เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ชื่อตอน : 32.3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 169

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มี.ค. 2561 20:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
32.3
แบบอักษร

แสงแดดยามบ่ายร่วงหล่นประหนึ่งคลื่นมหาสมุทร ลำแสงละมุนแตะม่านตาเมรัยอย่างแผ่วเบา นางตื่นด้วยความเคยชินเก่าๆ หมอผีน้อยกระชับจูเลียในอ้อมแขน ไม่นานนักจูเลียที่งีบหลับจึงลืมม่านตาตื่นจากความฝันสีชมพู ทั้งคู่บิดขี้เกียจไล่ความขี้คร้าน เมรัยยืดแขนชูชี้ฟ้าบิดเอวส่งเสียงดังประหนึ่งแม่หมี หมอผีน้อยหยิบเสื้อจูเลียเช็ดหน้าตนเองและช่วยสวมให้จูเลียอย่างใจกว้าง จูเลียหน้าเหยเกมิกล้าปฏิเสธเมรัยจึงต้องยอมให้อีกฝ่ายติดกระดุมและจัดขอบกระโปรงให้อย่างขะมักเขม้น พิถีพิถัน  

          “เรียบร้อย”

          สมควรกลับบ้านแล้วกระมัง เมรัยเอียงคอมองถามจูเลีย เด็กสาวพลิ้วหน้าหนีด้วยมิกล้าสบตาแพรวพราวเดาใจมิถูก

          เรื่องความแค้นระหว่างพวกนางคงยุติจบสิ้น จบด้วยต่างคนมีความสุขไม่ต้องนึกเสียใจทีหลัง แม้เมรัยจักใช้วิธีรุนแรงแปดส่วน กระนั้นในเมื่อจูเลียยอมยกโทษแล้วก็ลืมเรื่องวิธีการไปเถอะ หากทำเช่นนี้แล้วจูเลียยังดื้อรั้นมิอยากอ่อนข้อให้ เมรัยคงยอมแพ้ ยอมให้วัวเป็นคลายรับใช้จูเลียสักหนึ่งนาทีก็ได้ ไม่ว่าจูเลียสั่งอะไรนางจักทำให้หมด ถึงแม้คำขอนั้นเป็นเรื่องน่าอายก็ตาม

          จ๊อก--หิวแล้ว

          “แถวนี้มีลูกโลมาหิวกระมัง ร้องเสียงดังเชียว”

          “ชิ”จูเลียแค่นเสียงรำคาญ เด็กสาวกุมท้องด้วยความหิวโซ มื้อเช้านางกินมิมากนัก เพราะไม่กล้านั่งในห้องครัวนานกลัวน้องๆล้อเลียน พอนอนจนเลยเวลาทานมื้อเที่ยง ท้องนางย่อมต้องร้องขอประท้วงขอสารอาหาร  

          “กลับกันเถอะ”เมรัยผายมือให้ จูเลียมีนิสัยมิชอบให้ตนเองตกเป็นฝ่ายถูกรังแก นางมิชอบอยู่ต่ำกว่าผู้อื่น แต่ทว่าสำหรับเมรัย หมอผีน้อยผู้นี้ไม่ใช่คนที่นางจะสู้ต่อกรไหวด้วยกำลังแรงจูเลียคนเดียว ให้ตายอย่างไรก็เอาชนะเมรัยไม่ได้

          ยอมกลับบ้านแต่โดยดี กระนั้นแม้เรื่องพวกนางจบแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังไม่หายไปดั่งความจริงมิมีวันตาย

          จูเลียควรวางสีหน้าเช่นไรดีเวลายืนต่อหน้าน้องๆ

          “ไม่มีใครล้อเจ้าหรอก ถ้ามีใครล้อล่ะก็พี่สาวคนนี้จะต่อยมันให้หัวแตกเลย”เมรัยตบกำปั้นเหนือทรวงอกเจตนาแรงกล้าปานแม่ทัพ รอยยิ้มสดใสบอกได้ว่า ต่อให้ไม่มีใครล้อจูเลีย เมรัยนี้แหละจะเป็นคนล้อเอง

