miyukao/ชงเมิ่ง聪梦/ชีวาพร
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3 (rewrite)

คำค้น : บุปผาเคียงพยัคฆ์#บทที่ 3

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.1k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2563 23:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 (rewrite)
แบบอักษร

บทที่ 3 

ล่วงเลยเข้าสู่วันที่สามแล้วที่รสสุคนธ์เข้ามาอยู่ในร่างของโจวอี้หรง ทุกวันทุกคืนที่ผ่านมา รสสุคนธ์ยังคงแสร้งสติไม่สมประกอบเช่นเดิม ขณะเดียวกันก็คิดหาวิธีรับมือกับองค์รัชทายาทและองค์ชายสาม เพราะคนพวกนี้คิดจะใช้นางเป็นเครื่องมือในการไต่เต้าเข้าสู่บัลลังก์โดยไร้ซึ่งความจริงใจต่อนางอย่างแท้จริง 

เข้าสู่คืนวันเพ็ญอีกครั้งหนึ่งขณะที่หญิงรับใช้รอบตัวของรสสุคนธ์กำลังหลับใหล ร่างบอบบางค่อย ๆ ก้าวลงจากเตียงแล้วแปลงร่างกลายเป็นแมวย่องเบาค่อย ๆ ย่องออกจากเรือนพักตรงไปที่เรือนของพี่ใหญ่ โจวอี้ถังกำลังตรวจเอกสารของกองทัพอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่สัญชาตญาณของผู้มีวรยุทธ์จึงทำให้เขารับรู้ได้ถึงการมาเยือนของร่างบาง โจวอี้หรงเดินวนไปมาหน้าห้องของพี่ใหญ่ ในใจสับสนเริ่มไม่แน่ใจว่า การมาขอคำปรึกษาจากพี่ใหญ่ของนางนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้องหรือไม่ แต่เอาเถิดสองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว 

โจวอี้หรงค่อย ๆ เปิดประตูเรือนพักของพี่ชายเข้าไป แล้วตรงเข้าไปที่ห้องทำงานของเขาอย่างชำนาญเส้นทาง เพราะตอนที่เป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนนางสำรวจแทบจะทุกซอกทุกมุมของจวนนี้ โจวอี้ถังดวงตาเบิกกว้างเมื่อพบว่าผู้มาเยือนในยามวิกาลเป็นใคร แม้จะรับรู้ถึงการมาของผู้บุกรุก แต่ด้วยความลังเลอยู่หน้าเรือนทำให้เขามั่นใจว่าผู้มาเยือนคงไม่ใช่มือสังหารหรือผู้สอดแนมแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างนั้นภาพตรงหน้ากลับทำให้เขาตกใจเสียยิ่งกว่าเห็นมือสังหารเสียอีก มันจะเป็นไปได้อย่างไร การที่น้องสาวผู้อ่อนแอจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ของเขาจะมายืนอยู่ตรงหน้าเขาโดยลำพังเช่นนี้ หรือนี่จะเป็นกลลวงของฝ่ายศัตรู พวกนั้นอาจใช้ผงเปลี่ยนใบหน้าเพื่อปลอมเป็นน้องสาวของเขา  

หึ... ช่างต่ำช้านักกล้าเอาน้องสาวเขามาล้อเล่น เห็นทีคนผู้นี้คงเบื่อที่จะหายใจแล้วใช่หรือไม่ 

โจวอี้หรงดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่ออยู่ดี ๆ พี่ชายเลือดร้อนของนางก็ลุกขึ้นและตรงเข้ามาประชิดตัวแบบที่นางไม่ทันแม้แต่จะตั้งตัว มือหนาบีบเข้าที่ลำคอเรียวเล็ก จนโจวอี้หรงหายใจติดขัด 

“ใครเป็นคนส่งเจ้ามา” 

โจวอี้หรงหายใจลำบากมากขึ้น คล้ายพี่ชายนางจะหลงลืมบางอย่างไป มีใครที่โดนบีบคอแล้วยังพูดได้กันบ้างเล่า มือบางตะกุยตะกายแกะมือหนา แต่ยิ่งพยายามแกะก็เหมือนกับว่าน้ำหนักมือของพี่ชายของนางจะเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นราวกับคีมเหล็ก 

บ้าชะมัดนางไม่น่าไว้ใจพี่ชายเลือดร้อนคนนี้เลยจริง ๆ  

ลมหายใจของโจวอี้หรงเริ่มติดขัด  

นี่อย่าบอกว่านางจะตายอีกรอบ! 

