เต้าหู้ไข่

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 16 หลอกหลอน

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 หลอกหลอน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.8k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มี.ค. 2561 01:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 หลอกหลอน
แบบอักษร

ตอนที่ 16

หลอกหลอน

วันนี้ทั้งวันผมมีเรียนแค่วิชาเดียว เพราะคาบตอนเช้าถูกยกเลิกหมดจึงออกมาเรียนในตอนบ่ายๆ กับวิชาม.ที่มีแค่ผมกับทิม เพื่อนคนอื่นเก็บตัวนี้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่วนผมกับทิมลงไม่ทันเลยต้องมาลงเรียนเทอมนี้ ผมเดินเข้าไปในห้องก่อนเพราะทิมมันไลน์มาบอกว่าจะมาสาย ไม่ทันจะนั่งถึงเก้าอี้ก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นคนที่โผล่มาจากข้างหลัง

 "พี่ซี"

"พี่อะดิ คิดว่าผีหรือไง" เขาพูดพลางนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆ

"ไม่รู้สิ มีพี่ตรงไหนก็เหมือนมีผีตรงนั้นแหละ"

พี่ซียกมุมปากขึ้นนิดหนึ่งแล้วเลื่อนสายตามองผ่านหน้าผมไป ผมหันมองตามไปด้วยแต่ไม่เห็นอะไร 

"มีผีเหรอ"

เขาพยักหน้ารับ

"จริงเหรอ!"

"อือ จำเด็กคณะวิทย์ที่ถูกรถชนตายปีที่แล้วได้ป่ะ มันนั่งอยู่แถวหน้าอะ"

"จริงปะเนี่ย!"

ผมขยับเข้าใกล้เขาแล้วเริ่มหวาดระแวงเล็กน้อย

"มันไม่ทำอะไรหรอก มันนั่งเรียนของมันเฉยๆ"

ผมพยักหน้าพลางส่งยิ้มแห้งๆ

"แล้วนี่พี่ลงเรียนวิชานี้ด้วยเหรอ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย"

"เปล่า แวะมาหาน่านเฉยๆ อะ"

"หาทำไม"

"ตอนเย็นไปดูหนังกัน"

"พี่ไม่กลัวหรือไง โรงหนังมืดนะ"

"ยิ่งมืดยิ่งดี จะได้จับมือน่านตลอดเรื่องไง"

"พี่ซี!"

"ไปเปล่า อยากดูอะ นะๆ" พี่ซีทำหน้าย่นกับน้ำเสียงอ้อนๆ ยังคงไม่มีใครบอกว่าเขาไม่เหมาะกับการอ้อน แต่ก็น่าแปลกที่ผมยอมกับท่าทีแบบนั้นของเขาจึงตอบตกลงไป

"ไปก็ได้ครับ เลิกห้าโมงนะ"

"พี่รอหน้าตึกนะครับ"

ผมพยักหน้ารับ ก่อนพี่ซีจะลุกออกไป ผมมองตามกระทั่งเขาออกจากห้องไป แล้วเลื่อนสายตาตัวเองไปยังเก้าอี้แถวหน้าที่ว่างเปล่าเพราะไม่มีใครนั่งอยู่ตรงนั้นเลย โต๊ะเลกเชอร์ชนิดที่พับได้ตัวหนึ่งถูกเปิดค้างเอาไว้ อาจเพราะคนก่อนหน้าลุกออกไปแล้วไม่ได้พับลง ผมจ้องอยู่ที่โต๊ะตัวนั่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนสะดุ้งเฮือกเมื่อโต๊ะมันพับลงไปเองจนเสียงดังลั่น 

"โครม!"

ดวงตาเบิกขึ้นนิดหนึ่งอย่างตกใจ ก่อนก้มหน้าลงอย่างอัตโนมัติ แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็พาให้ตัวเองเหลือบตาขึ้นมองช้าๆ มีผีตรงนั้นจริงๆ เหรอเนี่ย...

"ไอ้น่าน!"

"เชี่ย!"

