akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ภาค 3 : บทที่ 27

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.9k

ความคิดเห็น : 73

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มี.ค. 2561 20:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 : บทที่ 27
แบบอักษร

27

            “โตขึ้นเยอะจริงๆ”

                ฝ่ามือเหี่ยวย่นตามวัยของนายวินัย  วางบนต้นแขนของเชน  เชนยิ้มรับ

                “แต่คุณลุงดูไม่แก่เท่าไหร่เลยนะครับ”

                “ฮ่าๆๆ  ปากหวานจริงๆ”

                วินัยหันไปคุยกับจิตตาที่กำลังนั่งปอกเปลือกแอปเปิ้ล  เธอคลี่ยิ้มให้กับสามี

                “คุณต้องทานเยอะๆนะคะ จะได้หาย แล้วจะได้กลับบ้านเร็วๆ”

                ว่าพลางยื่นชิ้นแอปเปิ้ลให้กับสามีทาน

                “ขอบใจนะ”

                เขาสบตากับภรรยา  รู้สึกโชคดีที่มีเธออยู่เคียงข้าง  จิตตายิ้มให้  ก่อนจะก้มหน้าจิ้มแอบเปิ้ลชิ้นต่อไป ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มค่อยๆเปลี่ยนเป็นเหยียดตรงโดยที่วินัยไม่ได้สังเกตเห็น

                “อ่า…”

                “คุณลุงมองหาใครเหรอครับ”

                เชนถามขึ้น เมื่อเห็นวินัยเหมือนกำลังมองหาใครสักคน

                “วายุไม่ได้มาด้วยเหรอ…”

                เขาถามออกไปเสียงไม่ดังมากนัก  จิตตาหายใจแรงขึ้น เธอวางส้อมในมือลงบนจาน

                “ฉันแทบไม่เห็นคุณวายุมาเลยค่ะ  สงสัยคุณวายุจะยังโกรธคุณอยู่  แต่คุณก็อย่าคิดมากเลยนะคะ  สักวัน  คุณวายุจะเข้าใจความหวังดีของคุณค่ะ”

                จิตตาจับมือสามีอย่างให้กำลังใจ  วินัยพยักหน้ารับความหวังดีนั้น เขาเองก็หวังว่าสักวันวายุจะเห็นความดีของจิตตา  เปิดใจยอมรับผู้หญิงคนนี้เข้ามาในครอบครัว ถึงแม้ว่าในความจริง  สำหรับวินัย  ไม่มีใครแทนที่มารดาของวายุได้  แต่เขาก็อยากให้วายุมีแม่ที่คอยดูแล

                “ให้ผมโทรตามน้องให้ไหมครับ”

                เชนอาสา  แต่จิตตาก็ตวัดตามองลูกชายทันที  ลูกชายของเธอนั้นไม่ได้รังเกียจวายุ  แถมยังเอ็นดูเหมือนเป็นน้องชายคนหนึ่งด้วยซ้ำ  อาจจะเพราะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน  เชนจึงไม่ได้ซึมซับความรู้สึกของมารดาที่มีต่อคนในครอบครัวนี้

                “ไม่ต้องหรอก  ถ้าเขาอยากจะมา  ก็คงมาแล้ว”

                กล่าวออกมาเหมือนตัดพ้อ  แม้จะพยายามยิ้ม แต่ในใจลึกๆก็หวังว่าวายุจะมาเยี่ยมเขาบ้าง อย่างน้อย…สายสัมพันธ์พ่อลูกก็ไม่น่าจะตัดขาดได้ง่ายๆ

                ก๊อกๆๆ

                “มีอะไร ถึงได้มารบกวนเวลาพักของท่าน”

                พอเห็นคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกเดินเข้ามา จิตตาจึงถามออกไปอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เพราะตอนนี้เป็นเวลาส่วนตัว

                “เอ่อ  คุณวายุมาครับ”

                ถ้าเป็นเมื่อก่อน ที่วินัยยังไม่ฟื้น  จิตตาคงสั่งให้คนของเธอไล่วายุไปแล้ว แต่ตอนนี้สถานการณ์นั้นต่างกัน  วินัยฟื้นขึ้นมาและมีสติครบถ้วน  เธอเห็นสามีของเธอยิ้มกว้างเหมือนต้นไม้เหี่ยวเฉาที่ได้รับน้ำจนฟื้นคืน

