หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 45 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (จบ)

ชื่อตอน : ตอนที่ 45 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (จบ)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2561 15:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 45 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (จบ)
แบบอักษร

            พวกเขาออกจากคฤหาสน์มาได้แบบราบรื่นผิดคาด หลังจากคาถาเวทย์หมดฤทธิ์ คฤหาสน์อัชเชอร์กลับกลายมาเป็นคฤหาสน์ธรรมดาหลังหนึ่ง ช่วงการเปลี่ยนแปลงเห็นกันอย่างชัดเจน ภาพบนกำแพงผนังกลายเป็นภาพไก่เขี่ยทั้งหมด ราวกับแค่เอาสีถูไปถูมาเท่านั้น ภาพลวงของพื้นที่ ก็สลายหายไปหมด ทั้งห้าคนก็เดินมาจนถึงประตูห้องรับแขก

            คราวนี้ ประตูใหญ่ถูกหลงอ้าวหมินถีบทีเดียวเปิดออก ลมจากภายนอกพัดโชยเข้ามา แต่ไม่ว่าข้างนอกจะมีหิมะตกหรืออะไรก็ตาม ทั้งห้าคนก็ไม่คิดจะอยู่ในคฤหาสน์นานไปมากกว่านี้แล้ว

            เมื่อมีคนๆ หนึ่งเดินออกมาจากประตูใหญ่ เสียงของระบบก็ดังขึ้น : [บรรลุภารกิจปัจจุบัน ภารกิจหลักสำเร็จทั้งหมดแล้ว]

            และเฟิงปู้เจวี๋ยที่อุ้มร่างที่ไร้วิญญาณของมาเดอลีน อัชเชอร์นั้นก็ได้ยินเสียง : [สำเร็จภารกิจลับ]

            “แค่เอาออกมาจากคฤหาสน์ก็พอแล้วเหรอ......” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดแล้วก็วางศพของมาเดอลีนลงบนพื้น

            หลังจากวางศพลงได้ไม่นาน เนื้อหนังที่อยู่ตรงหน้าก็ย่อยสลายไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นกองกระดูกขาวกองหนึ่ง และกองกระดูกขาวก็สลายเป็นกรวดทรายไปในไม่กี่วินาที สุดท้ายก็เป็นผุยผง

            หมอกควันกลุ่มหนึ่งลอยมาจากแดนไกล สลายสีแดงที่ปกคลุมอยู่บนท้องฟ้า

            [ท่านผ่านด่านนี้แล้ว จะทำการเคลื่อนย้ายอัตโนมัติหลังจาก 180 วินาที]

            “ความร่วมมือเป็นไปได้ด้วยดีเลยนะทุกคน” วิญญาณกระดูกยิ้มแล้วพูด

            “อืม ...... ความร่วมมือเป็นไปได้ด้วยดี” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ

            หลงอ้าวหมินบิดขี้เกียจเล็กน้อย แล้วพูดว่า : “หู้ว ...... ด่านนี้อึดอัดชะมัด เป็นอะไรที่หลอนมาก รอบนี้ค่าความสยองของฉันคงแย่มาก”

            “พี่หลง พี่ยังคิดถึงค่าความสยองอีกเหรอ? ฉันหัวใจแทบจะหลุดออกจากร่างทุกวินาทีเลย แบบนี้ฉันขอแค่ครั้งเดียวพอนะ!” เสี่ยวทั่นกล่าว

            “ไปก่อนนะ” ฝนแห่งการจากลาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แล้วก็ตบบ่าของวิญญาณกระดูก เพื่อแสดงให้เห็นว่าไปจากที่นี่ได้แล้ว แล้วพวกเธอก็หายตัวไปจากสายตาของทุกคน

            วิญญาณกระดูกโบกมือให้กับทั้งสามคน : “บ๊ายบ๊าย” แล้วมองไปที่เสี่ยวทั่น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “นี่ ขอบคุณไฟฉายของนายด้วยนะ”

