miyukao/mini/ชีวาพร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่1

คำค้น : บุปผาเคียงมังกร#บทที่ 1

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มี.ค. 2561 22:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่1
แบบอักษร

บุปผาเคียงมังกร

บทที่1

"นังหนู...นังหนู...ตื่น..."

 เสียงแหบห้าวคล้ายคนชราดังกระซิบข้างหู  รสสุคนธ์ค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ  ลุกขึ้นนั่งก่อนกระพริบตาให้ตื่นจากอาการงัวเงีย  ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าย้อนมาในความคิดดวงตาหวานเบิกกว้างอย่างตกตะลึง  เธอตายแล้วไม่ใช่หรือ

"ใช่..เจ้าตายแล้ว"

เสียงแหบแห้งเดิมดังขึ้น ราวกับได้ยินในสิ่งที่เธอถามออกไป  รสสุคนธ์หันไปตามต้นเสียงในทันทีดวงตาฉายแววสงสัย  ชายชราผมขาวยาวมัดรวบไว้หลวมๆ  คิ้วขาวยาวจรดคาง  ดวงตาคมแฝงความอบอุ่นในทีในมือถือสมุดอะไรสักอย่างยืนลูปเคราสีขาวยาวของตนเองอยู่เบื้องหน้า ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ชายชราผู้นี้คือใครกัน

"อย่าแปลกใจเลยนังหนู   เพราะข้าคือผู้ที่จะพาวิญญาณของเจ้าไปส่งเอง"

"พาวิญญาณของหนูไปส่ง...ไปส่งที่ไหนคะ"

ถามออกไปด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัยและเศร้าใจในที  แม้ในชีวิตของเธอจะไม่มีบุคคลที่รักหลงเหลือ  แต่การตายอย่างกระทันหันเช่นนี้อย่างไรเสียก็ทำใจไม่ทันจริงๆ " ที่ที่เจ้าจะได้ไปคือที่ที่เจ้าต้องชดใช้ตามบัญชาของสวรรคอย่างไร"

ใบหน้าหวานฉายแววสงสัยอีกครั้ง  คิ้วโก่งขมวดเข้าหากัน ชดใช้ตามบัญชาของสวรรค เธอไปทำสิ่งใดผิดกันเหตุใดต้องชดใช้ด้วยเล่า  ชายชราผมขาวยิ้มอ่อนโยนมาให้อีกครั้ง

"เพราะดวงจิตที่ปิดกั้นและพยายามหลีกหนีทำให้เจ้าไปอยู่ผิดที่ผิดทาง กว่าข้าจะตามหาเจ้าพบก็ใช้เวลานานพอควร แต่เอาเถิดชะตากำหนดมาแล้วอย่างไรเสียเจ้าก็คงมิอาจหลีกหนีได้"

"ท่านผู้นำดวงวิญาณ...เอ่อท่าน...หมายความว่าอย่างไรกันคะ หนูไม่เข้าใจ"

“เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรอก เพียงตามข้ามาก็พอแล้ว”

 แคว้นเหลียน

แคว้นเหลียนเดิมทีเป็นอาณาจักรที่มีอาณาเขตกว้างขวางไม่แพ้เมืองหนิงอัน  ลี้  และซีอาน  แต่นับจากราชวงค์ม่อล่มสลายเมื่อ 5 ปีก่อน  แคว้นเหลียนก็แบ่งเป็นสามเมืองใหญ่ปกครองตนเอง  ได้แก่เมืองหวงจินปกครองโดยราชวงค์สกุลเมิ่ง  เมืองเซินเจิ้งปกครองโดยราชวงค์สกุลหยาง  เมืองหนานจิงปกครองโดยราชวงค์สกุลจู

เมืองหวงจิน  แคว้นเหลียน

เรือนเสนาบดีโจวจางหมิง  เจ้ากรมยุติธรรม คนปัจจุบันดำรงขั้น3  และเป็นที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้  เสนาบดีโจวมีฮูหยินเพียงหนึ่งเดียวนามเว่ยอี้ชี   มีบุตรชาย 2 คน และหญิง1 คน   

