หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 44 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (11)

ชื่อตอน : ตอนที่ 44 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (11)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 192

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 44 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (11)
แบบอักษร

            เฟิงปู้เจวี๋ยมองดูห้องห้องนี้ แล้วรีบพูดออกมาว่า : “หรือว่านี่คือ SCP002 ……”

            “อะไรน่ะ?” หลงอ้าวหมินถามด้วยความสงสัย

            “อ๊า!” ทันใดนั้นเองหวังทั่นจือก็ร้องส่งเสียงออกมา “อย่าถามเชียวนะ ไม่งั้นเขาจะพูดกับพี่เป็นชั่วโมงไม่หยุดเลย”

            เฟิงปู้เจวี๋ยไม่ได้ใส่ใจเขาเลย แล้วก็ตอบกลับว่า : “มันเป็นแพลตฟอร์มในอินเตอร์เน็ตอย่างหนึ่ง มันเกิดจากภาพหลอนในจิตของทุกคนรวมกัน”

            “คิดไม่ถึงว่าจะจบได้ภายในประโยคเดียว!” หวังทั่นจือกล่าวอย่างตกตะลึง “จำได้ว่าตอนนายอธิบายให้ฉันฟังนี่มันสามชั่วโมงเต็มๆ เลยนะ”

            “เพราะว่านายทำท่าทำทางจริงจัง ฉันก็เลยอยากจากทดสอบว่านายมีการพัฒนาถึงขั้นไหนบ้าง” เฟิงปู้เจวี๋ยยิ้มแล้วตอบ ขณะที่พูดก็ได้เข้ามาในห้องที่ทำจากเลือดเนื้อแล้ว

            อีกสี่คนที่เหลือก็เดินตามเขาเข้ามา พวกเขาไม่อยากยืนรออยู่กับทางเดินภาพลวงข้างนอก

            “สมมติว่าที่นี่เป็นที่มาของคำสาปในคฤหาสน์อัชเชอร์ละ” เฟิงปู้เจวี๋ยมองขึ้นไปยังร่างของศพทั้งสอง “ห้องทั้งห้องเกิดขึ้นจากองค์ประกอบของร่างกายของคนในตระกูลอัชเชอร์จากรุ่นสู่รุ่น ศพของโรเดอริคกับมาเดอลีนก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของห้องนี้ในไม่ช้า” เขาจับขาของมาเดอลีน ลองพยายามดึงมันลงมา แต่ว่าไส้ที่พันร่างของเธอมมันรัดแน่นมาก หากดึงจากด้านล่างคงไม่ได้ผล

            เฟิงปู้เจวี๋ยหยิบมีดทำครัวออกมาจากกระเป๋า แล้วคาบมันไว้ตรงปาก ดูไปแล้วเขาคงคิดที่จะปีนขึ้นไปจากที่ไหนสักแห่ง เพื่อตัดไส้ออก

            “ฉันเอง” ฝนแห่งการจากลาใช้มือกดบ่าของเฟิงปู้เจวี๋ยไว้ เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของเขา

            เฟิงปู้เจวี๋ยหันหลังมาเห็นฝน เธอสบไปยังตาของเฟิงปู้เจวี๋ย ฝนไม่พูดอะไร แค่ใช้นิ้วชี้ไปที่เฟิงปู้เจวี๋ย แล้วก็ชี้ไปทางด้านบน

            “ก็ได้ ......” นึกไม่ถึงเลยว่าเฟิงปู้เจวี๋ยจะเข้าใจความหมายของเธอ เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เอนตัวไปด้านหน้า หันหลังให้กับอีกฝ่าย

            ฝนถือกระบี่ขึ้นไปเหยียบบนหลังของเขา แล้วดีดตัวขึ้นไปด้านบน คมกระบี่ตวัดเป็นรูปครึ่งวงแหวน ตัดไส้ทั้งสองเส้นขาดแบบไร้ร่องรอยจนร่างศพหล่นลงมา

            หลังจากฝนแห่งการจากลาลงมาแล้ว ก็พูดกับเฟิงปู้เจวี๋ยว่า : “ลำบากนายแล้ว”

            “ไม่ ...... ไม่เป็นไร ......” เฟิงปู้เจวี๋ยกลับรู้สึกว่าตัวเองรบกวนอีกฝ่ายมากกว่า

