หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 43 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (10)

ชื่อตอน : ตอนที่ 43 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (10)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 60

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 43 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (10)
แบบอักษร

            “น้องเฟิ่ง ...... ดูนายจะชิลเกินไปแล้วมั้ง ......” หลงอ้าวหมินรู้สึกตกใจกับสถานการณ์ที่เห็นอยู่ตรงหน้า

            แต่ว่าคราวนี้เสี่ยวทั่นกลับดูสงบนิ่ง เพราะส่วนตัวเขาไม่ได้กลัวของจำพวกพวกเครื่องใน

            วิญญาณกระดูกก็ไม่ได้แสดงกิริยาอะไรมากนัก แค่มีขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะรู้สึกขยะแขยง ส่วนความชิลของฝนแห่งการจากลาเทียบได้พอๆ กับเฟิงปู้เจวี๋ยเลย

            “เรามาสมมติกันว่า ถ้าพี่ไร้เทียมทานขึ้นมาชั้นสองแล้วก็เจอสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “เขาคนเดียวต้องมาเห็นภาพทางเดียวแบบเดียวกันนี้ แล้วในกระจกยังสะท้อนออกมาว่าตัวเขาถูกขังอยู่ในลำไส้ของตัวเอง ...... คิดว่าเขาจะเป็นยังไง?”

            “วิ่ง” คำตอบของฝนแห่งการจากลามักจะตรงและง่ายเสมอ

            “ใช่” เฟิงปู้เจวี๋ยพยักหน้า “ดังนั้น เราจะวิ่งไม่ได้ และเราก็ต้องเดินไปอย่างช้าๆ ด้วย”

            “เขาตายเพราะวิ่งเพราะความหวาดกลัวเหรอ?” หลงอ้าวหมินคิด แล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น ...... ทางเดินที่ซับซ้อนนี่ก็น่าจะมีกับดักโผล่ออกมาได้ทุกเมื่อน่ะสิ?” หรือไม่กลางอากาศแบบนี้อาจจะมีลวดหรืออะไรที่เรามองไม่เห็นซ่อนอยู่?”

            เสี่ยวทั่นกล่าว : “เมื่อกี้เราก็เดินผ่านเส้นนี้มาแล้ว ทำไมถึงไม่เจอกับดักหรือชนถูกอะไรเลย .......”

            “เมื่อกี้ตรงนี้มีกระจกไหม” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดตัดบท “ของรอบตัวเรามันเปลี่ยนได้ตลอดเวลา” เขายื่นมือเคาะกำแพงด้านหนึ่งของทางเดิน “กำแพง ดูๆ ไปแล้วก็น่าจะเป็นผนังกำแพง เป็นไปได้ว่าจะมีบานประตู บานหน้าต่าง หรืออาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้” เขาหยิบไม้เบสบอลออกมาจากกระเป๋า “ตั้งแต่นี้ต่อไป ของทุกชิ้นที่เรา ‘มองเห็น’ จะไม่ถือเป็นสิ่งของอ้างอิง”

            เขาเดินมาด้านหน้าของหลงอ้าวหมิน “เดี๋ยวต่อไปฉันจะปิดตานำทางเอง” เขาใช้ไม้เบสบอลมาเป็นไม้นำทางของคนตาบอด ยื่นออกไปด้านหน้า “พวกเธอไม่ต้องปิดตา เดินตามฉันมาก็พอ

            ไม่ว่าฉันจะ “ดูเหมือน” กำลังจะชนถูกอะไรก็ตาม หรือเหยียบโดนอะไรก็ตาม ไม่ต้องเตือนฉัน เดินตามอย่างเดียวก็พอ” เขาคิดแล้วคิดอีก แล้วพูดต่อว่า “ฉันอาจจะรวบรวมสมาธิสูงมาก อาจจะเดินเร็วสักหน่อย เพราะฉะนั้นงานในส่วนของความจำก็ยกให้พวกเธอทั้งหมด พวกเธอไม่จำเป็นต้องจำเส้นทางทั้งหมด จำแค่ว่าเดินไปด้านหน้าทางเลี้ยวสองครั้งก็พอ หากฉันเดินเลี้ยวไปทางเดินครั้งที่สาม พวกเธอส่งเสียงห้ามฉันก็พอนะ”