                “งั้นก็รีบพาเข้ามาสิ”

                คนที่ตอบกลับนั้นไม่ใช่สามีของเธอ แต่เป็นลูกชายที่ดูดีอกดีใจที่จะได้เจอน้องชายต่างสายเลือด  เมื่อทุกอย่างเป็นแบบนี้  จิตตาจึงทำได้แค่พยักหน้าให้คนของเธอทำตามที่ลูกชายเธอบอก

                “เชิญครับ”

                ตอนแรกวายุคิดว่าเขาจะโดนห้ามไม่ให้เข้าห้อง  ชายหนุ่มยืนทำใจอยู่ชั่วครู่ไม่ยอมก้าวเท้า จนไทกะบีบมือเขาเป็นเชิงเรียกสติ  เจ้าตัวจึงหันไปมองชายหนุ่ม  ไทกะพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงบอกให้วายุเข้าไปได้แล้ว  วายุจึงพยักหน้าตอบกลับ แล้วตัดสินใจก้าวเดินเข้าไปในห้อง

                วายุก้าวเดินอย่างเชื่องช้า  สายตาเขาไปสบกับสายตาของจิตตาที่มองเขาอย่างไม่ค่อยเป็นมิตร ก่อนที่ชายหนุ่มจะเบนสายตาไปมองชายตัวสูงที่ยืนอยู่ใกล้กับเตียงของบิดา

                คิ้วทั้งสองกระตุกทันที  แม้จะไม่ได้พบหน้ามานาน แต่วายุก็พอจะจำได้ว่าผู้ชายคนนี้คือคนคนเดียวที่เขาเคยเจอเมื่อหลายปีก่อน…ลูกชายของผู้หญิงคนนั้น

                “วายุ…”

                เสียงแหบพร่าของชายวัยกลางคนดังขึ้น  วายุชั่งใจอยู่พักหนึ่ง เขาสบตากับบิดา  ขาของเขาหนักอึ้ง 

                “นั่นพาใครมาด้วย”

                เหมือนสมองของวายุไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น เขาไม่ได้ตอบคำถาม เอาแต่ยืนนิ่ง

 ไทกะแตะที่หลังมือวายุอย่างแผ่วเบา แต่นั่นก็เหมือนเป็นการเตือนไม่ให้วายุนิ่งเงียบ

                “เขาเป็นรุ่นน้อง  ชื่อ  ไทกะ ครับ”

                ไทกะยกมือไหว้บิดาของวายุ  เขาไม่ได้ไหว้จิตตา  เพราะรู้สึกไม่ถูกชะตากับอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ นั่นอาจเป็นเพราะเขาพอจะดูออกว่าจิตตาไม่ได้ปรารถนาดีต่อวายุ ในขณะที่เชนจ้องมองไทกะอย่างแปลกใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าวายุจะพารุ่นน้องมาด้วย

                “ทำไมยืนห่างแบบนั้น”

                อดไม่ได้ที่จะถามออกไป เพราะลูกชายทำตัวห่างเหิน  ที่จริงแล้ววายุไม่ได้อยากจะทำตัวห่างเหิน เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำตัวอย่างไรต่างหาก  ถ้าจะให้เข้าไปใกล้ เขาก็กลัวจะทำให้อาการของบิดาทรุดหนักไปมากกว่าเดิม

                เชนขยับตัวหลบให้วายุสามารถเดินเข้ามาหาวินัยได้  วายุชั่งใจคิดอยู่โดยที่ไม่กล้าขยับ  ไทกะจึงดันเอวเล็กเพียงนิดพร้อมกับพยักหน้าเป็นเชิงให้วายุเดินเข้าไปหาวินัย

                “คุณพ่อ…เป็นยังไงบ้างครับ”

                ความห่วงใยเอ่อล้นออกมาจนต้องถามออกไป ถึงจะพอรู้อาการจากการสอบถามพวกหมอและพยาบาลมาบ้างแล้ว แต่เขาก็ต้องการคำยืนยันจากปากของบิดา

                “พ่อไม่เป็นไรแล้ว”