            เสี่ยวทั่นยังไม่ทันจะได้ตอบกลับ เธอก็ถูกแสงสีขาววาร์ปตัวออกไปแล้ว

            เฟิงปู้เจวี๋ยพูดขึ้นมาว่า : “พวกเราก็ไปกันเถอะ ไปคำนวณรางวัล แล้วเข้าด่านต่อไปกันเถอะ”

            หลงอ้าวหมินพูดว่า : “น้องเฟิ่ง คืนนี้ฉันขอตัวแค่นี้นะ ฉันตั้งค่าการเชื่อมต่อไว้ตอนสิบเอ็ดโมงสี่สิบ ก่อนนายจะออนไลน์เข้ามาฉันเล่นไปเกือบสิบชั่วโมงแล้ว รวมด่านนี้อีกสามชั่วโมง ถ้าเล่นต่อพรุ่งนี้ตื่นมาฉันต้องปวดหัวแน่ๆ”

            “โอเค ไม่มีปัญหา” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “งั้นพี่หลงออฟไลน์ไปก่อนเลย เราสองคนจะเล่นต่อ”

            ลมหนาวพัดผ่านมาตามห้วยข้างคฤหาสน์ ช่วงเวลาที่มืดที่สุดก่อนที่รุ่งอรุณจะขึ้น ประตูใหญ่ของคฤหาสน์อัชเชอร์ก็ถูกพลังไร้รูปลักษณ์บางอย่าง ปิดลงอีกครั้งหนึ่ง ......

            ............

            หลงอ้าวหมินดูเนื้อหาการคำนวณคร่าวๆ แล้วก็ออฟไลน์ไป แค่รางวัลที่คำนวณมาได้นับตั้งแต่เริ่มด่านจะรับเมื่อไรก็ได้ จะวางทิ้งไว้ที่พื้นที่ล็อกอินก่อนก็ไม่เป็นไร หน้าจอแสดงให้เห็นว่าเขาได้ออกจากทีมไปแล้ว ในรายชื่อของเพื่อนก็กลายเป็นสีเทา

            ยังไม่ทันที่เฟิงปู้เจวี๋ยจะเข้าไปดูเนื้อหาการคำนวณ เขาก็สังเกตเห็นคำขอเพิ่มเพื่อนเข้ามาสองข้อความ เขาคลิกเข้าไปดู ที่แท้เป็นฝนแห่งการจากลาและวิญญาณกระดูกนั่นเองที่ส่งมา

            ในเวลาเดียวกัน เสียงตื่นเต้นดีใจของหวังทั่นจือก็ดังเข้ามาในหน้าจอทีม : “พี่เจวี๋ย!”

            “ฉันรู้แล้ว พวกเธอแอดนายเป็นเพื่อนแล้วใช่ไหม” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดออกไปตรงๆ

            “พี่รู้ได้ไงอีกเนี่ย?” เสี่ยวทั่นถาม “อ้อ จริงสิ ...... พวกเธอก็น่าจะแอดพี่ด้วย”

            “จากท่าทางร้องดีใจของนายฉันก็เดาได้” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “มีอะไรน่าตื่นเต้นกันหา”

            “มีสาวสวยแอดพี่เป็นเพื่อนก่อนไม่น่าตื่นเต้นหรือไงกัน?” หวังทั่นจือใช้น้ำเสียงบวกเหตุผลถามกลับ

            “เสียดายคนหล่อรวยอย่างนายเนอะ ...... ทำไมถึงได้คิดอะไรตื้นๆ แบบนี้นะ” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด “อีกอย่างนะ หากในชีวิตจริงพวกเธอสองคนหน้าตาบูดเบี้ยว เข้ามาในเกมก็สวยได้ทุกคนแหละ”

            “พี่เจวี๋ย ถ้าพี่ยังคิดแบบนี้อยู่แบบนี้ จะโสดไปตลอดชีวิตเลยนะ”