            “นี่ ...... พี่เจวี๋ย นี่สรุปนายทำงานอะไรกันแน่เนี่ย?” วิญญาณกระดูกทนไม่ไหวถามคำถามที่หลงอ้าวหมินคิดจะถามตั้งแต่ครั้งแรก

            “ยอดนักกวีผู้ยิ่งใหญ่” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบอย่างไม่อาย

            ฝนแห่งการจากลายิ้มเล็กน้อย แล้วใช้น้ำเสียงแบบตั้งคำถามกลับว่า : “นักเขียนเหรอ?”

            “ว้าว จอมยุทธ์หญิงเธอร้ายกาจมาก แบบนี้ก็เดาถูกด้วย” เสี่ยวทั่นกล่าว

            เฟิงปู้เจวี๋ยก็รู้สึกแปลกใจ เขาพูดในใจว่า : “หลายครั้งแล้วที่เขาถูกเธอมองออก ...... มันเกิดอะไรขึ้น?”

            “เอ๋? งั้นนายก็เป็นคนมีชื่อเสียงน่ะสิ?” วิญญาณกระดูกถามกลับ

            “ชื่อเสียงก็คงยังไม่ถึงดารานักแสดงหรอก” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบอย่างตรงไปตรงมา

            วิญญาณกระดูกตะลึงไปครู่หนึ่ง เธอรีบเปิดแถบเมนูเพื่อตรวจสอบชื่อของผู้เล่น คิดในใจว่า : เฟิ่งปู้เจวี๋ย ...... เฟิ่งปู้เจวี๋ย ...... ไม่มั้ง? เขาคือ “ปู้เจวี๋ย” คนนั้น ? นามปากกากับชื่อเรียกในเน็ตก็ใช้ปู้เจวี๋ยเหมือนกันเลยเหรอ?

            “พี่ ...... เขาคือคนนั้นที่พี่ ......” วิญญาณกระดูกหันกลับไปพูดกระซิบเสียงเบา ราวกับอยากจะบอกอะไรกับฝนแห่งการจากลา

            “รู้แล้ว” ฝนแห่งการจากลาตัดบทของเธอ แล้วพูดเสียงดังขึ้นมาว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคุยเล่นกันนะนำทางสิ ยอดนักกวีผู้ยิ่งใหญ่”

            เฟิงปู้เจวี๋ยไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร เขายักไหล่แล้วหันกลับไป ปิดตา แล้วใช้ไม้เบสบอลนำทาง แล้วเริ่มเดินหลังโก่งไปข้างหน้า การงอตัวโค้งลงมันก็ไม่มีทางเลือก เพราะไม้เบสบอลมีความยาวแค่ร้อยกว่าเซนเอง ไม้นำทางคนตาบอดส่วนมากก็สูงจนถึงอก แต่ไม้เบสบอลสูงแค่เอวเท่านั้น

            ทั้งห้าคนเดินไปอย่างช้าๆ แต่ถ้ามองในมุมของคนตาบอด ถือว่าเร็วมากแล้ว

            จนกระทั่งมาถึงทางโค้งที่หนึ่ง ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ กำแพงสุดทางเดินนั้นเป็นของจริง เฟิงปู้เจวี๋ยชนถูกกำแพงหนึ่งครั้ง แล้วก็หันตัวไปทางด้านซ้าย ที่น่าแปลกก็คือหลังจากที่เขาหันไป มันไม่ได้เดินอยู่ทางเดินทางด้านซ้ายโดยตรง แต่มันเอียงลงเล็กน้อย อีกสี่คนที่ลืมตายังคงเดินตามเขาไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็มาพบสถานการณ์ที่น่าตกใจ ร่างกายของเฟิงปู้เจวี๋ยค่อยๆ ฝังตัวเองเข้าไปยังกำแพงด้านขวา พวกเขาไม่พูดอะไร ยังคงเดินตามเขาต่อไป ตามทางตรงที่เฟิงปู้เจวี๋ยเดินไปและความผิดปกติของกำแพงทางเดินที่สลับซ้อนกัน ทุกคนต่างเดินทะลุกำแพงเข้าไปด้วยกันทั้งหมด

