หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 41 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (8)

ชื่อตอน : ตอนที่ 41 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (8)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 173

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 41 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (8)
แบบอักษร

            “พี่เจวี๋ย ...... นี่ ....... นี่ ...... คือคือ ......” หวังทั่นจือตกใจจนติดอ่างอีกครั้ง

            “หากฉันไม่ตัดบทนาย นายคิดจะ [บิ๊บ -------] แบบนี้ไปเรื่อยๆ หรือยังไงกันห้ะ?” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            หลงอ้าวหมินหันกลับมา : “น้องเฟิ่ง ทำไมนายถึงพูดแบบนี้ได้ด้วยล่ะ?”

            “แน่นอนว่าเพราะคำที่ฉันพูดออกไปมันไม่ได้มีอารมณ์และความหมายในเชิงดูถูก ดังนั้น ระบบเลยไม่ได้แบนฉัน แต่ตัวศัพท์เองก็ไม่ได้จะสุภาพสักเท่าไร เพราะงั้นมันเลยแค่ถูกเอฟเฟคเสียงตัดไปเท่านั้น” เฟิงปู้เจวี๋ยอธิบายและพูดต่อว่า “ตอนนี้มาเถียงกันเรื่องนี้น่าจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะเท่าไรนะ”

            เพล้ง เพล้ง เพล้ง ...... เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ ......

            เสียงหลอดไฟระเบิดดังสนั่นและเสียงกระจายตัวแตกออกของกระจกดังเข้ามาในหู  ไฟข้างฝาผนังรอบๆ ห้องอาหารล้วนระเบิดแตกจนหมด ห้องเข้าสู่ความมืดอีกครั้ง

            ก่อนที่เสียงและเศษพวกนี้จะตกลงสู่พื้นดิน เฟิงปู้เจวี๋ยก็ได้หยิบไฟฉายออกมาจากกระเป๋า เปิดสวิตซ์ แล้วส่องไฟไปยังด้านหน้าของตน “เพื่ออะไรกัน ...... แค่ปิดไฟก็พอแล้วไม่ใช่หรือไง ทำไมต้องทำให้ตื่นตระหนกขนาดนี้ด้วย” เขาพูดไปพลาง แล้วสวมใส่แว่น [ดวงตาแห่งความแค้น]

            เสี่ยวทั่นและพี่หลงเมื่อเห็นแสงไฟปรากฏท่ามกลางความมืด ก็ค่อยเขยิบไปทางเฟิงปู้เจวี๋ย แล้วก็เอาตัวเองเข้าไปอยู่ด้านหลังของเฟิงปู้เจวี๋ย และหยิบไฟฉายออกมาจากกระเป๋าตัวเอง และเปิดไฟฉายของตัวเองส่องไปยังที่ต่างๆ

            อีกด้านหนึ่ง ฝนแห่งการจากลาและวิญญาณกระดูกก็มีวิธีการส่องไฟของตนเองเช่นกัน ฝนแห่งการจากลาหยิบเอาตะเกียงไฟโบราณออกมา ดูจากภายนอกมันดูเก่ามาก แต่มันเป็นไอเทมที่มีคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดาเลย :

            [ชื่อ: ตะเกียงติดไฟถาวร]

            [ประเภท: เครื่องมือ]

            [คุณภาพ: ชำรุด]

            [ความสามารถ: ส่องสว่าง]

            [ประสิทธิภาพพิศษ: ไม่มีวันมอดดับ]

            [หมายเหตุ: ตะเกียงชิ้นนี้เคยเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญของนักเวทย์มาก่อน แต่หลังจากทีเสียหายครั้งรุนแรงที่สุดก็ไม่เคยซ่อมกลับมาสมบูรณ์ได้อีกเลย สุดท้ายมันทำได้แค่เพียงส่องแสงสว่างในขอบเขตบริเวณห้าเมตร แต่ไม่สามารถควบคุมการเปิดปิดได้ จนกระทั่งไม่สามารถปิดมันลงได้เลย ข้อดีของมันคือมันมีเชื้อเพลิงที่ไม่จำกัดเป็นคุณสมบัติเด่น]

            เธอวางตะเกียงลงบนโต๊ะ ก็เป็นไปอย่างที่รายละเอียดไอเทมระบุไว้ มันติดไฟอยู่แล้วตลอดเวลา แสงสว่างจากมันเป็นวงกว้างราวห้าเมตร