                ฝ่ามือหนาวางลงบนศีรษะของลูกชาย  วายุน้ำตาคลอ  สายตาที่วินัยมองเขามันอบอุ่นจนเขากลั้นน้ำตาไม่อยู่  ทั้งๆที่คิดว่าถ้าบิดาฟื้นขึ้นมา คงขับไล่เขาให้ไปไกล  แต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปหมด

                …สายสัมพันธ์พ่อลูก  อย่างไรเสียก็ยากที่จะตัดขาด…

                “จริงนะครับ ไม่ได้หลอกผมนะ”

                “จริงสิ  พ่อจะหลอกทำไม”

                เพียงเท่านั้น วายุก็คลี่ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข  เขาเข้าไปกอดบิดา ซุกหน้ากับอกอันอบอุ่น ไทกะมองภาพตรงหน้าแล้วก็เผลอยิ้มตาม  เชนเองก็เช่นกัน  มีเพียงจิตตาที่ยืนมองเงียบๆ แผนการทั้งหมดของเธอเหมือนจะพังลงไม่เป็นท่า เมื่อพ่อลูกกลับมาคืนดีกัน

                “ตอนนี้ลูกยังอยู่กับตินใช่หรือเปล่า”

                “เปล่าครับ ตอนนี้ผมออกมาอยู่ข้างนอกคนเดียว”

                “จะไปอยู่ข้างนอกทำไม  กลับมาอยู่บ้านสิลูก”

                วายุเริ่มอึกอัก เพราะเขาเองก็ยังไม่คลายกังวลเรื่องร่างกายที่ผิดปกติของตัวเอง ถึงจะรู้สึกว่ามันน่าจะไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงแล้วก็ตามที แต่วายุก็ยังวางใจไม่ได้

                “เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยก็แล้วกันนะครับ  คุณพ่อต้องพักผ่อนมากๆนะครับ”

                “เข้าใจแล้ว  ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อหรอกนะ”

                “เอ่อ  คุณคะ  เดี๋ยวฉันต้องไปทำธุระ  ต้องขอตัวก่อน”

                จิตตาเอ่ยขึ้น  เธอไม่อยากอยู่ดูสองพ่อลูกคืนดีกันนานนัก 

                “ให้ผมไปส่งไหมครับคุณแม่”เชนถามมารดา

                “ไม่เป็นไร  แม่ไปได้”

                เธอยิ้มให้กับลูกชาย ก่อนจะหมุนกายเดิน  โดยที่สายตาสบมองกับไทกะก่อนจะออกจากห้อง

                “มัวแต่คุยกับพ่อ คุยกับพี่เขาบ้างสิ  ไม่ได้เจอกันตั้งนาน”

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ  ผมอยากคุยกับคุณพ่อมากกว่า”

                วายุบอกอย่างชัดเจน  เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับจิตตา  ไม่ว่าจะเป็นตัวเธอเองหรือว่าลูกชาย

                “คุณลุงครับ  คุณพ่อกับคุณแม่ผมฝากกระเช้ามาเยี่ยม ผมวางไว้ตรงนี้นะครับ”

                ไทกะเอ่ยขึ้น แล้ววางกระเช้าลงบนโต๊ะ

                “ขอบใจมากๆ  ลูกก็ไม่เคยจะพาไทกะมาแนะนำพ่อเลยนะ”

                “ผมเพิ่งรับงานสอนพิเศษให้กับไทกะไม่นานครับ เป็นช่วงที่ผมอยู่กับพี่ติน”

                สีหน้าที่ยิ้มแย้มของวินัยเปลี่ยนไป  เพราะตนเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกชายต้องออกไปลำบาก

                “เป็นเพราะพ่อใช่ไหม”

                “คุณพ่ออย่าคิดมากเลยครับ ผมไม่ได้คิดว่าลำบากสักนิด อีกอย่างไทกะก็เป็นเด็กดี เขาตั้งใจเรียนมาก  ต้องขอบคุณพี่ตินด้วยซ้ำ  ที่ทำให้ผมได้หารายได้ด้วยตัวเอง”

                วายุพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะเขาไม่อยากให้วินัยเป็นกังวล  วินัยยิ้มให้กับลูกชาย เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัววายุ  แต่ก็รู้สึกเสียใจที่ก่อนหน้านี้มีปากเสียกับลูกชายจนต้องอยู่ไกลกัน

                “คุณพ่อพักผ่อนมากๆนะครับ ถ้าคุณหมออนุญาตให้คุณพ่อกลับบ้านได้วันไหน  ผมจะมาพาคุณพ่อกลับบ้าน”

                “อืม…”

                เขาพยักหน้ารับคำกล่าวของลูกชาย วายุช่วยพยุงบิดาให้นอนพักผ่อน เขาคลุมผ้าห่มจนถึงอก  ยืนมองบิดาจนกระทั่งอีกฝ่ายหลับสนิท

                “ถ้าคุณจะกลับไป ก็ได้เชิญเลยนะ”

                หลังจากที่วินัยหลับไปแล้ว วายุก็หันมาพูดกับเชนอย่างเย็นชา  เชนยิ้มเจื่อนๆ

                “ทำไมน้องวาต้องไล่พี่กลับด้วยล่ะครับ”

                วายุหน้าเครียดทันทีที่ได้ยิน  ไทกะก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเช่นกัน

                “ผมไม่ใช่น้องคุณ  อย่ามาตีสนิทกับผมเลย แม่คุณเองก็คงไม่ชอบนักหรอก” “ไม่ว่าน้องจะคิดยังไง  พี่ก็ไม่เคยคิดร้ายกับวายุเลยนะ  เอาเป็นว่า  วันนี้พี่จะกลับไปก่อนแล้วกัน”

                ท่าทางต่อต้านของวายุที่มีต่อเขานั้น  มีมาตั้งแต่วันแรกที่เขาเหยียบก้าวเข้ามาในครอบครัวนี้  แต่เชนก็ไม่ได้นึกโกรธวายุ  ออกจะเอ็นดูด้วยซ้ำ เพราะเขาอยากมีน้องชาย

                เชนยอมกลับแต่โดยดี  เขาเดินออกจากห้องไป  เหลือเพียงแค่วายุและไทกะเท่านั้น  วายุถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า  เขาหย่อนกายนั่งลงบนโซฟา

                “นายเองก็ด้วย  กลับไปเถอะ  ฉันอยู่ได้”

                “ไม่เป็นไร”

                ตอบเพียงเท่านั้น แล้วจึงนั่งลงข้างๆกับวายุ  วายุหันหน้าหนีไปทางอื่น  ถึงจะเห็นแบบนี้ แต่ไทกะก็ดื้อไม่ต่างจากโทระเลยสักนิด เจ้าตัวจะทำอะไรก็จะทำให้ได้  วายุเองก็เหนื่อยที่จะขับไล่แล้วเหมือนกัน

                “งั้นก็ตามใจ  อยากจะกลับตอนไหนก็กลับได้เลยนะ”

                เขาบอกโดยไม่มองหน้าไทกะ  สายตาจับจ้องไปยังบิดาที่นอนหลับหายใจอย่างสม่ำเสมอ

-------+++++-------

                เสียงสายน้ำที่กระทบพื้นทำให้คนที่นอนขี้เซาอยู่บนเตียงเริ่มพลิกกายไปมา  โทระพลิกตัวนอนคว่ำกอดหมอนที่หนุนนอน  มือหนาปัดป่ายหาร่างที่คิดว่านอนอยู่ใกล้ๆ แต่ทว่ากลับไม่มีแม้แต่เงา

                เพียงเท่านั้น เขาก็ลืมตาตื่นขึ้นมาทันที  คนที่เขานอนกอดทั้งคืนหายไปแล้วจริงๆ

                                “น้ำ!”

