หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 39 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (6)

ชื่อตอน : ตอนที่ 39 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (6)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 59

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 39 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (6)
แบบอักษร

            ห้องอาหารมีขนาดใหญ่มาก กลางห้องมีโต๊ะยาวตัวหนึ่งตั้งอยู่ มันยาวถึงขนาดที่ว่าคนที่นั่งหัวโต๊ะทั้งสองด้านเวลาคุยกันต้องตะโกนอย่างเดียวเท่านั้น บนผ้าปูโต๊ะสีขาววางจานและช้อนส้อมเปล่า และยังมีเชิงเทียนอยู่สามสี่ชิ้นวางกระจัดกระจายไปหมด

            ด้านบนของโต๊ะมีโคมไฟห้อยอยู่ มันใหญ่มากกว่าห้องรับแขกหลายเท่า แต่มันไม่ส่องสว่างแล้ว แสงไฟในห้องอาหารมาจากไฟติดผนังเท่านั้น

            เก้าอี้ที่ทำจากไม้ต่างวางกระจัดกระจายมั่วไปหมด ยังมีหลายตัวที่ล้มลงอยู่กับพื้น แถมยังมีหยากไย่ขึ้นเต็มไปหมด

            เมื่อฝนแห่งการจากลาได้ยินเสียงระบบแจ้งเตือนแล้ว เธอก็หยุดนิ่งไปประมาณหนึ่งวินาที แล้วทำการสำรวจต่อไป สีหน้าท่าทางยังคงเรียบเฉยและเย็นชา

            ยังคงเป็นวิญญาณกระดูกที่เริ่มบทสนทนาขึ้นมาก่อน : “พี่ชายคนที่ดูเก่งๆ คนนั้นตายซะละ”

            “เก่งงั้นเหรอ?” ฝนแห่งการจากลาพูด “ดูยังไง?”

            “เลเวลสูงกว่า แล้วยังเป็นผู้เล่นมืออาชีพอีก” วิญญาณกระดูกกล่าว

            ฝนแห่งการจากลาใช้กระบี่เกี่ยวผ้าปูโต๊ะขึ้นมา เธอยังคงสำรวจต่อไปไม่หยุด แล้วตอบว่า : “เลเวลของเราก็อัพให้สูงขึ้นได้ เราก็ ‘พูดเองได้’ ว่าเป็นผู้เล่นมืออาชีพ”

            “พี่ ...... เถียงฉันอีกแล้วนะ” วิญญาณกระดูกจ้องไปที่ฝนแห่งการจากลา แล้วก็บ่นว่า “ตอนนี้ผู้เล่นมืออาชีพก็ตายไปละ พี่ยังจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอีกงั้นเหรอ?”

            ในตอนนี้เอง ฝนแห่งการจากลาคลำเจอจดหมายจากใต้โต๊ะ แล้วพูดออกมาแค่ห้าคำ : “สิ่งของในเนื้อเรื่อง”

            [ชื่อ: จดหมายเปื้อนหมึก]

            [ประเภท: เกี่ยวกับโครงเรื่อง]

            [คุณภาพ: ทั่วไป]

            [ประสิทธิผล: ไม่ทราบ]

            [สามารถนำออกไปจากด่าน: ไม่ได้]

            [หมายเหตุ: เนื้อหาในจดมหายบางส่วนเปื้อนไปด้วยหมึกสีดำ ไม่สามารถอ่านออกได้]

            เธอยื่นจดหมายไปให้กับวิญญาณกระดูก แล้วพูดว่า : “ของสิ่งนี้ดูแล้วไม่น่าจะมาอยู่ใต้โต๊ะแบบนี้นะ น่าจะเป็นของของ ‘ผู้กล้าไร้เทียมทาน’ ที่ถูกรีเซ็ตใหม่หลังเขาตาย”

            หลังจากวิญญาณกระดูกรับจดหมายมาแล้วก็เปิดซองจดหมายออกดูครู่หนึ่ง แล้วก็รีบเก็บมันเข้ากระเป๋าข้างเอวไป แล้วเลียปากพูดว่า : “อืม ...... ถ้าหากว่าจดหมายฉบับนี้เป็นเงื่อนงำอย่างหนึ่งในการไขปริศนาหลักแล้วละก็ มันมีความเป็นไปได้ ที่ผู้ถือจดหมายจะถูกพลังงานบ้างอย่างในห้องโจมตี พื้นที่นั้นก็จะกลายเป็นที่ที่อันตราย ดังนั้น ......”

            “ดังนั้น ผู้เล่นมืออาชีพคนนั้นก็เลยตายงั้นเหรอ?” ฝนแห่งการจากลากล่าว

            “อืม ...... แต่ว่ามันแปลกๆ นะ” วิญญาณกระดูกพูด “พวกเขามีตั้งสี่คน ทำไมถึงตายคนเดียวละ แล้วยังเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดด้วย? หรือว่า ......”

