยับใบหน้าซบลงบนอกเขา มือขาวตวัดกอดเอวไว้แน่น อ้อน...ช่วงนี้ชอบอ้อนให้เขารู้สึกใจสั่นอยู่เรื่อยเลย

“ไปไหนมา” แทนตื่นขึ้นมาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าแล้วแต่ไม่เห็นหนุ่มลูกครึ่งอยู่ในห้องจึงนอนรอจนหลับไปอีกรอบ ช่วงที่ผ่านมาเหมือนร่างกายแทนอ่อนเพลียมากถึงได้ง่วงนอนอยู่ตลอดเวลาซึ่งมันผิดวิสัยคนนอนไม่หลับ ทำให้เวลาตื่นนอนเขามักจะปวดหัวทุกครั้งเหมือนร่างกายยังไม่ชินกับนาฬิกาชีวิตใหม่ที่ต่างออกไปจากเดิม

“ผมไปเอาเอกสารที่ต้องเซ็นมาให้” ไม่ได้อยากโกหกแต่ครูซไม่อยากให้แทนคิดมาก และอีกฝ่ายคงไม่พอใจกับการที่เขารับรู้ถึงอดีตที่พยายามฝังเก็บไว้จากปากคนสนิทอย่างพัชชา

“....” แทนไม่ได้สงสัยอะไรเพียงยกมือขึ้นมานวดระหว่างคิ้วให้คลายความมึนงงหลังตื่นนอน

“ลุกไปอาบน้ำแล้วทานข้าวกันเถอะครับ” ครูซจูบลงบนขมับแทน ฉุดแขนให้อีกฝ่ายลุกขึ้นยืน ร่างสูงทำตามอย่างว่าง่ายไม่ได้อิดออดอะไร หนุ่มลูกครึ่งหาเสื้อผ้ามาวางเตรียมไว้ให้ก่อนเดินตามเข้าไปในห้องน้ำ แทนกำลังบีบยาสีฟันใส่แปรงอยู่ตรงอ่างล้างหน้าโดยโน้มตัวพิงขอบอ่างไว้เพื่อพยุงไม่ให้น้ำหนักทิ้งลงไปยังส่วนล่างมากนัก ท่ายืนขัด ๆ เหมือนไม่สบายตัวทำให้ครูซรู้สึกผิดไม่อยู่ไม่น้อย

“ยังเจ็บอยู่ไหมครับ” ช่องทางด้านหลังฉีกขาดจนลุกไม่ได้หนึ่งวันเต็ม ยังดีที่แทนเป็นคนแข็งแรงจึงสามารถกลับมาเดินเหินได้ตามปกติ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือร่างสูงชินชากับความเจ็บปวด ไม่ใช่ไม่รู้สึกแต่ว่าอดทนมาตลอดจนมันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว

“ไม่เท่าไหร่” แทนบอกปัดๆ ไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่เหมือนร่างโปร่งจะไม่คลายความกังวลเลยสักนิด ใบหน้าเนียนยังคงขมวดคิ้วยุ่ง ยืนจ้องอีกฝ่ายไม่ลดละ ตอนที่ครูซโดนแทนกดถึงจะถูกทำรุนแรงป่าเถื่อนขนาดไหนแต่ก็ไม่เคยฝืนเข้ามาภายในตัวเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียวหากไม่นับช่วงแรกที่ทำไปโดยไร้สติ คนหน้านิ่งมักเตรียมความพร้อมให้เสมอ เขาเลยไม่เคยได้รับบาดเจ็บรุนแรง แตกต่างจากบทรักที่เขาเป็นฝ่ายกระทำ เขาไม่มีสิทธิ์ควบคุมอะไรสักอย่าง เลยทำให้คนใจร้อนเจ็บตัวหนักแบบนี้

“ขอโทษครับ” ครูซกอดแทนจากข้างหลัง วางคางไว้ที่ไหล่อีกฝ่าย ใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในกระจกเงาหมองลงจนแทนต้องเอื้อมมือไปลูบผมปลอบประโลมไม่ให้คิดมาก

“ผมคงไม่เหมาะจะกอดคุณแบบนั้น” พูดยอมรับออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา ถึงตอนเป็นฝ่ายทำเขาจะมีความสุขแต่ต้องมาเห็นร่างสูงเจ็บตัวแบบนี้ เขายอมถูกกดเองเสียดีกว่า