            ในตอนนี้เอง วิญญาณของโรเดอริคก็ปรากฏตัวอีกครั้ง เขาปรากฏตัวอยู่นอกประตู ยืนอยู่หลังน้องวิญญาณกระดูก

            “พวกเจ้า ...... มันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ ......” โรเดอริคกล่าว

            เขาเอ่ยปากพูดขึ้นมา ทำให้วิญญาณกระดูกตกใจสะดุ้ง เธอรีบหันหลังกลับไป แล้วใช้ไฟฉายส่องไปทางปากประตู แต่ส่องแล้วไม่เจออะไรเลย

            แต่ศพของโรเดอริคที่อยู่บนพื้นกลับเคลื่อนไหวอยู่ในบริเวณรอบๆ ไส้ที่แผ่กระจายอยู่ ขณะที่สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังประตู วิญญาณก็ใช้พลังควบคุมร่างของตัวเองให้ลุกขึ้นมา แล้วลอบโจมตีใส่เฟิงปู้เจวี๋ยอีกครั้ง

            เฟิงปู้เจวี๋ยค่อนข้างมีสติสัมผัสสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าสายตาของเขาจะมองไปยังปากประตู แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างจากด้านหลัง เขาก็ตอบโต้ด้วยปฏิกิริยาทันที เขายกมีดทำครัวขึ้นมาป้องกัน คมมีดพุ่งเข้าหาบริเวณคอของโรเดอริคพอดิบพอดี

            ถึงแม้ศพร่างนี้จะเคลื่อนไหวจากการได้รับพลังบางอย่าง แต่ยังไงซะก็เป็นเลือดเนื้อ มีดในมือของเฟิงปู้เจวี๋ยสับเข้าไปเนื้อช่วงไหล่ขวาของโรเดอริค แต่สุดท้ายติดกระดูก ทำให้ไม่สามารถตัดมันขาดได้

            ปฏิกิริยาของหลงอ้าวหมินก็รวดเร็ว เขาถอยหลังลงมาจากด้านข้าง ยกโล่ขึ้น และขว้างมันออกไปยังขมับของโรเดอริค [เศษอัลตรอน] เป็นไอเทมชั้นยอด ค่าของ “อาดามันเทียมลำดับรอง” ไม่ใช่ของเล่น บวกกับร่างกายอันสูงยาวของหลงอ้าวหมิน โล่ที่ขว้างไปสามารถทำให้วิญญาณของโรเดอริคถึงกับแตกซ่านไป

            ร่างส่วนหัวของศพเปิดออกด้านในเป็นสีดำ ดูไปแล้วเหมือนกับเศษเต้าหู้หมัก แถมยังส่งกลิ่นที่น่าขยะแขยงที่สุดออกมาด้วย

            เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยเห็นหัวของอีกฝ่ายถูกเฉือนออกไปส่วนหนึ่งแล้ว เขารีบใช้มือที่ว่างอยู่อีกข้างหนึ่งหยิบคีมหนีบขึ้นมา แล้วทุบเข้าไปไปที่คางของศพอย่างแรง การขยับเคลื่อนไหวอันรีบร้อนของเขา ทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับว่า ...... หากเขาไม่ลงมือตอนนี้ ส่วนหัวก็จะไม่มีโอกาสสำหรับเขาอีก

            ฝนแห่งการจากลาเห็นทั้งสองสามารถรับมือได้ ก็เลยไม่ได้เข้าไปช่วย หลังจากนั้นไม่นานก็เหลือเพียงเฟิงปู้เจวี๋ยคนเดียวเท่านั้นที่กำลัง “ลงทัณฑ์ร่างศพ” อยู่ฝ่ายเดียว มือหนึ่งถือมีดทำครัว อีกมือถือคีมหนีบ ทั้งสองมือตวัดเชือดเฉือนร่างของศพจนศพล้มลงลุกไม่ขึ้น เขาโจมตีจนร่างของโรเดอริคเละไปหมด อวัยวะภายในเปิดออก กระดูกหลักของแขนขาแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เขาถึงหยุดมือ เขาถอนหายใจแล้วพูดว่า : “หู้ว ...... น่าจะลุกไม่ขึ้นแล้วละ”

            ในตอนนี้แม้แต่เสี่ยวทั่นที่พบศพจนชินยังทนไม่ไหว ใช้มือปิดปากแล้วพูดว่า : “ลุกอะไรกันอีกละ ...... สภาพนี้คิดว่าจะ ‘ลุกขึ้น’ ได้อีกเหรอห้ะ? เศษพวกนี้เอาไปห่อเกี๊ยวยังได้เลยมั้ง ......”

