หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 37 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (4)

ชื่อตอน : ตอนที่ 37 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (4)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2561 12:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 37 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (4)
แบบอักษร

            บนผนังห้องรับแขกแขวนภาพเอาไว้มากมาย ส่วนมากเหมือนผลงานภาพของพวกโรคจิต กลุ่มภาพทับซ้อนกัน เป็นภาพที่ไม่ชัดเจน แต่มีอยู่ภาพหนึ่งที่ดูไม่ใช่รูปภาพแบบนามธรรม

            เป็นภาพในบริเวณอุโมงค์สี่เหลี่ยมแคบๆ ผนังทั้งสี่ดูเตี้ย สว่าง สะอาด ไม่มีการตกแต่งใดๆ เส้นทางด้านหน้าเป็นทางลาดลง เหมือนกับ ...... ไม่ มันควรจะบอกว่าเหมือนหลุมฝังศพซะมากกว่า มีรายละเอียดบางอย่างที่ทำให้เห็นว่าทางเข้าหลุมนั้นมันถูกฝังเอาไว้ใต้ดิน ในภาพนั้นไม่เห็นทางออก แล้วก็ไม่มีมีไฟฟ้าที่สามารถส่องแสงสว่างได้ จิตรกรไม่รู้ว่าใช้วิธีไหนในการทำให้ภาพมีความลึกลับได้ขนาดนี้ ซึ่งแสงมันไม่สอดคล้องกับบรรยากาศเลย

            เฟิงปู้เจวี๋ยจ้องมองภาพวาดประมาณห้าวินาที สายตาราวกับถูกสะกด พลังที่ไม่รู้ที่มาบางอย่างทำให้เขาไม่สามารถพูดหรือขยับได้เลย ในวินาทีต่อมา ดวงตาของเขาก็ถูกความมืดมิดบดบัง ทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเขาคืนสภาพสามารถเคลื่อนไหวได้แล้ว และหยิบไฟฉายออกมาจากกระเป๋า ตัวของเขาก็ได้ยืนอยู่ในอุโมงค์ในภาพดังกล่าวแล้ว

            เขาไม่เข้าใจหลักการส่งตัวเลย และก็ไม่รู้ด้วยว่าขณะที่เขาเข้ามาเสี่ยวทั่นและพี่หลงจะเห็นหรือเปล่า แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นหรือไม่ก็ตาม ตอนนี้เขาคงต้องพึ่งตัวเองเพื่อให้ได้ออกไปจากที่นี่

            ด้านหลังของเขาเป็นกำแพงผนังที่ทำจากหิน หากใช้มือผลักหรือดันไม่มีทางเขยื้อน เพดานค่อนข้างเตี้ย และชัดเจนว่าไม่มีทางออก เฟิงปู้เจวี๋ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาหยิบ [ดวงตาแห่งความแค้น] ออกจากกระเป๋ามาสวมใส่ มือหนึ่งถือไฟฉาย อีกมือถือคีมหนีบ และเริ่มเดินไปตามทางเนินลาด

            ส่วนขามี [แจ๊สแดนซ์] เฟิงปู้เจวี๋ยไม่ได้กังวลเรื่องที่จะเจออะไรที่ทำให้ค่าความแข็งแกร่งลดลงเลย ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนเขาก็ไม่กลัว ค่าพลังงานจำนวน 1100 บวกกับไอเทมที่มีผลลดอัตราการเดินหรือวิ่ง เดินเต้นระบำไปเรื่อยๆ ยังได้เลย ต่อให้ทางข้างหน้าจะมีเมืองปีศาจขนาดใหญ่จริงๆ เขาก็มั่นใจว่าเขาสามารถสำรวจมันได้หมดทุกซอกทุกมุม

            เมื่อเดินไปแล้วประมาณสิบนาที ไฟฉายของเฟิงปู้เจวี๋ยจู่ๆ ก็เริ่มกะพริบ เขาใช้มือเขย่ามัน แล้วตบมันสองครั้ง คิดในใจว่า: ถ่านหมดเหรอ? ไม่น่าจะหมดนะ ...... ด่านที่แล้วก็ใช้ไปไม่เท่าไรเอง หัวข้อต่อไม่ดีเหรอ? ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เจ้านี่มันเขียนไว้ชัดเจนเลยนี่ว่าMADE_IN_CHINA นี่นา คุณภาพไม่น่าจะมีปัญหานี่ ......

            ทันใดนั้นเอง เสียงแปลกๆ ก็ดังมาจากด้านหน้าอย่างเบาๆ : “ปล่อยฉันออกไปนะ ......”