บุตรชายคนโตนามโจวอี้ถง อายุ23ปีดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพ ขั้น 4 แห่งกองกำลังม้าทมิฬ  สังกัดชินอ๋อง  

บุตรชายคนรองนามโจวอี้ซวน อายุ 20 ปี เป็นเจ้าหน้าที่กรมการแพทย์หลวง ดำรงขั้น6   

หากแต่ในความรุ่งโรจน์ของสกุลโจว  สวรรค์กลับกลั่นแกล้งให้สกุลโจวมีบุตรีที่แม้มีใบหน้างดงามล่มเมืองหากแต่กลับมีสติที่ไม่สมประกอบ  โจวอี้หรง นางมีอายุย่างเข้า15ปี หากแต่พัฒนาการของนางยังคงคล้ายทารกที่แม้แต่พูดเพื่อการสื่อสารก็ยังมิสามารถกระทำได้

 ที่เรือนบุปผา สกุลโจว

 โจวอี้หรง บุตรีคนที่สามของเสนาบดีโจวนั่งบนเตียงนอน  สายตาเหม่อมองไปด้านนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย  ใบหน้าเรียวรูปไข่คิ้วโก่งดังถูกวาดเอาไว้ดวงตาเรียวงดงามหากแต่ไร้ประกายแห่งความสดใสมีเพียงความว่างเปล่าทอดออกมาทางสายตา เหม่อมองไปเบื้องหน้าตลอดเวลา ราวกลับหุ่นยนต์ที่ไม่มีชีวิตจิตใจ จมูกโด่งเชิดบ่งบอกความถือตัวไม่น้อยรับกับริมฝีปากแดงอวบอิ่มคล้ายผลอิงเถา  ความงดงามที่ปรากฏเบื้องหน้านี้สุดที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้

 "นางไม่มีดวงจิตมีเพียงพลังชีวิตเท่านั้นที่ทำให้นางยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้เพื่อรอคอยเจ้า"

"อย่างนี้ก็หมายความว่าจริงๆแล้วร่างนี่คือร่างของหนูหรือคะ..."

" ใช่แล้ว หากแต่ตอนนี้เจ้ายังมิสามารถเข้าร่างของตนได้จนกว่าจะถึงวันเพ็ญ”

" เช่นนั้นตอนนี้หนูก็กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนใช่ไหมคะ"

ใบหน้าของรสสุคนธ์วิตกกังวลขึ้นมาในทันที เมื่อระลึกได้ว่านับจากนี้ไปอีก 3 วันตนเองจะกลายเป็นผีเร่ร่อนไม่มีศาลนึกแล้วก็ได้แต่ปลง ในชะตาชีวิตตัวเองที่คล้ายกับเรื่องตลกยิ่งนัก หรือบางทีตอนนี้เธออาจจะกำลังฝันอยู่มือบางตบไปที่แก้มนวล  โอ๊ย!!เจ็บ  เป็นผีก็เจ็บด้วยหรือนี่ ท่านผู้นำดวงวิญญาณยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับการกระทำของรสสุคนธ์

"ไม่ใช่ความฝันหรอกนี่คือเรื่องจริง แต่เอาเถิดเอาไว้ถึงวันเพ็ญหน้าเมื่อดวงจันทร์ฉายแสงเต็มดวงข้าจะพาเจ้าเข้าร่างนี้ก็แล้วกัน"

พูดจบท่านผู้นำดวงวิญาณก็หายวับจากไปราวกับผี แต่จริงๆแล้วท่านก็เป็นผีนี่นา...รสสุคนธ์ได้แต่ยิ้มตลกกับความคิดของตนเอง เธอถอนหายใจยาวในเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ก็ขอใช้ชีวิตแบบผีๆนี่ให้คุ้มแล้วกัน เธอเบนสายตาหันไปมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพิจารณาในระยะใกล้อีกครั้ง 