ขณะที่โจวอี้หรงกำลังจะขาดใจ นางก็พบว่าตนเองถูกคนตัวใหญ่โยนลอยละลิ่วไปจนกระทั่งชิดกับผนังด้านข้างริมโต๊ะน้ำชา โจวอี้หรงรู้สึกจุกไปทั้งร่าง พี่ใหญ่ของนางนอกจากจะเลือดร้อนแล้วยังป่าเถื่อนอย่างที่นางคาดไว้ไม่มีผิด แต่นางคือโจวอี้หรง ร้ายดีอย่างไรนางก็เป็นน้องสาวเขานะ จะอ่อนโยนหน่อยไม่ได้รึไงกัน 

โจวอี้ถังมองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อ ความหวาดระแวงฉายชัดในดวงตาคมเข้ม โจวอี้หรงหายใจหอบพยายามสูดอากาศเข้าปอด ก่อนที่จะค่อย ๆ ตั้งสติแล้ววางแผนประจันหน้ากับคนเลือดร้อนตรงหน้า โชคดีที่โจวอี้หรงวางแผนเอาไว้แล้ว  

อย่างน้อยนางก็รอบคอบอยู่นิดหนึ่งใช่หรือไม่  

โจวอี้หรงค่อย ๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นยกมือห้ามเมื่อเห็นพี่ชายสุดโหดกำลังทำท่าจะตรงเข้ามาหานางอีกครั้ง 

“ขอเวลาหายใจแป๊บหนึ่ง”  

โจวอี้ถังมองท่าทางหายใจหอบของคนตรงหน้าแล้วได้แต่ขมวดคิ้วเข้ม หากแต่เขาก็ยอมหยุดการจู่โจมไม่เข้าไปบีบคองามนั้นอีกครั้ง 

“ท่านช่วยตั้งสติแล้วดูหน้าข้าดี ๆ ข้าคือน้องสาวของท่านจริง ๆ นะ” 

ท่าทางห้าวคล้ายบุรุษมากกว่าสตรีในห้องหอ ช่างขัดกับรูปร่างบอบบางอ่อนโยนของนางยิ่งนัก โจวอี้หรงเห็นสายตาตำหนิของผู้เป็นพี่ชายแล้วจึงนึกได้ว่า สตรีในยุคนี้มักมีนิสัยสุภาพนุ่มนวลต่างจากนางที่ค่อนข้างโผงผาง หากแต่การวางมาดคุณหนูผู้อ่อนโยนก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไร นางค่อย ๆ อธิบายเรื่องราวช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่างระหว่างนางและพี่ชายผู้เลือดร้อนของนางเอาไว้พอสมควร อย่างน้อยก็เพื่อความปลอดภัยของชีวิตน้อย ๆ ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นได้เพียงไม่กี่วันนี้ 

“ข้าคือน้องสาวของท่านจริง ๆ นะ ไม่ใช่ศัตรูอย่างที่ท่านกำลังคิด หากท่านไม่เชื่อจะลองเข้ามาสัมผัสข้าใกล้ ๆ ก็ย่อมได้” 

โจวอี้ถังมองคนตรงหน้าอย่างลังเล มุมปากยกยิ้มอย่างเหยียดหยัน เห็นท่าทางเช่นนั้นของเขา โจวอี้หรงถอนหายใจยาวยกมือขึ้นกอดอกลืมมาดคุณหนูที่นางควรรักษาไปจนหมด 