          “เหอะ”

          จูเลียค้อนให้อย่างระอา เพราะใครกันรึ นางถึงต้องลงเอยด้วยความอับอายชั่วลูกชั่วหลานเช่นนี้

          ไม่สนเมรัย จูเลียหยิ่งยโสในสันดาน ต่อให้มีใครกล้าล่อนางจริง จูเลียจะจัดการคนผู้นั้นด้วยน้ำมือนาง ไม่ขอความช่วยเหลือใคร จูเลียรู้ว่าเพื่อนๆน้องๆในบ้านไม่มีใครคิดล่อเรื่องน่าอายของนาง เพราะทุกคนรักใคร่กลมเกลียวกันดี ที่จริงแต่ละคนก็เคยมีประสบการณ์ฉี่รดที่นอนกันทั้งนั้น เพียงแต่จูเลียอายุมากที่สุดแล้วยังเป็นหัวหน้ากลุ่มด้วย ชื่อเสียงและศักดิ์ศรีมันนั่งบนบ่าของนาง ยามนี้มันเปรอะเปื้อนเสียแล้ว โธ่

          “ไม่เป็นไร”

          คำพูดเมรัยแลมีพลังวิเศษ จูเลียอึ้งผงะชั่วครู่อย่างนึกไม่ถึงว่าคำพูดประโยคนี้จักออกจากปากเมรัย หมอผีน้อยไม่ลังเลที่จักคลี่ยิ้ม ภายในดวงเนตรมีความปรารถนาและเชื่อมั่นสิบส่วน

          พวกมันแลเรืองรองประหนึ่งดวงตะวัน

          สถานที่ที่จูเลียซ่อนตัวนั้นไม่ไกลจากบ้านเด็กกำพร้า กระนั้นแถวนี้เป็นเขตชุมชนที่มีคนอาศัยไม่มากและยังเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าทำให้ไม่คอยมีชาวเมืองหรือคุณยายคุณตาเดินผ่าน เหมาะแก่การใช้เป็นฐานบัญชาการลับ จูเลียเข้าใจเลือกสถานที่ เมรัยขอชม หากว่าหมอผีน้อยไม่ฉลาดปานนี้ วันนี้คงไม่มีทางหาตัวจูเลียพบ

          “ทำไมพี่เมรัยถึงหาข้าเจอหรือ”

          “เมื่อเช้าเจ้ายังมิอาบน้ำ ข้าจึงอาศัยกลิ่นหาน่ะ”เมรัยอธิบาย จูเลียหน้ามืดอยากตบกระบาลสตรีอายุมากกว่า ดีที่ว่าแถวนี้ไม่มีใคร

          “ข้าอาบน้ำแล้ว!!”

          “!!”เมรัยอ้าปากค้าง แล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ นี้หมอผีน้อยคิดว่านางหนูไม่อาบน้ำจริงๆนะ

          “สรุปหาข้าเจอได้อย่างไร” จูเลียไม่คิดว่าเมรัยจักฉลาดเสมือนยอดนักสืบ คนที่หารเลขไม่เป็นจะสามารถสืบหาร่องรอยคดีเด็กหายได้อย่างไร

          “ข้าเป็นหมอผีก็ต้องถามทางกับผีสิ”

          “………………………”ถ้าเมรัยไม่พูดเรื่องผี จูเลียก็ไม่คิดถึงมันหรอก เพราะคิดถึงมันแล้ว

          “เมื่อคืนมีผีดึงขาข้า”

          “งั้นหรือ”

          “พี่เมรัยไม่มีวิธีกำจัดผีตนนั้นหรือ”

          “อืม ข้าไม่เคยเห็นผีตนนี้ด้วยสิ ฝีมือมันคงร้ายกาจไม่เบา เพราะมันสามารถเล็ดลอดอาณาเขตข้า”เมรัยปั้นสีหน้าเข้มขรึม หากผีที่ว่ามีฝีมือพระกาฬ เมรัยขอไม่รับงานนี้ หมอผีน้อยคิดว่ามันอันตรายเกินไป หากพบกับมันบางทีนางอาจพ่ายแพ้และโดนสิง