            วิญญาณกระดูกก็หยิบหมวกขุดแร่ออกมา ด้านหน้าของหมวกขุดแร่มีไฟส่องแสง เธอถือมันไว้ในมือ มันอาจจะเป็นเพราะใส่แล้วไม่สบายหรือไม่ก็ดูไม่สวยงาม เธอจึงเลือกที่จะไม่สวมไว้บนหัว

            ทุกคนต่างก็กดเสียงลมหายใจของตัวเองให้ต่ำลง เพื่อคอยฟังว่าในความมืดมิดนี้จะมีอะไรเข้ามาคุกคามอีกหรือไม่

            ทันใดนั้นเอง เสียงกรุ๊งกริ๊งดังเบาๆ มาจากด้านบน ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เห็นเพียงแต่โคมไฟระย้าที่ห้อยอยู่ด้านบนโต๊ะอาหารกำลังเขย่าเคลื่อนเอียงไป ซึ่งเป้าหมายของมันเหมือนจะเป็น ...... เฟิงปู้เจวี๋ย

            เพียงเสี้ยววินาที โคมระย้าก็เหวี่ยงตัวเองออกมาอย่างแรง มันมีขนาดเกือบเท่าเครื่องซักผ้า ที่กำลังกระโจนพุ่งเข้าหาเฟิงปู้เจวี๋ย ปฏิกิริยาแรกของเขาก็คือการมุดลงไปใต้โต๊ะ

            แต่มีอีกคนที่มีปฏิกิริยาเร็วกว่าเฟิงปู้เจวี๋ยอีก แถมยังเร็วมากกว่าหลายก้าวเลย

            ฝนแห่งการจากใช้เท้าเหยียบขึ้นไปบนเก้าอี้ แล้วกระโดดขึ้นไปกลางอากาศ แต่ยังคงท่าทีของกุลสตรีที่มีความอ่อนโยนอยู่ คมกระบี่อันเยือกเย็น แสงสะท้อนเข้าดวงตา เมื่อตวัดออกไป รวดเร็วปานสายฟ้าฟาด เธอฟันโคมไฟระย้าออกเป็นสองส่วนได้อย่างเรียบง่าย ตัวโคมโลหะถูกตัดออกเป็นสองท่อน ของสิ่งนี้ราวกับสูญเสียพลังร่วงหล่นลงอย่างไร้เรี่ยวแรง กระจกชิ้นใหญ่แตกกระจาย

            ฝนแห่งการจากลาค่อยๆ ลอยลงมาแตะพื้น ใช้มือปัดผมที่ตกลงมายังบริเวณหน้าผาก อีกมือยังคงถือกระบี่เอาไว้ แม้แต่ลมหายใจก็ไม่มีอาการหอบเลย แลดูสง่างามน่าเกรงขามอย่างไร้ที่ติ

            เสี่ยวทั่นและพี่หลงถึงกับอึ้งไป ภาพที่เฟิงปู้เจวี๋ยเฉาะกระโหลกของศพโชกเลือดโผล่เข้ามาในหัวของพวกเขา ...... แต่ภาพของหญิงสาวยอดยุทธผู้นี้ที่สังหารอย่างไร้ความปราณีมันเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมระดับสิบเลยทีเดียว ...... หากเทียบกับการต่อสู้ของสองคนนี้ มันก็เหมือนฉินเจี่ยเซียนไปเทียบกับเฟิงจือเหินนั้นแหละ ซึ่งมันเทียบกันไม่ได้เลย

            “ไม่ต้องขอบคุณหรอกนะ” ฝนแห่งการจากลาเอ่ยปากพูดขึ้นมาก่อนเลย

            เฟิงปู้เจวี๋ยรีบเก็บประโยคจากใจที่ว่า “ขอบคุณจอมยุทธหญิงที่ยืนมือเข้าช่วยเหลือ” คืนกลับทันที เขาคิดในใจว่า : ดีนะยังไม่ทันได้พูดออกไป ประโยคแบบนี้มักจะเป็นพวกจอมยุทธเร่รอนชอบใช้ในหนังกำลังภายใน เขาเคลียเสียงของตัวเองให้ดูใสขึ้นแล้วพูดว่า : “อืม .... ฝน ตะเกียงของเธอปรับให้สว่างขึ้นกว่านี้อีกได้ไหม”

            “ไม่ได้” ฝนตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา

            “อืม ...... งั้นฉันขอดูหน่อยได้ไหม?” เฟิงปู้เจวี๋ยถาม

            “ทำไม?” ฝนถาม

            “พอดีฉันมีสกิลที่สามารถซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องจักรให้มันคืนสภาพสมบูรณ์ในช่วงเวลาสั้นๆ” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “ถ้าไอเทมชิ้นนั้นของเธอมีคุณสมบัติต่ำกว่าทั่วไปแล้วละก็ ......”