“ไม่เชื่อก็ตามใจ ข้าอุตส่าห์พยายามอย่างมากในการปลดผลึกความรู้สึกตนเอง ท่านรู้หรือไม่ข้าทรมานแค่ไหนเวลาที่เห็นท่านพ่อ ท่านแม่ แล้วก็ท่านกับพี่รองอยู่ใกล้ ๆ”  

โจวอี้หรงหันหลังให้พี่ชายของตนมือบางหยิกเข้าที่พุงตนเองจนน้ำตาซึม จากนั้นปั้นเสียงและใบหน้าคล้ายพยายามห้ามมิให้ตนเองร้องไห้ ให้มันรู้ไปว่าหญิงสาวยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างนางจะตบตาเขาไม่ได้ โจวอี้หรงค่อยหันมาทางพี่ชายอีกครั้ง ดวงตาหวานเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา สายตามองต่ำพยายามกลั้นสะอื้น  

โจวอี้ถังค่อย ๆ เดินมาประชิดร่างบอบบางที่ดูคล้ายจะร่ำไห้ มือหนาลูบใบหน้างามคล้ายปลอบโยน หากนางใช้ผงแปลงโฉม แม้จะผลิตโดยหัวหน้าหมอหลวง ผู้เป็นหนึ่งในการปรุงโอสถต่าง ๆ แต่ก็ไม่สามารถจะผลิตผงแปลงโฉมที่มีฤทธิ์นานเกินสองก้านธูปได้แน่นอน (ประมาณครึ่งชั่วโมง) ฉะนั้นวิธีการเดียวที่คนตรงหน้าจะแปลงโฉมเป็นน้องสาวเขาได้ก็คือหน้ากากหนังมนุษย์ แม้ท่าทีที่แสดงออกจะคล้ายปลอบโยนน้องสาวแต่แท้จริงโจวอี้ถังกำลังหารอยต่อของหน้ากากหนังมนุษย์ 

“ท่านยังไม่ไว้ใจข้า เช่นนั้นข้าจะพิสูจน์ให้ดู” 

ร่างบางหันไปที่โต๊ะน้ำชาที่นอกจากจะมีชุดน้ำชาราคาแพงยังมีอ่างทองใส่น้ำไว้สำหรับล้างหน้าล้างตาอีกด้วย มือบางวักน้ำล้างหน้าจรดคอ เป็นที่รู้กันว่าหากสวมหน้ากากหนังมนุษย์สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือน้ำ เพราะหากหน้ากากหนังมนุษย์โดนน้ำจะหลุดลอกออกในทันที การกระทำของคนตรงหน้าทำให้โจวอี้ถังตาโต แสดงว่านางคือโจวอี้หรงน้องสาวของเขาจริง ๆ หรือนี่ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน เกือบสิบห้าปีที่ผ่านมานี้น้องสาวผู้อ่อนแอของเขา ที่ไม่สามารถแม้แต่จะแสดงสีหน้าหรือพูดจาได้ อย่าว่าแต่คำพูดหรือแสดงสีหน้าเลย แม้แต่การก้าวย่างสู่เบื้องหน้าเพียงลำพังโดยไม่มีใครคอยนำทางนางก็ไม่สามารถกระทำได้ แล้วคนตรงหน้านี้บอกกับเขาว่านางคือน้องสาวของเขาผู้นั้นจะให้เขาเชื่อง่าย ๆ ได้อย่างไรกัน แต่ถึงอย่างไรตอนนี้นางก็ได้พิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่านางคือน้องสาวของเขาจริงอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง  

“ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่” 

โจวอี้หรงอยากจะกระโดดตบหน้าคนตรงหน้านี่เสียจริง นางทำขนาดนี้แล้วยังไม่เชื่ออีกก็สุดจะอธิบายจริง ๆ แม้ลึก ๆ ในใจจะคิดทำร้ายคนตรงหน้าแค่ไหน แต่โจวอี้หรงก็เพียงพยักหน้าแล้วยิ้มอ่อนโยนเพื่อยืนยัน  