                โทระตะโกนเรียกชื่อของคนที่คุ้นเคย ทางด้านเด็กตัวเล็กที่กำลังอาบน้ำอย่างสบายใจมีอันต้องชะงัก  เขาหันไปมองทางประตูห้องน้ำ ไม่คิดว่าโทรจะเรียกเขา  หรือว่าแท้จริงแล้วเจ้าตัวกำลังหิวน้ำกันแน่

                ถึงอยากจะออกไปหา แต่ตอนนี้เขายังอาบน้ำแต่งตัวไม่เสร็จ  ดังนั้น เด็กหนุ่มจึงยังอยู่ในห้องน้ำไปอีกพักใหญ่  ส่งผลให้คนที่กำลังรอนั้นเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาที่เจ้าเด็กตัวเล็กไม่ยอมออกมาตามเสียงเรียก

                ทันทีที่ประตูห้องน้ำเปิดออก  ร่างเล็กก็ถลาเข้าไปในอ้อมกอดของโทระ  เด็กน้อยร้องโวยวาย เพราะเขาถูกโทระอุ้มพาดบ่า

                “รุ่นพี่ ปล่อยผมนะครับ   ปล่อยนะครับ”

                คนตัวเล็กได้แต่โวยวาย  เพราะเขากำลังโดนกลั่นแกล้งอีกแล้ว  โทระหมั่นเขี้ยวจึงยกมือฟาดเข้าไปที่ก้นเล็กหนึ่งทีจนน้ำสะดุ้ง

                “ฉันเรียกนาย ทำไมไม่ออกมา”

                “ผมนึกว่ารุ่นพี่หิวน้ำครับ”

                น้ำตอบไปตามที่คิด ไม่ได้โกหกแต่อย่างใด  โทระปล่อยร่างเล็กลงบนปลายเตียง  เขาเหล่ตามองอย่างไม่ค่อยพอใจนัก

                “ถ้าฉันหิวน้ำ ฉันเดินไปหยิบมาเองก็ได้มั้ง ไม่ต้องถึงขั้นเรียกนายให้ออกมาหรอก”

                “ก็ผมไม่รู้นี่ครับ”

                ได้แต่บ่นอุบอิบ เพราะไม่ว่าจะทำอะไร เขาก็ไม่เคยจะทำถูกใจโทระสักที จนตอนนี้เริ่มจะงงไปหมดว่าควรต้องทำอะไรบ้าง

                “ช่างเถอะ  นี่มันกี่โมงแล้ว”

                “บ่ายแล้วครับ”

                เพราะเคยนอนเยอะจนเป็นนิสัย  โทระจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจสักเท่าไหร่นัก  เขาหย่อนกายนั่งลง  ทั้งตัวมีเพียงผ้าผืนเดียวพันรอบเอว  

                “ลืมไปเลยแฮะ ว่าฉันมีเสื้อผ้ามาแค่ชุดเดียว”

                “งั้นเดี๋ยวผมเอาลงไปปั่นแห้งให้นะครับ รุ่นพี่รอไหวไหม”

                “แล้วฉันมีทางเลือกอื่นอีกหรือไง”

                โทระทำหน้าเซ็งจัด เขาหยิบผ้าขนหนูพาดบ่าแล้วเดินเข้าห้องน้ำ  น้ำพรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เขาเดินไปหยิบเสื้อผ้าของโทระที่พาดอยู่บนเก้าอี้ แล้วรีบลงไปด้านล่างเพื่อจัดการเสื้อผ้าให้กับโทระ  ไม่นานนักน้ำก็กลับขึ้นมาตากเสื้อผ้าของโทระไว้ที่ระเบียง  วันนี้แดดแรง อีกไม่นานก็คงจะแห้ง 

                เจ้าของห้องสำรวจความเรียบร้อย เขารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักกับสภาพเตียงที่เห็น  ดังนั้น น้ำจึงตัดสินใจ รื้อผ้าปูเตียงออกมาทำความสะอาด ในขณะที่โทระเดินออกมาจากห้องน้ำ ด้วยสภาพมีหยดน้ำพรมไปทั้งตัว

                “ฉันหิว  ในห้องนายมีอะไรกินมั่ง”

                พอตื่นได้สักพัก ร่างกายก็ประท้วงต้องการพลังงาน  น้ำเดินไปเปิดตู้เย็น  เขามีเพียงแค่นมกล่องเท่านั้น

                “มีแค่นมครับ   จะเอาไหมครับ”           

                เด็กหนุ่มชะโงกหน้ามาถามรุ่นพี่ตัวสูง  โทระพยักหน้าหงึกๆ ในตอนนี้ จะเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่ตกถึงท้อง ไม่อย่างนั้น เขาคงได้อารมณ์เสียมากกว่าเดิม

