repey

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 22 จับมือ

ชื่อตอน : บทที่ 22 จับมือ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 256

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2561 00:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22 จับมือ
แบบอักษร

“ลุงโชติ...”

“...”

สิ้นเสียงของพี่บอย ร่างของผมก็โดนผลักออกห่างจากตัวเขาอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงของพ่อก็ดังขึ้นมาข้างหลัง

“ทำอะไรกัน” แค่เสียงเบาๆของพ่อก็เล่นเอาตัวผมชาวาบไปยันปลายเท้า ระยะแค่นี้ไม่มีทางที่พ่อจะไม่เห็นแน่ว่าเราทำอะไรกันอยู่

แม่งเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่ผมอยากให้เกิดเลย

“พะ...พ่อ”

“เข้าบ้าน” พ่อไม่ได้ด่าหรือตะคอก แต่พูดนิ่งๆและเดินนำเข้าไปในบ้านโดยไม่ฟังอะไรอีก

“พี่บอย เราจะทำยังไงดี เบ๊บกลัวอ่ะ” ผมหันไปสะกิดแขนพี่บอยแรงๆ หวังว่าเขาจะพูดอะไรสักอย่างที่ทำให้ผมสบายใจ อย่างเช่นเราหนีตามกันไปตอนนี้เลยเถอะ หรือไม่ก็เดินไปบอกว่าเมื่อกี้เล่นกันเฉยๆ เป็นต้น

พี่บอยมีสีหน้าเคร่งเครียดมากกว่าผมหลายเท่า แต่เขาก็หันมายิ้มให้ผมช้าๆ ก่อนจะคว้ามือผมไปผสานไว้ราวกับว่าจะไม่ให้ผมหนีไปไหน

“กูไม่คิดเลยว่ามันจะเร็วแบบนี้ แต่จำที่กูบอกได้ใช่ไหม ไม่ว่าจะยังไงกูก็จะไม่ทิ้งมึง”

“อืม” ผมพยักหน้า “แต่ผมก็กลัว ถ้าเกิดพ่อบอกให้เราเลิกกันขึ้นมาล่ะ”

ผมจะไม่กลัวอะไรเลยนอกจากเรื่องนี้ ใครจะรู้คนแรกก็ได้แต่ต้องไม่ใช่พ่อกับแม่ ไม่รู้ว่าเข้าไปแล้วคำแรกที่ต้องพูดคืออะไร ต้องโกหกหรือพูดความจริง

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่กู” เขามองหน้าเหมือนเข้าใจความคิดผมดี

พูดจบพี่บอยก็กลับไปทำหน้าเครียดอีกครั้งก่อนจะเดินจูงมือผมเข้าไปในบ้าน แต่ผมก็ยื้อตัวเองไว้ด้วยความไม่แน่ใจ “ถ้ามึงเชื่อใจกูก็เดินตามมา ถ้าบอกว่าไม่อยากให้กูเดินนำหรือเดินตาม ก็ไปกับกู”

พี่บอยกระชับมือที่จับมากขึ้นอีกก่อนจะออกแรงอีกนิดให้ตัวผมเดินตามเข้าไปข้างใน

พ่อออออ มันไม่ใช่อย่างที่พ่อคิดนะ” เข้ามาถึงในบ้าน จากตอนแรกที่ผมตั้งใจจะนั่งเงียบๆให้พี่บอยเป็นคนพูด แต่พอเห็นสีหน้าผิดหวังสุดๆของพ่อส่งมาให้ตอนสบตากัน ผมก็รีบถลาเข้าไปนั่งข้างๆที่โซฟาทันที

“แล้วมันอะไร!” คราวนี้พ่อเริ่มขึ้นเสียงใส่ผม แทบจะไม่มีครั้งไหนที่ผมเห็นเขาโกรธมากขนาดนี้ เพราะปกติถ้าจะดุจะด่าพ่อก็จะออกแนวเล่นๆติดตลกมากกว่า แต่คราวนี้ไม่มีแววล้อเล่นอะไรเลย

“คือ...”

“ที่แกเคยบอกว่ามีแฟนแล้วมันเป็นอย่างนี้ใช่ไหมไอ้เบ๊บ ที่เคยถามว่าถ้าเกิดว่าแกเป็นแบบนี้แล้วพวกฉันจะยังรักแกอยู่ไหม ก็เพราะแกเป็นแบบนี้สินะ” พ่อพูดเสียงสั่นเหมือนกำลังจะร้องไห้ นั่นทำให้ผมแทบจะทรุดลงไปกับพื้น

“พ่อ...ผมขอโทษ”

“ไม่ต้องมาขอโทษ ถ้าแกรู้สึกผิดจริงๆก็คงไม่ทำตั้งแต่แรก ฉันเคยสอนแกให้เป็นแบบนี้หรือไง...” พ่อพูดจบก็ลุกขึ้นยืนเตรียมจะลุกหนีไป ไม่มองหน้าผมหรือพี่บอยอีกเลยแม้แต่นิด “ฉันผิดเองที่เลี้ยงแกไม่ดี”

“ไม่พ่อ ไม่เอาแบบนี้” ผมลุกขึ้นยืนตามแล้วเข้าไปคว้าแขนพ่อไว้ “พ่อ...ฮึก ผมรักพี่บอยจริงๆนะ รักมาก รักมากกว่าพี่น้อง”

“ไอ้เบ๊บ!”