หลังจากที่ใช้เวลาเกือบชั่วยามในการพูดให้พี่ชายคนโตหัวแข็งยอมเชื่อในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ รสสุคนธ์ที่ตอนนี้ผสานกลายเป็นหนึ่งเดียวกับร่างของโจวอี้หรงถึงกับนั่งลงที่โต๊ะด้านข้างยกน้ำชาที่เย็นชืดแล้วขึ้นดื่มเพื่อดับกระหาย การกระทำที่มิค่อยจะสมกับสตรีในตระกูลขุนนางของน้องสาวทำให้รองแม่ทัพโจวถึงกับถอนหายใจยาว  

สรุปว่าตอนนี้เขากำลังได้น้องสาวหรือว่าน้องชายกันแน่ 

ขณะที่กำลังหนักใจเรื่องกิริยามารยาทของน้องสาว อยู่ดี ๆ ประตูห้องของเขาก็เปิดออกอย่างเร็วจนคนในห้องมิทันตั้งตัว โจวอี้หรงรีบกลืนน้ำลงคอแล้วปรับสีหน้าให้อยู่ในสภาวะไร้อารมณ์ดังเดิม ก่อนที่จะแอบถอนหายใจยาวเมื่อพบว่าคนที่เข้ามาแบบกะทันหันนั้นคือพี่ชายคนรองของนางเอง โจวอี้ซวนเดินเข้ามาในห้องทำงานของพี่ชาย สายตาอ่อนโยนทอดมองมาที่น้องคนเล็ก โจวอี้หรงยังคงแสร้งทำหน้าตาเหม่อลอยคล้ายไม่รับรู้เรื่องราวใด ๆ หากแต่สายตาของพี่ชายคนรองกลับส่อแววสงสัยในที โดยปกติน้องสาวของเขาไปไหนมาไหนต้องมีสาวใช้ตามติดอย่างน้อยสองคน แล้วเหตุใดคราวนี้กลับมีนางเพียงลำพัง โจวอี้ถังถอนหายใจยาวมองสายตาสงสัยของน้องชายอย่างเข้าใจ  

“บอกความจริงเขาเถิด เขาเองก็เป็นพี่ชายของเจ้านะ แต่อย่าจู่โจมแบบคราวของข้าล่ะ” 

คำพูดของโจวอี้ถังทำให้โจวอี้ซวนขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม ความจริงเรื่องใดกัน ที่บอกว่าเขาก็เป็นพี่ชายอีกคนนี่หมายความว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับน้องสาวคนเล็กเป็นแน่ 

“พี่รอง” 

โจวอี้หรงค่อย ๆ เอ่ยบอกพี่ชายคนรองด้วยน้ำเสียงและท่าทางอ่อนโยน นางคิดว่านี่นางใช้วิธีแบบค่อย ๆ ช้า ๆ แล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าทันทีที่ได้ยินเสียงของนางพี่ชายคนรองของนางก็ถึงกับล้มทั้งยืน โชคดีที่โจวอี้ถังไหวตัวเข้ามารับน้องชายเขาเอาไว้ทัน มิเช่นนั้นคงได้ตามหมอกันกลางดึกเป็นแน่  

“ข้ามิใช่พึ่งบอกให้เจ้าค่อย ๆ บอกเขาหรือ” 

“ข้าก็ค่อย ๆ แล้วไง” 

โจวอี้หรงจำได้ว่าเมื่อครู่นางพูดเสียงแผ่วเบาและอ่อนโยนที่สุดแล้ว โจวอี้ถังได้แต่ถอนหายใจยาว 

“ข้าหมายถึงให้ค่อย ๆ แสดงตน แต่เจ้าเล่นพูดออกมาเลย อาซวนจะไปรับได้อย่างไรกัน หากเขาตื่นขึ้นมาเจ้าก็นั่งเฉย ๆ แล้วกัน ข้าจะบอกเขาเอง” 