“หึ” แทนแค่นหัวเราะในลำคอก่อนบ้วนปากแล้วหันไปหอมแก้มครูซเป็นการตอบรับ บทรักของครูซก็ไม่ได้แย่แต่แทนว่ามันไม่ทันใจ เขาชอบเป็นฝ่ายกระแทกเข้าไปในตัวครูซมากกว่า ชอบเห็นสีหน้ากึ่งสุขกึ่งเจ็บของอีกฝ่าย

“รีบอาบน้ำนะครับ ผมไปจัดโต๊ะรอ” ครูซจูบหลังคอขาวเบาๆ แล้วผละออกไปเตรียมอาหารพร้อมยาไว้ให้ หลังจากทานข้าวทานยาเสร็จทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง แทนจะใช้เวลานั่งจ้องหน้าจอคอมวันละหลายๆ ชั่วโมงเพื่อเคลียร์งานที่ทำค้างไว้ โดยมีครูซคอยช่วยดูแลอยู่ข้างกัน มีแค่บางเวลาที่หนุ่มลูกครึ่งจะออกไปบริษัทเพื่อประสานงานให้ แต่ก็ไม่มากนักเพราะเขาเป็นห่วงร่างสูง ไม่อยากให้อยู่ในห้องโดยลำพัง ทั้งคู่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ราวกับก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แทนไม่พูด ครูซไม่ถาม ต่างคนต่างทำตัวปกติ แม้ในใจจะรู้ว่าทุกอย่างนั้นไม่ใกล้เคียงกับคำว่าปกติเลยก็ตาม  

.

.

.

ตอนนี้แทนไม่ได้ออกไปไหนมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ชายหนุ่มอาการหนักกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่สัมผัสหรือใกล้คนอื่นไม่ได้ ตอนนี้แค่เห็นใครที่ไม่ใช่ครูซ ชายหนุ่มก็ตัวสั่นไม่หยุด จิตใจหดหู่จนไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกที่แสนสกปรก แม้กระทั่งพัชชาหรือหมอไวน์ก็ไม่สามารถแตะตัวได้เหมือนเมื่อก่อน แทนจึงทำได้แต่อยู่ในห้องค่อยๆ ทานยาปรับสารเคมีในสมองให้กลับมาอยู่ในสภาวะคงตัวอีกครั้ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่เพราะร่างกายที่รับยามานานเริ่มดื้อยาแล้ว ต้องเพิ่มยาที่แรงขึ้นอีกบวกกับสภาพจิตใจที่ต่อต้านอย่างรุนแรงก็ทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร

“คุณแทนวันนี้ผมเข้าบริษัทนะครับ ข้าวเช้ากับข้าวเที่ยงอยู่ในครัว อย่าลืมทานยาด้วย ถ้ามีอะไรโทรหาผมได้ตลอดเวลาเลยนะ” ครูซจูบหน้าผากมน เกลี่ยผมที่ยาวปรกหน้าออกให้อย่างเอ็นดู

“อืม~” แทนกึ่งหลับกึ่งตื่น ครางตอบรับอย่างงัวเงียก่อนเปิดเปลือกตามองคนที่คร่อมร่างตนไว้ มือขาวรั้งแขนเสื้ออีกฝ่ายแน่นเมื่อสมองเพิ่งประมวลสิ่งที่ได้ยินว่า ครูซจะไม่อยู่ด้วย

“เดี๋ยวผมรีบกลับครับ ไม่เกินห้าโมงเย็น” เห็นท่าทางน่ารักแบบนี้ทำเอาไม่อยากออกไปไหนเลย หนุ่มลูกครึ่งจับตัวแทนพลิกขึ้นมานอนบนตัวเขาแล้วลูบหลังกว้างเบาๆ แทนซบหน้าลงกับหน้าอกครูซ

“รีบกลับมานะ” แทนชอบนอนท่านี้มาก ยามที่ร่างกายถูกห่อหุ้มอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่น เขารู้สึกปลอดภัย

“ครับ ผมจะรีบกลับ” หลังจากครูซออกจากห้องไปร่างสูงก็นอนหลับไปอีกหนึ่งตื่น ก่อนลุกมากินข้าวกินยาตอนเที่ยง กิจวัตรประจำของแทนก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง ตื่นนอน กินข้าวกินยา ทำงาน ออกกำลังกาย แล้วก็นอน ทุกๆ วันหมดไปอย่างเลื่อนลอยแต่น่าแปลกที่เขากลับชอบชีวิตแบบนี้ ไม่ต้องออกไปไหน ไม่ต้องพบเจอใคร มีแค่เขากับครูซสองคนก็เพียงพอแล้ว

.

.

.