            เขายังไม่ทันพูดจบ ฝนแห่งการจากลาก็ใช้กระบี่เกี่ยวตะเกียงที่อยู่บนโต๊ะ ยื่นมาตรงหน้าของเขา : “ชำรุด”

            เธอชอบคนที่พูดตรงๆ เขาก็เข้าใจความหมายดี รับไอเทมมาแล้ว เขาก็ใช้ทักษะ[หญ้าซ่อมแซม] ผลจากระบบดังขึ้นมาว่า : [การใช้สกิลล้มเหลว] เฟิงปู้เจวี๋ยไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะหากล้มเหลวก็ถือเป็นเรื่องปกติ ความชำนาญของเขาในตอนนี้อยู่ที่ระดับ F อัตราความสำเร็จในการใช้ทักษะอยู่ที่ 20% ครั้งที่แล้วที่ไฟฉายสามารถติดในครั้งเดียวนั้นถือว่าโชคดีมาก

            แต่คราวนี้เขาไม่ได้โชคดีขนาดนั้น เขาใช้มันซ้ำอีกครั้งที่สอง คราวนี้สำเร็จ แต่ต้องเสียค่าความแข็งแกร่งไป 100 แต้มและยังใช้ค่าทักษะไปอีก 300 แต้มถึงจะสำเร็จได้ ตะเกียงฟื้นกลับมาทำงานอย่างปกติ และทำให้ทั่วทั้งห้องอาหารกลับมาสว่างอีกครั้ง

            ห้องอาหารห้องนี้มีขนาดใหญ่มาก อาจจะพูดได้ว่าเป็นห้องที่ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาห้องที่ทุกคนเคยเข้าไปสำรวจ ในตอนนี้เอง มุมกำแพงด้านที่ไกลจากพวกเขามากที่สุด ก็ปรากฏเงาของคนๆ หนึ่งขึ้น หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นเงาของ ...... เงาของวิญญาณ

            มันเป็นเงาของชายวัยกลางคน เขาสวมเสื้อสูทสีดำคลาสสิค ผิวดูซีดเซียว รอบดวงตามีหลุมลึก มองเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจน หน้าผากกว้าง ขากรรไกรเป็นสี่เหลี่ยม ทำให้คนยากจะลืม

            ตามปกติทั่วไปแล้ว ลักษณะของวิญญาณ โดยมากจะเป็นจะเป็นชุดยาวคล้ายเสื้อตัวเดียวหรืออื่นๆ หรือไม่ก็เป็นชุดก่อนที่พวกเขาจะตาย หรือไม่ก็เป็นรูปร่างหน้าตาตอนที่พวกเขามีชีวิต จากลักษณะภายนอกของคนๆ นี้ จึงเดาว่าเป็นโรเดอริค อัชเชอร์ ไม่ผิดแน่นอน

            แท้ที่จริงแล้ววิญญาณตนนี้ได้ซ่อนตัวอยู่ใต้แสงของไฟฉายซึ่งแสงของไฟมันไม่สามารถส่องไปถึงได้ พรางตัวอยู่ท่ามกลางความมืด แต่ในตอนนี้ แสงไฟจากตะเกียงดันเจิดจรัสขึ้นไปทั่วทำให้เขาไม่สามารถซ่อนตัวได้อีก

            โรเดอริคเหมือนจะกลัวแสงไฟ เขาใช้มือบังตาของตัวเอง แล้วบิดตัวไว้ ส่งเสียงกรีดร้องออกมา

            เฟิงปู้เจวี๋ยถือตะเกียง แล้วเดินเข้าไปใกล้วิญญาณ โดยไม่มีสีหน้าอาการหวาดกลัว น้ำเสียงที่พูดก็เรียบเฉยไปจนถึงต่ำแบบสุดๆ : “คุณโรเดอริค คุณบอกพวกเราได้ไหม ว่าเราจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง?”