โจวอี้หรงได้แต่ยิ้มกว้าง ใครจะคิดว่าพี่รองของนางจะบอบบางเช่นนี้เล่า ทีพี่ใหญ่เห็นนางครั้งแรกยังตรงเข้ามาบีบคอนางเกือบตาย คิดแล้วก็เจ็บคอขึ้นมาในทันที  

ไม่นานโจวอี้ซวนก็ตื่นขึ้น โจวอี้หรงนั่งนิ่งเป็นตุ๊กตาปั้น โจวอี้ซวนลุกขึ้นดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นโจวอี้หรง ก่อนลุกไปหาโจวอี้ถังผู้เป็นพี่ชายคนโต 

“พี่ใหญ่ เมื่อครู่ข้า... ข้าเห็น... เห็นนางพูดได้” 

โจวอี้ถังนั่งนิ่งไม่ตอบอะไร มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยโจวอี้ซวนกำสาบเสื้อพี่ชายแน่น หรือว่าเมื่อครู่เขาจะตาฝาด หูฝาด เป็นไปไม่ได้ จากสีหน้าของโจวอี้ถังบ่งบอกได้ว่าเรื่องที่เขาตื่นตกใจเมื่อครู่จะต้องเป็นความจริงแน่ ๆ  

“พี่ใหญ่” 

“นางปลดผนึกความรู้สึกได้แล้ว” “หมาย… หมายความว่านาง... นาง... นางปกติแล้วใช่หรือไม่” 

โจวอี้ถังไม่ได้พูดอะไรทำเพียงพยักหน้าแล้วยกยิ้มบาง ๆ โจวอี้ซวนมองไปที่น้องสาวคนเล็ก นางค่อย ๆ ยิ้มหวานให้เขา  

อา... เขาเคยคิดว่ารอยยิ้มของเขางดงามที่สุดบัดนี้มีคนที่ทำให้รอยยิ้มของเขาจืดชืดได้แล้ว ใบหน้าของนางก่อนหน้านี้เขาก็ว่างดงามเป็นหนึ่งแล้ว บัดนี้เมื่อนางยิ้มแม้เทพเซียนบนสวรรค์ก็มิอาจนำมาเปรียบกับนางได้ 

“เจ้า... เจ้าพูดได้หรือไม่” 

“พี่รอง” 

อา... นาง.. นางพูดได้จริง ๆ ด้วย นางพูดได้แล้วและยังเรียกเขาว่าพี่รองอีกด้วย เสียงของนางอ่อนโยนและสดใสเสียจนเขาแทบจะละลาย เพียงนางเอ่ยปากเรียกเขาอย่างอ่อนโยน 

“เจ้า... เจ้าพูดได้ แล้ว... แล้วเจ้าเดินได้หรือไม่ วิ่งล่ะ... เจ้าวิ่งได้หรือเปล่า กิน... กินข้าวเอง แต่งตัวเองอาบน้ำเอง ท...” 

“อาซวน นางทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ” โจวอี้ถังเอ่ยตัดบทอย่างรำคราญ ปกติน้องรองของเขาค่อนข้างสุขุม อ่อนโยน หากแต่ถ้าเป็นเรื่องของโจวอี้หรง หรือคนในครอบครัว น้องชายผู้นี้มักจะสูญเสียการควบคุมตนเองเสมอ โจวอี้ถังหันไปมองน้องชายที่บัดนี้จับน้องเล็กของเขาหมุนซ้ายหมุนขวา ให้นางยกแขนเดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่งจนโจวอี้หรงส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาทางเขา โจวอี้ถังยิ้มอ่อนโยน 

“อาซวนหากเจ้ายังจับนางโยกเป็นตุ๊กตาแบบนั้น อีกหน่อยนางคงกลับไปเป็นเช่นเดิม”  

“จริงหรือพี่ใหญ่” 

