chanlee

เราย้ายไปลงนิยายที่ readawrite แล้วนะคะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 17

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.5k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มี.ค. 2561 01:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17
แบบอักษร

​ตอนที่ 17

“ช่วงนี้แทนฟ้าสบายดีหรือเปล่าคะพี่ทศ” ไพลินเอ่ยถามสามีที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในมือด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเหมือนดังเช่นทุกวัน

“ก็น่าจะดีมั้ง...เดี๋ยวนี้มีเลขาคอยช่วย งานคงน้อยลง” ทศพลพูดพลางเปลี่ยนหน้ากระดาษด้วยท่าทีปกติ แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าแววตายามพูดถึงลูกชายดูผ่อนคลายมากกว่าเมื่อก่อนมากนัก

“พี่ทศชวนลูกมาทานข้าวที่บ้านหน่อยได้ไหม ลินคิดถึง” ไพลินถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง เธอไม่ได้เจอลูกชายมานานหลายเดือนแล้ว เคยโทรไปหาอยู่หลายครั้งแต่แทนก็ไม่เคยรับแม้แต่สายเดียว ไพลินทั้งเสียใจและน้อยใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เมื่ออีกฝ่ายไม่สนใจหรือเห็นแม่อย่างเธออยู่ในสายตาเลยสักนิด

“พี่ว่าลินคงพอรู้คำตอบอยู่แล้วนะ” ทศพลพับหนังสือพิมพ์ในมือลงบนโต๊ะอาหาร ก่อนยกกาแฟที่ส่งกลิ่นหอมขึ้นมาจิบเพื่อคลายความเครียดที่เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าหม่นหมองของภรรยาตน

“ลูกยังคิดว่าเราไม่รักอยู่อีกเหรอคะ”เสียงเอ่ยถามแผ่วเบาของไพลินทำให้ทศพลลุกเดินเข้าไปโอบกอดภรรยาไว้ในอ้อมแขน มือหนาลูบหลังเล็กปลอบประโลมให้อีกฝ่ายคลายความเสียใจลง

“ลินทำอะไรผิด ฮึก ทำไมครอบครัวเราถึงกลายเป็นแบบนี้ ฮือ...” ไพลินยกมือปิดปากกลั้นสะอื้น ดวงตากลมคลอไปด้วยน้ำตา ไพลินคิดทบทวนมาตลอดว่าเธอทำอะไรพลาดไปตอนไหนแทนฟ้าถึงทำตัวเหินห่างจากเธอราวกับไม่ใช่แม่ที่ให้กำเนิดออกมา สายตาเย็นชาที่ลูกชายใช้มองเธอเปรียบดั่งมีดคมที่คอยกรีดลึกลงไปในดวงใจ

“สักวันแทนฟ้าคงเข้าใจ...” และคงมีสักวันที่เขาจะกล้าพูดความจริงให้ภรรยาฟังถึงความผิดพลาดที่เขาได้ก่อไว้

“ไม่ต้องห่วง พี่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น” ทศพลขบกรามแน่นกลั้นน้ำตาที่กำลังเอ่อล้นออกมา ตอนนี้สิ่งที่คนเป็นพ่ออย่างเขาพอจะทำได้ก็มีแต่คอยดูแลอยู่ห่าง ๆ สนับสนุนสิ่งที่ลูกชายเลือก แม้ว่าเรื่องนั้นจะทำให้รู้สึกลำบากต่อการตัดสินใจแค่ไหนก็ตาม

“พี่ครูซพูดจริงนะ!” เค้กร้องถามด้วยความดีใจ มือเล็กกอดรอบเอวสอบของพี่ชายแน่นเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ายืนยันคำพูดก่อนหน้านี้ “ดีจัง นานๆ ทีพี่ครูซจะได้หยุดงาน” เด็กสาวยิ้มแก้มแทบปริ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดเว็บหาสถานที่ท่องเที่ยวทันที ครูซยกมือลูบผมนิ่มอย่างเอ็นดูกับท่าทางตื่นเต้นเกินเหตุของน้องสาว