            ร่างของโรเดอริคถูกทำลาย แต่วิญญาณของเขาก็ปรากฏตัวที่มุมห้องอีกครั้ง : “ไม่มีประโยชน์ ...... ร่างกายและเลือดเนื้อของข้าจะหลอมรวมเข้ากับห้องนี้ พวกเจ้า ...... ก็เช่นกัน”

            พูดยังไม่ทันจบ ประตูห้องก็ได้ปิดอัตโมมัติ เลือดไหลออกมาจากกำแพงรอบๆ มีปากขนาดใหญ่อ้ากว้างโผล่ออกมาจากผนังกำแพง มีเขี้ยวอันแหลมยาวยื่นออกมาด้านหน้า ดูจากขนาดน่าจะงับทีเดียวคอขาดเลย

            “นี่ ...... พี่เจวี๋ย ตอนนี้เอาไงดีละ?” หวังทั่นจือหยิบเอามีดทำครัวออกมา แต่ก็ไม่รู้จะต้องโจมตีจากตรงไหน หรือจะให้พุ่งเข้าไปฟันกำแพงเนื้องั้นเหรอ?

            “ถ้ามีลิ้นโผล่ออกมาจากกำแพงด้วยนะ ฉันคงต้องขอตัวก่อน ......” วิญญาณกระดูกมองไปปากที่อยู่บนกำแพง สีหน้าท่าทางดูรังเกียจมาก

            “ช้าเร็วยังไงก็ต้องถูกกลืนเข้าอยู่แล้ว ทำไมแกต้องทำอะไรให้ยุ่งยากขนาดนี้ ใช้ร่างกายของตัวเองเพื่อมาโจมตีฉัน ......” เฟิงปู้เจวี๋ยบ่นขึ้นมา แล้วยกไฟฉายส่งไปยังวิญญาณของโรเดอริค แต่ในตอนนี้มันดูเหมือนจะไม่กลัวแสงไฟซะแล้วละสิ

            “อ้อ ...... อยู่ในห้องนี้แกก็ไม่กลัวแสงไฟแล้วละสินะ?” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด แล้วเดินไปข้างๆ ศพของมาเดอลีน แล้วก็นั่งยองลงไปกับพื้น

            สีหน้าของโรเดอริคออกอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด : “แกจะทำอะไร?”

            “วิญญาณของมาเดอลีนไม่ได้ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของคฤหาสน์อัชเชอร์ เงาของเธอเคยปรากฏขึ้นตอนที่อยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน แล้วร้องขอให้ฉันช่วย” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด “ฉันลองคิดดูแล้ว ...... ประโยคที่ว่า‘ปล่อยฉันออกไป’ มันไม่ได้หมายถึงให้ฉันช่วยเธอออกจากโลงศพหรอก เพราะเธอออกมาจากโลงศพได้นานแล้ว” เมื่อยืนยันจากปฏิกิริยาของโรเดอริคแล้ว เขาก็ยืนขึ้น ยิ้มแล้วกล่าวว่า “มาเดอลีนต้องการให้ฉันำศพของเธอออกไปจากห้องนี้ ก่อนที่เธอจะถูกหลอมเข้ากับห้องนี้เหมือนกับแก”

            สีหน้าของโรเดอริคเริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ หน้าของผีร้ายค่อยๆ ปกคลุมใบหน้าของมนุษย์ : “ลองดูรอบๆ ตัวของเจ้าซะก่อน ...... เจ้าจะช่วยเธอออกไปได้ยังไง?”

            เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าวว่า: “บรรยากาศรอบๆ ตัวฉันมันมีอยู่จริงเหรอ? หากในห้องนี้กินคนเข้าไปอย่างรวดเร็วขนาดนี้ ร่างของพวกแกสองคนคงถูกกินเข้าไปนานแล้วมั้ง?” เขาเดินไปยังกำแพงด้านหนึ่ง แล้วยื่นมือออกไปลูบเลือดที่อยู่บริเวณกำแพง

            คนอื่นๆ ไม่พูดอะไรเลย แล้วก็ไม่มีความคิดที่จะหยุดเขาด้วย น้ำเสียงและความนิ่งของเฟิงปู้เจวี๋ยทำให้คนอื่นรู้สึกมั่นใจ