ภายในตึกร้างสภาพทรุดโทรมย่านชุมชนแออัด หัวหน้าค้ายาเสพติดรายใหญ่กำลังหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจหัวซุกหัวซุน ในมือมันมีปืนสีดำขลับอยู่หนึ่งกระบอก แขนซ้ายถูกยิงจนเลือดหยดเป็นทางยาว ใบหน้าเคร่งเครียดมีเหงื่อไหลนองด้วยสภาวะกดดัน

“แม่งเอ้ย!!” นายดำสบถออกมาเมื่อได้ยินเสียงตำรวจพูดเกลี้ยกล่อมให้ยอมมอบตัว มันชะโงกหน้าลงไปมองด้านล่างที่มีตำรวจหลายสิบนายถือปืนอยู่ในท่าพร้อมยิง ตลอดชีวิตมันไม่เคยต้องมาอยู่ในสภาพจนตรอกขนาดนี้มาก่อน ลูกน้องมันหลายคนถูกวิสามัญไปแล้ว เหลือเพียงมันที่ไหวตัวทันหลบหนีออกมาได้จากการล่อซื้อยาจากสายตำรวจ มันค้ายามาตลอดชีวิต เส้นสายที่อยู่เบื้องหลังก็เยอะจึงไม่เคยกลัวกับการถูกจับแต่ครั้งนี้มันคาดว่าตัวเองคงไปขัดขารายใหญ่เข้าถึงถูกเล่นงานเอาได้

“กูไม่ออกไปหรอกโว้ย! อยากจับก็เข้ามา” ถ้าจะตายก็ตายอย่างนักเลง มันไม่สนใจอีกแล้ว

เสียงรอบข้างเงียบไป ทุกอย่างนิ่งสงบจนอดแปลกใจไม่ได้ นายดำชะโงกหน้าออกไปดูอีกครั้ง มันขมวดคิ้วยุ่งเมื่อไม่เห็นตำรวจอยู่เลยสักคน มันหันซ้ายหันขวาอย่างหวาดระแวง และเพียงเสี้ยววิมือที่ถือกระบอกปืนอยู่ก็โดนยิงเข้าอย่างจัง มันร้องออกมาสุดเสียงด้วยความทรมาน นอนดิ้นพล่านกับพื้น เลือดสีสดทะลักของมาจากปากแผลไม่หยุด ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนมันไม่ทันได้ระวังตัวจึงถูกมือปืนที่ดักซุ่มอยู่อีกฝั่งหนึ่งของตึกร้างจัดการเข้าจนได้

“ห้ามเลือดก่อน” เสียงตำรวจตะโกนคุยกันดังขึ้นมาอีกครั้ง มันถูกปฐมพยาบาลก่อนโดนจับใส่กุญแจมือพาขึ้นรถไปที่ห้องขังทันที นายดำนั่งพิงกรงขังด้วยสภาพอิดโรยจากการเสียเลือด มันเกือบหลับลงไปแล้วหากไม่ได้ยินเสียงรองเท้ากระทบกับพื้นดังขึ้นมาเสียก่อน

“เป็นไงบ้างครับ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตร รอยยิ้มประทับอยู่บนใบหน้า

“มึงเป็นใคร” นายดำถามด้วยความสงสัย เขาไม่รู้จักหนุ่มลูกครึ่งคนนี้

“ผมเป็นใครไม่สำคัญหรอก แค่วันนี้ผมมีเรื่องอยากถาม แหล่งผลิตยาล็อตใหญ่ของคุณหญิงรัศมีอยู่ที่ไหนครับ”

“มึงเป็นตำรวจหรือไงวะ ทำไมกูต้องบอกมึงด้วย” หน้าตาท่าทางดูสำอางขนาดนี้ไม่น่าจะใช่แน่ๆ

“ผมไม่อยากเสียเวลากับคุณมากเดี๋ยวจะกลับไปไม่ทันนัดสำคัญ รีบบอกมาก็พอว่าอยู่ที่ไหน ไม่อย่างนั้นผมจะส่งคนไปรับน้องไนท์ที่โรงเรียน”

“มึงอย่ามายุ่งกับลูกกู ไอ้สัด! มึงเป็นตำรวจเหี้ยอะไรมาข่มขู่คนอื่นวะ!!”

“คุณก็บอกอยู่นี่ว่าผมไม่ใช่ตำรวจ แล้วมันก็ดันเป็นเรื่องจริงที่ผมไม่ใช่ ผมถึงเข้ามาทำหน้าที่แทนตำรวจที่มีจรรยาบรรณค้ำคออยู่ไงครับ ตอนนี้มีสองตัวเลือกให้คุณ หนึ่งยอมบอกมาทุกอย่างที่ผมอยากรู้ สองปิดปากเงียบต่อไปปล่อยให้ลูกกับภรรยาตกอยู่ในอันตราย บอกก่อนนะว่าผมพูดจริงทำจริง” ดวงตาจริงจัง น้ำเสียงหนักแน่นทำให้คนฟังใจแกว่ง ถึงมันจะเลวขนาดไหนแต่เรื่องครอบครัวมันรักยิ่งกว่าชีวิต

“มึงอย่ายุ่งกับลูกเมียกู!”