“แล้วจะไม่กระทบงานใช่ไหมลูก เจ้านายเขายอมเหรอ หยุดหลายวันแบบนี้” แอนนี่อดเป็นกังวลไม่ได้เพราะกำหนดการไปเที่ยวที่ครูซบอกต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งสัปดาห์แน่ๆ

“ไม่หรอกครับ คุณแทนเป็นคนเอ่ยปากเองด้วยซ้ำ” พอได้ฟังเธอก็คลายความกังวลลงแล้วระบายยิ้มออกมาเพราะนานแล้วเหมือนกันที่ครอบครัวเธอไม่ได้ไปเที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้ ยิ่งพักหลังเห็นครูซทำงานหนักมากขึ้นเป็นเท่าตัวก็เป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ไปพักผ่อนครั้งนี้คงทำให้ลูกชายเธอผ่อนคลายมากขึ้นไม่เคร่งเครียดจนเกินไป

“พี่แทนไปด้วยไหม” เค้กเอ่ยถามออกมาด้วยความเคยตัว เพราะปกติเวลาครูซพาเธอออกไปเที่ยวข้างนอกเมื่อไหร่ก็มักพาเจ้านายหน้านิ่งติดตัวไปด้วยตลอด ทำให้เด็กสาวเริ่มสนิทใจที่จะพูดคุยด้วยมากขึ้นจนถึงขั้นเรียกว่า พี่แทน ด้วยซ้ำซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจอะไรที่เค้กเรียกออกไปแบบนั้น

“คุณแทนทำงาน” ครูซหุบยิ้มลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคนที่ทำให้เขาคิดมากมาตลอดทั้งวัน

“อดเลย~ น้องเพิ่งซื้อหมากฝรั่งสายไหมมาลองกินด้วยกันแท้ๆ” เค้กทำหน้าเสียดายบ่นพึมพำเล็กน้อยแล้วก้มหน้าไปสนใจเว็บแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่อ โดยลืมคิดไปว่าตอนนี้ไม่ได้มีแค่เธอกับพี่ชายอยู่กันเพียงสองคนในห้องนั่งเล่นเท่านั้น

“ลูกเคยพาน้องไปเจอคุณแทนด้วยเหรอ?” แอนนี่ถามอย่างแปลกใจ ถ้าแค่ครั้งสองครั้งลูกสาวเธอไม่มีทางพูดถึงหรือแสดงท่าทีแบบนี้ให้เห็นแน่ๆ เพราะรู้ดีว่าเค้กเป็นเด็กที่เข้าสังคมไม่เก่งและไม่มีความกล้าพอที่จะพูดถึงใครด้วยความสนิทสนมแบบนั้น

“ครับ” ครูซตอบกลับไปตามตรง แอนนี่ยิ้มรับมองใบหน้าลูกชายอย่างพิจารณา

“วันไหนพาคุณแทนมาทานข้าวที่บ้านบ้างสิ แม่อยากขอบคุณที่เขาใจดีกับพวกเรา” เธออยากเจอผู้ชายคนนี้มานานแล้วเหมือนกัน คนที่ทำให้ลูกชายเธอยิ้มออกมาด้วยใจจริงเพียงแค่ได้ยินชื่อ

“ครับ...ครูซไปนอนนะแม่ ไว้พรุ่งนี้เราค่อยออกเดินทางกัน”

“จ๊ะ ฝันดีลูก” แอนนี่เห็นท่าทางเหนื่อยอ่อนของลูกชายก็ดันหลังให้อีกฝ่ายเดินขึ้นห้องไปนอนพักผ่อนเพราะตอนนี้ก็ดึกพอสมควรแล้วเหมือนกัน

“ฝันดีค่ะพี่ครูซ!” เค้กที่มัวแต่เล่นโทรศัพท์มือถือเงยหน้าขึ้นมาตะโกนไล่หลังพี่ชายตนที่เดินขึ้นบันไดไป ครูซตอบกลับน้องสาวสองสามคำก่อนเปิดประตูเข้าห้องนอน