                “ไม่มีพวกรสอื่นบ้างเหรอ”

                คนเรื่องมากเอ่ยขึ้น เพราะที่น้ำยกมาให้มีแต่นมจืด  แทนการตอบ  เจ้าของห้องส่ายหน้าไปมา

                “นายควรจะอะไรติดตู้เย็นให้มากกว่านี้นะ”

                “ผมก็กะจะไปซื้อของวันนี้ล่ะครับ  เพราะว่าเป็นวันหยุดพอดี แต่ว่ารุ่นพี่อยู่ด้วยก็เลยยังไม่ได้ออกไปครับ”

                “ช่างเถอะๆ”

                โทระขี้เกียจฟังคนตัวเล็กบ่นใส่ เขาหยิบหลอดมาเจาะกล่องนมดูดอย่างหิวโหย  น้ำแอบมองอย่างขันๆ แล้วเผลออมยิ้มกับท่าทางนั้น  ในขณะที่โทระมองตาขวางทันทีเมื่อเขาเห็นท่าทางของน้ำ

                “จะทำอะไรก็ไปทำเลยไป  จ้องฉันอยู่ได้ เดี๋ยวก็จับกินอีกรอบเลยนี่!”

                ดุเพียงเท่านั้น ก็ทำให้เจ้าตัวเล็กถึงกลับหน้าเปลี่ยนสี  รีบหมุนกายหันหลังให้  ในขณะที่คนพูดระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ

                โทระมองน้ำที่ทำโน่นนั่นนี่ไปเรื่อย  หลักๆคือเก็บกวาดห้อง จัดการเสื้อผ้าของเขา

                “เสร็จหรือยัง”

                โทระเร่งคนที่กำลังรีดชุดเขาอยู่  น้ำรีบตอบอย่างลนลาน

                “ใกล้จะเสร็จแล้วครับ”

                แต่ดูเหมือนว่าเพียงคำพูดจะไม่พอ  ชายหนุ่มจึงเดินเข้ามาหาร่างเล็ก เขามายืนซ้อนด้านหลัง  ก้มหน้าลงมาดูทักษะการรีดผ้าของน้ำ

                “นายรีดเป็นด้วยเหรอ  อย่าทำชุดฉันไหม้ล่ะ”

                “เป็นครับ แต่ถ้ารุ่นพี่มายืนข้างหลังผมแบบนี้ ผมอาจจะทำมันไหม้ก็ได้”

                เขาบอกเป็นนัยๆว่า  โทระกำลังก่อกวนเขาอยู่   ชายหนุ่มยักไหล่ขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่แคร์สักเท่าไหร่ แต่สุดท้ายเขาก็เดินกลับไปนั่งรอที่เก้าอี้  ไม่นานนัก เสื้อผ้าทั้งหมดของเขาก็พร้อมที่จะนำไปสวมใส่ได้

                “รุ่นพี่จะกลับเลยไหมครับ”

                “นายนี่ขยันไล่ฉันกลับบ้านจริงนะ”

                ท่าทางไม่พอใจของโทระทำให้น้ำทำตัวไม่ถูก แค่ผ่านเหตุการณ์เมื่อคืนมา แต่ยังพูดคุยกันได้เหมือนปกติ  ก็คือว่าสุดยอดมากแล้ว

                “ผมไม่ได้ไล่นะครับ  แค่ถาม”

                “งั้นก็ไปกัน”

                ดูเหมือนว่าโทระจะไม่ได้กลับบ้านเสียแล้ว  คนตัวเล็กจึงขมวดคิ้วด้วยความงุนงงเพราะไม่เข้าใจสิ่งที่โทระกำลังจะทำ 

                “ก็ปกติวันนี้นายจะออกไปซื้อของไม่ใช่เหรอ  ก็ไปสิ ฉันจะพาไป”

                “อะไรนะครับ”

                อดไม่ได้ที่จะถาม  โทระหายใจแรง อยากจะเข้าไปดึงแก้มเล็กๆนั่นเสียจริง ทำไมถึงได้เข้าใจอะไรยากเย็นขนาดนี้

                “ไป”       

                ไม่คิดจะอธิบายใดๆให้เสียเวลา  โทระเดินเข้ามาจับข้อมือเล็ก แล้วลากน้ำออกจากห้องพักทันที