“งั้นถือว่าคุณเลือกแล้ว” รอยยิ้มหวานที่ส่งมาไม่ได้ทำให้คนที่ได้รับรู้สึกดีเลยสักนิด นายดำเม้มปากแน่นมันชั่งใจอยู่สักพักก่อนพูดทุกเรื่องที่รู้ให้หนุ่มลูกครึ่งฟังจนหมดสิ้น

“ผมให้สัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับครอบครัวของคุณ แต่สำหรับคุณหญิงรัศมีผมไม่รับประกัน ถ้าคุณยังมีปากเอาไว้พูด มีมือเอาไว้เขียน เธอคงไม่ปล่อยไว้ง่ายๆ” นายดำชะงักตัวลงเมื่อฟังจบ ทำไมมันจะไม่รู้ว่าชีวิตหลังต่อจากนี้ของมันจะเป็นอย่างไร

“กูคงไม่ออกไปอีกแล้ว กูขอร้องมึงสักอย่าง ช่วยลูกช่วยเมียกูด้วย ห้องใต้ดินบ้านกูมีเงินอยู่ในนั้นสิบล้านมึงเอาไปเลย”

“ผมไม่ได้อยากได้เงิน...แต่สิ่งที่ผมต้องการ คุณให้ได้เสมอ” มือเรียวหยิบเชือกไนล่อนสีขาวยื่นผ่านซี่กรงเหล็กให้ นายดำมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าสลับกับหนุ่มลูกครึ่ง มันแคลนยิ้มออกมาแล้วหยิบไปกำไว้แน่น

“มึงแค้นอะไรกูขนาดนั้นวะ หึ! หรือกูไปลากเมียมึงมานอนด้วย”

“ไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียง คุณคงไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ผมใช้ความอดทนมากขนาดไหน”

“ฮ่าๆ งั้นมึงคงไม่ต้องทนแล้วล่ะ กูจะไปให้สาสมกับที่มึงต้องการ แต่กูขออย่างเดียวครอบครัวกูต้องปลอดภัย”

“ผมไม่รับปาก” ร่างโปร่งกอดอกแสยะยิ้มร้าย

“มึง!” นายดำกำกรงเหล็กแน่น ถลึงตาใส่ด้วยความโมโหสร้างเสียงหัวเราะให้กับอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก  เขากับมันก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ บ้าคลั่งเมื่อของรักถูกทำลาย แต่มันคงจะโชคดีกว่าเขา ที่แค่โดนข่มขู่ไม่ใช่ถูกทำให้ย่อยยับลงไปจริงๆ

“แต่จะพยายามทำให้ครับ” ไอ้ฝรั่งนี่คงจะเกลียดมันจริงๆ ถึงได้กวนประสาทกันจนวินาทีสุดท้าย

“มึงไม่ออกไปสักทีวะ” นายดำที่ฝืนความเจ็บใช้มือผูกเชือกกับกรงเหล็กหันไปถามหนุ่มลูกครึ่งที่ยืนมองมันไม่วางตา

“ผมอยากเห็น” น้ำเสียงเย็นชาตอบกลับไปราวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

“มึงมันโรคจิต” ไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำด่าทอ เขาสนใจแค่สิ่งที่คนตรงหน้าจะทำต่อจากนี้ไปต่างหาก

“อย่าลืมที่ตกลงกันไว้” นายดำสั่งเสียก่อนจะสอดคอเข้าไปในห่วงเชือก มันหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนทิ้งน้ำหนักลงคุกเข่ากับพื้น เชือกดึงรั้งคอไว้แน่น ร่างกายกระตุกดิ้นไปมาตามกลไกของร่างกาย ดวงตาที่ปิดลงในตอนแรกเบิกกว้าง เส้นเลือดในตาปูดบวมก่อนแตกกระจายจากแรงดันจนเลือดไหลทะลักออกจากเบ้า ลิ้นห้อยจุกปาก เสียงลมหายใจดังขึ้นเป็นเฮือกสุดท้ายก่อนความทุกข์ทรมานทุกอย่างจะหยุดนิ่งลง

            ภาพทุกอย่างอยู่ในสายตาของหนุ่มลูกครึ่ง เขาไม่ได้สงสาร ไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งนั้นนอกจากความคิดที่ว่าสาสมแล้วกับสิ่งที่มันทำเอาไว้กับคนของเขา สาสมแล้วที่กล้ามาแตะต้องสิ่งที่เขารัก

.