            สายตาของคนเรามักถูกลวงได้ง่าย แต่ร่างกายของคนเรามันมีความสมดุล มันสามารถนำทางเราไปพบทางออกในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้สายตาได้อย่างปกติ

            ทางเดินเหล่านี้ดูไปแล้วมันเป็นทางตรงแทบทั้งสิ้น แต่จริงๆ แล้วมันเป็นทางลาดเอียง พื้นด้านล่าง บันได ของตกแต่งสองข้างทางและอื่นๆ เชื่อไม่ได้ทั้งหมด ชั้นสองของคฤหาสน์หลังนี้มันเป็นพื้นที่ที่น่าพิศวง ไม่ว่าจะสิ่งของใดก็ตามที่สายตาของเรามองเห็นได้ เช่น ประตู หน้าต่าง กำแพง หรือช่องอะไรก็ตามแต่ มันมีทั้งจริงและปลอมรวมๆ กัน มันยากยิ่งกว่าเขาวงกตปกติซะอีก ทางตรงก็ดูเหมือนโค้ง ส่วนที่เป็นกำแพงก็สามารถทะลุออกมาได้

            มีเพียงปิดตาเท่านั้น ถึงจะสามารถเดินไปทางตรงได้ ถึงจะสามารถเดินไปตามทางที่สมองสั่งการได้ ไม่งั้นก็คงหลงมึนงงอยู่อย่างนั้น

            เส้นทางพิศวงนี้มีระยะเวลาต่อเนื่องราวสามสิบนาที ในระหว่างนั้นพวกเขาไม่พบกับกับดักอะไรเลย และก็ไม่ถูกวิญญาณอะไรโจมตีด้วย ราวกับว่าวิญญาณเหล่านี้จะไม่กล้าทำอะไรกับผู้ที่สามารถเดินทะลุกำแพงได้

            ระหว่างทางนอกจากจะใช้บรรยากาศหลอกให้ผู้เล่นหลงมึนงงแล้ว ยังมี “กระจกลำไส้” ที่ปรากฎออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง และยังมีภาพบิดงอไปมาเพื่อทำให้คนรู้สึกเวียนหัว พูดได้ว่า ตลอดทางมีแต่สิ่งที่ทำให้คนรู้สึกหดหู่ หากคนที่เปิดตาแล้วสำรวจในด่านนี้ ต้องการผ่านด่านมันเป็นไปได้ แต่ต้องมีจิตที่แข็งมากพอถึงจะทำได้

            ระยะทางและเวลาที่ยาวนานมันทำให้อารมณ์ของทุกคนดูตกต่ำ ยังดีที่ทั้งหมดนี้มันสิ้นสุดลงแล้ว

            เฟิงปู้เจี๋ยมาถึงยังบานประตูบานหนึ่ง เป็นประตูจริงๆ ทั้งสองด้านก็เป็นกำแพงจริงๆ ดูๆ ไปแล้วที่นี่น่าจะเป็น “สุดทาง” ของทางเดินภาพลวงแล้ว

            จริงๆ ระยะทางแบบนี้ หากเป็นทางเดินปกติ น่าจะใช้เวลาสิบห้านาทีก็สามารถสำเร็จได้แล้ว แต่ในตอนนี้ใช้เวลาไปถึงครึ่งชั่วโมงกว่าจะเดินเสร็จ สมองของเฟิงปู้เจวี๋ยมีอาการล้า ค่าความแข็งแกร่งไม่เท่าไร หลักๆ เลยคือความล้าทางสมอง เขาไม่ใช่คนตาบอด แล้วก็ไม่เคยฝึกมา การปิดตาแล้วเดินนั้นถือเป็นเรื่องยาก หากคุณผู้อ่านรู้สึกสนใจจะลองปิดตาแล้วเดินโดยไม่ลืมตาเลยในบ้าน แล้วเข้าห้องทุกห้องในบ้านของคุณ คุณก็จะเข้าใจระดับความยากของมัน แต่ก็ ...... อย่าลืมความปลอดภัยด้วยนะ

