หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 40 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (7)

ชื่อตอน : ตอนที่ 40 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (7)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 33

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 40 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (7)
แบบอักษร

 กลับไปสิบนาทีก่อนหน้านี้ ขณะที่ผู้กล้าไร้เทียมทานยังไม่ตาย และเฟิงปู้เจวี๋ยยังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน

เฟิงปู้เจวี๋ยเคาะฝาโลง แล้วถามว่า : “ฮัลโหล คุณมาเดอลีน คุณยังอยู่ไหม”

เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครในโลงใช้คำพูดแบบค่อนข้างหยาบว่า : “ไสหัวไปให้พ้น” !

เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าด้านในโลงนั้นว่างเปล่า

หลังจากดูข้อความของตำหนักผีสิงส่วนแรกไปแล้ว เฟิงปู้เจวี๋ยสันนิษฐานว่าคฤหาสน์แห่งนี้น่าจะเซ็ตมาจากคฤหาสน์อัชเชอร์ (Usher) ในนิยาย พอมาถึงยังอุโมงค์ใต้ดิน แล้วได้พบกับข้อความส่วนที่ห้าบนกำแพงและโลงศพ เขายิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐาน

การจดจำของเฟิงปู้เจวี๋ยไม่มีผิดพลาด แต่มันยังไม่ถึงขึ้นที่กวาดสายตาแล้วจำได้ทุกอย่าง นอกจากสิ่งที่ความทรงจำของเขาคิดว่ามันเป็นข้อมูลขยะแล้ว ที่เหลือ ...... ก็เหมือนกับนักอ่านทั่วไป เนื้อหาที่เขาพอจะจำได้ก็มีราวหกเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์

หากจะให้เขายืนอยู่ตรงนี้ และอ่านจบข้อความส่วนที่หนึ่งแล้วท่องจำอีกหกส่วนทั้งหมด มันคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เขาจึงให้เสี่ยวทั่นและพี่หลงท่องในส่วนที่พวกเขาจำได้เพื่อเตือนสติเขา ข้อความอีกสองประโยคก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในความทรงจำของเขา

แน่นอนว่า โครงเรื่องของนิยาย เฟิงปู้เจวี๋ยก็ยังคงจำได้ชัดเจน

ผู้คนมากมายรู้จักชื่อเอดการ์ แอลลัน โพ เขาเป็นผู้ริเริ่มการเขียนนิยายสืบสวนสอบสวน นิยายเรื่องสั้นของเขาเรื่อง The Murders in the Rue Morgue ได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณกรรมตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ขณะตีพิมพ์เขาใช้เรียกผลงานของเขาว่า “นิยายสืบสวน”

            แต่นั่นมันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 1841 แต่เรื่องราวใน “The Fall of the House of Usher” เป็นนิยายสยองขวัญแบบกอทิก เนื้อหาของนิยายอบอวลไปด้วยความมืดมนหม่นหมอง

            โครงเรื่องคร่าวๆ มีอยู่ว่า : เพื่อนเก่าของตัวละครหลักของเรื่องที่มีชื่อว่าโรเดอริค อัชเชอร์ และคนในตระกูลของเขาติดโรคประหลาดโรคหนึ่ง คฤหาสน์หลังใหญ่ของเขาก็ราวกับถูกคำสาปอะไรบางอย่างปกคลุมอยู่ สายเลือดของอัชเชอร์สืบทอดต่อกันมานับร้อยปี จากพ่อสู่ลูก รุ่นแล้วรุ่นเล่า จนกระทั่งผู้คนค่อยๆลืมไปแล้วว่าคฤหาสน์หลังนี้มีชื่อเดิมว่าอะไร อาคารแห่งนี้และคนในตระกูลถูกตีตราเอาไว้ เมื่อใครก็ตามพูดถึง “คฤหาสน์อัชเชอร์” นั่นก็หมายถึงทั้งคฤหาสน์และคนในบ้านนี้

            ในวันหนึ่ง โรเดอริคเขียนจดหมายฉบับหนึ่งให้กับตัวละครเอกของเรื่อง ในจดหมายระบุว่าตัวเขาเองใกล้จะตายแล้ว โรคที่เขาเป็นอยู่มันทำให้เขาทรมานและทรุดโทรม ประสารทเลื่อนลอย พลังลึกลับบางอย่างในคฤหาสน์อัชเชอร์ทำลายสติ และจะมาเอาชีวิตเขาไป