อ่า...สวยจริงๆเสียด้วย  ไม่มีสิวฝ้าราคีแม้แต่น้อย  ผิวพรรณก็ผุดผ่องเป็นยองใย  งามล่มบ้านล่มเมืองอะไรเช่นนี้แม่เจ้าพระคุณเอ๋ย*!!*

แหก*!!!*

 รสสุคนธ์สะดุ้งสุดตัวพร้อมกับเอ่ยเสียงอุทานอันเคยชินจากภพก่อนอย่างไม่ได้ตั้งใจ   เมื่อจู่ๆประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขณะที่เธอกำลังตั้งใจพิจารณาใบหน้าเด็กสาวตรงหน้าอย่างตั้งใจในระยะประชิด  ดวงตากลมโตหันไปจ้องมองผู้ที่เปิดประตูเข้ามา

โอ้มายก๊อด....นี่เทวดาหรือคนกัน  หล่อวัวตายความล้มกันเลยทีเดียว

ร่างสูงราวเกือบ190 ซม.ของชายวัยประมาณ 20 ปีเดินเข้ามาโดยมิได้บอกกล่าวแล้วนั่งลงข้างๆเด็กสาว  มือหนาเอื้อมไปกุมมือบางยิ้มอ่อนโยนให้อย่างจริงใจ  รสสุคนธ์เบิกตากว้างใจเต้นแรงขึ้นมาในทันที  

อะไรจะหล่อปานนี้พ่อคุณเอ๋ย*!!!  ขอคนสวยมองใกล้ๆหน่อยนะ*

คล้ายใบหน้าของชายผู้นี้มีประกายบางอย่างเปล่งออกมา  ดวงหน้าคมรูปไข่  คิ้วเข้มพาดราวกระบี่  ดวงตาอ่อนโยนอบอุ่น  จมูกโดดเด่น  ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงอมชมพู   

อ่า...ถ้าจะหล่อขนาดนี้ยังเป็นคนอยู่ใช่ไหมพ่อคุณทุลหัวทูลกระหม่อม

"หรงเอ๋อร์....เป็นเช่นใดบ้างคิดถึงพี่บ้างหรือไม่"

ชายหนุ่มเอ่ยถามเด็กสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล มือหนาเลื่อนมาลูปที่เส้นผมยาวสลวยของเด็กสาวอย่างอ่อนโยน  ไม่ได้แสดงอาการหงุดหงิดที่เด็กสาวตรงหน้ามิมีการตอบสนองกลับแต่อย่างใด   รสสุคนธ์มองท่าทางอ่อนโยนที่เขามีต่อเด็กสาวแล้วได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างเสียดาย  ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาอ่อนโยนนั้นมีความละม้ายคล้ายเด็กสาวประมาณ8ส่วนบ่งบอกให้รู้ได้เลยทันทีว่าทั้งสองคนเป็นพี่น้องกันโดยสายเลือดอย่างแน่นอน  

เปลี่ยนจากพี่เป็นสามีได้ไหมคะสุดหล่อ

แม้จะเสียดายแต่ว่ามีพี่ชายหล่อขนาดนี้รสสุคนธ์ก็แทบอย่างจะกระโดดเข้าร่างเด็กสาวตรงหน้าเลยในทันที  โรคแพ้ทางคนหล่อของเธอท่าจะกำเริบอีกแล้วอย่างแน่นอน  ยังไม่ทันที่รสสุคนธ์จะคิดอะไรต่อมากกว่านั้นก็มีชายร่างสูงอีกคนหนึ่งปรากฏกายขึ้นที่ประตู

แม่เจ้า*!!!นี่มันเวทีค้นฟ้าคว้าเทวดาหรือไง*

รสสุคนธ์แทบจะลมใส่ บุรุษผู้มาใหม่รัศมีความหล่อไม่แพ้คนแรกแม้แต่น้อย  หากแต่บุรุษหมายเลขสองนี้มีรูปร่างร่างกายกำยำผิวสีน้ำผึ้ง  ใบหน้าแม้คล้ายคลึงกับชายคนแรกและเด็กสาวแต่กลับดูดุดันกว่า