“พ่ออย่าโทษตัวเองแบบนั้น ถ้าจะด่าก็ด่าที่ผมเป็นผู้ชายเหมือนคนอื่นให้พ่อไม่ได้ แต่ยังไงผมก็เป็นไม่ได้จริงๆ ฮึก” ผมร้องไห้ออกมาพร้อมกับทรุดลงไปนั่งที่พื้น น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างน่าเวทนา “พ่อไม่ได้สอนให้ผมร้องไห้ง่ายๆแบบนี้ แต่ยังไงผมก็เข้มแข็งกว่านี้ไม่ได้เหมือนกัน”

“เบ๊บพอแล้ว ลุงโชติฟังผมก่อนนะครับ” พี่บอยรีบวิ่งเข้ามาพยุงผมให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะเป็นฝ่ายพูดเอง “ถ้าลุงจะโกรธก็ขอให้โกรธและเกลียดที่ผมคนเดียว เรื่องทั้งหมดมันเกิดเพราะผมเองครับ”

“จะบอกว่ารักกันมากใช่ไหม”

“ครับ ผมรักเบ๊บ รักมากกว่าน้องชายคนหนึ่ง รักมาตั้งนานแล้ว” พี่บอยพูดทุกคำหนักแน่น ในขณะที่ผมได้แต่ร้องไห้หนักกว่าเดิม

“ฉันไม่มีวันเข้าใจความรักของแกสองคนหรอกนะ แต่สิ่งที่ฉันเห็นมันไม่ควรจะเกิดขึ้นไม่ว่าแกสองคนจะอายุเท่าไร เป็นเพศอะไร หรืออยู่ตรงไหนของสังคม คนที่มีวิจารณญาณและรู้จักใช้สมองคิดก่อนทำน่ะ มันก็คงรู้ว่านั่นมันกลางแจ้ง หน้าบ้าน และจะมีใครเดินผ่านไปผ่านมาเมื่อไรก็ได้ แค่ฟ้ามืดไม่ได้ทำให้แกคิดว่าจะทำอะไรก็ได้หรอกนะ”

“ที่ฉันโกรธเพราะอะไรแกลองคิดดูดีๆ ฉันโกรธที่แกเป็นแกหรือเพราะแกไม่คิด ดังนั้นไม่ต้องมาขอให้ฉันยอมรับหรือขอโอกาสอะไรทั้งนั้นถ้าพวกแกสองคนยังไม่โตพอจะคิดเรื่องนี้เองได้”

“...”

พูดจบพ่อก็สะบัดตัวออกจากผมแล้วเดินหนีเตรียมจะขึ้นบ้าน ไม่ฟังเสียงของใครอีก

ผมคิดว่าพ่อจะโกรธที่ผมชอบผู้ชาย แถมคนนั้นยังเป็นพี่บอยอีก แต่แม้พ่อจะพูดออกมาแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมโล่งใจขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว พ่อไม่ได้โกรธที่ผมกับพี่บอยรักกัน แต่เขาโกรธที่ผมกับพี่บอยจูบกันในที่สาธารณะ

ที่พ่อมองผมอย่างผิดหวังไม่ใช่เพราะผมเป็นผู้ชายปกติให้พ่อไม่ได้ แต่เพราะผมทำตัวไม่ดีต่างหาก

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!!” ผมไม่ได้คิดจะรั้งให้พ่อมาฟังอะไรอีก เพราะผมว่าเขาก็พูดชัดเจนแล้วว่ามันผิดที่อะไร แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นเสียงของอีกคนที่ไม่ควรจะเดินลงมาข้างล่างเวลาเกือบตีหนึ่งแบบนี้

“แม่...”

“ไหนใครบอกฉันสิว่ามันเกิดอะไร พ่อ! นี่พ่อยอมรับได้หรอ” แม่เดินลงมาจากชั้นสองตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ แต่ที่แน่ๆคือคงจะได้ยินเรื่องราวก่อนหน้านี้ไปแล้ว และก็กำลังอาละวาดกับพ่ออยู่

“แม่ใจเย็นๆก่อน” ผมเดินเข้าไปจับแขนแม่ช้าๆ

“แกอีกคนไอ้เบ๊บ ตอบฉันมมาว่ามันยังไงกัน”

“ก็อย่างที่แม่ได้ยิน ผมรักพี่บอยและพี่บอยก็รักผม เราเป็นแฟนกัน”

“ฮะ?”