.

.

“กลับมาแล้วครับ” เสียงนุ่มทุ้มเรียกให้คนที่กำลังนั่งจ้องหน้าจอคอมเงยหน้าขึ้นมามอง

“กลับช้า” แทนพูดด้วยสีหน้าหงุดหงิดใจ ตอนนี้หกโมงครึ่งเลยเวลาที่อีกฝ่ายบอกว่าจะกลับมาเป็นชั่วโมงแล้ว

“ขอโทษครับ” ครูซไม่ได้พูดหาข้อแก้ตัว ชายหนุ่มเพียงเดินไปล้างมือแล้วกลับมาทรุดนั่งลงกับพื้นข้างแทนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ หนุ่มลูกครึ่งคว้ามือขาวซีดขึ้นมากดจูบก่อนแนบหน้าลงบนต้นขาร่างสูง

“เหนื่อยเหรอ” สีหน้าดูอ่อนล้า บวกกับท่าทางผิดปกติไปจากทุกวันทำให้แทนอดที่จะถามออกไปไม่ได้ เขารู้สึกผิด งานในบริษัทครูซรับทำเองมากกว่าครึ่งเพราะเขาไม่สามารถไปทำงานได้

“ไม่เหนื่อยหรอกครับ คุณแทนหิวหรือยัง”

 “อืม”

“งั้นรอสักครู่นะครับเดี๋ยวผมไปทำให้”

“ไม่ต้อง ทำไว้แล้ว” มื้อค่ำวันนั้นผ่านไปอย่างเรียบง่ายแต่ทำเอาครูซยิ้มไม่หุบ นานๆ ทีจะได้กินอาหารที่แทนทำเพราะปกติจะมีแต่เขาที่ทำให้ตลอด ทั้งที่ความจริงแล้วคนหน้านิ่งทำอร่อยกว่าเสียอีก แทนที่กินยาเสร็จก็ลุกมานั่งดูโทรทัศน์รอครูซเก็บล้างจานในห้องนั่งเล่น

เมื่อเวลา 13.00 น.ตำรวจได้บุกทลายกลุ่มค้ายาเสพติดรายใหญ่ใจกลางเมือง หัวหน้าใหญ่มีชื่อว่านายดำอายุ 38 ปีและลูกน้องได้มีการลับลอบขนยาเสพติดจำนวนมากข้ามประเทศ......... มีโทษประหารชีวิต

“นี่อะไร” แทนหันกลับไปถามคนข้างตัวที่เพิ่งนั่งลงข้างกันตอนข่าวจบพอดี  “ครูซ” ร่างสูงเรียกย้ำอีกครั้งด้วยความกังวล ข่าวนี้จะไม่น่าแปลกใจเลยหากภาพในนั้นไม่มีใบหน้าของครูซอยู่ในทีมสืบสวนของตำรวจด้วย ครูซนั่งนิ่งไม่ได้มีสีหน้าสะทกสะท้าน มือเรียวเอื้อมไปหยิบรีโมทในมือแทนมากดปิดโทรทัศน์ลงหลังไม่มีใครให้ความสนใจกับมันอีก

 “ก็สมควรแล้วนี่ครับ” ครูซสบตาแทนพูดตามที่ใจคิด เขาทำแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่พวกมันทำกับแทน เขาอยากฆ่ามันด้วยมือตัวเองให้สาสมกับความเลวที่มันก่อ แต่สิ่งที่ได้ยินจากปากครูซทำเอาใจแทนเต้นด้วยความหวาดกลัว กลัวจะสูญเสียอีกฝ่ายไป

“อย่ายุ่งกับเรื่องนี้” แทนกำข้อมือของครูซแน่น เน้นย้ำคำพูดตนด้วยท่าทางจริงจัง ถ้ายายแก่นั้นเห็นข่าวนี้มันต้องพุ่งเป้าไปล้างแค้นที่ครูซแน่ๆ

“ถ้าเรื่องที่กำลังพูดถึงอยู่เกี่ยวกับคุณแทน ผมคงยอมทำให้ไม่ได้และอย่าได้คิดจะไล่ผมให้ออกห่างจากเรื่องนี้เพราะไม่มีวัน” ครูซบิดมือออกจากการกอบกุม เขาไม่ชอบเวลาที่แทนกันเขาออกจากทุกเรื่อง เขาทำอะไรได้มากกว่าที่อีกฝ่ายคิด ไม่มีใครทนยืนมองคนที่รักถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้หน้าตาเฉยหรอก