          “ไม่มีทางเลยรึ”จูเลียยังหวาดกลัวและจดจำความรู้สึกวูบเมื่อคืนได้ตรึงใจ นางกลัวมากๆ

“ไม่ต้องห่วง ข้าจะปกป้องเจ้าเอง เชื่อมือพี่สาวเถอะ”

 “..ขอบคุณ”

          “เรื่องนี้สบายมาก”

          เมรัยตบอก ลอบยิ้มเลศนัย เรื่องนี้ง่ายมาก…หึหึๆ

          ตลอดทางทั้งสองเริ่มทำความรู้จักกัน จูเลียยอมพูดกับเมรัย แม้ว่าน้ำเสียงที่ใช้แฝงแววดูแคลน หมิ่นดูถูก เหยียดหยาม และหยิ่งผยองปานเจ้าหญิง แต่เมรัยไม่ถือสา กลับกันหมอผีน้อยรับฟังคำดุว่าของจูเลียด้วยรอยยิ้มสนุกสนามเหมือนเวลาฟังเด็กๆบ่นเรื่องของขวัญวันปีใหม่ จูเลียก็ใช่อยากคุยกับเมรัยเท่าไหร่นัก กระนั้นเมื่อเมรัยตั้งคำถาม นางที่มีนิสัยชอบอวดฉลาดย่อมต้องเอ่ยปากตอบให้

          เล่าถึงเรื่องครอบครัวจูเลีย เด็กสาวมีของสำคัญมากอย่างหนึ่ง นางหนูกำลังจักเอาให้เมรัยดูแต่ว่า

          “เอ๊ะ”

          “?”

          “แหวน..ไม่มี”

          จูเลียตบกระเป๋ากระโปรงและเปิดดูกระเป๋าใต้เสื้อ กระนั้นมิพบแหวนวงสำคัญ เด็กสาวร้อนรนรีบคลำหาทั่วกายแต่หาเช่นไรก็มิเจอ “หรือว่าข้าทำตก”จูเลียลองนึกว่าตนเองลืมหรือทำตกไว้ที่ใด วันนี้ตั้งแต่เช้านางขังตนเองในห้องตลอด กระทั่งตัดสินใจหลบหนีจากมาเงียบๆ ช่วงเวลาก่อนที่จักถึงฐานลับ นางเดินเล่นทั่วบริเวณแถวนี้ กระนั้นโอกาส จังหวะใดที่นางเผลอ

          แหวนต่างหน้าบิดา เด็กสาวหน้าคิ้วขมวด นางครุ่นคิดอย่างหนักจนลืมเรื่องราวเลวร้ายอื่นๆ เมรัยมองด้วยความสงสัยและสงสาร หมอผีน้อยเกาแก้ม เสมองด้านข้าง

          “ลองไปดูที่สะพานดีหรือไม่”

          จู่ๆเมรัยโพล่งขึ้นขัดความคิดจูเลีย ลำนำเสียงไพเราะระคนเขินอายหน่อยๆสร้างความแปลกประหลาดใจแก่เด็กสาว ส่งผลให้นางสบายใจอย่างมิรู้ตัว

          “สะพานที่ใดรึ”

          “อือ สะพานโค้งๆ” เมรัยยิ้มพลางจูงมือจูเลีย

          ท่ามกลางความสงบ ความลี้ลับและคำถามมีที่มาแต่ไร้ซึ่งคำตอบ อุ้งมือเมรัยอุ่นระอุมิต่างจากยามที่มันสัมผัสผิวเอวจูเลียแม้แต่น้อย เด็กสาวเดินไล่หลังพี่สาวที่พึ่งรู้จักกันไม่นาน กระนั้นเมรัยเป็นสตรีคนแรกที่จูเลียรู้สึกว่านางนั้นเหมาะสมกับว่าคำว่า แปลกประหลาด และ