“เราเป็นแฟนกันครับ” พี่บอยพูดย้ำอีกครั้ง และคราวนี้เขาเดินมายืนจับมือผมเอาไว้แน่น

“แกอย่าบอกนะว่า...นี่เรื่องจริงหรอ”

“...”

“...” ผมกับพี่บอยพยักหน้าลงพร้อมกัน

“ฉันจะเป็นลม” แม่พูดพร้อมกับเดินไปนั่งลงตรงที่โซฟา มือที่ว่างก็นวดขมับไปด้วย ส่วนพ่อก็เหมือนต้องจำใจเดินกลับมานั่งข้างๆแม่เพื่อคอยพัดให้อารมณ์เย็นลง “มานั่งนี่ คุยกันหน่อยซิ”

“ครับ” พี่บอยรับคำ แล้วก็เดินจูงมือผมไปนั่งที่เก้าอี้ตัวที่ยังว่าง และนั่นก็อยู่ในสายตาพ่อกับแม่ทั้งหมด

“มันยังไง แล้วก็ปล่อยมือกันเดี๋ยวนี้นะ” แม่โวยวายขึ้นมาเสียงดัง “ฉันไม่รู้พวกแกคิดอะไรกันอยู่ แต่ในฐานะแม่ เล่าความจริงออกมาให้หมด”

“ผมกับเบ๊บรักกันจริงๆครับ” พี่บอยพูดออกมาอีกครั้งอย่างหนักแน่น ส่วนผมก็หยุดร้องไห้แล้วและตั้งใจฟัง ผมมองจากสายตาของพี่บอยก็พอจะรู้ว่าเขาจริงจังและจะไม่โกหกอะไรทั้งนั้น

“ตั้งแต่เมื่อไร ที่พวกแกทำแบบนี้” พ่อถามขึ้นมาบ้าง ความจริงการที่พ่อยอมฟังหรือถามอะไรมันดีกว่าที่พ่อจะเดินหนีผมไปแบบเมื่อกี้มาก

“ครั้งแรกประมาณหลายเดือนก่อนครับ วันนั้นเบ๊บเมา แต่ผมรับรองว่าไม่มีอะไรเกินเลย และที่สำคัญคือผมไม่คิดจะทำอะไรไปมากกว่าจูบถ้าหากว่าเบ๊บมันไม่พร้อม”

“เดี๋ยวนะ! นี่เมื่อกี้พวกแกจูบกันหรอ นอกบ้านนั่นน่ะนะ!” เมื่อได้ยินอย่างนั้นและคงพอประติดประต่อเรื่องราวที่ได้ยินเข้าใจดีแล้วก็หันมามองผมอย่างรวดเร็ว ตั้งท่าจะลุกมาตีผมแล้วด้วยซ้ำ แต่เพราะพ่อห้ามเอาไว้ก่อน “หน้าไม่อายจริงๆลูกฉัน”

“อย่าไปว่าเบ๊บมันเลยครับ ผมเป็นคนเริ่มทุกอย่างเอง แต่ผมก็สัญญาว่าจะดูแลมันอย่างดีในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่จะดูแลคนที่ตัวเองรัก ตอนนี้ลุงกับป้าอาจจะยังไม่เชื่อ ผมก็ไม่ขออะไรนอกจากเวลากับโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเอง”

“ฉันไม่ได้เลี้ยงลูกมาให้ใครดูแล เบ๊บมันเป็นผู้ชายจะให้ใครมาดูแลทำไม” แม่มองพี่บอยด้วยหางตา ก่อนจะหันมาพูดกับผมแทน “ฉันเคยบอกแกแล้วใช่ไหมว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนจะยอมรับเรื่องแบบนี้ได้”

“แม่...ผมไม่เลิกนะ” ผมเอ่ยออกมาเสียงอ่อย ตั้งใจแล้วว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมก็ไม่ยอมเลิกแน่นอน

“เบ๊บเงียบ ให้กูพูดเอง” พี่บอยดุผมเล็กน้อยจนต้องยอมหุบปาก แล้วเขาก็หันไปพูดกับพ่อแม่ผมต่อ “ผมรู้ว่าลุงกับป้าเลี้ยงเบ๊บมายังไง แต่ที่ผมบอกว่าจะดูแลก็ไม่ได้หมายถึงในเชิงว่าเบ๊บเป็นผู้หญิงแล้วก็อยู่บ้านเลี้ยงลูกไปวันๆอะไรแบบนั้น ผมหมายความว่าถ้ามีใครคิดไม่ดีกับมัน ผมพร้อมจะปกป้องไม่ให้ใครทำอะไรมันได้ หรือถ้ามันมีเรื่องเดือดร้อน ผมก็จะช่วยเหลือ ผมเป็นห่วงมันไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ที่ไหน ลุงกับป้าน่าจะเข้าใจความรู้สึกผมดีนะครับ”

ที่พี่บอยพูดมามันไม่ใช่คำสัญญาหรือการขอโอกาสใดๆเลย แต่มันเป็นสิ่งที่เขาทำให้ผมมาโดยตลอด ไม่ว่ากับคนอื่นเขาจะเป็นยังไง แต่เขาก็ทำให้ผมรู้สึกได้เสมอว่าผมคือที่หนึ่ง เป็นคนที่เขาจะดูแลจริงๆ

“...”

“ไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนจากพี่น้องไปเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว และวันนี้ลุงกับป้าก็รับรู้ อาจจะในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะเท่าไร ผมต้องขอโทษจริงๆครับ” พี่บอยยกมือไหว้พ่อกับแม่ผม ซึ่งปกติทั้งสองคนก็จะรับไหว้ แต่ครั้งนี้เขากลับแค่มองผ่านเฉยๆ “ดังนั้นผมก็จะขออย่างหน้าด้านๆเลยว่าขอให้ผมเป็นคนดูแลเบ๊บได้ไหมครับ”

อ่า ผมควรจะรู้สึกกดดันมากๆท่ามกลางสายตาของพ่อกับแม่ที่มองผมและพี่บอยสลับกัน แต่ในใจผมกลับไม่มีความรู้สึกนั้นอยู่เลยแม้แต่น้อย ผมรู้สึกอบอุ่น เขิน และสบายใจ

“ก็ทำมาตลอดไม่ใช่หรือไง” คราวนี้พ่อที่เงียบไปนานพูดขึ้นบ้าง “เรื่องแบบนี้ไม่ต้องมาขอหรอก มันโตพอจะตัดสินใจเองได้แล้วมั้ง”

“แปลว่าพ่อให้มันคบกันหรอ” แม่ถามพร้อมสีหน้าเคร่งเครียด

“ไม่ได้ยินดี แต่ก็รู้ว่าเราห้ามเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ยิ่งห้ามมันก็ยิ่งเตลิด”

“ขอบคุณครับ”

“อย่าเพิ่งดีใจไป ที่ฉันไม่ห้ามก็เพราะเห็นว่าที่ผ่านมามันเป็นอย่างปากพูดจริงๆ แต่ถ้าวันไหนแกทำไอ้เบ๊บเสียใจ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่” พ่อบอกด้วยเสียงเหี้ยมๆ ส่วนมืออีกข้างก็พัดให้แม่ไปด้วย ผมได้ยินอย่างนั้นหัวใจก็พองโตจนไม่รู้จะพองยังไง ไม่รู้ว่าจะต้องดีใจที่พ่อไม่ห้ามหรือว่าจะดีใจที่พ่อหวงผมขนาดนี้ก่อนดี

“ครับ”

“ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ ไม่น่าปล่อยให้ไปสนิทกันตั้งแต่เด็กๆเลย ฉันน่าจะสั่งห้ามแกคบกันตั้งแต่ตอนประถมนู่น”

“ไม่เอานะแม่ ไม่ว่าจะตอนไหนก็ไม่เอา” ผมแย้งขึ้นมา “ผมรักพี่บอยจริงๆนะพ่อกับแม่ ผมรู้ว่าผมพูดได้ไม่เท่เท่านั้นหรอก แต่ผมรักจริงๆ แต่ก็เพราะผมรักพ่อกับแม่ด้วยผมถึงบอกเรื่องนี้ไม่ได้ ผมกลัวว่าถ้าบอกไปทุกคนจะผิดหวัง หรือรับไม่ได้ จะเกลียดผมจนสุดท้ายผมไม่เหลือใครเลย”

พอบรรยากาศเริ่มหายตึงเครียดผมก็พูดออกมาบ้าง ไม่รู้ว่าแม่กับพ่อจะเชื่อมากแค่ไหน แต่ผมก็ปล่อยให้พี่บอยแสดงความจริงใจและรับความผิดอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะเราทั้งสองคน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง

“ผมขอโทษที่ไม่กล้าบอก จนสุดท้ายเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมา”

“เห้ออออ มันจะทำอะไรได้ล่ะ อย่าให้ฉันเห็นอีกก็แล้วกัน” พ่อถอนหายใจแรงๆ “จะทำอะไรก็คิดให้ดีกว่านี้ คิดเยอะๆ การที่ฉันจะเกลียดหรือสังคมประนามไม่ใช่เพราะแกรักกัน แต่เป็นเพราะพวกแกทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างวันนี้ พ่อแม่จะผิดหวังในตัวลูกก็ตอนที่รู้ว่าสิ่งที่สอนไปมันไม่เข้าหัวมากกว่าการเลือกทางเดินชีวิตนะ

“ที่สำคัญรักมันไม่ได้แปลว่าจะทำได้ทุกอย่าง ตอนนี้อาจจะพูดได้เต็มปากว่าพร้อมจะดูแลใครสักคน หรือพร้อมจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปด้วยกัน แล้วจะเอาอะไรมามั่นใจว่าอนาคตจะเป็นแบบที่พวกแกคิดวาดฝันไว้ ตลอดไปมันไม่มีจริง อีกสักสองสามเดือนมันอาจจะจบลงก็ได้ ความรักแบบเด็กๆวัยรุ่นมันจะไปได้สักกี่น้ำกันฉันก็ไม่รู้”

“...”