ผมร้องลั่นจนทุกคนหันมามอง ไอ้ทิมที่เป็นเจ้าของเสียงทักยกมือค้างตกใจไปด้วย ก่อนมันจะหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ ขณะที่ผมยกมือทาบอกตัวเองอย่างใจหายใจคว่ำ

"ตกใจเหรอ ขอโทษ"

"กูนึกว่าผี"

"กลัวผีตั้งแต่เมื่อไร"

ผมส่ายหน้าหน่อยๆ ผมเคยใจกล้าปากเก่งไม่กลัวผี แต่ตอนนี้กลายเป็นคนขี้หวาดระแวง เริ่มกลัวตั้งแต่รู้ว่ามันมีอยู่จริงนี่แหละ

ผมลืมเรื่องผีนักศึกษาแถวหน้าตรงนั้นไปเพราะตั้งใจอยู่กับบทเรียน จดงานที่อาจารย์สั่งเป็นอย่างสุดท้ายก่อนหมดคาบ ไอ้ทิมเก็บของอย่างไวพร้อมที่จะออกจากห้อง เห็นว่าผมช้ามันเลยเร่งยิกๆ

"เร็วๆ ดิมึง"

"รีบมากก็ไปก่อนเลยไป"

"วันนี้กูไปส่งที่หอไหม"

"ไม่ต้อง วันนี้จะไปดูหนังกับพี่ซี"

"กับใครนะ"

"พี่ซี ซันนี่ ซี"

"เจ้าของหอมึงอะนะ"

ผมได้แต่ยิ้มแทนคำตอบ เก็บของเสร็จก็ลุกขึ้นบ้างแต่ถูกไอ้ทิมกดลงไปนั่งที่เดิม

"มึงกับเขานี่ยังไง"

"กูขออนุญาตคิทแล้ว"

"..."

"แล้วคิทก็อนุญาตแล้วด้วย"

"ฮะ!"

"ไปนะ"

ผมทิ้งให้ทิมงงอยู่ตรงนั้นแล้วก้าวเท้าเดินออกไปนอกห้อง โบกมือทักทายอากาศที่เก้าอี้แถวหน้าครั้งหนึ่งก่อนตรงไปหน้าตึก พี่ซีก็ยืนรออยู่ตรงนั้นแล้ว 

เรามาถึงโรงหนัง แล้วพี่ซีก็จัดการซื้อตั๋วเรื่องที่เขาอยากดูให้ผมเรียบร้อย ผมรู้เขารวยแล้วก็จ่ายค่านั่นค่านี่ให้ตลอด แต่นานๆ เข้าก็เริ่มเกรงใจ ผมจึงชิงวิ่งไปซื้อชุดป็อบคอร์นแล้วจ่ายเงินเองก่อน พี่ซีหันมาเห็นก็ขมวดคิ้วถามหน้ายุ่งๆ

"เดี๋ยวพี่ซื้อให้ก็ได้"

"รวยมากเหรอ"

"โคตรป๋า พูดเลย"

ผมเบ้ปากใส่หน่อยๆ อย่างหมั่นไส้ แต่ช่วงนี้พี่ซีบอกว่าเงินเหลือใช้จริงๆ เพราะไม่ได้กินเหล้า เลิกเหล้าเลิกจนจริงด้วย ผมเข้ามาในโรงหนังพร้อมกับพี่ซี ในตอนที่ไฟถูกปิดมืด ผมหันมองพี่ซีที่หลับตาลงไปครู่หนึ่ง คนกลัวความมืดที่อยากดูหนังคงกำลังฝืนตัวเองอยู่ ผมแอบอมยิ้มหน่อยๆ แล้วยื่นมือขึ้นวางบนเก้าอี้ คนข้างๆ หันมองแล้วกระซิบถาม

"อ่อยเหรอ"

"อือ จะจับไหม"

"จับครับ"

เขาตอบรับแล้วยกมือกุมมือผมเอาไว้ ภายใต้ความมืดผมจะเป็นเครื่องรางขจัดความกลัวให้เขา และขณะเดียวกันเขาก็ช่วยขจัดความกลัวของผมให้หมดสิ้นไปเช่นกัน

หลังจากดูหนังจบ พี่ซีชวนผมกินข้าวต่อ ผมถูกล่อลวงด้วยชาบูบุฟเฟ่ต์เลยปฏิเสธไม่ได้ เขาเป็นผู้ใหญ่หลอกเด็กตัวจริง เลี้ยงชาบูแล้วยังเปย์ผมต่อด้วยไอติมอีกอันหนึ่ง ผมรู้สึกเสียนิสัยไปเลยที่พี่ซีเอาแต่จ่ายเงินให้ แต่ถ้าถามว่ากินไหม ตอบว่ากินเลยโดยไม่ลังเล   

"ผมไปเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่งนะ"

"พี่ไปเป็นเพื่อนเปล่า"

"โตแล้ว" ผมพูดแค่นั้นแล้วแยกตัวไปห้องน้ำ ตอนที่เปิดประตูเข้าไปก็สะดุ้งสันหลังวาบเหมือนมีคนตามมา ครู่หนึ่งในสายตาผมเห็นเหมือนคนอยู่ในเงากระจกนั่น แต่เงยหน้ามองอีกทีก็ไม่มีใคร ขนลุกขึ้นมาไม่มีสาเหตุ ผมอาจรู้สึกไปเอง แต่กลับคิดว่ามีอีกคนยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ถึงกับกลัวแต่ก็รู้สึกไม่ปลอดภัยแต่อีกใจก็คิดไปถึงอีกคน 

ใช่มึงหรือเปล่าคิท...

ผมกวาดสายตามองหาพี่ซีหลังจากออกมาจากห้องน้ำ ก่อนเห็นเขายืนอยู่ที่หน้าร้านนาฬิกา สนใจนาฬิกาอยู่จนไม่ได้สนใจผม แม้แต่ตอนที่เดินเข้าไปข้างหลังแล้วยังไม่รู้ตัวเลย 

"พี่ซี"

คนถูกเรียกสะดุ้งนิดหนึ่งแล้วหันมาหา

"ตกใจเลย"

"ไม่ตกใจน้า" ผมแกล้งยกมือลูบหัวพี่ซีแต่ถูกมองตาขวางเลยรีบลดมือลงแล้วเปลี่ยนเรื่องไปที่นาฬิกาตรงหน้า

"จะซื้อเหรอครับ"

"แพง"

"พี่รวยจะตาย"

"แพงไปอะ ไปเหอะ"

พี่ซีว่าแล้วจับมือผมเดินออกมานอกห้าง ออกมาเจอฝนที่กำลังตกผมก็หงอยเลย โดนพี่ซีลากเข้ามาหลบฝนที่หน้าห้าง ขณะเขาเองก็บ่นออกมาเบาๆ

"ตกหนักขนาดนี้จะหยุดเมื่อไรเนี่ย ไม่มีร่มด้วยอะ"

ผมไม่ได้สนใจฟังเขาพูด ก้มมองมือที่จับกันอยู่แล้วกระตุกเบาๆ ให้เขารู้ตัว อีกคนหันมามองแล้วเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง

"มืออะ"

"ทำไมอะ"

"จับนานแล้วนะ เนียนเลย"

พี่ซียักไหล่หน่อยๆ แต่ก็ไม่ยอมปล่อยออก ฝนไม่มีทีท่าจะหยุดผมจึงชวนเขากลับแท็กซี่ดีกว่า ผมรู้มาจากเท็นว่าพี่ซีไม่ชอบรถยนต์ ไม่ซื้อรถ ไม่ขับรถ เลี่ยงได้ก็จะไม่นั่งรถด้วย อยู่ๆ ผมก็อยากรู้เหตุผลจึงสะกิดถาม

"พี่ซี ทำไมพี่ไม่ชอบนั่งรถยนต์เหรอ"

"เกลียด"

"ทำไมถึงเกลียดอะ"

"พ่อถูกรถชนตายอะ ก็เลยเกลียด"

ผมนิ่งไปตอนเขาตอบกลับมาแบบนั้น อยากตบปากตัวเองที่ถามออกไปเลย แต่เดาเอาจากใบหน้าเรียบเฉยเขาคงไม่ได้คิดอะไร ผมก้มมองมือที่เขายังไม่ยอมปล่อย แล้วกระชับมันให้แน่นขึ้น พี่ซีไม่ได้หันมามองแต่ผมเห็นว่ามุมปากเขาขยับเป็นรอยยิ้ม

ฝนตกกับรถติดเป็นของคู่กัน เรานั่งอยู่บนแท็กซี่มานานแต่ยังไปไม่ถึงไหนเลย รถเคลื่อนที่ไปได้ช้าๆ ผมหันมองข้างทางผ่านเม็ดฝนที่เริ่มซาออกไปนอกกระจก กระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่ตำแหน่งหนึ่งไกลๆ นั่น ผมขยับตัวหันมองถนนตรงนั้นแล้วก็นึกถึงคิทขึ้นมา 