            “อย่าเข้ามานะ .....” โรเดอริคกล่าว “ไม่งั้นเธอจะต้อง ......” ประโยคแรกเริ่มที่เขาพูดน้ำเสียงฟังดูแล้วอ่อนโยนมาก ทำให้คนรู้สึกว่าเขาเป็นคนอ่อนแอ แต่ประโยคหลังนั้น เมื่อเขากางมือทั้งสองออก ใบหน้าอันอัปลักษณ์ของเขาก็ผุดขึ้นมา ราวกับศีรษะปีศาจในหนังเรื่องฮิสทีเรีย “...... จ่ายค่าตอบแทนอย่างสาสม!”

            เฟิงปู้เจวี๋ยยืนอยู่ห่างจากหน้าเขาราวหนึ่งเมตร ไม่มีการตอบสนองใดๆ เลย คนที่อยู่ด้านหลังของเขาต่างถูกภาพการเปลี่ยนแปลงของโรเดอริคหลอนตกใจในแบบที่แตกต่างกันออกไป

            “งั้นคุณจะเอายังไง? ควบคุมเก้าอี้มาฟาดหัวผมงั้นเหรอ?” เฟิงปู้เจวี๋ยรู้ว่าเจ้านี่มันเป็นวิญญาณที่สัมผัสไม่ได้ ทำได้แค่ควบคุมสิ่งของในห้องมาโจมตีเขาเท่านั้น

            พูดยังไม่ทันขาดคำ เก้าอี้ตัวหนึ่งก็ลอยขึ้นมา พุ่งเข้ามาทางด้านหลังของเฟิงปู้เจวี๋ยอย่างรวดเร็ว

            คราวนี้หลงอ้าวหมินอยู่ใกล้ที่สุด เขาก้าวขยับเท้าไปกว้างมาก เพียงก้าวเดียว ก็ยกแขนขึ้นแล้วใช้ [เศษอัลตรอน] ช่วยบล็อกเฟิงปู้เจวี๋ยไว้

            “ที่นี่มีตั้งห้าคน แต่ดูเหมือนคุณจะสนใจผมเป็นพิเศษเลยนะ......” น้ำเสียงของเฟิงปู้เจวี๋ยแลดูยั่วยุวิญญาณมาก “ศพของมาเดอลีนอยู่ที่ไหน? ฝังรวมอยู่ที่เดียวกับคุณงั้นเหรอ?”

            “อ๊าก ------” โรเดอริคกรีดร้องเสียงดัง ทั้งถ้วยชามบนโต๊ะ มีด ช้อนส้อม เชิงเทียนและอื่นๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ต่างลอยตัวขึ้น

            เฟิงปู้เจวี๋ยไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบหยิบ [ทรายเชื่องช้า] ออกมาจากกระเป๋า แล้วรีบวางมันลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว

            ไอเทมชิ้นนี้มีผลทำให้ “มอนสเตอร์” ในระยะร้อยเมตรลดความเร็วลงสิบเท่า แต่ไม่ลดความเร็วของ “สิ่งของ” ลงได้  แต่หลังจากที่ลดเวลาทำงาน โรเดอริคและสิ่งของที่ลอยโดยพลังที่ไม่ทราบที่มาต่างได้รับผลกระทบ ทำให้สิ่งของที่ลอยอยู่ตกลงสู่พื้น

            หากจะต้องยกตัวอย่างแล้วละก็ ...... “ความคิดในการเคลื่อนย้ายวัตถุ” ของวิญญาณ มันก็เหมือนกับการขี่จักรยาน หากลดความเร็วลงสิบเท่า มันไม่ใช่การลดความเร็ว แต่มันจะทำให้ล้มลง

            เฟิงปู้เจวี๋ยถือตะเกียงยื่นไปด้านหน้า และยังส่องแสงไฟฉายไปยังตัวของโรเดอริคด้วย ในการเผชิญหน้ากับวิญญาณที่ไม่มีร่างกาย เขาก็ไม่มีวิธีการจู่โจมอะไรดีๆ ทำได้แค่ใช้สิ่งอีกฝ่ายหวาดกลัวส่งผลกระทบต่อเขาเท่านั้น