            “เหมือนเราจะมาถึงแล้ว” หลงอ้าวหมินที่เดินอยู่ในตำแหน่งที่สองเอ่ยปากพูด

            เฟิงปู้เจวี๋ยลืมตาขึ้น ค่อยๆ ปรับสภาพแสงรอบๆ แล้วเขาก็เห็น “สุดทาง” บานประตูที่ราวกับทำมาจากเลือดเนื้อของมนุษย์

            บนบาน “ประตูเนื้อมนุษย์” เส้นเลือดบางเส้นเรียงรายกันเป็นบทกลอนส่วนหนึ่งของตำหนักผีสิง:

            [ไข่มุกส่องแสงแวววาว อัญมณีเปล่งแสงระยิบระยับ

            ส่องแสงสว่างพร่างพราวบนบานประตูของตำหนักเทพ

            ชายแขนเสื้อปลิวไสว เปล่งประกายแสง

            เหล่าเทพธิดาต่างมารวมตัว

            เสียงสะท้องดังกึกก้อง

            เสียงอันไพเราะ

            ชีวิตของพวกเธอมีเพียงการร้องเล่นเต้นรำเท่านั้น

            เพื่อเฉลิมฉลองปัญญาที่ไร้ที่ติของราชันย์]

            [อัพเดทความคืบหน้าภารกิจรอง]

[ค้นหา “ตำหนักผีสิง” ให้ครบหกแห่ง ความคืบหน้าปัจจุบัน: 5/6]

“นี่เป็นส่วนที่สี่ งั้น ...... ตอนนี้เราเหลือแค่ส่วนที่หกแล้ว” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด โดยไม่สนใจเลยว่ามือของตัวเองจะไปสัมผัสลูกกลอนประตูที่ทำขึ้นจากกะโหลกศีรษะหรือเปล่า

“น้องเฟิ่ง หลังจากนี้ให้ฉันเดินนำดีกว่า” หลงอ้าวหมินกล่าว

“ไม่เป็นไร” เฟิงปู้เจวี๋ยเก็บไม้เบสบอลเข้ากระเป๋า และเขายังไม่สวมแว่น [ดวงตาแห่งความแค้น] อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ที่ห้องอาหาร ระหว่างที่โรเดอริคควบคุมโคมระย้านั้น เนื่องจากเขาซ่อนตัวอยู่ในความมืด ดวงตาแห่งความแค้นจึงไม่สามารถจับตัวเขาได้ หลังจากนั้นขณะที่เขาควบคุมเก้าอี้นั้น เฟิงปู้เจวี๋ยก็สังเกตได้ว่าเป้าหมายของโรเดอริคอยู่ที่เก้าอี้ สำหรับการโจมตีของมอนสเตอร์แล้ว ดวงตาแห่งความแค้นถือว่าไร้ประโยชน์มาก

เมื่อเปิดประตูออก ด้านหน้าเป็นห้องขนาดปานกลาง ไม่มีหน้าต่างทั้งสี่ด้าน และไม่มีไฟ มีเพียงกำแพงที่ทำจากเลือดเนื้อและพื้นที่ทำจากกระดูกสีขาว ส่วนลายบนกระเบื้องเหมือนกับเส้นผมยาว เส้นผมเหล่านั้นใช้วิธีการพันแบบพิเศษก่อมาเป็นหลังคาห้อง

นอกจากประตูบานนั้นแล้ว ทั้งห้องไม่มีทางออกทางอื่นอีก

กลางห้องมีขื่อที่ทำจากกระดูกมนุษย์ขนาดใหญ่ ด้านบนขื่อมีศพสองร่างแขวนอยู่ ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ทั้งหมดถูกสิ่งของที่คล้ายกับไส้มัดร่างแล้วแขวนไว้กลางอากาศ

ผู้ชายสวมใส่ชุดสูทสีดำคลาสสิค ผู้หญิงสวมชุดสีขาวทั้งตัว หน้าตาและร่างของพวกเขาไม่เสื่อมลงเลย มีเพียงผิวที่ซีดเซียว ดวงตาทั้งคู่ปิดลง ทั่วกายส่งความรู้สึกออกมาว่าเป็นกลิ่นอายของ “ความตาย”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น