"มีอะไรเปล่าน่าน"

"ตรงนั้น"

"ตรงนั้นทำไม"

"คิทตายตรงนั้น"

พี่ซีเงียบไปตอนได้ยินคำตอบของผม

"รถเขาชนเข้ากับสะพานตรงนั้น ผ่านไปสามปีแล้วยังลืมไม่ได้เลย"

"ชนสะพาน สามปีที่แล้ว" พี่ซีทวนคำพูดของผม แต่คล้ายว่าเขาจะพูดคนเดียวมากกว่า ผ่านใบหน้าที่ดูตกใจนั่นผมรู้สึกว่าพี่ซีแปลกๆ ไป

"พี่ซี"

"..."

"พี่เป็นอะไรหรือเปล่า"

"เปล่า ไม่เป็นไร"

พี่ซีตอบปัดๆ แล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง มือที่จับกันอยู่ก็ถูกดึงออกไป และระหว่างทางกลับบ้านนั่น พี่ซีไม่พูดอะไรกับผมเลย

...

เที่ยงคืนของวันถัดมา ผมยังไม่ได้นอนเพราะพี่ซียังไม่กลับ เขาไม่ออกไปกินเหล้าหลายวันแล้วแต่วันนี้หายเงียบไปตั้งแต่ตอนเย็น โทรไปก็ตัดสายทิ้งเฉยเลย ผมนั่งคุยอยู่กับเท็นและไคโรกระทั่งสองคนนั้นขอตัวขึ้นไปนอนก่อน ก็เลยเหลือแต่หนูกับไอรอนแมนที่นั่งเป็นเพื่อนกัน เลยเวลากลับของพี่ซีไปเยอะจนผมรู้สึกว่ามันผิดเวลา ผมสะกิดไอรอนแมนที่นอนหลับอยู่บนตักให้ลุกออกไป ก่อนเดินไปเปิดประตู แล้วก็ต้องแปลกใจที่เห็นพี่ซีนั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าหอ

"พี่ซี กลับมาตั้งแต่เมื่อไร แล้วทำไมไม่เข้ามาล่ะครับ"

"คีย์การ์ดหาย" เขาตอบโดยไม่หันมองหน้าผม ผมถอนหายใจเบาๆ ตอนที่ก้มลงมองคีย์การ์ดที่เขากำแน่นอยู่ในมือ

"พี่เมาอีกแล้ว..." ผมหยุดคำพูดตอนที่พี่ซีซบหน้าเข้ามาหาผมที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา สองมือยกขึ้นกอดร่างผมเอาไว้แต่ไม่พูดอะไร ผมยกมือแตะไหล่เขาเบาๆ  

"พี่เป็นอะไรหรือเปล่า"

เขาไม่พูดแต่ร้องไห้ ผมถึงกับทำอะไรไม่ถูก จะก้มลงไปมองเขาก็กอดผมแน่นแล้วซุกหน้าหลบผม

"พี่ซี พี่ร้องไห้ทำไม"

"ขอโทษ"

"ขอโทษอะไร"

"ขอโทษ"

พี่ซีพูดแต่คำนั้นอยู่ซ้ำๆ ผมถามอะไรก็ไม่ตอบ ไม่รู้จะทำยังไงเลยปล่อยให้เขาร้องไห้อยู่อย่างนั้น เนิ่นนานจนสติเขากลับมาครบ พี่ซีจึงขยับหน้าออกมาให้ผมเห็น น้ำตาไหลนองหน้ากับใบหน้าแดงๆ น่าสงสารอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ผมคุกเข่าลงตรงหน้าเขาแล้วค่อยๆ ถามเบาๆ

"พี่เป็นอะไรหรือเปล่า เป็นอะไรบอกผมได้นะ"

"พี่ทำคีย์การ์ดหาย เข้าหอไม่ได้"

"..."

"พี่เข้าไปไม่ได้"

"งั้นเดี๋ยวผมพาเข้าไปนะ" ผมเปิดประตูหอแล้วพาพี่ซีเข้ามา เขาทิ้งตัวลงบนโซฟาแล้วหลับตาลงช้าๆ ผมหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ เขาด้วย

"พี่เป็นอะไรไหม"

"โคตรเมาเลย" 

"แล้วไปกินเหล้าทำไม"

"เครียด"

"เครียดเรื่องอะไร"

"..."