            “ในชีวิตฉันยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องตั้งเครื่องหมายคำถาม ยังจะมีมีเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องโสดหรือไม่โสด?” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “แล้วฉันก็ตัดสินใจมาตั้งแต่สิบขวบแล้ว ว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามฉันจะมองในแง่ลบก่อน ถึงจะสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างที่ต้องเผชิญได้ดี” ขณะที่เขาพูดนั้นท่าทางเย็นชา “นายก็เห็นไม่ใช่เหรอตอนที่ญาติของฉันเสียไป แล้วตอนที่ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้าย ฉันนิ่งแค่ไหน”

            “เหอะ ...... เหอะเหอะ ..... ก็ได้ .......” เสี่ยวทั่นเบะปาก ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

            “แต่จะว่าไปนะ จอมยุทธ์หญิงคนนั้นเก่งจริงๆ เนอะ ดูจากการต่อสู้แล้ว ถึงแม้เธอจะแสดงฝีมือไม่กี่ครั้ง แต่ฉันฟันธงได้เลยว่า ...... หล่อนเก่งกว่าพี่หลงแน่นอน” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดไปพลางกดรับคำขอเพิ่มเพื่อนของสองสาว “จำนวนผู้เล่นที่เราพบในช่วงนี้ค่อนข้างจำกัด มาจนถึงตอนนี้ เธอน่าจะเป็นผู้เล่นที่แกร่งที่สุดที่เราเจอมา”

            “งั้นด่านต่อไปจะเชิญพวกเธอมาสร้างทีมไหม?” หวังทั่นจือถาม

            “ยังก่อน” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “ก็เพิ่งพูดไปว่าผู้เล่นที่เราเจอค่อนข้างจำกัด นายยังจะเสนอวิธีที่ทำให้เราไม่ได้เจอผู้เล่นใหม่ๆ อีกนะ”

            “เออ จริงด้วย ......” หวังทั่นจือกล่าว “ถ้าสร้างทีมสี่คน เจอคนแปลกหน้ามากสุดก็สองคน หรือไม่ก็ไม่เจอเลย”

            “สรุปแล้วก็ ...... ฉันไปดูการคำนวณก่อน จัดการอะไรเรียบร้อยแล้วจะทักนายไป พักกันก่อน” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด

            “เข้าใจละ” หวังทั่นจือ “ฉันก็อยากจะไปดูการคำนวณอยู่พอดี”

............

            ในช่วงเวลาเดียวกัน ณ พื้นที่ล็อกอินของฝนแห่งการจากลา 

            เธอกำลังพูดคุยอยู่กับวิญญาณกระดูก

            วิญญาณกระดูกพูดว่า : “พี่ ของฉันมันแสดงการตอบรับคำขอของพวกเขาแล้วนะ อืม ...... คนที่ชื่อพี่หลงตอบรับแล้วก็ออฟไลน์ออกไปเลย”

            “เหมือนกัน” ฝนแห่งการจากลาตอบ         

            “นี่นี่ พี่ รู้แล้วใช่ไหม?” วิญญาณกระดูกถาม

            “เธอหมายถึงคนที่ชื่อเฟิ่งปู้เจวี๋ยน่ะเหรอ?”

            “ใช่ เขาเป็นนักเขียนคนนั้น ในชื่อยังมีคำว่า ‘ปู้เจวี๋ย’ ในชื่อด้วย แถมเขายังบอกว่าเขาไม่ใช่คนดัง มันชี้ชัดเลยนะว่าเขาคือปู้เจวี๋ยคนนั้น”

            “ก็อาจจะนะ แต่ชื่อเรียกที่ใช้ในเกมมันไม่สามารถเอามาอ้างอิงได้นี่” ฝนแห่งการจากลากล่าว “ถึงแม้คำว่า ‘ยอดนักกวีผู้ยิ่งใหญ่’ จะดูสอดคล้องกับสไตล์ของปู้เจวี๋ย แต่ตอนที่ฉันถามเขาว่าเป็นนักเขียนเหรอ กลับเป็นเพื่อนซื่อๆ คนนั้นของเขาตอบก่อน ...... เลยสรุปไม่ได้อยู่ดีว่าเป็นเขา”