ปึง

ร่างโปร่งวางข้าวของลงบนโต๊ะมุมห้องแล้วเดินไปล้มตัวนอนลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยอ่อน ภายในห้องมืดสนิทมีเพียงแสงสว่างจากโคมไฟหน้าบ้านที่สอดส่องเข้ามาพอให้เห็นรางๆ มือเรียวนวดคลึงระหว่างคิ้วให้คลายความเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวัน

“เฮ้อ~” ครูซถอนหายใจออกมาเมื่อนึกถึงคำพูดของแทนเมื่อเช้านี้

ผมให้คุณพักอาทิตย์หนึ่ง พาครอบครัวไปเที่ยวด้วย

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาจะไม่คิดมากแบบนี้เลย แต่ช่วงหลังมานี้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นทุกวันทำให้เขาเป็นห่วงแทนจนว้าวุ่นใจไปหมด เริ่มจากหลายวันก่อนพัชชาเพิ่งลาออกจากบริษัทไปอยู่ต่างประเทศ ไม่มีใครรู้เหตุผลเลยสักคนว่าเพราะอะไรเธอถึงทำแบบนั้น แต่เขาคิดว่าเจ้านายตนคงมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่อย่างนั้นคนหน้านิ่งต้องรู้สึกตกใจบ้างไม่ใช่เหยียดยิ้มราวกับพอใจเสียมากมาย เมื่อคุณหญิงรัศมีมาโวยวายถามหาพัชชาถึงห้องทำงาน แล้วยิ่งแปลกไปอีกเมื่อแทนลุกขึ้นมาทำเรื่องลาหยุดให้เขาไปเที่ยวด้วยตัวเองทั้งๆ ที่ปกติไม่ใช่คนใส่ใจในรายละเอียดยิบย่อย แต่ครั้งนี้กลับจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ ทั้งจองโรงแรม จ้างคนนำเที่ยวหรือแม้กระทั่งเที่ยวบินไปกลับ ทุกอย่างดูเหมือนถูกจัดวางไว้อยู่แล้ว รอเพียงให้เขาเดินไปตามแผนที่กำหนดให้ เขาพยายามจะไม่คิดมากแต่ทุกการกระทำของอีกฝ่ายช่างน่าสงสัยเหลือเกิน  ครูซรู้สึกกังวลใจจนวันนี้ไม่มีสมาธิทำงานเลยสักนิด

ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด...

คิ้วหนาขมวดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมรับสายเขาเสียที แม้จะโทรไปไม่ต่ำกว่าห้าสายแล้ว ครูซยกนาฬิกาข้อมือมาดูเพื่อตอกย้ำว่าตนนั้นไม่ได้โทรไปผิดเวลา ห้าทุ่มครึ่ง คือเวลาที่ครูซจะโทรหาแทนก่อนนอนทุกวัน และไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่อีกฝ่ายจะปล่อยให้เขารอสายนานขนาดนี้

“คุณแทนอยู่ไหนครับ?” ครูซถามออกไปทันทีเมื่ออีกฝ่ายรับสาย

“ห้อง” แทนตอบกลับมาหลังเงียบไปสักครู่ ครูซเองก็อยากจะเชื่อแบบนั้นแต่เสียงพูดคุยที่ดังแทรกเข้ามาทำให้เขารู้ว่าร่างสูงไม่ได้อยู่ในห้องแน่ๆ

“บอกผมไม่ได้เหรอ”

“......”

“อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้สึกว่าคุณจะปลอดภัยเถอะครับ ขอร้อง...” ชายหนุ่มไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ แต่ในความรู้สึกของเขา มันอันตราย... เขากลัวเหลือเกินว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เพราะตั้งแต่คุณหญิงรัศมีมาอาละวาดเรื่องพัชชาที่ห้อง แทนก็เงียบลงไปมาก เย็นชากว่าเดิมหลายเท่าตัวไม่เว้นแม้กระทั่งกับเขา ถามคำตอบคำตลอด พอเข้าไปวุ่นวายมากๆ ก็โดนดุด้วยสายตาทุกที

“คุณแทน” ครูซเรียกแล้วยกหน้าจอมาดูเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไปนานจนเขานึกว่าถูกตัดสายไปแล้วเสียอีก

“ผมไม่เป็นไร” แทนตอบกลับมาเสียงเรียบนิ่งตามนิสัย

“อืม” ครูซนอนจ้องเพดานใช้ความคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ไปเรื่อยเปื่อย แทนเองก็ไม่ใช่คนช่างพูดจึงทำเพียงถือสายรอ ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมพวกเขาทั้งคู่จนเวลาผ่านไปร่วมสิบนาทีได้

“ครูซ” แทนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่น้อยครั้งจะได้ยินน้ำเสียงที่ติดจะอ้อนอยู่ไม่น้อย

“ครับ?” ครูซอดตอบรับไม่ได้แม้ในใจจะอยากลองแสดงอาการไม่พอใจให้อีกฝ่ายรับรู้เสียบ้างว่าการถูกเงียบใส่บ่อย ๆ รู้สึกอย่างไร

“ขอบคุณที่อยู่ข้างกัน ฝันดี...”

ครูซที่กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดหลุดยิ้มออกมาเมื่อได้ฟังประโยคสุดท้ายจากแทน ถ้านี่คือวิธีเลี่ยงประเด็นไม่ให้เขากังวลใจบอกได้เลยว่าอีกฝ่ายประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

เชื่อเถอะ คนที่ร้ายที่สุดคือแทนไม่ใช่เขา เพราะเพียงแค่ได้ยินเสียงอีกฝ่ายก็ทำเอาใจอ่อนไปกว่าครึ่งแล้ว อยากจะโกรธอยากจะว่าอะไรก็เป็นอันต้องยอมแพ้ไปเสียทุกที


“คุณแทนคะ” พัชชาเรียกเจ้านายหนุ่มที่ขอตัวออกมาคุยโทรศัพท์ด้านนอกได้สักพักแล้ว

“บางที...ผมก็เบื่อ” แทนพูดออกไปโดยที่สายตายังเหม่อมองไปยังภาพทิวทัศน์สวยงามของเมืองกรุงยามค่ำคืน เขาไม่ใช่คนชอบความวุ่นวาย การที่ต้องมาเจรจาร่วมมือกับพวกตำรวจและนักสืบที่พัชชาไปติดต่อมาให้เป็นอะไรที่สร้างความอึดอัดใจให้เขาจนแทบคลั่ง กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสาบเหงื่อ เสียงพูดคุยและลมหายใจน่าสะอิดสะเอียนของคนในห้องประชุม เกือบทำให้เขาอาเจียนออกมาแล้วด้วยซ้ำ ดีที่ครูซโทรมาได้ถูกจังหวะเขาถึงมีโอกาสขอตัวออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์อยู่ข้างนอกแบบนี้

“ช่วยอดทนอีกนิดนะคะ บ่วงที่ติดพวกเรามานานจะได้หายไปเสียที” พัชชาเดินเข้ามาลูบหลังกว้างของแทนอย่างให้กำลังใจ

“ส่งคนไปคุ้มกันแล้วใช่ไหม” การปล่อยให้ครูซไปอยู่ไกลตัวแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่แทนต้องการเลยแม้แต่น้อย เขาฝืนความรู้สึกตัวเองเป็นอย่างมากถึงจะยอมเอ่ยปากให้อีกฝ่ายหยุดงานแล้วเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัวหนึ่งสัปดาห์ ไม่ได้อยากทำแต่ก็ต้องทำเพราะมันเป็นวิธีเดียวที่จะกันครูซไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตรายในครั้งนี้

“เรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่ต้องห่วง” แทนพยักหน้ารับแล้วเดินกลับเข้าไปประชุมต่อในห้องพิเศษบนตึกสูงใจกลางเมืองของตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง

 *“*หลักฐานถูกทำลายทิ้งไปเมื่อสี่ปีก่อน ตอนนี้ผมกำลังพยายามให้คนแกะรอยอยู่ คงอีกสักพักกว่าจะได้ทั้งหมดมาอยู่ในมือเรา”

“อีกฝ่ายไม่รู้ตัวใช่ไหม”

“ไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน คนของฝั่งเขามีฝีมือมาก”

“งั้นก็ระวังกันหน่อย อย่าให้แผนเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม”

แทนนั่งมองกลุ่มคนที่ถกปัญหากันด้วยสายตาเรียบนิ่ง ผลประโยชน์ อำนาจ ชื่อเสียง สิ่งเหล่านี้คือแรงผลักดันให้คนกระหายที่จะทำงานให้กับเขา

หึ...ในชีวิตจริงมันไม่มีเหมือนในหนังในละครที่จะมีคนมาช่วยผดุงความยุติธรรมให้ฟรีๆ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนหรอก เขาเองก็ชินชาแล้วเรื่องเผชิญหน้ากับความต้องการของคน

ตัวเขาเองในตอนนี้ก็คงไม่ต่างกัน...เพราะอยากครอบครองของสำคัญเพียงหนึ่งเดียว เขาถึงยอมเสี่ยงทำเรื่องอันตรายอย่างที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน

“หมายความว่าไง” คุณหญิงรัศมีเงยหน้าขึ้นมามองเลขาตนทันทีเมื่อฟังคำบอกเล่าของอีกฝ่ายจบ

“ที่ดินจังหวัดพังงาของคุณหญิงถูกปล่อยขายไปแล้วครับ” ชายวัยสี่สิบที่ทำงานเป็นเลขาส่วนตัวของคุณหญิงรัศมีมาเป็นสิบปีพูดออกไปด้วยใบหน้าซีดเผือด เหงื่อไหลซึมทั่วมือเพราะภาวะกดดันที่กำลังเผชิญอยู่

เพล้ง*!!*

จานกระเบื้องสีขาวนวลพร้อมผลไม้ถูกคุณหญิงปัดทิ้งด้วยความโมโห

“ใครทำ! แล้วแกปล่อยให้เกิดแบบนี้ขึ้นได้ไงสุชาติ!!” เสียงตวาดพร้อมข้าวของบนโต๊ะทำงานถูกขว้างปาใส่ร่างของสุชาติอย่างแรง ซึ่งชายวัยกลางคนทำได้เพียงก้มหน้าก้มตารับอารมณ์โทสะของอีกฝ่าย เรื่องนี้เขาทราบมาหลายชั่วโมงแล้วแต่กว่าจะทำใจกล้ามาแจ้งข่าวให้แก่คนเป็นนายได้ก็นานพอดู

“ชาวบ้านบอกว่ามีคนของบริษัทเราไปเสนอขายที่ดินคืนด้วยราคาต่ำ...ผมส่งคนไปตามสืบมาคนที่อยู่เบื้องหลังคือ คุณแทนครับ”

“แทนฟ้า?!”

“ใช่ครับ...ดูเหมือนคุณแทนจะแอบเข้าไปแทรกแซงชื่อผู้ถือครองที่ดินตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขาวางแผนแยบยลมากทำให้เราไม่ทันได้รู้ตัว ชื่อเจ้าของโฉนดถูกโอนเปลี่ยนมือไปก่อนที่เราจะไปทำเรื่องถือครองเสียอีก ใบที่เรามีอยู่เป็นการจดซ้อนเขาถือว่าเป็นโมฆะ สรุปภาพรวมแล้วขาดทุนไปเกือบแปดร้อยล้าน ส่วนเงินที่คุณแทนได้จากการเวียนขายที่คืน ตอนนี้ถูกโอนเข้าบัญชีการกุศลทั่วประเทศเรียบร้อยแล้วครับ” สุชาติพูดรายละเอียดให้ฟังพร้อมวางแฟ้มเอกสารยืนยันคำพูดตนให้คุณหญิงรัศมีดู เธอหยิบขึ้นมาอ่านด้วยใบหน้าเครียดตึง มูลค่าเงินหลายร้อยล้านที่สูญไปทำให้เธอกรีดร้องออกมาสุดเสียง