            ตัวละครเอกจึงเดินทางมาอยู่เป็นเพื่อนกับเพื่อนเก่าคนนี้ของเขา หวังว่าเขาจะอาการดีขึ้น แต่เมื่อตัวละครเอกมาถึงที่คฤหาสน์ในคืนแรก มาเดอลีนน้องสาวของโรเดอริคก็ “ป่วยตาย” ซะแล้ว

            หล่อนเป็นญาติสนิทเพียงคนเดียวของโรเดอริคขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นเพื่อนข้างกายเพียงคนเดียวในรอบหลายปี มาเดอลีนติดโรคมานานหลายปี แล้วก็แจ้งไว้ว่าจะไม่รักษา แต่เธอก็ยังคงต่อสู้กับโรคของเธออยู่ตลอดเวลา และก็ลุกออกจากเตียงไม่ได้อีก ความซึมเศร้าที่เกิดขึ้นของโรเดอริค ก็มาจากความตายของเธอ

             ก่อนฝังร่างของเธอโรเดอริคต้องการขุดอุโมงค์เพื่อพักร่างอันไร้วิญญาณของน้องสาวคนนี้เอาไว้ก่อนสักสิบสี่วัน ตัวละครเอกเป็นผู้ช่วยนำศพของมาเดอลีนใส่ในโลงศพ แล้วตั้งไว้ในอุโมงค์ใต้ดิน แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า จริงๆ แล้วเธอยังไม่ตาย ......

            หลังจากนั้นให้หลังเจ็ดแปดวัน โรเดอริคผู้เจ็บปวดทรมานก็เข้าสู่สภาวะเหมือนคนบ้าขาดสติ ค่ำคืนอันสยดสยอง ตัวละครเอกเห็นภาพร่างน่าสยดสยองของมาเดอลีนปรากฏตัวอยู่กลางห้อง ทำให้พี่ชายของเธอตกใจจนตาย แล้วตัวหล่อนเองก็ขาดใจลง ตัวละครเอกวิ่งหนีออกจากคฤหาสน์อัชเชอร์ และเห็นคฤหาสน์พังทลายลงท่ามกลางห้วยน้ำ

            ในเรื่องนี้มีหลายจุดที่มันดูอธิบายไม่ได้ด้วย “วิทยาศาสตร์” เช่น ขณะที่มาเดอลีนถูกใส่เข้าโลงศพถึงไม่มีใครตรวจพบว่าเธอยังมีชีวิต? หญิงสาวที่อยู่ในโลงศพนานถึงเจ็ดแปดวันทำไมถึงยังมีแรงเดินไปถึงห้องโถงใหญ่? คฤหาสน์ถล่มลงอย่างไร? แผ่นดินไหวในท้องที่หรือระเบิด?

            แน่นอนว่าคนในยุคศตวรรษสิบเก้าไม่มีใครตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับนิยายประเภทสยองขวัญแบบนี้ แต่เมื่อมาถึงศตวรรษที่ยี่สิบ จากการ “วิเคราะห์การอ่าน” และ “ค้นหาต้นตอ” ซึ่งถือเป็นข้อสำคัญของ “นักวิชาการ” ที่ค่อยๆ ขยายตัวเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในส่วนของด้านวรรณกรรม ถ้าหากโพมาเป็นคนในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด แค่หาสิบแปดมงกุฎที่อ้างตัวว่าเป็น “ศาสตราจารย์” สักคนมาวิเคราะห์ผลงานของเขางานเขาก็คงไม่มีชิ้นดีแล้ว หรือก็คือการใช้การอ่านวิเคราะห์ “เชิงลึก” มาชำแหละจุดประหลาดที่ไม่สอดคล้องกับหลักการ

            ประเด็นนี้เราก็จะไม่เจาะลึกไปกว่านี้แล้ว กลับเข้าเรื่องเลยดีกว่า

            หากเป็นไปตามโครงเรื่องของนิยาย โลงศพถูกเปิดออกแล้ว ไม่ว่าเงาวิญญาณที่เฟิงปู้เจวี๋ยมองเห็นจะใช่วิญญาณของมาเดอลีนหรือไม่ก็ตาม แต่ร่างของเธอไม่ได้อยู่อุโมงค์ใต้ดินแต่อยู่บนตึกในคฤหาสน์แล้ว