          พิศวง…

          “พี่เมรัยรู้ได้เช่นไรว่าข้าเคยมาที่นี้”

          ณ สะพานแห่งหนึ่งที่กั้นระหว่างฝั่งน้ำตื่นและฝั่งน้ำลึก เส้นลำธารน้ำใสกระจ่างแลเห็นก้นบ่อมีเศษกรวดหิน ตะไคร้น้ำ และฝูงปลา น้ำใสไหลลื่นเป็นคดเคี้ยวปานลำตัวงูยักษ์ ดวงตะวันส่องแสง และหมู่เมฆสีขาวนวล จูเลียกอดอกโยนคำถามเมื่อทั้งคู่ถึงที่หมาย นางอดสงสัยมิได้จริงๆว่าเมรัยรู้ได้เช่นไรว่าจูเลียเคยมาที่สะพานแห่งนี้ วันนี้พี่เมรัยแอบสะกดรอยตามนางหรือ

          “ผีบอกน่ะ”

          เมรัยตอบส่งๆเหมือนเวลาถอดชุดชั้นในและโยนทิ้งไว้บนพื้นรอให้นารีไม่ก็เรไรตามเก็บ

          “หืมมมม”จูเลียสูดหายใจอย่างอดกลั้น อะไรๆก็ผี ข้ารู้ว่าพี่สาวเป็นหมอผี แต่เช่นนั้นคำตอบก็ไม่ควรตอบโดยมีคำว่าผีหลายประโยคนะ นางกลัว

          “น้ำไม่ลึก แค่หัวเข่า”เมรัยมองลำธารใต้สะพานโค้ง หมอผีน้อยคาดเดาด้วยสายตาและความคิดเรียบง่าย นางลอบมองจูเลียสลับมองลำธาร ในหัวมีความคิดอย่างจริงจังว่า

          จับนางหนูนี้โยนลงดีหรือไม่นะ

ประเดี๋ยวๆไม่ใช่สิ

          หมอผีน้อยสะบัดหัวไล่ความคิดชั่วร้าย นางประกอบอาชีพหมอผีและโดนผีสิงบ่อยเกินไปแล้วสินะ ความคิดถึงได้ชั่วร้ายปานบัญญัติเพชฌฆาต เฮ้อ

          ที่จริงเมรัยไม่ยอมรับว่าความคิดหยอกล้อคือสันดานจริงๆของตนมากกว่า

          “แหวนของพ่อเจ้าสำคัญมากใช่หรือไม่”

          “…สำคัญสิ”จูเลียหรี่ตาด้วยความโศกเศร้าเจ็ดส่วน แหวนวงนี้คือของต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของบิดา ของสำคัญที่นางมิอยากให้หายไป

          “เช่นนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่พี่สาวเอง”

          เมรัยพูดจบก็ลงมือถอดอาภรณ์ จูเลียยืนจับขอบสะพานทำสีหน้าไม่เข้าใจและตกตะลึง

          เสื้อผ้าที่เมรัยสวมเยอะมาก นี่พี่เมรัยหนาวขนาดนั้นเลยรึ!!!

          ชิ้นที่หนึ่ง ชิ้นที่สอง ชิ้นที่เจ็ด..ชิ้นที่เจ็ดจุดห้า

          “เอาล่ะ ได้เวลาเล่นน้ำแล้ว”

          เมรัยฝากกองเสื้อผ้าเท่าขุนเขาไว้กับจูเลีย นี่คิดว่าเมรัยน้ำหนักเท่าช้างแล้ว เสื้อกองนี้หนักกว่าอีก

          ตูม!!!

          “พี่เมรัย!!”จูเลียวางกองเสื้อผ้าไว้ริมลำธารข้างๆพงดอกไม้ นางเดินลงมาเพื่อดูว่าเมรัยปลอดภัยหรือไม่ ความลึกและระดับน้ำไม่มากก็จริง กระนั้นก็เป็นห่วงว่าเมรัยจะจม เพราะว่ายน้ำไม่เป็น

          “อุ๋งๆ..”