“มันกล้าทำกับฉันถึงขนาดนี้เลยเหรอ! ไอ้คนทรยศ อกตัญญู!!” คุณหญิงขบฟันพูดด้วยความคับแค้นใจ ที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินทอง นักธุรกิจต่างแย่งชิงกันมาหลายปีเพราะเป็นแหล่งธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีทิวทัศน์สวยงาม ด้านหน้าสามารถมองเห็นทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ฉากหลังเป็นภูเขาเขียวชอุ่มเหมาะแก่การก่อสร้างโรงแรมเป็นอย่างมาก แต่ปัญหามันติดตรงที่มีชาวบ้านตั้งรกรากอยู่มานานทำให้กำจัดออกยาก เธอลงทุนจ้างนายหน้ามาล่อลวงพวกชาวบ้านหน้าโง่จนได้ที่ดินมาครอบครอง เธอวางแผนจะสร้างโรงแรมต้นปีหน้า เม็ดเงินมหาศาลกำลังจะเข้ามาหาเธอแท้ ๆ แต่ไอ้หลานสารเลวกลับทำตัวเป็นมารหัวขนมาขวางทางทำให้ทุกอย่างผิดแผนไปเสียหมด

“ทำอย่างไรก็ได้เอาโฉนดของฉันคืนมา...ถ้าทำไม่ได้เราคงเจอหน้ากันวันนี้เป็นวันสุดท้าย” คุณหญิงรัศมีนั่งไขว่ห้างส่งยิ้มให้เลขาตนที่ยืนตัวสั่นอยู่ตรงหน้า สุชาติรู้ดีว่าเจอกันวันสุดท้ายหมายความว่าอย่างไร เขาทำงานกับเธอมานาน เห็นทุกอย่างมามากจึงไม่อาจปฏิเสธได้จริงๆ ว่าต่อให้ต้องทำเรื่องเลวร้ายแค่ไหนเขาก็พร้อมยอมทำเพราะไม่อย่างนั้นคนที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกตามล่าจะกลายเป็นเขาเสียเอง

“ครับ ผมจะทำให้ได้” สุชาติโค้งตัวน้อมรับคำสั่งจากคนเป็นนาย

“ติดต่อนายดำให้ฉันด้วย มีงานสำคัญให้ทำ” คนดื้อด้านไม่รู้จักเชื่อฟังต้องถูกสั่งสอน สงสัยเพราะเธอใจดีปล่อยให้ทำตามใจมาสักพักใหญ่ถึงได้กล้าจองหองขึ้นขนาดนี้ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์วิปริตกับเลขา เรื่องหักหน้าเธอกลางที่ประชุมไม่ยอมหมั้นหมายกับซาร่า ล่าสุดช่วยให้พัชชาหนีหายไปจากประเทศไทย ทุกอย่างที่อีกฝ่ายทำสร้างความเคืองแค้นแก่เธอเป็นอย่างมาก คุณหญิงรัศมีไม่เคยโกรธใครมากมายเท่านี้มานานแล้วเพราะคนสุดท้ายที่มันกล้าลองดีได้หายไปจากโลกใบนี้อย่างไม่มีวันกลับ

“แล้วเราจะได้เห็นดีกันแทนฟ้า!” ดวงตาสีนิลที่คล้ายคลึงกับใครบางคนเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม สำหรับหญิงแก่การที่จะมีอำนาจอยู่เหนือทุกคน ความปรานีต้องไม่มีอยู่ในหัวใจ แม้คนคนนั้นจะมีสายเลือดของเธอไหลเวียนอยู่ในร่างกายก็ตาม และครั้งนี้ก็ไม่มีคำว่ายกเว้น

“สี่ทุ่มกว่าแล้วกลับเถอะครับ” เสียงทุ้มที่ดังผ่านมาตามสายทำให้คนฟังคิดถึงใบหน้าและสัมผัสของอีกฝ่ายจนแทบทนไม่ไหว