            เฟิงปู้เจวี๋ยดันโลงศพออก เป็นไปตามนั้นมันว่างเปล่า ไม่มีศพหรือร่างใดๆ เขาใช้มือปัดฝุ่นด้านบนทิ้งไป แล้วใช้ไฟฉายส่องสำรวจภายในโลงศพ ซึ่งเขาก็พบว่าแผ่นไม้บริเวณส่วนหัวโลง มีตัวอักษรเล็กๆ สลักไว้ เหมือนกับใช้เล็บขูดเป็นรอย

            ข้อความระบุว่า “เขารู้” ไม่มีเครื่องหมายสัญลักษณ์อะไรเลย ตัวหนังสือขดไปขดมา หากคิดไปตามภาพ ...... ภายในโลงไม่มีแสงไฟลอดเข้ามา มาเดอลีนไม่สามารถมองเห็นตัวอักษรของเธอได้ว่ามันตรงหรือเปล่า แล้วก็คงต้องคงสภาพท่าทางที่จะสามารถเขียนอะไรบริเวณหัวโลงได้แบบนี้ ดังนั้น เห็นเป็นข้อความออกมาก็ถือว่าดีมากแล้ว

            [ภารกิจลับปรากฎ]

            เฟิงปู้เจวี๋ยได้ยินเสียงระบบแจ้งเตือนขึ้น เขารีบเปิดแถบเมนูขึ้นมา เนื้อหาของข้อความแจ้งเตือนนี้ถูกเลื่อนขึ้นไปหน้าสุด :

            [ภารกิจลับในด่านจะนำพาของรางวัลมาให้กับท่าน แต่ระดับความยากของภารกิจลับมันมีสูงมากกว่าภารกิจหลักและภารกิจรอง]

            [ข้อความแจ้งเตือนของภารกิจลับ ประกอบไปด้วยเสียง อักษร และเนื้อหาภารกิจในแถบเมนู จะมีเพียงผู้เล่นที่พบภารกิจคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเห็นได้ หากพบภารกิจลับในขณะอยู่ด้วยกันในคนหมู่มาก ก็จะเป็นภารกิจร่วมกันของผู้เล่นทุกคน แต่ภารกิจลับจะไม่สามารถดำเนินงานพร้อมกัน หลังจากที่ผู้เล่นเดี่ยวหรือหลายคนที่ดำเนินภารกิจนี้อธิบายรายละเอียดภารกิจให้ผู้เล่นคนอื่น อีกฝ่ายจะได้รับความคืบหน้าและเนื้อหาของภารกิจ แต่จะไม่ถือว่าเป็นการรับภารกิจ และจะไม่สามารถรับรางวัลได้หากสำเร็จภารกิจ]

            [ข้อความด้านบนจะปรากฏเพียงครั้งเดียวขณะที่พบภารกิจลับ หากท่านต้องการอ่านซ้ำ สามารถไปค้นหาได้ที่คู่มือเกม]

            “พูดง่ายๆ ก็คือ ...... ใครเจอคนนั้นทำ แล้วก็เอารางวัลไปเลยคนเดียว” เฟิงปู้เจวี๋ยบ่น เขาปิดหน้าต่างแจ้งเตือนอีกสองอย่างทิ้งไป แล้วมองไปที่เนื้อหาภารกิจ : [ปลดปล่อยวิญญาณของมาเดอลีน]

            เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าวว่า : “อ้อ ...... เป็นอย่างนี้นี่เอง ......” เขาเหมือนจะรู้ทิศทางของเนื้อหาของด่าน แต่ปัญหาตอนนี้คือจะออกไปจากอุโมงค์ยังไง?

            เขายกไฟฉายขึ้นมา แล้วสำรวจไปรอบๆ บริเวณอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง เขาย้อนกลับไปยังโลงศพอีกครั้ง นอกจากตัวอักษรตรงนั้นแล้ว ก็ไม่มีเงื่อนงำอะไรที่พอจะมีประโยชน์

            เฟิงปู้เจวี๋ยวางไฟฉายไว้ในโลงศพ หนีบส่วนหัวที่ส่องแสงไว้แน่น แล้วก็ก้มตัวลงไปยกฝาโลง พิงเข้ากับผนังกำแพง แล้วสำรวจดูจนทั่ว แต่ก็ไม่มีร่องรอยอะไรที่พอจะเป็นเงื่อนงำได้

            “เดี๋ยวนะ......” เฟิงปู้เจวี๋ยหยุดการเคลื่อนไหว แล้วพูดในใจว่า “คนที่อยู่ในโลงจะต้องอยู่ในท่านอนสิ หากจะสลักอะไรสักอย่างก็น่าจะสลักบนฝาโลงสิ เธอน่าจะกังวลว่าคนที่จะมาเปิดละเลยตัวอักษรของเธอ เลยตั้งใจสลักไว้ที่ส่วนหัวโลง แต่มันกลับไม่มีร่องรอยการดิ้นหรืออะไรเลย ....... รอยขีดข่วนและถีบตัวก็อยู่บริเวณอื่น โลงศพดูเหมือนใหม่มาก”