“มันเป็นเรื่องของผม คุณไม่เกี่ยว!” สิ้นคำพูด ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ใจของครูซราวกับมีใครควักออกมาบีบเล่น มันปวดไปหมด ไม่เกี่ยว คุณแทนพูดออกมาได้ไงกัน

“ก็ได้ครับ งั้นเราต่างคนต่างทำเรื่องของตัวเองไม่ก้าวก่ายกัน แล้วอย่าลืมว่าคุณแทนก็ไม่มีสิทธิ์สั่งผมเหมือนกัน” ครูซบอกแทนจบก็ลุกขึ้นยืนเดินไปคว้ากุญแจรถบนโต๊ะ เขาไม่อยากอารมณ์เสียใส่แทน ถึงรู้ว่าอีกฝ่ายพูดด้วยความเป็นห่วงแต่มันก็มีบางอย่างที่ติดอยู่ในใจว่าจริงๆ แล้วแทนยอมรับเขาเข้ามาในชีวิตหรือยัง ถึงจะแสดงออกว่าเขานั้นพิเศษกว่าคนอื่น เป็นคนที่แทนต้องการแต่บางครั้งเขากลับรู้สึกห่างไกลจากอีกฝ่ายมากเหลือเกิน 

“ไปไหน” แทนรีบลุกเดินตามไปแต่ครูซไม่สนใจไม่แม้แต่จะหันกลับมาตอบคำถามเลยสักนิด มือเรียวคว้าลูกบิดเปิดประตู แต่ระหว่างที่กำลังจะก้าวเท้าออกไปแทนก็ใช้มือซ้ายดันประตูปิดไว้ก่อน มือขวาโอบล้อมเอวสอบรั้งเข้ามาหาตัว จนอกหนาแนบชิดเข้ากับแผ่นหลังอีกฝ่าย กลายเป็นว่าตอนนี้แทนคร่อมตัวครูซที่หันหลังอยู่เอาไว้ แทนรั้งเอวของครูซดึงเข้ามาชิดตัวมากขึ้น แต่ครูซขืนตัวไว้ไม่ยอมเอนไปหาตามแรงดึง

“หันมา...ครูซ!” แทนกำแขนครูซแน่นขึ้นแล้วกระชากให้หันกลับมาก่อนผลักให้อีกฝ่ายติดกับประตู เขาไม่ชอบเวลาที่หนุ่มลูกครึ่งทำเป็นเมินกันแบบนี้ ทำเหมือนกับเขาไม่มีค่าพอที่จะใส่ใจ

“ทำผมเจ็บอีกแล้วนะ” ครูซเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางสบตาแทนนิ่ง ใบหน้าที่มักเฉยชาอยู่เสมอตอนนี้กลับแดงก่ำไปหมด ดวงตาก็คลอไปด้วยหยดน้ำใสที่พร้อมไหลออกมาทุกเมื่อ ครูซถอนหายใจออกมายาวเหยียด เล่นมาทำหน้าตาแบบนี้ใส่ แล้วเขาจะทนเฉยต่อไปได้ไงกัน

“ผมเป็นห่วง...คุณเป็นคนเดียวที่ผมเสียไปไม่ได้” แทนดึงครูซเข้ามากอดรัดแน่น น้ำตาที่เอ่ออยู่ไหลออกมาจนเปียกชุ่มไปทั่วซอกคอของครูซ ทำเอาอารมณ์ขุ่นมัวก่อนหน้านี้หายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน

“อย่าพูดว่าผมไม่เกี่ยวอีกนะครับ” ครูซยกมือกอดตอบพลางลูบผมสีนิลให้คลายกังวล

“ขอโทษ ผมจะไม่พูดอีก” เสียงสั่นครืนทำเอาใจครูซสั่นไหวไปด้วย

“เลิกร้องเถอะครับ ตาแดงหมดแล้ว”

“มันใกล้จบแล้ว อย่าเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเลยนะ”

“ครับ” เขาแพ้ทางร่างสูงจริงๆ แค่เห็นน้ำตากับใบหน้าหมองเศร้าเป็นอันต้องยอมทำตามทุกอย่างแบบขัดไม่ได้ทุกที หลังจากตกปากรับคำกับแทนไปในวันนั้น ครูซก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องแผนการของอีกฝ่ายอีก แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะสายเกินไป เมื่อคุณหญิงรัศมีปักใจเชื่อไปแล้วว่าคนที่กำลังตามล่าคดีในอดีตของเธออยู่คือครูซ

.