            เสียงนั้นดังมาจากด้านหน้าของเฟิงปู้เจวี๋ยประมาณสิบเมตร เขาละสายตาจากไฟฉาย แล้วมองไปทางนั้น แสงของไฟฉายก็ดันมาดับเอาซะตอนนี้ ทำให้ด้านหน้ากลายเป็นสีดำทั้งแถบ

            ต่อมา แสงจากไฟฉายก็กะพริบๆ แสงออกมาบ้าง จนพอจะสามารถส่องแสงให้เห็นเงาขาวๆ ที่ตั้งตรงเป็นรูปร่าง เป็นร่างของหญิงสาว ร่างกายของเธอมีแต่บาดแผลไปทั่วทุกอณู ผอมราวกับไม้ขีดไฟ เสื้อสีขาวเปื้อนไปด้วยเลือด แต่เนื่องจากเวลาที่มองเห็นเธอนั้นสั้นมาก บวกกับปัญหาเรื่องแสงและระยะ เฟิงปู้เจวี๋ยจึงมองไม่เห็นใบหน้าของเธอ

            แสงไฟค่อยๆ ดับวูบลง ด้านหน้าของเฟิงปู้เจวี๋ยกลายเป็นสีดำอีกครั้ง แต่ภาพในแววตายังคงทิ้งภาพอันน่าสยดสยองไว้  หลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้องดังขึ้นอีกครั้งในหูของเขา

            “ปล่อยฉันออกไปนะ!” เสียงร่างกายของมนุษย์สัมผัสกับพื้นไม้ดังขึ้นมาในความมืด มันเป็นเสียงเสียดสีและการพุ่งชน และยังมีเสียงบานพับที่ดังสลับต่อเนื่อง ยังมีเสียงอันลึกลับบางอย่างที่ลอยมาแต่ไกล ...... ราวกับว่ามีคนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดในห้วงลึกแห่งทางเดินนี้

            ผ่านไปแล้วประมาณสามสิบวินาที ไฟฉายกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ส่องแสงได้เหมือนเดิม ไม่กะพริบอีก

            หลังจากที่เฟิงปู้เจวี๋ยต้องเผชิญกับสถานการณ์อย่างเมื่อครู่นี้ สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนเลย แถมยังพูดอีกว่า : “ไฟฉายไม่ได้เสียเหรอเนี่ย แค่กะพริบเพราะโครงเรื่องบังคับนี่เอง ......”

            ในตอนนี้เอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นอีกครั้ง : [อัพเดทความคืบหน้าใหม่ในภารกิจรอง]

            เฟิงปู้เจวี๋ยเข้าไปตรวจสอบ ภารกิจ [ค้นหา “ตำหนักผีสิง” ให้ครบหกแห่ง] ความคืบหน้าได้เปลี่ยนเป็น 2/6 คิดว่าน่าจะมีคนหาข้อความอีกช่วงหนึ่งเจอแล้ว แต่ว่าในช่องภารกิจไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดได้

            ในขณะเดียวกัน หวังทั่นจือและหลงอ้าวหมินที่อยู่ชั้นหนึ่ง กำลังนั่งอยู่ข้างเตาในห้องครัว พวกเขากำลังดูข้อความ “ตำหนักผีสิง” ตอนที่สองที่อยู่บนผนังกระเบื้อง

            [ธงแห่งราชวงศ์เปล่งแสงประกายสีทอง

            ปลิวไสวอยู่บนยอดของตำหนัก

            เรื่องเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอดีตไปแล้ว

            มันง่ายราวกับสายลมพัดผ่าน

            คืนวันที่สวยงาม

            เพียงแค่ความมืดครึ้มเพียงคราเดียว

            กำแพงตำหนักสีขาวก็ลอยละลิ่วหายไป]

            “อ๊า ...... ไม่เห็นจะเข้าใจเลย!” หลังจากที่หวังทั่นจืออ่านจบแล้วก็แทบจะลืมไปหมด เขาเดินมายังหน้าเตา ยื่นหัวเข้าไปดูลาดเลาปล่องไฟ

            หลังจากที่หน้าตาของเขาดำคล้ำไปหมดแล้วเขาก็หดหัวกลับมาพูดว่า : “เฮ้อ ...... แคบเกินไป ปีนขึ้นไปไม่ได้แน่ๆ”