            โรเดอริคมองเขาด้วยสายตาที่โกรธแค้น แต่ไม่ทำอะไรเลย

            เฟิงปู้เจวี๋ยสอดมือเข้าไปในภาพลวงของกำแพงเนื้อนั่น แล้วเขาก็คลำเจอกำแพงของจริง เป็นกำแพงไม้ธรรมดา “เป็นไปอย่างที่คิด ...... ภาพลวงสร้างการตกแต่งห้องนี้ขึ้นมาใหม่ งั้น ในตอนนี้ขอแค่เพียงฉันหา ......” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “เหอะๆ ฉันก็อืดอาดเอง ยังจะอยู่ที่ไหนได้ละ”

            เฟิงปู้เจวี๋ยเดินไปยังมุมที่โรเดอริคยืนอยู่ โรเดอริคมีอาการหวาดกลัวมาก เขาส่งเสียงร้องคำรามออกมาอย่างดุร้าย แต่เฟิงปู้เจวี๋ยไม่ได้สนใจวิญญาณตนนั้นเลย เขาเดินผ่านทะลุตัวของมันไป แล้วใช้มือคลำสำรวจแผ่นกำแพงด้านหลังของโรเดอริค

            หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เฟิงปู้เจวี๋ยก็ยกมือขึ้นระดับเสมอเอว กางฝ่ามือออก แล้วใช้แรงผลักออกไปอย่างแรง หน้าต่างบานหนึ่งถูกเปิดออก

            [ภารกิจมีการเปลี่ยนแปลง อัพเดทภารกิจหลัก] เสียงระบบดังขึ้น

            ที่ช่องภารกิจ ณ ภารกิจหลัก [สำรวจคฤหาสน์ และหาวิธีหนีออกไปให้ได้] ได้ติ้กเครื่องหมายถูกเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ปรากฏภารกิจข้อใหม่ขึ้นมา [ทำลายเวทย์มนต์ และหนีออกไปจากคฤหาสน์]

            แสงของพระจันทร์สีเลือดสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง หลังจากที่โรเดอริคถูกแสงตกกระทบเข้ามาเงาของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ขณะเดียวกัน เส้นแสงนี้ก็สาดส่องไปทั่วห้องทำให้ภาพลวงทั้งหมดกลับสู่สภาพปกติ

            มันเป็นเพียงห้องใต้หลังคาห้องหนึ่งที่ทำมาจากไม้และอิฐผสมกัน ไม่มีทั้งเลือด เนื้อ กระดูก เส้นผมหรืออะไรทั้งนั้น ไส้ที่พันศพไว้ก็เป็นแค่เชือกหนาๆ สองเส้น

            ภายในห้องไม่มีสิ่งของอะไรเลย มีเพียงคาถาเวทย์โบราณที่อยู่ที่พื้นกลางห้อง นี่น่าจะเป็นแผนภาพที่ระบบเกมสร้างขึ้นก็ได้ และมันก็พิสูจน์อะไรไม่ได้

            ในตอนนี้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุด น่าจะเป็นศพที่เฟิงปู้เจวี๋ยทำลายนั่นเอง

            อีกสี่คนที่เหลือถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ หวังทั่นจือปาดเหงื่อแล้วพูดว่า : “ฉันเกือบจะหัวใจวายตายแล้ว ที่แท้ในห้องนี้ทำอะไรคนไม่ได้”

            เฟิงปู้เจวี๋ยเดินมายังด้านหน้าของคาถา เขาใช้มีดปัดไปเรื่อยเพื่อหาร่องรอย : “ห้องนี้อยู่ตรง ‘ส่วนหัว’ ของคฤหาสน์พอดี คนในตระกูลอัชเชอร์ทุกคน หลังจากที่ตายแล้วศพจะถูกส่งมาที่นี่ ก็เหมือนการ ‘ป้อน’ อาหารให้กับคฤหาสน์หลังนี้นั่นแหละ” เขาเหลือบไปมองเศษเนื้อที่อยู่ด้านข้าง “ศพของพวกเขาจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนวิญญาณของพวกเขาจะหลอมรวมไปกับคฤหาสน์แห่งนี้ ภาพลวงกลายมาเป็นของเล่นที่พิศวง ก็ไม่แน่นะภาพของตกแต่งหรือภาพวาดที่อัปลักษณ์อาจจะเป็นภาพสะท้อนของคนในตระกูลนี้ก็เป็นได้”

            หลังจากที่เขาขูดจนคาถาลายไปหมดแล้ว เขาก็เก็บอาวุธแล้วพูดว่า “อีกอย่างนะ ...... ตอนที่ฉันเข้ามาที่นี่แล้วเห็นศพทั้งสองศพนี้ ฉันก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า ...... คำพูดของมาเดอลีนที่สลักเอาไว้ในโลงที่ว่า ‘เขารู้’ มันหมายถึงว่า ‘เขา’ อาจจะไม่ใช่โรเดอริค ......”