            “หึหึ ...... แล้วถ้าใช่ล่ะ” วิญญาณกระดูกยิ้มอย่างมีเลศนัย

            “ใช่ก็ใช่สิ ยิ้มอะไรล่ะ” ฝนแห่งการจากลาตอบ

            “พี่ พี่เป็นแฟนคลับของเขาไม่ใช่เหรอ? ได้รู้จักกับไอดอลของตัวเองมันเป็นความฝันของแฟนคลับทุกคนไม่ใช่หรือไง?”

            “ฉันแค่ชอบอ่านนิยายของเขาเท่านั้นแหละ” ฝนแห่งการจากลาตอบ น้ำเสียงดูเรียบเฉย ไม่เหมือนกำลังแก้ตัว “ฉันไม่ได้รู้จักอะไรเขาเลย จะบอกว่าเป็น ‘ไอดอล’ ของฉันได้ไง” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดอีกว่า “อีกอย่าง ถ้าเป็นอย่างที่เธอบอกจริงๆ ...... ฉันว่าฉันยิ่งไม่ควรจะรู้จักเขาด้วยซ้ำ”

            วิญญาณกระดูกส่ายหัวอยู่ในพื้นที่ล็อกอินของตัวเอง แล้วพูดออกไปตามที่คิดว่า : “อืม ...... งั้นก็หมายความว่า ...... ความนับถือเป็นความรู้สึกเข้าอกเข้าใจที่ห่างไกลที่สุดงั้นสิ?”

            “นี่เธอคิดว่าใช้คำพูดเป็นทางการ ฉันจะไม่รู้เลยหรือไงว่าเธอต้องการจะสื่ออะไร” น้ำเสียงของฝนแห่งการจากลา เย็นชา และมองทะลุวิญญาณกระดูกอย่างไม่ใยดี

            “เชอะ ...... ไอดอลของพี่นี่ ไม่ใช่ของฉัน ใครจะรู้อนาคตเขาอาจจะไม่สนใจพี่อีกเพราะว่าพี่แก้ไขใบหน้าจนหน้าเกลียดก็ได้ ......” วิญญาณกระดูกแลบลิ้นทำหน้าทะเล้นภายในหน้าจอ ถึงแม้อีกฝ่ายจะมองไม่เห็นเธอก็ตาม

            “จริงๆ แล้วฉันก็แค่ไม่อยากจะให้ดูเด่นจนเกินไป แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้คงไม่ทันแล้ว” ฝนแห่งการจากลาพูด “ถ้าแสดงออกมาว่ามีพลังแข็งแกร่งก็จะมีอีกหลายคนส่งคำขอเป็นเพื่อนมาให้ ...... น่าเสียดายระบบแก้ไขหน้าตาได้แค่ครั้งเดียว ไม่งั้นจะแก้ให้ทุเรศแบบสุดๆ ไปเลย จะได้ไม่มีใครมารบกวน”

            ............

            ณ สตูดิโอทำงาน ในห้องพักผ่อน

            ผู้กล้าไร้เทียมทานนั่งดื่มกาแฟแบบไม่สบอารมณ์เท่าไร ในตอนนี้โหมดนอนหลับของเขาได้หมดกะแล้ว หลังจากที่พักไปหนึ่งชั่วโมงเขาก็จะต้องเข้าออนไลน์ในโหมดตื่นนอนต่อไป

            “เป็นอะไรไป? พี่ไร้เทียมทาน ตายในด่านเหรอ?” วัยรุ่นอายุราวๆ สิบหกสิบเจ็ดปี รูปร่างผอมแห้งเดินเข้ามาแล้วนั่งลงบนโซฟาด้านข้าง เขาก็เป็นผู้เล่นของสตูดิโอนี้ ID : [กลืนเสี้ยววิญญาณอย่างองอาจ]