            หลงอ้าวหมินไม่ได้ตอบรับสิ่งที่เขาพูดในตอนแรก หวังทั่นจือก็ไม่ได้สนใจมากนัก แต่ไม่กี่วินาทีให้หลัง หวังทั่นจือก็หันหัวหลับมา พบว่าสีหน้าท่าทางของหลงอ้าวหมินผิดปกติไป ดวงตาทั้งสองของเขากลมโต อ้าปากค้าง เหมือนกับกำลังร้องตะโกนอะไรบางอย่าง แต่เสี่ยวทั่นไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูดเลยสักนิด

            สถานการณ์ที่ผิดปกติแบบนี้มันทำให้หวังทั่นจือขนลุก ในตอนนี้เองตัวเขาเองก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า ...... เสียงในลำคอของเขามันหายไป

            บรรยากาศต่อไปนี้ คนที่อยู่ในเหตุการณ์จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก แต่สำหรับคนอื่นมันอาจจะรู้สึกเป็นเรื่องตลกจนกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่

            จะเห็นคนสองคนที่ไม่รู้ภาษามือกำลังเต้นแร้งเต้นกาอยู่ พยายามใช้ทั้งท่าทางร่างกายและรูปปากเพื่อสื่อสารกับอีกฝ่าย แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะบอกอะไร......

            ผมคิดว่าประโยคที่น่าจะเหมาะกับสถานการณ์แบบนี้น่าจะเป็น : “นายบ้าไปแล้วเหรอ?” “นายมียานี่?” “นายมีเท่าไหร่?” “นายกินไปเท่าไหร่?” “นายมีเท่าไหร่ก็กินเท่านั้นแหละ!” “นายกินไปเท่าไหร่เหลือเท่าไหร่!” “นายจะบ้าเหรอ!” ......

            แต่ในความเป็นจริง เนื้อหาที่ทั้งสองสนทนานั้นคือ

            หวังทั่นจือ : “เกิดอะไรขึ้น? นายพูดอะไร? ภาษามือของนายหมายความว่าไง?”

            หลงอ้าวหมิน : “สีดำบนหน้าของนายนั่นแหละต้นเหตุ!”

            ในมุมมองทางหลงอ้าวหมินจะเห็นได้ชัดเจนมากว่า รอยเปื้อนสีดำบนหน้าของหวังทั่นจือมันเหมือนกับมีหน้ากาก “มีชีวิต” ซึ่งมันกำลังเล่นหน้าเล่นตาแสยะยิ้มแปลกๆ ซึ่งสีหน้าอารมณ์ของเจ้า “หน้าดำ” มันไม่ใช่สีหน้าท่าทางที่เสี่ยวทั่นกำลังแสดง ราวกับว่ามีหน้าอีกหนึ่งหน้าลอยเป็นภาพอยู่บนใบหน้าของเขา

            สุดท้ายหลงอ้าวหมินก็คิดได้วิธีหนึ่ง เขาหาผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งมาจากห้องครัวที่รกรุงรัง กางออกตรงด้านหน้าของตนเอง โดยเว้นช่วงระยะไว้ แล้วทำท่าเช็ดวนตามเข็มนาฬิกา หลังจากนั้นเขาก็ใช้นิ้วชี้ไปที่ผ้า แล้วก็ใช้นิ้วชี้ไปที่หน้าของหวังทั่นจือ

            เหมือนหวังทั่นจือจะเริ่มเข้าใจความหมายจึงรับผ้ามา เขาใช้ผ้าถูใบหน้าของตนไปมา เมื่อเขาเอาผ้าออก เหมือนความสามารถได้การสื่อสารก็คืนมาอีกครั้ง

            “โห้! ตัวประหลาดอะไรกันเนี่ย?” หวังทั่นจือมองไปยังผ้าที่อยู่บนมือ เจ้า “หน้าดำ” เหมือนจะพิมพ์ลงไปบนผ้า ยังคงสภาพใบหน้ามนุษย์ที่โยกมาจากใบหน้าของหวังทั่นจือ ตอนนี้ใบหน้าของเสี่ยวทั่นสะอาดเอี่ยมอ่องแล้ว ไม่มีรอยเปื้อนสีดำแม้แต่นิดเดียว

            “ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าระบบเซ็ตเจ้านี่มาเพื่ออะไร ......” หลงอ้าวหมินรู้แล้วว่า เจ้าของสิ่งนี้มันไม่มีพลังสังหาร และไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้คนตกใจกลัวอะไรขนาดนั้น นอกจากแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถทำอันตรายผู้เล่นแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปรากฏตัวตรงนี้เลย

            “แต่ฉันคิดว่าเผามันทิ้งน่าจะปลอดภัยกว่านะ” หลงอ้าวหมินรับหน้ากากมา แล้วหาหินสองก้อนจากข้างเตาเพื่อก่อไฟ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น