หล่อแบบโหดๆล้ำๆได้ใจที่สุดเลย

ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้รสสุคนธ์ยิ้มจนตาเยิ้มไม่เพียงได้เกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวย  มีหน้ามีตาในสังคมหากแต่ยังมีบุรุษรูปงามถึง 2 คนคอยเคียงข้าง อ่า....แค่นี้ชีวิตเธอก็มีความสุขไปกว่าครึ่งแล้ว  รสสุคนธ์ยืนฟังพ่อรูปหล่อทั้งสองพูดคุยสอบถามเด็กสาวแต่เพียงฝ่ายเดียว  หากแต่เรื่องอะไรนั้นมิได้เข้าสมองเธอเลยแม้แต่น้อย  ด้วยดวงตาสองข้างนั้นเอาแต่จดจ้องประติมากรรมมีชีวิตเบื้องหน้ามิวางตา 

สักพักทั้งสองก็ลุกจากไป รสสุคนธ์หันไปมองเด็กสาวตรงหน้าพร้อมส่งยิ้มหวานให้

อยู่คนเดียวไปก่อนนะสุดสวย

รสสุคนธ์ทะยานตามพี่ชายสุดหล่อทั้งสองออกมานอกเรือนบุปผา  หากแต่เมื่อออกมานอกเรือนพักของผู้เป็นน้องสาวท่าของพี่ชายทั้งสองก็ดูจริงจังมิอ่อนโยนเช่นตอนอยู่กับเด็กสาวในห้อง

"พี่ใหญ่ท่านทราบข่าวเรื่ององค์รัชทายาทแล้วหรือยังขอรับ"

"อืม.... ก็พอรู้มาบ้างแต่เจ้าไม่ต้องกังวลไปอย่างไรเสียข้าจะไม่ยอมให้น้องเล็กต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนั้นแน่นอน"

อันตรายอย่างนั้นหรือ*!!!  เห็นทีชีวิตจะมิได้สวยหรูอย่างที่คิดเสียแล้วรสสุคนธ์เอ๋ย*

​ร่างโปร่งแสงของรสสุคนธ์เดินเขาไปในระยะประชิดเพื่อฟังบทสนทนา  เป็นผีก็ดีเหมือนกันสามารถแอบฟังคนคุยกันได้ในระยะเผาขนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลย

"ข้าเองก็หวังเช่นนั้นนางอ่อนแอเช่นนี้ หากถูกดึงเข้าไปในวังวนอำนาจของคนพวกนั้นก็คล้ายกับเป็นลูกแกะในฝูงหมาป่า  ไม่ช้าก็เร็วคงจะถูกฝูงหมาป่าพวกนั้นกัดแทะจนเหลือแต่กระดูกแน่นอน"

 ลูกแกะเหรอ.....ช่างเปรียบเทียบเสียจริงนะพ่อเทพบุตรทั้งสอง  แต่ไม่ต้องกังวลไปอีกสามวันลูกแกะน้อยจะกลายร่างเป็นแม่เสือให้ดู หมาป่าก็หมาป่าเถอะแม่จะฟาดให้หมดฝูงเลยคอยดู

พี่ชายสุดหล่อขั้นเทพทั้งสองจากไปแล้ว  รสสุคนธ์จึงเลือกที่จะเดินรอบๆตัวเรือน  สกุลโจวคงไม่ได้แค่มีชื่อเสียงหากแต่ต้องร่ำรวยมหาศาลด้วยอย่างแน่นอน  เพราะการตกแต่งตัวเรือนต่างๆดูละเอียดและงดงามไม่ต่างจากบ้านมหาเศรษฐีในภพของเธอเลยแม้แต่น้อย  

ที่จวนของเสนาบดีโจวแบ่งตัวเรือนเป็นสองส่วนใหญ่ๆ  ด้านหน้าจะเป็นห้องโถงใหญ่เชื่อมกับเรือนพักของโจวจางหมิงและฮูหยิน  ส่วนด้านหลังเป็นเรือนพักของบุตรทั้ง3คน