            เฟิงปู้เจวี๋ยหยิบไฟฉายขึ้นมา ส่องไปยังฝาโลงที่พิงอยู่ที่ผนัง เขานั่งยองลงไปสำรวจตรวจดูไม้แผ่นนี้ “อืม......” เขายื่นมือไปเคาะ พบว่ามันมันเป็นเสียงไม้ปกติ ไม่เหมือนมีอะไรอีกชั้นหนึ่งทับซ้อนอยู่

            ในตอนนั้นเอง เฟิงปู้เจวี๋ยก็ได้ทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงขึ้น (อย่างน้อยในมุมของคนอื่นนะ) เขายกฝาโลงขึ้นปิดลงทับตัวโลงศพวเว้นที่ไว้ประมาณสองในสามส่วนของโลงศพ แล้วเขาก็เข้าไปนอนในโลง ใช้มือออกแรงเลื่อนปิดฝาโลงที่เหลืออยู่จนสนิท

            ขณะเขานอนอยู่ในโลงนั้น เขารู้สึกไม่ค่อยสบายตัว แต่ไม่ใช่เพราะจิตใจ แต่เป็นเพราะในโลงไม่มีแผ่นรองนอนแต่เป็นแผ่นไม้เต็มๆ ทั้งแผ่น ก็ราวกับว่าเขากำลังนอนอยู่บนแผ่นไม้แข็งๆ แผ่นหนึ่ง

            เฟิงปู้เจวี๋ยใช้ตัวเองแทนตัวของมาเดอลีน เขาใช้ไฟฉายส่องไปยังโลงศพ แล้วพูดว่า : “เธอใช้วิธีไหนออกไปจากที่นี่กันแน่ ......” เขาพูดไปพลางใช้มือเลื่อนฝาโลง

            ใครจะคิด มันเปิดไม่ออกแล้ว

            “เอ่อ?” เฟิงปู้เจวี๋ยวตะลึงไปพักหนึ่ง เขารีบหยิบไฟฉายวางไว้ข้างหมอน แล้วใช้สองมือสองเท้าทั้งถีบทั้งดัน ออกแรงอย่างหนัก ฝาโลงก็ยังคงไม่ขยับเช่นเดิม

            หลังจากผ่านสารพัดวิธีมาช่วงหนึ่ง เขาก็หยุดเพื่อหายใจ เขากลับเห็นบนฝาโลง แผ่นที่อยู่ตรงหน้าเขา มันมีรอยบุบที่คล้ายรูปหน้าคนปรากฎขึ้น

            จากใบหน้ายากที่จะบอกได้ว่าเป็นเพศอะไร แต่จากน้ำเสียงน่าจะเป็นเสียงของแม่มดเฒ่า นางพูดกับเฟิงปู้เจวี๋ยว่า : “เจ้าคนตาย เจ้าอยากออกไปจากที่นี่งั้นเหรอ?”

            “ใช่” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ เขาอยากรู้ว่าไอ้เจ้าปีศาจในโลงศพตัวนี้จะมาไม้ไหน

            “แล้วเจ้าจะให้อะไรข้าเป็นการตอบแทนล่ะ?” ฝาโลงถามกลับ

            ในตอนนี้เอง เสียงระบบก็แจ้งเตือนขึ้นมา : [ท่านสามารถนำไอเทมตั้งแต่ทั่วไปจนไปถึงขั้นสูงให้ปีศาจไป เพื่อที่มันจะได้ส่งท่านออกไปยังนอกอุโมงค์]

            “อ้อ ...... ‘ได้’ ให้ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยกำลังคิด “หรืออาจจะเป็นว่า ฉันก็เลือกที่จะไม่ให้ได้เหมือนกัน” เขากำลังวิเคราะห์ “แล้วอีกอย่าง.......ถ้าในตัวผู้เล่นไม่มีไอเทมตามเงื่อนไขที่ว่าละ งั้นก็ต้องติดอยู่ในนี้ออกไปไม่ได้งั้นเหรอ อืม ....... มันจะต้องมีทางอื่นอีกสิ”

            “เจ้าโลงศพ ฉันไม่อยากให้อะไรกับแกเลย” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ

            ทันใดนั้นเองใบหน้านั้นก็เริ่มเปลี่ยนรูปร่าง ดวงตาและปากเริ่มเปิดกว้างออก กลายเป็นดุดันและดุร้าย หากเป็นคนอื่นอาจจะมีช็อกหัวใจวายตาย แต่มันก็แค่เปลี่ยนรูปร่างบนแผ่นฝาโลงเท่านั้น ไม่ได้จู่โจมเข้าใส่คนที่อยู่ในนั้นเลย อย่างมากก็แค่ตกใจ

            “งั้นเจ้าก็จงอยู่ในนี้ ให้ความกลัวและความหิวโหยมาเอาชีวิตของเจ้าไปซะ ไม่ว่าเจ้าจะใช้เล็บหรือเนื้อของเจ้าขูดจนเลือดออก หรือถูขาและเข่าจนถลอก ก็จะไม่สามารถทำลาย ......”

            แกร็ก เฟิงปู้เจวี๋ยหยิบปืนสั้น M1911A1 ออกมาจากกระเป๋า แล้วสับไกปืน

            “เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้แกรู้จัก ......” เฟิงปู้เจวี๋ยเล็งปากกระบอกปืนไปยังระหว่างคิ้ว “ของเล่นชิ้นใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม”

            “อาวุธในมือของเจ้าไม่สามารถทำอะไรข้าได้หรอก มันไม่เพียงพอที่จะทำให้เจ้าหนีออกไปได้ บาดแผลแห่งสองแห่งมันทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” โลงศพตอบ

            “ฉันรู้ว่าแกสามารถเปลี่ยนรูปร่างและซ่อมแซมตัวเองได้ แต่ข้างๆ ฉัน บนหัวนี่ และตัวโลงศพข้างใต้นี่อีกจะเป็นยังไงละ?” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            “เหอะเหอะเหอะ ......” คิดไม่ถึงว่าเจ้าโลงศพกลับยิ้ม ในตอนนั้นเอง ข้อความอักษรที่มาเดอลีนสลักไว้ที่ด้านบนหัวของเฟิงปู้เจวี๋ย และร่องรอยภายในโลงศพก็หายไป “ขอแค่ข้าต้องการเท่านั้น”

            “อืม ...... เป็นอย่างนี้นี่เอง ยังไงซะก็รับภารกิจมาแล้ว แล้วก็พบความลับของโลงศพแล้ว ดังนั้น พวกร่องรอยเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ไม่ต้องมีแล้วก็ได้สินะ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว แล้วหยิบปืนเก็บเข้ากระเป๋าไป

            “ตอนนี้ จะเปลี่ยนความคิดได้รึยัง?” โลงศพพูด “เจ้าสามารถมอบอาวุธของเจ้ามาให้ข้า ข้าจะส่งเจ้ากลับออกไปเอง”

            เฟิงปู้เจวี๋ยหยุดไปแล้วก็หยิบไอเทมออกมาจากกระเป๋าอีก [มีดทำครัวตะวันตก] กับ [คีมหนีบมาริโอ้] “แกมีสองทางเลือก ทางเลือกที่หนึ่ง ส่งฉันกลับออกไปที่ตัวอาคารซะ แล้วจบบทสนทนานี้อย่างมีความสุข” เขายกมือขึ้นแล้วใช้มีดเฉาะไปยังไม้ฝาโลง จนเกิดเป็นรอยขึ้น “หรือไม่ทางเลือกที่สอง ฉันกำจัดแกซะแล้วเอาไม้ไปเผาเป็นฟืน”

            หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เฟิงปู้เจวี๋ยก็กลับออกมายังห้องโถงใหญ่อีกครั้งอย่างปลอดภัย เพียงแค่ตำแหน่งไม่ได้อยู่ในห้องรับแขกแล้วเท่านั้น เขากลับออกมาอยู่บนทางเดินเส้นหนึ่ง มีภาพวาดภาพหนึ่งแขวนอยู่บนกำแพงข้างๆ ตัวเขา แต่มันไม่ใช่ภาพของอุโมงค์ใต้ดิน แต่เป็นใบหน้าอัปลักษณ์ที่คล้ายมนุษย์

            เขาก็ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการหยุดนิ่งเลย เพียงแค่เช็กค่าพลังชีวิตว่ายังเต็มอยู่หรือเปล่าเท่านั้น ค่าความแข็งแกร่งยังเหลืออยู่เยอะมาก หลังจากนั้นเขาก็เริ่มสำรวจต่อไป ......

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น