“แต่ในเมื่อกล้าเลือกจะทำแบบนี้แล้ว ถ้ามั่นใจแล้วและมันไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องยอมรับผลของมัน เข้าใจไหม”

“เข้าใจครับ/ครับ”

"แต่ฉันไม่ได้ใจดีอย่างพ่อแกหรอกนะ ไม่ต้องมามอง!” แม่โวยวายขึ้นมาทันทีหลังจากที่พ่อพูดจบ แค่พ่อยอมรับได้มันก็เกินความคาดหมายมากแล้ว ผมไม่คิดด้วยซ้ำว่าพ่อจะเข้าใจได้มากขนาดนี้

“ผมไม่ขอให้ป้าเข้าใจหรือให้อภัยผมในวันนี้หรือตอนนี้ ผมแค่ขอเวลาครับ”

“ขออะไรฉันก็ให้ไม่ได้ หลังจากพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีกแล้ว และก็ห้ามไปนอนค้างด้วยกันอีก ฉันขอสั่งห้ามพวกแกทำเรื่องแบบนั้นอย่างเด็ดขาด!”

“แม่.../ครับ” ผมกับพี่บอยพูดออกมาพร้อมกัน ผมรู้สึกไม่พอใจแต่พี่บอยกลับยิ้มออกมากับคำสั่งแม่ ดูเหมือนเขาจะพอใจด้วยซ้ำ

“ดี ถ้ารักกันแต่ปากมันไม่มีประโยชน์ กินก็ไม่ได้ ขายก็ไม่ได้ ฉันไม่ได้คาดหวังอะไร แต่จะลองดูว่าพวกแกจะทำให้ฉันเห็นว่ามันดีตรงไหนถ้าพวกแกจะยังคบหันแบบนี้ต่อไป ทำตัวให้มันดีๆ”







**[**Pae’s part]

ผมพาไอ้กันกลับมาที่บ้านตัวเองโดยที่ไม่ได้ถามอะไรอีก ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านตอนนั้นเพราะผมเพียงแค่ตั้งใจขับรถกลับมาบอกมันว่าพรุ่งนี้จะมารับไปหาอะไรกินเหมือนเดิม เพราะพยายามโทรหามันกี่สายก็ไม่รับ พอวนรถกลับมามยังไม่จอดเรียบร้อยดีก็เห็นมันนั่งร้องไห้อยู่ที่พื้นเหมือนคนหมดแรง ผมไม่รู้จะต้องปลอบยังไงเพราะผมไม่เคยเห็นมันอ่อนแอได้มากขนาดนี้

จริงอยู่ที่ครั้งนั้นมันร้องไห้ให้ผมเห็นเป็นเด็กๆ แต่ก็ยังพอปลอบได้เพราะผมเป็นคนเล่าเรื่องทุกอย่างให้มันฟังเอง และทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ผมถึงต้องปล่อยให้มันทำความเข้าใจและใช้เวลากับตัวเองเพื่อยอมรับ แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ ไอ้กันดูเจ็บปวด ทรมาน และเปราะบางมากจนไม่น่าเชื่อ

ผมเคยบอกแล้วว่ามันเป็นพวกแข็งนอกอ่อนใน ความคิดความรู้สึกมันบริสุทธิ์ยิ่งกว่าอะไร และผมก็เดาไม่ได้เลยว่าจะมีอะไรทำลายความบริสุทธิ์นั้นลงได้มากขนาดนี้

สภาพไอ้กันตอนนี้โคตรหงอย มาถึงก็เอาแต่นั่งเอาหัวพิงผนังห้องแล้วปาดน้ำตาที่นานๆจะไหลลงมาที เหมือนกำลังคิดถึงเรื่องอะไรสักอย่างอยู่ แล้วพอคิดไปถึงจุดที่ทำให้เจ็บปวดมันก็จะร้องไห้ออกมา ผมนั่งมองมันนั่งอย่างนั้นมาจะเป็นชั่วโมงจนรู้สึกว่าตัวเองไปเอาสมาธิและความอดทนมาจากไหนกัน

“กัน ดึกแล้ว”

“...”

“ไปนอนได้แล้วไป”

“...”