            “ไม่ต้อง ‘หรือว่า’ หรอก” ทันใดนั้นเสียงของเฟิงปู้เจวี๋ยก็ดังขึ้น เขาเดินออกมาจากปากประตู “มันชัดเจนอยู่แล้วนี่ เราแยกกันหา”

            ฝนแห่งการจากลาและวิญญาณกระดูกหันหลังไปมองเขา เฟิงปู้เจวี๋ยพูดต่อไปว่า : “อีกอย่างหากมองในจุดที่เขาเน้นแล้วละก็ คงต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับคำว่า ‘แกร่งที่สุด’ ของเขาซะแล้ว”

            “เลเวลของเขาสูงกว่านายนะ แล้วยังเป็นผู้เล่นมืออาชีพด้วย” ฝนแห่งการจากลาพูดกับเฟิงปู้เจวี๋ย เธอยืมคำพูดของวิญญาณกระดูกมาใช้เพื่อเบี่ยงประเด็น

“เลเวลของเราก็อัพให้สูงขึ้นได้ เราก็ ‘พูดเองได้’ ว่าเป็นผู้เล่นมืออาชีพ” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบกลับ

วิญญาณกระดูกอมยิ้ม เกือบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

            ท่าทางของฝนแห่งการจากลาเปลี่ยนไปเล็กน้อย : “นายมานานแค่ไหนแล้ว?”

“เพิ่งมาถึง ทำไมเหรอ?” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ เขาไม่ได้ยินสิ่งที่สองสาวคุยกันจริงๆ ได้ยินแค่ประโยคหลังของวิญญาณกระดูกเท่านั้น

ฝนแห่งการจากลานิ่งไปสองวิ แล้วพูดว่า : “ตำหนักผีสิงที่เป็นภารกิจรองนายเป็นคนเจองั้นเหรอ?”

“ใช่” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ: “ฉันเจอส่วนที่หนึ่งกับส่วนที่ห้า อีกสองส่วนพวกเธอเป็นคนเจอเหรอ?”

วิญญาณกระดูกส่ายหัวแล้วพูดว่า : “ไม่ใช่ แต่ถ้าเป็นกับดักก็เจอไม่น้อยเลย”

ฝนแห่งการจากลากล่าวว่า : “ตกลงไอ้ตำหนักผีสิงมันคืออะไรกันแน่? ข้อความตัวอักษร? หรือว่าไอเทม?”

“มันเป็นกลอน” หวังทั่นจือก็โผล่มาอยู่ปากทางหน้าประตู โดยหลงอ้าวหมินยืนอยู่ข้างๆ

“มาได้จังหวะพอดี” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด : “พวกนายหาส่วนไหนเจอ?”

“ข่าวดีก็คือ ...... เราเจอสองส่วน” หลงอ้าวหมินกล่าว

“ข่าวร้ายคือ ...... เราจำไม่ได้” หวังทั่นจือทำหน้าตาไม่รู้จักอาย แล้วยังดูภาคภูมิใจด้วย

“หลักๆ จำอะไรได้บ้าง” เฟิงปู้เจวี๋ยถาม

ทั้งสองท่องออกมาประมาณสี่ห้าประโยค

หลังจากเฟิงปู้เจวี๋ยฟังจบแล้วก็พูดว่า : “น่าจะเป็นส่วนที่สองและสาม ......” หลังจากนั้น เขาก็ทำในสิ่งที่ทำให้เสี่ยวทั่นและพี่หลงต้องตกใจด้วยการท่องข้อความทั้งสองตอนออกมาได้ทั้งหมด แล้วถามพวกเขาว่าถูกต้องหรือไม่

“พี่เจวี๋ย ...... อะไรเนี่ย?” หวังทั่นจือถามด้วยความตกใจ “นายแอบสะกดรอยตามเราเหรอ?”

“จริงๆ แล้วห้องนี้มันเกิดขึ้นจากความทรงจำในโลกความจริงของฉันเอง จริงๆ แล้วฉันคือฆาตกรต่อเนื่อง ที่นี่เป็นที่ของฉัน” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าวด้วยความเรียบเฉย “ ‘ตำหนักผีสิง’ ที่พวกนายเห็น ฉันเขียนขึ้นบนกำแพงเองตอนที่ฉันไม่มีอะไรทำ”

หวังทั่นจืออ้าปากค้าง ตาโต มองดูเฟิงปู้เจวี๋ย ในสมองมึนงงไปหมด

หลังจากนั้นสิบวินาที เฟิงปู้เจวี๋ยก็พูดกับเขาว่า : “มีแค่นายคนเดียวเท่านั้นแหละที่ไม่รู้ว่าล้อเล่น”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ......” หลงอ้าวหมินหัวเราะ เขารู้ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วว่าเฟิงปู้เจวี๋ยกำลังล้อเล่นอยู่ แต่เขาแค่รู้สึกว่ามันไม่ตลกเลย แต่หวังทั่นจือกลับจริงจังจนไม่มีใครพูดอะไรออกเลย

“พี่เฟิ่งท่านนี้ ถ้าล้อเล่นจบแล้ว ก็ช่วยพูดเรื่องจริงจังกันสักทีดีไหม?” วิญญาณกระดูกกล่าว “ในเมื่อนายรู้ลำดับ และยังสามารถท่องเนื้อหาออกมาจนหมด งั้นจะต้องรู้แน่ๆ ว่า ‘ตำหนักผีสิง’ มันคืออะไรใช่ไหม?”

เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าวว่า : “กลอนบทนี้มาจากนิยายเรื่องสั้นเรื่อง The Fall of the House of Usher ของเอดการ์ แอลลัน โพ ฉันเชื่อว่าด่านนี้น่าจะจำลองมาจากนิยายเรื่องนี้แหละ” เขาหยิบเก้าอี้มานั่ง “มีใครเคยอ่านไหม?”

“ไม่~” นอกจากฝนแห่งการจากลาแล้ว ที่เหลืออีกสามคนตอบราวกับนักเรียนตอบคำถามอาจารย์เลย ลากเสียงยาวมาก

“ไม่มีก็ดีแล้วนะ เพราะนิยายของเขาก็ไม่สนุกสักเท่าไร” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “โพก็แค่นักเลงกวีระดับล่างที่ถูกยกให้ดูสูงส่ง มีชื่อเสียงแปดเปื้อนด้านการพนัน สุรา ตามจีบหญิงสาวที่อายุมากกว่า แต่งงานกับเด็กอายุน้อยกว่า ตวัดปากกาเขียนเหน็บแนมคนอื่นมาทั้งชีวิต นิยายส่วนใหญ่เน้นบรรยากาศ แต่ละเลยเค้าโครงเรื่องไป แถมบางทียังใช้เทคนิคในการเชื่อมต่อนิดๆ หน่อยๆ เช่น ในตอนเริ่มเรื่อง ‘Ligeia’ เขาเชื่อมคำพูดในตอนหนึ่ง บวกกับข้อคิดเห็นของโจเซฟ แกรนด์วิลล์ ถ้าในศตวรรษที่สิบเก้ามีเครื่องมือค้นหาล่ะก็ เจ้านี่คงถูกลากออกไปประจานแล้วละ”

“ฟังๆ ดูแล้วนายนี่ก็แฟนคลับตัวยงเลยนี่” ฝนแห่งการจากลาพูด

“ฟังๆ ดูแล้วเหมือนเธอจะอิจฉาและเกลียดนะ ......” วิญญาณกระดูกมองไปด้วยสายตา

“ยิ่งฟังยิ่งเหมือนนายนะ ......” หวังทั่นจือกล่าว

“น้องเฟิ่งระวังหน่อยนะ ......” หลงอ้าวหมินไม่รู้จะพูดอะไร ทำได้แค่แนะนำเท่านั้น

เฟิงปู้เจวี๋ยยืนขึ้น สีหน้าท่าทางยังคงเรียบเฉย : “พอรู้บ้าง ไม่ได้เยอะอะไร ......”

“กลอนก็ท่องออกมาจนหมดขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย” ฝนแห่งการจากลาพูดแทรก

“พี่สาวท่านนี้ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด

“นายอายุเท่าไหร่กันหา? มาเรียกฉันพี่”

“น้องสาวท่านนี้ ......”

“นายลองพูดอีกทีสิ”

เฟิงปู้เจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ : “ท่านจอมยุทธ์หญิง ...... คือจริงๆ แล้วฉันแค่เป็นคนที่ความจำค่อนข้างดีเท่านั้น ......”

“คุณเฟิ่งคะ คุณไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ฉันฟังหรอก” ฝนแห่งการจากลาพูดโดยไม่สนใจรอยยิ้มของเฟิงปู้เจวี๋ยเลย

เฟิงปู้เจวี๋ยนิ่งงงไปสามวินาที แล้วหันไปพูดโดยไม่สะทกสะท้านว่า : “วันนี้ลมเหมือนจะดังอื้ออึงจังเลยน้า ......”

หลงอ้าวหมินรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ “น้องเฟิ่ง ถึงแม้ว่าจะถูกมองออกแล้วนายก็อย่าใส่ใจเลยนะ เราไปค้นหาเงื่อนงำกันต่อดีกว่า”

เฟิงปู้เจวี๋ยจนใจไม่รู้จะทำอย่างไร ในใจคิดว่า : พูดแค่ประโยคหลังก็พอแล้วมั้ง ประโยคหน้านี่กะจะซ้ำกันรึไง?

“จริงสิ ฉันกำลังอยากจะถามพวกเธออยู่เลย ไม่รู้สึกแปลกกันบ้างเหรอ?” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ทำไมพวกเราทุกคนถึงได้เดินมาถึงห้องอาหารพร้อมกันทั้งหมด? โครงสร้างของคฤหาสน์นี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่ พวกเราถึงได้มารวมตัวในเวลาเดียวกันแบบนี้ หรือว่าจะหมายถึง......”

พูดยังไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงดัง “ปัง” ดังขึ้น ประตูห้องอาหารที่มีอยู่เพียงบานเดียวได้ปิดลงเอง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น