            แผนกในสตูดิโอทำงาน พนักงานทุกคนส่วนใหญ่จะเรียกชื่อตามเกม เพราะ ID ในเกมของพวกเขาเป็นแบบถาวร ก็เหมือนกับรหัสพนักงานนั่นแหละ สตูดิโอระดับต้นๆ อย่าง “จื้อสวี่” ส่วนมากไม่ต้องกังวลเรื่องที่ว่า เขาไปในเกมแล้วชื่อจะซ้ำหรือมีคนใช้ไปแล้ว เพราะพวกเขาจะเข้าล็อกอินตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดเซิร์ฟ บางครั้งพวกเขายังจ่ายเงินให้บริษัทเกมเพื่อให้สมัคร ID ล่วงหน้าให้กับพวกเขาด้วย

            “อ๊า ...... ตายไปก็ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นความผิดของฉันเอง ฉันก็รีบเข้าไปฟอร์มทีมในด่านอื่น ใครจะคิดตอนที่ฉันผ่านด่านอื่นแล้วกลับมาดูอีกที ด่านที่ฉันเข้าไปก่อนหน้านี้มันกลับผ่านแล้ว แถมยังผ่านได้ด้วยเจ้าโง่สามคนกับผู้หญิงสองคน ฉันแทบไม่ได้รับส่วนแบ่งค่าประสบการณ์อะไรเลย มันหมายความว่าฉันทำอะไรในนั้นน้อยมาก ......”

            “มันเกิดอะไรขึ้น” เสี้ยววิญญาณถาม

            “เมื่อกี้ฉันก็กำลังคิดอยู่” ผู้กล้าไร้เทียมทานตอบกลับ “เป็นไปได้ว่าจะถูกไอ้เจ้าคนที่ชื่อ ‘เฟิ่งปู้เจวี๋ย’ เจ้าโง่เลเวล 11 อะไรนั่นแกล้งแต่งเป็นหมูหลอกกินเสือหรอกนะ ไม่แน่มันอาจจะแกล้งโง่ ทำให้ฉันคิดว่ามันเป็นภาระ แล้วเล่นเองคนเดียวหรอกนะ”

            “อ้อ ...... ฉันเข้าใจละ ตอนแรกนายคิดว่าคนอื่นขวางหูขวางตานาย แต่สุดท้ายกลับพบว่าตัวเองนั่นแหละที่เป็นส่วนเกิน” เสี้ยววิญญาณกล่าว

            “ไอ้เจ้านี่เข้าข้างใครกันแน่เนี่ย?” ผู้กล้าไร้เทียมทานตอกกลับ

            “เหอะๆ ..... ฉันไม่พูดละ ก็ได้” เสี้ยววิญญาณยิ้มแล้วลุกขึ้น “ฉันกลับบ้านไปนอนดีกว่า”

            “อะไรกัน? นายจบกะแล้วเหรอ?” ผู้กล้าไร้เทียมทานถาม

            “เปล่า หัวหน้าสั่งว่าไม่ต้องเล่นแล้ว ให้หยุดพัก” เสี้ยววิญญาณตอบ

            “อะไร? ในช่วงทดสอบระบบเนี่ยนะ? ให้นายหยุดพัก” ผู้กล้าไร้เทียมทานทำตาโต “นายเลเวลยี่สิบแล้วเหรอ?”

            “เลวลสิบห้าอยู่เลย” เสี้ยววิญญาณยักไหล่ “คืองี้ ...... ตอนที่ฉันเข้าเล่นเกม [อารีน่า] ฉันฆ่าพี่ไร้ความหวาดกลัวกับพี่คนติดตามของเขาอีกสองคน พวกเขาก็เลยไปฟ้องหัวหน้าว่า ฉันไม่ยอมช่วยเขาอัพระดับความชำนาญ”  เขายิ้มแล้วพูด “เฮ้อ ...... คนสมัยนี้นี่นะ ...... แพ้ไม่ได้เลย”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น