            โรเดอริคเปล่งเสียงออกมาเบาๆ แบบไม่ชัดเจน เขาหันตัวอย่างช้าๆ ราวกับต้องการจะบังแสงไฟที่อยู่ตรงหน้า แล้วฉวยโอกาสหนีไป แต่การเคลื่อนไหวของเขามันเชื่องช้าเกินไป ทำให้ไม่เกิดอะไรขึ้นเลยสักอย่าง

            “ด่านนี้มันไม่ยากเลย ...... แค่มีอุปกรณ์ส่องแสงที่แข็งแกร่งมากพอ เมื่อต้องเผชิญกับกับดักที่อยู่ในห้องก็ให้คงการมองเห็นเอาไว้ อย่าให้พวกภาพลวงหรืออะไรมาบังตาได้ แค่นี้ค่าพลังชีวิตก็ไม่ต้องกังวล” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “มันน่าจะเป็นการทดสอบความกล้าโดยไม่ต้องใช้แรงในการต่อสู้”  เขาถือตะเกียงทะลุผ่านร่างของโรเดอริคไป แสงไฟทำให้ดวงวิญญาณดูใสสว่างขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้มันสลายตัวไปได้

            ผ่านไปราวหนึ่งนาที โรเดอริคถอยไปจนสุดกำแพง เฟิงปู้เจวี๋ยยักไหล่แบบผิดหวัง แล้วเดินกลับมาที่ข้างโต๊ะ แล้ววางตะเกียงลง

            “เรามาวิเคราะห์แนวทางกันสักหน่อย” เฟิงปู้เจวี๋ยหยิบเก้าอี้ไม้มาตัวหนึ่งแล้วนั่งลงพูด “หลังจากคุณพี่ไร้เทียมทานคนนั้นตายไปของในด่านที่ถูกถ่ายโอนน่าจะอยู่แถวนี้ เราต้องหามันก่อน ......”

            วิญญาณกระดูกหยิบจดหมายออกมาแล้วพูดว่า : “อันนี้แหละ แต่ว่าเนื้อหาด้านในมันค่อนข้างจะจำกัดนะ ส่วนที่พอจะเอามาสันนิษฐานได้คือ ...... เจ้าของบ้านที่เขียนจดหมายสมองไม่ปกติ มีโรครุมเร้า แล้วก็เชิญเพื่อนคนหนึ่งมาเยี่ยมตัวเองเท่านั้น”

            “ขอฉันดูหน่อยได้ไหม?” เฟิงปู้เจวี๋ยถาม

            “เอาสิ” วิญญาณกระดูกมอบจดหมายให้เขาแล้วตอบรับ “หากนายจะหาตัวอักษรหรือข้อความอะไรที่ซ่อนอยู่ ในจดหมายนี่ไม่มีนะ” เมื่อครู่ที่เธอกวาดสายตาดู เธอมั่นใจว่ามันไม่มีแน่นอน

            เฟิงปู้เจวี๋ยดูจดหมายขาดๆ เกินๆ ฉบับนี้ราวหนึ่งนาที แล้วพูดว่า : “ผู้เล่นที่อ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อนน่าจะเดาได้ว่าที่นี่คือคฤหาสน์อัชเชอร์ ส่วนผู้เล่นที่ไม่เคยอ่านก็สามารถเดาพื้นฐานที่ด่านกำหนดไว้” เขายื่นจดหมายคืนให้กับวิญญาณกระดูก “ของชิ้นนี้ก็เอาออกไปจากด่านไม่ได้ น่าจะเป็นแค่คำอธิบายของภารกิจหลักเท่านั้น คงไม่สามารถนำมาผลักดันความคืบหน้าอะไรของเกมได้”

            วิญญาณกระดูกกล่าวว่า : “ถ้างั้นนายก็อธิบายสถานการณ์ให้เราฟังอย่างละเอียดสิ เพราะเหมือนนายจะเข้าใจเรื่องราวนี้ดีอยู่แล้ว แต่ ...... เมื่อกี้วิญญาณต้องการโจมตีนายแน่ๆ ฉันมีไอเทมด่านอยู่ถ้าเป็นฉันคงไม่แปลกอะไร คิดว่าน่าจะมีเหตุผลอื่นๆ ด้วยใช่ไหม?”

ความคิดเห็น