“กัน...” ผมนั่งคุกเข่าลงไปกับพื้นข้างๆมันแล้วจับไหล่ให้หันมามองหน้าผม

“...” ไอ้กันหันมาก็จริง แต่สายตาไม่ได้โฟกัสอยู่ที่หน้าผมเลย มันเหมือนเหม่อมองเลยตัวผมไปด้วยซ้ำ

“กูจะไม่ถามนะว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้ามึงอยากเล่าก็เล่า แต่ถ้าไม่อยากเล่าก็ไปนอน ลุกออกจากตรงนี้ไปได้แล้ว” ผมบอกมันพร้อมกับจ้องตาอีกคนนิ่งๆ

“กูไม่เหลืออะไรแล้ว...” คำแรกที่หลุดออกมาจากปากเป็นเสียงที่แหบพร่าเหมือนคนหมดแรง แต่เพราะคำพูดนั้นก็ทำให้มันเลื่อนสายตามามองผมเช่นกัน “ไม่มีใครแล้ว”

“แล้วกูเป็นอะไร กูเป็นผีหรอที่นั่งอยู่หน้ามึงเนี่ย” ผมนั่งลงไปดีๆแล้วจับหัวมันให้นั่งพิงไหล่ผมไว้ ปกติผมอาจจะโดนมันกระโดดถีบยอดหน้าไปแล้วถ้าแตะเนื้อต้องตัวมันมากขนาดนี้ แต่เพราะไอ้กันเหมือนไร้สติ มันถึงยอมพิงหัวลงมาอย่างง่ายดาย

“กูไม่อยากร้องไห้แล้ว กูรู้ว่าตัวเองกระจอกที่เป็นแบบนี้ ทำไมมันเหนื่อยแบบนี้วะ ให้ไปวิ่งสักสิบโลยังไม่เหนื่อยเท่าตอนนี้เลย”

“ไม่ได้เหนื่อยหรอก มึงก็แค่ยังตั้งหลักไม่ได้เท่านั้นเอง”

ผมไม่รู้ว่ากันไปเจออะไรมาถึงได้หมดสภาพขนาดนี้ แต่เท่าที่ดูก็คงจะเป็นเรื่องที่บ้าน ซึ่งครั้งนี้ก็คงรุนแรงมากทีเดียว

“เห้อ กูไม่รู้จะทำยังไงต่อไปเลยว่ะ มันเคว้งๆยังไงไม่รู้”

"ไม่จำเป็นต้องคิดได้ในวันสองวันนี้หรอก ถ้ามันหนักมากมึงฝากไว้ที่กูก่อนก็ได้ มึงหายเหนื่อยเมื่อไรแล้วก็ค่อยกลับมาแก้ไข ขืนมัวแต่เอาทุกอย่างเก็บไว้กับตัวอย่างนี้ มึงคงโดนทับตายก่อนจะได้แก้ว่ะ” ผมพูดพร้อมกับลูบหัวมันไปด้วย ไอ้กันก็ดูเหมือนจะค่อยๆผ่อนคลายลง

“แล้วถ้ามันเป็นเรื่องที่มันไม่มีทางแก้ได้ล่ะ กูควรทำยังไง”

“ไม่มีอะไรที่แก้ไม่ได้หรอก สิ่งที่มึงเจออาจเป็นปัญหาใหญ่มากในตอนนี้ แต่เวลาจะทำให้ทุกอย่างค่อยๆดีขึ้นเอง ให้เวลาตัวเองมากๆแล้วมึงอาจจะมองเห็นทางแก้สักวัน” ซึ่งระหว่างที่กำลังหาวิธีนั้น ผมก็จะอยู่ข้างๆมันเอง

“แล้วถ้าต้องใช้เวลาตลอดชีวิตกูก็ไม่ได้คืนล่ะ จะต้องทำยังไง พ่อแม่หาใหม่ได้ไหมวะ...”

“หมายความว่ายังไง” ผมชะงักมือที่กำลังลูบผมมันเล่นอยู่

“ก็ตัดพ่อตัดลูกกันแล้ว”

“เพราะเรื่องที่กูเล่าให้มึงฟังใช่ไหม” ไม่ต้องถามก็รู้อยู่แก่ใจ จะมีสักกี่เรื่องที่ทำให้กันรู้สึกได้มากขนาดนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องพี่สาวมัน แถมตอนที่ร้องไห้อยู่หน้าบ้าน ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะได้ยินมันพูดถึงฝ้ายด้วยเหมือนกัน

“มันก็ถึงเวลาที่จะต้องสะสางเรื่องนี้แล้ว กูว่ามันนานเกินไปแล้วด้วยซ้ำที่ทุกคนปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ ใจหนึ่งกูก็โคตรเสียใจที่เขาไม่แยแสความรู้สึกกูเลยแม้แต่นิดเดียว เขาตัดกูออกจากชีวิตง่ายพอๆกับตัดความจริง แต่อีกใจกูก็โคตรโล่งที่มันจบสักที กูก็เหนื่อยที่จะต้องทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรแล้วว่ะ”