หลังแรกเป็นของบุตรชายคนโตโจวอี้ถง ลักษณะตัวเรือนเรียบง่ายตกแต่งโทนสีเทาเป็นส่วนใหญ่  ด้านหลังมีลานกว้างสำหรับฝึกซ้อมทหาร  โดยมีคอกม้าและห้องเก็บอาวุธอยู่ด้านข้าง  ด้านหลังลานฝึกเป็นเรือนพักขนาดใหญ่ที่มีรั้วกั้นชัดเจน  สำหรับให้ทหารในสังกัดส่วนตัวของโจวอี้ถงร่วม500นายพักอาศัย   ความจริงแล้วโจวอี้ถงมีจวนพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้อยู่แล้ว  แต่เจ้าตัวไม่ต้องการแยกตัวออกไปจึงยังคงอยู่ในจวนเสนาบดีโจวผู้เป็นบิดา

  ถัดมาเป็นเรือนพักของบุตรชายคนรองโจวอี้ซวน ลักษณะตัวเรือนทรงเดียวกับของโจวอี้ถง หากแต่การตกแต่งภายในดูละเอียดอ่อนกว่า  ด้านหลังเรือนพักมิใช่สนามซ้อมรบแต่เป็นสวนหย่อมที่เน้นไปทางไม้ประดับตกแต่งแบบเรียบง่ายเน้นที่ความละเอียดอ่อน  ทางเดินปูด้วยหินอ่อนสีขาวนวลตาทอดยาวไปกลางสวนมีเก๋งทรงแปดเหลี่ยมมีโต๊ะหินอ่อนสีเทานวลทรงกลม  พร้อมด้วยเก้าอี้หินอ่อนทรงกลมสีเข้าชุดกันอีก5ตัว  รอบเก๋งโอบล้อมด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ให้ร่มเงาเย็นสบายและชวนผ่อนคลายเช่นเดียวกับเจ้าของเรือน   ที่สำคัญข้างเรือนก็มีเรือนขนาดใหญ่พอๆกับเรือนพักทหารของโจวอี้ถง หากแต่เมื่อเข้าไปด้านในกลับพบแต่ตำรามากมายมหาศาล นี่

มันหอสมุดแห่งชาติหรือไง พ่อพี่ชายรูปงามอ่านหมดนี่หัวคงขาวกันพอดี

เรือนสุดท้ายเป็นเรือนบุปผา เรือนพักของโจวอี้หรง  แม้นางจะไม่สมบูรณ์ทางด้านพัฒนาการแต่ดูเหมือนคนในครอบครัวนางจะมิได้รังเกียจถึงข้อเสียนี้แม้แต่น้อย  ความรักความอบอุ่นที่คนในครอบครัวมอบให้นางไม่มีสิ่งใดบกพร่องแม้เพียงนิด เด็กสาวมีสาวใช้ประจำตัวถึง6นางคอยดูแลช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันต่างๆ  ทั้งพาไปอาบน้ำแต่งตัว  ป้อนอาหาร  จนกระทั่งขับถ่าย  บางครั้งเหล่าสาวใช้กลุ่มนี้ยังพานางไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้ด้านหลังเรือน อีกทั้งให้ความเคารพนางมิต่างจากคุณหนูปกติสกุลอื่นเลย  ช่างโชคดีจริงๆเชียว

นี่มันชีวิตเจ้าหญิงชัดๆเลย รสสุคนธ์เอ๋ย*!!*

​.................................................................................................................................................................

มาตามคำเรียกร้องจากสมาชิกเพทเก่าที่ติดตามมา^^

เรื่องนี้อาจลงได้ไม่บ่อยนัก เพราะไรท์ต้องรีไรท์ชื่อตัวละครและสถานที่ใหม่ทั้งหมด  

เพื่อไม่ให้สับสนกับเรื่อง "จอมนางข้ามภพ"

หวังว่าทั้งสมาชิกเก่าและใหม่จะยังคงติดตามเป็นกำลังใจให้คุณแม่ลูกน้อยคนนี้ต่อนะคะ ^@^

เรื่องเก่าที่เปิดเรื่องไว้ยังคงค้างบนยอดไม้เช่นเดิม 555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น