โจวอี้ซวนถอยออกห่างน้องสาวคนเล็กจนสองพี่น้องพากันยิ้มกว้าง เมื่อรู้ตัวว่าโดนพี่ใหญ่ล้อเลียนใบหน้าหวานของหมอหลวงถึงกับบึ้งตึง เขาปล่อยน้องสาวคนเล็กให้นั่งลงที่เก้าอี้ริมโต๊ะน้ำชาอีกครั้ง ส่วนตัวเองย้ายมานั่งที่เก้าอี้ด้านข้าง สายตาทอดมองใบหน้าหวานของโจวอี้หรงจนนางเริ่มร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างไรชอบกล 

“พี่รองท่านช่วยทำตัวปกติแบบที่เคยทำกับข้าได้หรือไม่” “น้องเล็กเจ้างดงามยิ่งนัก” 

“อาซวน...” 

เสียงปรามของพี่ใหญ่ทำให้เขาถอนสายตาจากน้องสาว คิดว่าเขาไม่รู้หรือไรว่าพี่ใหญ่ของเขาก็หลงน้องเล็กไม่แพ้เขา หากแต่แสร้งวางท่าเสียมากกว่า 

“เวลานี้สิ่งที่สำคัญคือหากข่าวว่าน้องเล็กหายเป็นปกติแล้ว  เอ่อ... ข้าไม่ได้หมายความว่าก่อนหน้านี้เจ้าผิดปกตินะหรงเอ๋อร์” 

โจวอี้หรงยกยิ้มบาง ความห่วงใยและใส่ใจในทุกความรู้สึกของนางเช่นนี้ช่างอบอุ่นยิ่งนัก ในอดีตนางเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว นอกจากบิดามารดาที่จากไปเพราะอุบัติเหตุแล้ว นางก็ไม่เคยได้รับความห่วงใยใส่ใจเช่นนี้จากใครอีกเลย 

“หากข่าวนี้หลุดออกไปจะต้องมีเรื่องวุ่น ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน” 

สามพี่น้องต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง โจวอี้หรงนั้นเป็นสตรีที่คุณสมบัตินับว่ายอดเยี่ยมในการส่งเสริมผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ บิดาของนางเป็นเสนาบดีใหญ่ มารดาเป็นบุตรีของแม่ทัพ พี่ชายคนโตแม้ไม่ใช่แม่ทัพใหญ่แต่ก็เป็นรองแม่ทัพและมีชื่อเสียงในกองทัพ ส่วนพี่รองของนางด้วยฝีมือระดับเขาอนาคตย่อมเป็นหัวหน้าหมอหลวงอย่างไม่ต้องสงสัย สตรีที่ดีพร้อมเช่นนี้เหล่าองค์ชายทั้งหลายไม่มีทางปล่อยมือจากนางง่าย ๆ แน่นอน 

 “จะให้คนพวกนั้นเลิกยุ่งกับน้องเล็กคงยาก พวกนี้เกาะติดเสียยิ่งกว่าปลิงเสียอีก คงต้องหนีไปบวชถึงจะเลิกตอแย” 

โจวอี้ซวนเอ่ยออกมาอย่างหงุดหงิด คนพวกนั้นน่ารำคราญยิ่งนักคิดจะแย่งน้องเล็กของเขาไป ข้ามศพเขาเสียก่อนเถอะ 

“บวชอย่างนั้นหรือ เป็นความคิดที่ดี” “จะบ้าหรือพี่ใหญ่ ท่านจะให้น้องเล็กออกบวชอย่างนั้นหรือ ข้าไม่ยอมนะ” 

“อาซวนใจเย็น ๆ ก่อน ข้าหมายถึงให้นางไปอยู่ที่วัดเพื่อหลบคนพวกนี้สักพัก ขณะเดียวกันก็ให้นางได้ถือโอกาสนี้ฝึกตนเพื่อค้นหาพรสวรรค์ของนาง” 

โจวอี้หรงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของโจวอี้ถัง ไม่เสียแรงที่มาขอความช่วยเหลือจากเขา แม้จะเกือบตายเพราะเขาอีกรอบก็ตาม 

 

………………………………………………………..................................................... 

ความคิดเห็น