ไอ้กันไม่ได้พูดด้วยเสียงที่มั่นคงนัก ความรู้สึกคนเรามันคงเข้มแข็งได้ไม่มากขนาดที่จะเมินเฉยต่อพ่อแม่หรอก ในขณะเดียวกัน ผมไม่เชื่อว่าพ่อแม่มันจะตัดมันออกจากชีวิตได้ง่ายขนาดนั้นเหมือนกัน ก็ลูกในไส้ป่ะวะ

“อย่าเพิ่งพูดแบบนี้เลย ตอนนี้มึงแค่ไม่มีสติเท่านั้นแหละ”

“กูไม่ได้พูดเพราะอารมณ์ แต่กูมั่นใจแล้วต่างหากว่าตัวเองจะไม่กลับไปที่นั่นอีก”

“แล้วมึงจะอยู่ยังไง มึงอายุแค่นี้ เรียนก็ยังไม่จบปวช. ใบขับขี่ก็ยังไม่มี จะทำงานอะไรได้ แล้วจะอยู่รอดไปได้ยังไง อย่าคิดแค่มุมของตัวเองสิวะ” ผมบอกเพื่อเตือนสติมัน การออกจากบ้านมาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ไอ้กันยังเด็กเกินที่จะออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง และมันยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในชีวิตสักอย่าง

ไอ้กันทำหน้าเหมือนคิดตามผม แล้วก็กลับไปทำหน้าเศร้าเหมือนเดิม “เกาะมึงกินได้ป่ะวะ...”

“เป็นเมียกูหรือไงจะมาเกาะกูกิน มึงเพ้อเจ้อแล้ว ไปนอนเหอะ” ผมดันหัวมันออกจากตัวเพราะคิดว่าถึงนั่งคุยกันไปไอ้กันก็คงยังหาทางแก้ปัญหาไม่ได้เร็วๆนี้ และวันนี้มันก็ดูจะเหนื่อยมามาก ถึงเวลาที่ต้องพักร่างกายก่อน

เรื่องครอบครัวละเอียดอ่อนมาก ผมยินดีจะให้มันอยู่ที่นี่ไปก่อนในระหว่างที่ตัวมันยังหลงทาง แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ตลอดไป มันก็ต้องมีชีวิตและทางเดินของตัวเอง

“นอนตรงนี้ได้ป่ะวะ กูไม่อยากอยู่คนเดียวเลย” พูดจบมันก็ทิ้งตัวที่เหลวเป็นน้ำลงไปกองกับพื้นแล้วเอาหัวหนุนตักผมไว้ กันสบตาผมแค่เสี้ยววินาทีแล้วก็หลับตาลงช้าๆเหมือนอยากปิดการรับรู้ “ขออยู่อย่างนี้ก่อนนะ”

แล้วผมจะห้ามอะไรได้ ในเมื่อมันทำตัวน่าสงสารขนาดนี้ คำพูดพวกนี้ถ้าได้ยินมันพูดตอนอารมณ์ปกติก็คงคิดว่ามันกำลังอ้อนจะขออะไรสักอย่าง(แบบที่ชาตินี้ไม่เคยทำ) แต่ในสถานการณ์แบบนี้ผมกลับมองว่ามันแค่อยากขอที่พักใจเท่านั้น

เห็นมันเป็นแบบนี้ผมก็อดกังวลไม่ได้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าอะไรเป็นชนวนเหตุทำให้มันกับพ่อแม่ทะเลาะกันเรื่องนี้ได้ ถ้าถามเจ้าตัวตรงๆคงไม่ยอมเล่าให้ฟัง ใจผมอยากจะช่วยแทบตาย แต่ถ้าไม่รู้ต้นเหตุจะไปพูดให้มันกลับไปบ้านแล้วคืนดีกับพ่อแม่ได้ยังไง แค่ตามสถานะผมก็คนนอกอยู่แล้ว

“เห้อออออ จะให้กูทำยังไงล่ะวะ” ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แค่นั่งมองหน้าคนที่หลับตานิ่งแต่ขมวดคิ้วเป็นปมอยู่ที่ตัก ใจผมก็ว้าวุ่นไปหมด ทำอะไรให้มันไม่ได้เลยนอกจากรอรับฟังอยู่ห่างๆเท่านั้น

ผมเอื้อมมือข้างหนึ่งไปเช็ดหน้าที่เปื้อนน้ำตาของมันช้าๆ ส่วนอีกข้างก็ปัดลูบหัวเหมือนกล่อมลูกนอนไปด้วย ให้มันลุกมาด่า มาต่อย หรือเกลียดผมยังดีซะกว่ามันยอมเข้าใกล้แต่อมทุกข์แบบนี้เลยว่ะ จะบ้าตายอยู่แล้ว