“ยังไม่เสร็จ” แค่ไม่เจอมาสามวันก็ทำเอาแทนไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากนั่งจ้องโทรศัพท์มือถือทั้งวัน เหตุผลแค่นี้คงพอรู้แล้วว่าทำไมงานที่ไม่ได้มากมมายอะไรถึงไม่ยอมเสร็จสักที

“พรุ่งนี้ค่อยทำต่อก็ได้”

ยิ่งฟังยิ่งอยากเจอ หงุดหงิด! แทนขมวดคิ้วยุ่งเตะถังขยะที่อยู่ใกล้เท้าเต็มแรงก่อนก้มหน้าซบลงกับโต๊ะพยายามห้ามความคิดตัวเองที่อยากพูดออกไปเหลือเกินว่า กลับมาหาเขาเดี๋ยวนี้

“กลับเถอะครับ ผมเป็นห่วง” ครูซยังพูดต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าแทนไม่ยอมรับปากเสียที แทนที่ฟังอยู่ระบายลมหายใจออกมาอย่างนึกเบื่อหน่ายเพราะต่อให้กลับห้องไปจะช้าจะเร็วเขาก็นอนไม่หลับอยู่ดีเหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง

*“กลับเถอะนะครับ”* ให้ตายเถอะ อย่ามาทำเสียงอ้อนใส่ตอนที่ไม่ได้อยู่ใกล้กันได้ไหม แทนยกมือขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิดใจ

“อื้ม” สุดท้ายแทนที่ไม่ชอบการถูกสั่งหรือถูกบงการชีวิตจากใครกลับตอบตกลงง่ายๆ เพียงเพราะคนคนนั้นคือครูซ คนที่ทำให้เขาแทบคลั่งตายเพราะไม่ได้พบหน้าและรับสัมผัสอันอ่อนโยน ทั้งคู่พูดกันอีกไม่กี่ประโยคก็วางสาย แทนกดเซฟงานที่ไม่ได้มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อยเสร็จก็เก็บแฟ้มเข้าที่ก่อนคว้ากุญแจรถเดินลงลิฟต์ไปยังลานจอดรถ

ร่างสูงชะงักเท้าลงเมื่อสัญชาตญาณบอกว่าตัวเองกำลังถูกจับจ้องอยู่จากใครบางคน ดวงตาสีนิลกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณแต่ก็ไม่พบสิ่งมีชีวิตใดเลยนอกจากตัวเขาเพียงคนเดียว ซึ่งมันส่อถึงความผิดปกติเพราะบริษัทเขาเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมาก ลานจอดรถมักมียามเดินตรวจตราเสมอไม่เคยขาดแต่วันนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงา

ผลัก! ตุบ!

“!!” เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทนตั้งตัวไม่ทัน ร่างสูงถูกกดอัดเข้ากับประตูรถอย่างแรงจนจุกแทบขยับตัวไม่ได้ มือถูกจับไพล่หลังไว้พร้อมมีดคมที่จี้ลงบนคอขาว

“อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากตาย” เสียงเหี้ยมกระซิบบอกก่อนจับแทนเหวี่ยงไปที่รถตู้สีดำสองคันที่พุ่งมาจอดรออยู่ด้านข้าง ร่างสูงไม่ได้รู้สึกกลัวโลหะสีเงินที่ส่องสว่างอยู่ตรงคอตนแม้แต่น้อยเพราะเขาชินชาแล้วยามที่มันกรีดลึกลงไปตามผิวหนัง แต่ที่ทำให้เขาไม่ชอบใจคือการถูกมือสากแสนโสโครกจับตัวต่างหาก

“ปล่อยกู!” แทนคำรามออกมาอย่างโมโห แรงดิ้นมหาศาลทำให้คนที่จับแขนอยู่ถึงกลับล้มลงไปกองอยู่บนพื้น แทนพลิกตัวคว้ามีดที่คนร้ายทำตกปักลงไปที่หน้าขาของมันเต็มแรง