            “ทำไมเหรอ? อย่าบอกนะว่าเป็นตัวละครหลักในนิยายเรื่องนั้น?” หลงอ้าวหมินพูด

            “ไม่ ตัวละครหลักเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ว่า ......” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “ในคฤหาสน์อัชเชอร์แห่งนี้นอกจากสองคนนี้แล้ว ยังมีคนอื่นอีก ...... ในจุดนี้นั้น ในนิยายเขียนอธิบายไว้แค่สองประโยคเท่านั้น ฉันจำได้ว่าประโยคแรกคือ ‘ชายรับใช้ผู้สุขุมที่เดินอย่างค่อยๆ’ กับอีกประโยคคือ ‘ท่าทางปลิ้นปล้อน มองเห็นหมอประจำตระกูลที่มีอาการหวาดกลัวอยู่ข้างหลัง’ ”

            “นี่นายกำลังจะบอกว่า คนในตระกูลอัชเชอร์จริงๆ แล้วก็เป็นแค่ผู้รับกรรมงั้นเหรอ?” วิญญาณกระดูกกล่าว

            เฟิงปู้เจวี๋ยมองไปรอบๆ ราวกับว่ากำลังหาอะไรสักอย่างอยู่ เขาตอบกลับด้วยความใจลอย : “ตระกูลอัชเชอร์อาจจะเป็นเป้าของลัทธิประหลาดเข้า ดังนั้นจึงกลายมาเป็นหนูทดลอง ...... ไม่สิ เครื่องสังเวย หลังจากที่พวกเขาตาย ก็เลยถูกส่งมาที่ห้องนี้ ใครจะรู้ว่าห้องนี้มันเป็นยังไง ...... ไม่แน่ว่าพลังบางอย่างของห้องนี้มันอาจจะมาจากพลังชั่วร้ายก็ได้”

            “ข้างบนนั้น” ทันใดนั้นเองฝนแห่งการจากลาก็พูดแทรกขึ้นมา

            เฟิงปู้เจวี๋ยเงยหน้าขึ้นไป บริเวณทางลาดหลังคา เขาพบข้อความส่วนสุดท้ายของตำหนักผีสิง

            [ในวันนี้เมื่อนักเดินทางเดินออกจากหุบเขาไป

            ผ่านทะลุหน้าต่างแห่งแสงพระจันทร์เลือด

            แต่เงาวิญญาณยังคงคุกรุ่นอยู่

            ที่มาพร้อมกับเสียงดนตรีที่วุ่นวานในใบหู

            หากแม่น้ำไหลเชี่ยวพล่านขึ้นมาอย่างน่ากลัว

            ซัดเข้าหาประตูตำหนักที่ขาวโพลน

            เหล่าปีศาจจะกล้ำกรายเข้ามา

            ยิ้มเยาะเย้ยเสียงดังทั่วใบหู และจะไม่เห็นรอยยิ้มอีกเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป]

            [ภารกิจรองสำเร็จ] เสียงของระบบดังตามขึ้นมา

            เฟิงปู้เจวี๋ยถอนหายใจยาวๆ แล้วพูดว่า : “เอาละ ตอนนี้คาถาเวทย์มนต์ถูกทำลายแล้ว ห้องนี้เข้าสู่สภาพปกติแล้ว พวกเราก็น่าจะหาทางออกไปได้ในไม่ช้านี้”

            “ถ้างั้นพวกเราก็กระโดดออกไปทางหน้าต่างนี้ก็ได้แล้ว กว่าจะเจอทางออกมันไม่ง่ายเลยนะ!” หวังทั่นจือกล่าว

            “งั้นก็โดดลงไปเลยสิ” เฟิงปู้เจวี๋ยอุ้มร่างไร้วิญญาณของมาเดอลีนขึ้นมา แล้วเดินไปทางปากประตู “ขอให้สำเร็จนะ”

ความคิดเห็น