[Gun’s part]

ผมไม่รู้ว่าตัวเองนอนหลับไปนานเท่าไรและหลับไปตอนไหน แต่รู้สึกตัวขึ้นมาเพราะแสงไฟในห้องที่แยงตาบวกกับการนอนที่ผิดท่าทาง

ลืมตาขึ้นมาผมก็พยายามชันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ก็เหลือบไปเห็นว่าที่หัวผมหนุนอยู่นั้นไม่ใช่พื้นหรือหมอน แต่กลับเป็นท่อนขาของไอ้พี่เป้ในชุดบอลที่มันใส่นอน แม่งนั่งหลับค้างท่านี้มากี่ชั่วโมงแล้วเนี่ย

ผมลุกนั่งช้าๆแล้วหันไปมองนาฬิกาหัวเตียงพบว่าตอนนี้ตีสี่กว่าแล้ว อีกไม่นานก็เช้าแต่ผมก็ยังง่วงอยู่ดี ถ้าลุกไปนอนเตียงคนเดียวมันจะดูเห็นแก่ตัวมากไปไหมวะ แต่จะให้ปลุกพี่เป้ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มแบบนั้นก็คงจะเป็นการกวนให้มันไม่ได้นอนมากกว่า

ผมจึงเดินไปปิดไฟ แล้วกลับมานั่งลงที่เดิมข้างๆมัน ตาตอนนี้แทบจะปิดอยู่แล้วเพราะมันช้ำจากการร้องไห้ แล้วไหนจะหลับไปนิดเดียว อยากนอนจะตายชัก

“นอนดีๆหน่อย” ผมกระซิบบอกคนที่นั่งพิงเตียง แต่หัวแหงนขึ้นหนุนเบาะที่นอนเอาไว้ นอนท่านี้แม่งปวดคอตายห่า

แต่พอพูดเบาๆมันก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ ผมคงลืมไปว่าไอ้เป้แม่งหลับยากตื่นยาก คือหลับแล้วหลับเลย ถ้าไม่เช้ามันก็ไม่ค่อยตื่นอีก แต่มันก็เป็นคนตื่นเช้านะ

ในเมื่อไม่มีทางเลือก ผมก็เลยขยับตัวไปนั่งพิงเตียงข้างๆพี่มันแล้วจับหัวอีกคนให้ซบลงบนไหล่ตัวเองช้าๆ นอนท่านี้คงจะสบายกว่านิดหน่อย

“ขอบคุณนะ”

ผมรู้ว่าตัวเองปอดแหกที่ไม่กล้าพูดคำนี้ต่อหน้ามันตอนมีสติ แต่ใจจริงก็อยากขอบคุณมันตั้งแต่ตอนพาผมมานอนนี่แล้ว มันช่วยผมโดยไม่รอฟังคำอธิบายและไม่มีเงื่อนไข มันปล่อยให้ผมใช้เวลาอยู่กับตัวเองตอนที่ยังไม่พร้อมจะคุยกับใคร ยอมนั่งฟังสิ่งที่ผมพูดแม้อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับตัวมันเลย

ที่ผมบอกให้พิสูจน์อะไรนั่นลบทิ้งออกจากหัวไปให้หมดเลย

“กูก็ชอบมึง มันอาจะนานกว่าที่มึงคิดซะอีก”







--Talk--

ในเรื่องร้ายๆมีเรื่องดีๆซ่อนอยู่เสมอ เราแค่อยากแสดงให้เห็นว่าครอบครัวมีผลต่อเด็กมากแค่ไหน ครอบครัวเบ๊บกับกันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งเรื่องเหตุผล การรับฟัง และความเข้าใจ ซึ่งนั่นล้วนหล่อหลอมให้เด็กออกมาเป็นคนแบบนั้น กันต่อต้านครอบครัว ขณะที่เบ๊บเป็นฝ่ายเข้าหา ดังนั้นอย่าลืมดูแลบุตรหลานของท่านให้ดี ใช้เหตุผลคุยกันมากกว่าอารมณ์นะคะ

แต่ตอนนี้ท่านผู้อ่านบอกว่า กูมีแต่อารมณ์แล้วววว!!! 5555555555 อย่าโกรธนุเลย นุหายไปมีเหตุผลนะจ๊ะ แงงงงงงง เรางานเยอะอ่า เรียน อ่านหนังสือ โดนทุบแหลกๆเลย แต่กลับมาอัพให้แล้วนาาาาา อย่าเพิ่งหนีกันไปไหน เราไม่ทิ้งเรื่องนี้แน่นอนค่ะ แต่บทหน้าอาจจะมาอัพปลายปีไรงี้5555555 ล้อเล่นน้าาาาาา

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ ตอนหน้าทุกอย่างจะเบาบางลง(หรอ?) รักนะจ๊าาาาา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}