.

.                 

“ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ตามไปดี ๆ อย่าส่งเสียง” ครูซที่กำลังเดินออกจากคอนโดเพื่อไปทำงานตามปกติ ถูกชายชุดดำไม่ต่ำกว่าห้าคนรุมทำร้ายแล้วลากขึ้นรถตู้โดยมีมีดจ่อคอขาวข่มขู่

“พวกคุณเป็นใคร” ชายหนุ่มพยายามประคองสติไว้แล้วใช้มือล้วงเข้าไปให้กางเกงเพื่อกดเปิดสัญญาณ GPS ครูซคิดล่วงหน้าไว้แล้วว่าสักวันหนึ่งเขาต้องถูกเล่นงานแน่ๆ จึงเตรียมพร้อมตั้งรับไว้เสมอ

“มึงไปขัดขาใครไว้ล่ะ”

“ผมไม่รู้ ผมไม่เคยไปทำเรื่องไม่ดีใส่ใคร” ครูซพยายามเบี่ยงเบนความสนใจพวกมันด้วยการพูดคุย

“หึ...เรื่องดี ๆ ที่มึงทำนั่นแหละส่งผลเสียต่อเจ้านายกู!!” ชายคนที่จ่อมีดขู่อยู่เค้นเสียงพูดด้วยความรำคาญใจแล้วจิกกระชากผมนิ่มเต็มแรง สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครูซไม่น้อย

“แล้วถ้าไม่อยากตายไวก็ช่วยหุบปากด้วย อย่าหาว่ากูไม่เตือน” ครูซไม่รู้ว่ากดเปิดสัญญาณ GPS ติดแล้วหรือยัง เขาไม่อาจก้มไปดูให้แน่ใจเพราะกลัวถูกจับได้เรื่องจะวุ่นวายไปมากกว่านี้จึงจำยอมนอนนิ่งๆ ไม่ให้พวกคนร้ายผิดสังเกต ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนพยายามสอดส่องมองออกไปนอกรถเพื่อดูเส้นทางแต่ว่ากลับมองไม่เห็นอะไรสักอย่างเพราะทั้งรถติดฟิล์มดำสนิท และกระจกหน้ารถก็ไกลเกินกว่าจะมองไปถึงเพราะถูกกดศีรษะให้แนบไปกับเบาะรถ ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงรถตู้ก็จอดสนิทในโกดังร้างแหล่งหนึ่ง ครูซถูกจับลากให้เดินเข้าไปข้างใน บริเวณโดยรอบมีต้นไม้และหญ้าสูงขึ้นเต็มไปหมด ที่นี่เหมือนที่กบดานเพื่อหลบสายตาจากผู้คน เพราะข้างนอกดูเป็นโกดังร้างแต่ภายในกลับเต็มไปด้วยของอำนวยความสะดวกซ้ำยังติดแอร์เหมือนเป็นบริษัทย่อมๆ ด้วยซ้ำ ครูซกัดฟันแน่นเมื่อถูกคนร้ายถีบที่หลังอย่างแรงจนล้มไปกองอยู่ที่พื้น

กึง กึง

เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นเรียกให้ครูซเงยหน้าขึ้นไปมอง

“คุณหญิงรัศมี” ครูซเอ่ยเรียกชื่อคนตรงหน้าออกมา หญิงสูงวัยที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพงเหยียดยิ้มมุมปากมองสภาพครูซที่นอนเปื้อนฝุ่นด้วยสายตาสมเพช

“ดูแกจะไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่นะที่เห็นฉัน” ครูซไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพื่อพยุงตัวลุกขึ้นยืนแล้วจับจ้องอีกฝ่ายด้วยสีหน้านิ่งเฉยสร้างความเดือดดาลใจให้คุณหญิงรัศมีไม่น้อยเพราะไม่เคยมีใครแสดงท่าทีแบบนี้กับเธอมาก่อน ดวงตาที่ไม่มีความหวาดกลัวหรือสั่นไหวอยู่เลย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความท้าทายมันน่าทำลายให้ย่อยยับ

เพล้ง

“แกส่งหลักฐานไปให้พวกตำรวจใช่ไหม!!” หญิงสูงวัยหยิบแก้วน้ำที่วางอยู่ใกล้มือปาไปที่ใบหน้าของครูซเต็มแรงแต่ชายหนุ่มไหวตัวหลบทันจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ

“แกเกือบทำสำเร็จแล้ว แต่คงต้องแสดงความเสียใจด้วยที่ฉันมีเส้นสายมากกว่าที่แกคิด หึ...แล้วรู้ไหมไอ้พวกลองดีมันต้องเจอกับอะไร”