          เมรัยโผล่ศีรษะขึ้นอย่างสนุกสนาม นานมากแล้วที่นางมิได้ปลดปล่อยเช่นนี้ ปกติเอาแต่ขี้คร้านทำตัวอืดอาดจนตนเองยังเหนื่อยหน่าย คราวกายเนื้อนุ่มนิ่มสัมผัสกระแสน้ำ ความรู้สึกทั่วกายจึงพลุ่งพล่านประหนึ่งปลาปักเป้าหวนคืนสู่ท้องทะเลอันเวิ้งว้างและเต็มไปด้วยปลาฉลามและสัตว์ร้ายที่เพราะจะเขมือบตลอดเวลา

          “พี่เมรัยข้าคิดว่าแหวนไม่ได้อยู่ฝั่งนี้นะ”

          “ข้า..ข้าก็เช่นนี้”

          เมรัยหน้าแตกเพล้ง จริงอย่างที่จูเลียบอก แหวนของเด็กสาวมิควรตกอยู่ฝั่งน้ำลึกเพราะเจ้าตัวจำได้ว่าตนยืนเหม่อที่ฝั่งน้ำตื้นหรือก็คือฝั่งตรงข้าม เมรัยแหวกว่ายขึ้นจากลำธารและสะบัดผมไหลหยดน้ำพลางเดินไปอีกฝั่งหนึ่ง หมอผีน้อยก้มหน้าก้มตาค้นหาแหวนตามที่จูเลียบอกลักษณะภายใต้สายตาห่วงใยของเจ้าตัวที่ยืนกระวนกระวาย ณ ริมฝั่ง

          “ประเดี๋ยวอาจารย์แคโรไลน์ดุพี่เมรัยนะ ขึ้นมาเถอะ”จูเลียสะอึกให้กับความตั้งใจช่วยเหลือของคนตรงหน้า การกระทำที่มิหวังสิ่งตอบหรือต่อให้ความช่วยเหลือนี้จะทำให้ตนเองถูกต่อว่านั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเมรัย หมอผีน้อยคิดว่าพี่แคโรไลน์มิมีทางดุด้วยเรื่องเช่นนี้แน่ เรื่องที่ตนกำลังทำมีแต่จะทำให้พี่แคโรไลน์ห่วงเสียมากกว่า

          “ไม่เป็นไร น้ำเย็นมาก”เมรัยสวมเพียงเสื้อชั้นในหลวมๆบางหวิว ยามถูกสายน้ำโอบอุ้มจนเปียกแฉะก็แลเห็นส่วนนู่นและส่วนวงโค้งชัดเจน ยอดพรูสีชมพูลูกท้อ และทรวงอกอวบอิ่มเต่งตึง บั้นท้ายโค้งกลมราวซาลาเปาและที่สำคัญคือแสงสว่างแห่งศีลธรรมที่ส่องช่วยปิดส่วนนั้นอย่างซุกซน

          ภาพสาวน้อยตกน้ำช่างงดงามราวเทพธิดาปักษากำลังละเล่นสงกรานต์ เส้นสายเงาดำตัดสลับแสงอรุโณทัย รอยยิ้มสง่างามนั้นแฝงไว้ซึ่งความลึกลับเหนือจักหยั่ง

          จูเลียปั้นตาขวาง ตัวสั่นแก้มป่อง ทำไม ทำไม ทำไมช่างเป็นผู้หญิงไร้มารยาท กิริยาต่ำช้าเช่นนี้ แม้แถวนี้ไม่มีผู้ชาย กระนั้นมันก็

          “โธ่”

          จูเลียโมโหจนไม่รู้จักระบายเช่นไร นางไม่สนเสื้อผ้าจะเปียกน้ำหรือไม่ เดินดุ่มๆลงลำธาร เลิกแขนเสื้อขึ้นเริ่มช่วยเมรัยหาอีกแรง