ปึก*!*

“อ๊ากกกกกกกก” คนร้ายกุมขาข้างที่ถูกแทงร้องออกมาสุดเสียงด้วยความทรมาน เลือดสีแดงฉานกระจายเต็มทั่วพื้น แทนอาศัยจังหวะนั้นลุกพยุงตัววิ่งหนีสุดกำลังก่อนที่อาการจะกำเริบขึ้นมาจนเขาไม่สามารถช่วยตัวเองได้

“ไปจับตัวมันมา!!” ชายรูปร่างสูงใหญ่เดินลงมาจากรถตู้แล้วแผดเสียงตะโกนดังก้องไปทั่วบริเวณ สิ้นเสียงคำสั่งชายนับสิบก็วิ่งกรูเข้าไปหาแทนที่เริ่มก้าวเท้าได้ช้าลงเพราะเริ่มมีอาการหอบเกร็ง

ผลัก โครม!

คนร้ายถีบไปกลางหลังกว้างเต็มแรงทำให้ร่างสูงเสียหลักล้มลง ชายหนุ่มพยายามลุกขึ้นแต่ก็ถูกกระทืบซ้ำลงไปอีกจนทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนกุมท้องด้วยความเจ็บปวด

“จับมันมัดไว้ เร็ว!” แทนรู้สึกมึนหัวไปหมดเมื่อถูกมือใครต่อใครกอดรัดไปทั่วทั้งตัว สัมผัสหยาบโลนน่ารังเกียจที่ดึงรั้งแขนขาไว้ทำให้ชายหนุ่มกลัวจนตัวสั่น

“ปล่อย! อ๊ากกก” รังเกียจ น่ารังเกียจ แทนน้ำตานองหน้าเมื่อถูกมือคนร้ายคนหนึ่งเอื้อมมาปิดปาก แขนขาวถูกกระชากให้ไพล่หลังก่อนใช้เชือกเส้นหนารัดไว้แน่นจนแทนไม่สามารถขยับได้

เพี๊ยะ

“หุบปาก น่ารำคาญจริงวะ!” หัวหน้าใหญ่เดินเข้าไปตบใบหน้าแทนเต็มแรงเพราะหงุดหงิดใจที่อีกฝ่ายสร้างความวุ่นวายให้กับงานของตน

“อึก...ฮือๆ” แทนพยายามหันหน้าหนีผ้าเช็ดหน้าสีเข้มที่คนร้ายยื่นมาปิดจมูก แต่ก็ไม่อาจต่อต้านได้เพราะถูกมือหนาจิกกระชากผมให้เงยขึ้นเพื่อสูดดมกลิ่นฉุดของยาสลบ และเพียงไม่นานภาพเบื้องหน้าเริ่มเลือนราง สมองไม่สามารถสั่งการอะไรร่างกายได้เลย อยากจะดิ้นอยากจะผลักไสไม่ให้ใครสัมผัสแต่ร่างกายกลับนิ่งเฉยปล่อยให้คนร้ายแบกขึ้นรถตู้สีดำติดฟิล์มหนาทึบ แทนถูกโยนให้นอนบนเบาะโดยมีลูกน้องของนายดำจับตึงร่างไว้แน่น

“บอกให้อีนิ้งเตรียมตัวไว้ด้วย” นายดำโยนโทรศัพท์มือถือให้ลูกน้องคนหนึ่งในรถแล้วเริ่มพูดคุยเรื่องแผนการต่างๆ ต่อ แม้แทนจะได้ยินแต่ก็ไม่สามารถประมวลเหตุการณ์หรือคำพูดของใครได้อีก สมองเบลอไปหมดจนเขาจับใจความอะไรไม่ได้สักอย่างและหลังจากนั้นไม่นานทุกสิ่งรอบข้างก็ค่อยๆ ดำมืด เสียงพูดคุยจางหายไป ความคิดสุดท้ายก่อนจมดิ่งสู่ห้วงนิทราคือ เขาอยากเจอครูซเหลือเกิน

TBC.​

ความคิดเห็น