"เครียดเรื่องอะไรบอกผมได้ไหม ฮึ?"

"..."

"พี่ซี"

"น่านยังอยากเจอคิทอยู่ไหม"

ผมนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อคิดหาคำตอบ แล้วก็ส่ายหน้าออกมาเบาๆ

"ไม่เหรอ"

"ไม่ครับ คิทตายไปแล้ว ผมต้องยอมรับแล้ว"

"..."

"ผมได้พูดเรื่องที่อยากพูดกับคิทไปแล้ว ได้คำตอบจากคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจจากคิทแล้ว ผมไม่ต้องการอะไรแล้ว ไม่อยากรั้งให้คิทมีห่วงอะไร ผมต้องปล่อยแล้ว"

"น่านเชื่อพี่ใช่ไหมว่าพี่มองเห็นมันจริงๆ"

"ครับ ผมเชื่อพี่"

"..."

"เชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไขเลย"

"พี่โกหกว่ะ"

ผมหันขวับมองพี่ซีที่พูดออกมาอย่างนั้น แล้วยกมุมปากขึ้นยิ้มก่อนเค้นหัวเราะในลำคอเบาๆ

"พี่โกหกน่าน วันนั้นคิทมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น"

"พี่พูดอะไรอะ"

"คิทมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลย พี่โกหกน่าน โกหกจริงๆ"

ผมเงียบเพราะตกใจกับสิ่งที่พี่ซีพูด ส่ายหน้าเบาๆ อย่างไม่เข้าใจในตัวเขา

"ทำไมพี่โกหกผม"

"พี่แค่อยากรู้ว่าน่านคิดอะไรอยู่ อยากรู้ว่าน่านจะบอกอะไรกับมันเลยหลอกให้น่านพูดออกมา"

"พี่ซี พี่ทำแบบนี้ทำไม!"

"ก็รู้สึกผิดอยู่นี่ไง!"

"พี่ซี!"

"ขอโทษ"

"พี่ซี พี่สนุกเหรอ พี่ปล่อยให้ผมเป็นไอ้โง่ที่ยืนพูดคนเดียวเพราะเชื่อว่าคิทมันอยู่ตรงนั้น ผมเชื่อและงมงายอยู่คนเดียวว่ามันยังอยู่ และพี่เป็นคนแรกที่ทำให้ผมแน่ใจว่ามันยังอยู่เพราะพี่มองเห็นมันได้ ผมเชื่อทุกคำที่พี่พูด เชื่อทุกอย่างที่พี่บอกแล้วพี่มาทำแบบนี้กับผมเหรอ"

"ขอโทษ"

"พี่ซี ทำไมทำแบบนี้กับผม"

"ขอโทษ"

ความโกรธปนเปกับความเสียใจกลายเป็นน้ำตาแทนคำพูด ผมผิดหวังกับพี่ซีมากจนไม่รู้จะพูดอะไรออกมาเลย

"แต่คิทมันได้ยินนะ สิ่งที่น่านพูด มันได้ยินทุกอย่างแหละ"

"แต่มันไม่ได้อยู่ตรงนั้น"

"..."

"และมันก็ไม่ได้อนุญาตให้ผมรักพี่ด้วย"

"น่าน ถ้าน่าจะรักใครสักคนน่านต้องถามตัวเองเว้ย มันขึ้นอยู่กับน่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับมัน ไอ้คิทมันตายไปแล้ว มันไม่เกี่ยวอะไร มันตายไปแล้ว เข้าใจไหม!"

"พี่ซี! พี่ไม่เข้าใจผม คิทมันสำคัญกับผมมากนะ"

"ถ้าคิทมันสำคัญขนาดนั้น ชีวิตนี้น่านก็คงรักใครไม่ได้แล้ว"

"..."

"น่านจะเป็นแบบนี้อีกนานแค่ไหน คิดแบบนี้น่านจะรักคนอื่นได้ยังไง"

"..."

"น่านจะรักพี่ได้ยังไง"

ผมเงียบก่อนพยักหน้าให้กับพี่ซีเบาๆ

"นั่นสิครับ"

"..."

"ผมรักพี่ไปได้ยังไง"


To be continued.

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น