หมับ

“อึก!” ชายชุดดำสองคนเข้ามาล็อกตัวครูซไว้แน่นไม่ให้ร่างโปร่งขยับตัวหนีได้

“แกเล่นผิดคนแล้ว! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน” หญิงแก่กำลังง้างมือฟาดลงบนใบหน้าของครูซแต่มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังแทรกขึ้นมาก่อน ทุกคนหยุดนิ่งมองเพ่งไปที่ครูซ

Rrrr Rrrr

“หยิบมาให้ฉัน” สิ้นเสียงทรงอำนาจ ชายชุดดำก็รีบล้วงมือหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงครูซส่งให้คุณหญิงทันที ครูซภาวนาขออย่าให้คนที่โทรมาเป็นแทนเลย ไม่อย่างนั้นคุณหญิงคงใช้เขาเป็นเครื่องมือล่ออีกฝ่ายออกมาแน่

“ห่างกันไม่ได้เลยสินะ” หญิงสูงวัยยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ “ฉันรับให้ก็แล้วกันนะ แทนฟ้าคงเป็นห่วงแกแทบแย่แล้ว” 

ครูซขบกรามแน่นเมื่อเห็นคนตรงหน้าสไลด์นิ้วมือรับสายด้วยท่าทีสบาย ๆ

อยู่ไหน

“เป็นห่วงกันเสียจริงนะ”

คุณย่า

“ดีที่ยังจำกันได้และถ้าแกยังจำได้อีกอย่างก็คือ...ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าให้เลิกยุ่งกับมัน” ที่จริงเธอคิดจะกำจัดครูซไปตั้งนานแล้วแต่ช่วงหลังมานี้มีแต่เรื่องวุ่นวายให้ตามแก้ ทำให้ไม่ได้ลงมือเสียทีจนมันหันมาแว้งกัดเธอด้วยการร่วมมือกับพวกตำรวจจับแก๊งนายดำเพื่อเค้นให้พวกนั้นซัดทอดคดีอุ้มฆ่าในอดีตมาถึงเธอ วินาทีที่ได้รู้ข่าว คำว่า ตาย เท่านั้นที่เธอจะมอบให้หนุ่มลูกครึ่ง

อย่ายุ่งกับเขา!

“ฉันไม่ใช่เลขาที่ต้องฟังคำสั่งจากแก!” คุณหญิงหัวเราะสะใจหลังได้ยินเสียงอาละวาดจากหลานชายในสาย นี่แหละคือสิ่งที่เธอต้องการ แทนยามบ้าคลั่งไร้สติทำอะไรตามสัญชาตญาณ แทนที่กลายเป็นสัตว์ป่า มันทำให้เธอควบคุมง่ายขึ้นเพราะอีกฝ่ายไม่ได้ใช้สมองเหมือนปกติ

“บอกลามันซะสิก่อนที่จะไม่ได้เจอกันอีก...ตลอดกาล” โทรศัพท์มือถือถูกยื่นมาตรงหน้าครูซ แต่ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะส่งเสียงอะไรออกมาสักอย่าง เพราะเขารู้ดีว่าถ้าพูดอะไรออกไปเพียงนิดเดียวคงทำให้แทนคลั่งจนทนไม่ไหวแน่ๆ

“พูด” คุณหญิงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงไม่พอใจแต่ก็ไม่อาจทำให้ครูซอ้าปากพูดอะไรออกมา “ฉันบอกให้พูดไง!” เสียงตวาดลั่นดังขึ้นพร้อมเสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าขาวเต็มแรง

เพี๊ยะ

“ได้...ถ้าอยากลองดีนัก ซ้อมมันจนกว่าจะอ้าปากร้องออกมา” คุณหญิงกดวางสายแล้วหันไปสั่งลูกน้องด้วยสายตาเหี้ยมโหด

ผลัวะ ผลัก

“อึก” ทั้งกำปั้นและฝ่าเท้านับสิบที่กระหน่ำทำร้าย ชายหนุ่มพยายามปัดและสวนคืนแต่แรงของคนหนึ่งคนก็ไม่อาจสู้ชายฉกรรจ์ที่ยืนล้อมอยู่ได้ ร่างโปร่งนอนคู้ตัวยกแขนป้องกันหน้ากับศีรษะเอาไว้ ครูซไม่กังวลอะไรเลยนอกเสียจาก อย่าให้แทนมาตกหลุมพรางคุณหญิงตอนนี้เลย ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เขาตั้งใจทำไว้ทั้งหมดอาจสูญเปล่าลงไปในพริบตา

TBC.

ความคิดเห็น