          “นึกว่าเจ้าเป็นแม่หนูน้อยกลัวน้ำเสียอีก”เมรัยยิ้มเยาะ

          “ข้าไม่โง่กระโดดลงผิดฝั่งเหมือนพี่หรอก”

          “แหงะ”

          นางหนูปากร้ายจังแฮะ เมรัยเบ้ปากคร้านสนใจ ที่นางลงทุนช่วยเหลือจูเลียก็เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องสมควร เรื่องของสำคัญที่ทุกคนคงมีเหมือนกัน ไม่ว่าราชา ไม่ว่าขอทาน ไม่ว่าดวงดาว ล้วนมีบางสิ่งที่สำคัญกับตนอย่างมิอาจตัดขาดจากกัน บางทีอาจคือเงินตราที่ราชาชื่นชอบและมิอยากให้โจรขโมย บางทีอาจคือผลไม้และอาหารที่ขอทานอยากรักษาไว้ยิ่งชีพ แต่ละคนมีของสำคัญติดตัว เวลาใดที่จนตรอกหรือสิ้นหวัง ก็มักหยิบของสำคัญขึ้นมาดูและพบว่าตนเองมีเปลวไฟแห่งความหวังลุกส่องไสวอีกครั้งแล้ว

          เมรัยมีของสำคัญเช่นกัน

          แต่ว่า…นางทิ้งมันไปแล้ว…

          “รึว่าจักพัดไปอีกฝั่ง..”จูเลียงมหาเป็นนานก็มิประสบพบเจอ อาจเป็นไปได้ว่าแหวนถูกกระแสน้ำเบาๆพัดไปตกอีกฝั่งของสะพาน

          “เจอแล้ว..”

          เมรัยหยิบแหวนรูปสลักปักษาแห่งโชคชะตา และชูใต้แสงอาทิตย์ หยดน้ำสีครามร่วงหล่นกระทบพวงแก้มสีครีมนม เมรัยยิ้มร่าและส่งแหวนให้จูเลีย เด็กสาวนิ่งอึ้งมิทันตั้งตัว นางรับแหวนและพลั่งรู้สึกตัวว่านี้มิใช่เรื่องโกหกและความฝัน

          “เจอแล้ว”น้ำเสียงสั่นเทิ้มอยากควบคุม

          “อืม!”

          “…”

          น้ำตาเม็ดใหญ่ถูกสายลมฤดูฝนพัดพาหายไป จูเลียสองมือกุมแหวนของต่างหน้าบิดาไว้อย่างภาวนาว่ามันจะอยู่คู่กับนางตลอดไป เด็กสาวคิดไม่ถึงว่าเมรับจักหาเจอ ภายใต้ผืนน้ำและกรวดหินนับล้านที่มีเศษหญ้าและกุ้ง หอย ปู ปลา โอกาสที่จะเจอนั้นมิง่ายเลย กระนั้นเมรัยหาพบ ไม่ว่าตอนที่หาจูเลียหรือตอนนี้ เมรัยหาเจอทั้งหมด

          “เจ้าติดหนี้ข้าแล้ว หึหึๆมื้อเย็นขอมันบดของเจ้าให้ข้านะ”

          เมรัยเผยธาตุแท้สาเหตุที่ช่วยหา เพราะมันบดอย่างไรล่ะ!!

          “ฝันไปเถอะย่ะ”จูเลียร้องคำรนใส่ทั้งน้ำตาและสะบัดกายเดินกลับฝั่ง เมรัยหน้าบิดเบี้ยว ปลงตก นางอุสาช่วยหาแท้ๆนางหนูนี้ยังทำตัวเป็นศัตรูคู่อาฆาตอีก ไม่น่ารักเสียเลย อย่านี้หาผัวไม่ได้แน่ เฮ้อ เมรัยส่ายหน้า มุมปากยกโค้งด้วยความโล่งอก ครานางเหลียวมองวิญญาณสองดวงข้างหลัง พึมพำแผ่วเบา “เห็นหรือไม่..ลูกสาวพวกคุณไม่น่ารักเสียเลย..”

          …

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น