                “รุ่นพี่ไม่ได้จะกลับบ้านเหรอครับ”

                “เงียบเถอะน่า”

                เขาหันไปบอกเจ้าคนช่างถาม  น้ำจึงเงียบไป  แต่สักพักก็มีเสียงดังขึ้นมาอีก

                “รุ่นพี่เดินช้าๆหน่อยได้ไหมครับ  คือ ผม”

                โทระชะงักปลายเท้า  หันไปมองเจ้าเด็กตัวเล็กที่ทำสีหน้าลำบากใจ

                “ผมอะไร”เขาถามเสียงห้วน

                “ผมเจ็บครับ”

                บอกไปก็อายจนหน้าแดงก่ำ  โทระงงหนักว่าเจ็บตรงไหน  เพราะเขาไม่ได้จับลากอีกฝ่ายรุนแรงเสียหน่อย  แต่ท่าทางก้มหน้างุด เขินจนแดงไปถึงหูก็พอจะทำให้โทระนึกออก

                “แล้วต้องให้อุ้มไหมเนี่ย”

                เขาแกล้งแหย่น้ำ  น้ำเงยหน้าขึ้นมาทันที  ตอบกลับอย่างรวดเร็ว

                “ไม่ครับ”

                “แล้วเจ็บมากหรือเปล่า”

                น้ำเผลอใจเต้นแรงกับความห่วงใยที่ส่งมา  โทระตอนนี้ไม่เหมือนรุ่นพี่ใจร้ายที่เขารู้จักเลยสักนิด ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีมุมแบบนี้ด้วย

                “ก็ไม่มากครับ  แต่ว่าผมไม่อยากเดินเยอะ”

                “อืม…งั้นเปลี่ยนแผนดีกว่า”

                มือหนาลูบคางเป็นเชิงคิด ก่อนที่เขาจะหันมาคุยกับเจ้าเด็กตัวเล็ก

                “เอางี้ไหม เดี๋ยวไปกินข้าวแล้วค่อยแวะซื้อของใกล้ๆ”

                “ครับ”

                น้ำพยักหน้าเห็นด้วย วันนี้เขาไม่อยากทำอะไรเลย เพราะเมื่อยล้าไปทั้งตัว  ขนาดนอนมาตั้งหลายชั่วโมง แต่เหมือนจะยังไม่ค่อยดีขึ้นสักเท่าไหร่นัก

                “นายอยากกินอะไรล่ะ”

                “อะไรก็ได้ครับ ผมแล้วแต่รุ่นพี่เลย”

                เขาอยากตามใจโทระ  พอจะรู้อยู่ว่าโทระนั้นเป็นพวกกินจุ  ดังนั้นให้เจ้าตัวเลือกร้านเองเลยแล้วกัน 

                “ฉันหิวมาก  งั้นเข้าไปกินบุฟเฟต์เลยแล้วกัน”

                แต่น้ำก็ไม่คิดว่าโทระจะเลือกทานบุฟเฟต์  เขาเป็นพวกกระเพาะรับอาหารได้ไม่เยอะ  รู้สึกไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่   แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้โต้แย้ง  ได้แต่พยักหน้ารับ

                “เดี๋ยวฉันโทรเรียกแท็กซี่แล้วกัน”

                คนตัวเล็กรู้สึกซึ้งใจขึ้นมา  ยังไม่ทันที่โทระจะกดโทรศัพท์  ร่างสูงโปร่งที่น้ำพอจะคุ้นตาก็เดินออกมาจากอพาร์ทเมนท์

                “คุณคริส”              

                น้ำเผลอเรียกชื่ออีกฝ่าย  และนั่นทำให้นิ้วยาวที่กำลังจะกดโทรศัพท์ มีอันต้องชะงัก  แล้วหันไปมองบุคคลแปลกหน้าที่เดินเข้ามา


100%


100

ติดตามการอัพได้ที่เพจ  Akikoneko17

เปิดพรีออเดอร์  สามีผมเป็นเสือ ภาค 3  

รายละเอียดอยู่ที่หน้าบทความ  หรือดูได้ที่เพจ Akikoneko17 ค่ะ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}