หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 35 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 35 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 59

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 35 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (2)
แบบอักษร

หลังจากนั้นในช่องภารกิจก็ปรากฏรายละเอียดภารกิจขึ้น : [สำรวจคฤหาสน์ ค้นหาวิธีออกไปจากคฤหาสน์ให้ได้]

            เฟิงปู้เจวี๋ยไม่พูดพร่ำทำเพลง หันไปเปิดประตู ประตูบานนี้ทำจากไม้สองแผ่นประกบกันซ้ายขวา เฟิงปู้เจวี๋ยจับหูจับประตูทั้งสองด้านไว้ สั่นประตูเข้าออกไปมา แต่ประตูใหญ่ถูกปิดตาย มันไม่มีทางให้เขาเปิดประตูออกไปได้ง่ายๆ หรอก

            ผู้กล้าไร้เทียมทานพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา: “มือสมัครเล่นยังไงก็เป็นมือสมัครเล่น ประตูมันจะเปิดออกได้ยังไงกันละ?”

            แกร็ก แกร็ก......

            หวังทั่นจือก็เข้ามาร่วมวงด้วย เขาใช้มีดทำครัวกรีดไปยังร่องตรงกลางประตู แล้วใช้อีกมือหนึ่งดึงหูจับประตูไว้ การกระทำของเขามันแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนเฟิงปู้เจวี๋ย

            “นี่น้องชายคนที่ฉายา ‘ตื่นตูม’ นายจะตลกไปไหม? ฉันก็บอกแล้วไง .....” ผู้ไร้เทียมทานพูดขึ้นมาอีก

            ครืดครืดครืด ......

            ทั้งสองคนใช้แรงมากขึ้น คนหนึ่งดึงประตู และพยายามออกแรงเพื่อดึงแผ่นไม้สองแผ่นให้ออกจากกัน

            “ฉันว่าพวกนายน่ะ......”พี่ไร้เทียมทานพูดอะไรแทบไม่ออก

            ปัง! ปัง! เสียงดังต่อเนื่องสองครั้ง แต่ดูแล้วประตูมันน่าจะทำให้มือหักมากกว่า ต่อให้มีกุญแจยังเปิดไม่ได้เลย

            “นี่! พวกนายทำอะไรกัน!” ผู้กล้าไร้เทียมทานพูดอย่างตกใจ ชั่วขณะนั้น ค่าความตกใจของเขาดูเหมือนจะขยับเพิ่มสูงขึ้น

            ปึงปึงปึง ......

            พวกเขาใช้ไหล่พุ่งชนเข้าไปที่กำแพงอีก

            สุดท้าย หลังจากเอะอะกันอยู่สองสามนาทีเฟิงปู้เจวี๋ยก็หันกลับมาพูดว่า : “ดูท่า จะเปิดไม่ได้จริงๆ”

            ผู้กล้าไร้เทียมทานคิดในใจว่า : “เวรเอ้ย-------------------------------------”

            แต่เขาไม่สามารถพูดจาแบบนี้ออกมาได้ ทำได้แค่พูดแบบเคืองๆ ว่า : “ไร้สาระ! ฉันก็บอกแต่แรกแล้วว่ามันเปิดไม่ได้ไม่ใช่หรือไง?”

            “นายแค่พูด” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “แต่ฉันพิสูจน์”

            “ไอ้เจ้านี่ ทำไมไม่ไปลองออกจากทีมกลางคันแล้วถูกระบบลงโทษด้วยเลยละ?” ผู้กล้าไร้เทียมทานสบถ

            “อืม ...... ประตูที่ถูกปิดผนึกมันเกิดจากพลังเหนือธรรมชาติบางอย่างงั้นเหรอ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยลูบคางแล้วคิดวิเคราะห์

            “ไม่สนใจฉันซะอย่างนั้น” พี่ไร้เทียมทานระบายความโกรธออกมาเต็มที่

            สายฝนมองไปรอบๆ ไม่พูดพร่ำทำเพลงหันหลังเดินไปยังทางเดินมืดๆ ที่อยู่ชั้นหนึ่ง ในเมื่อมีคนพิสูจน์แล้วว่าประตูถูกปิดตายสนิท เธอก็ไม่คิดจะอยู่ดูชาวบ้านทะเลาะกัน วิญญาณกระดูกก็เดินออกจากห้องรับแขกไป

            เมื่อเห็นทั้งสองเดินไปไกลแล้ว หลงอ้าวหมินคิดจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อหยุดพวกหล่อน พี่ไร้เทียมทานที่กำลังโมโหก็สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของพวกเธอ แล้วตะโกนไปว่า : “นี่! พวกเธออย่าเดินมั่วสิ คิดจะทำอะไรกัน ......”

            “ไม่เป็นไรหรอก” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดตัดบทมาจากด้านหลัง “หากดูจากรายละเอียดของภารกิจ การปลดล็อกอะไรสักอย่างออกมาถือเป็นเรื่องดี ยิ่งเยอะยิ่งดี” เขาพูดแล้วพลางเดินไปยังหน้าต่างบานกระจก หน้าต่างบานนี้เป็นสี่เหลี่ยมทรงยาว สูงราวหนึ่งเมตร กว้างหนึ่งศอก ยอดหน้าต่างเป็นทรงแหลม กรอบหน้าต่างทำจากไม้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างก็มีแต่หมอก ทำให้คนไม่สามารถมองเห็นอะไรภายนอกเลย

            เฟิงปู้เจวี๋ยหยิบคีมหนีบออกมา แล้วทุบเข้าไปอย่างแรง หลังเจ้าเครื่องเหล็กกระทบไปที่หน้าต่างกระจก ทันใดนั้นเฟิงปู้เจวี๋ยรู้สึกว่ามือของเขาชาไปหมดหลังจากได้รับการสั่นสะเทือน ราวกับว่าคีมหนีบนั้นกระแทกถูกโลหะอะไรสักอย่าง

            “อืม ...... หน้าต่างก็เหมือนกับประตู น่าจะมีพลังอะไรบางอย่างขวางอยู่” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด

            ผู้กล้าไร้เทียมทานส่ายหัวแล้วถอนหายใจ : “มือสมัครเล่นอย่างพวกนายคงไม่เคยเจอสินะ ...... ระบบจะสร้างผลที่เปิดหัวมาก็สามารถไขปริศนาผ่านด่านแบบง่ายๆ ได้ยังไงละ?” เขาหันหลังเดินขึ้นไปด้านบน “พวกนายสามคนมาด้วยกันใช่ไหม? งั้นขอร้องเลยพวกนายไม่ต้องตามฉันมานะ อยู่ในบรรยากาศห้องแบบนี้พาพวกขัดแข้งขัดขาไปด้วย ดีไม่ดีฉันจะผ่านด่านไม่ได้ พวกนายรับผิดชอบชั้นหนึ่งละกัน ชั้นสองฉันจัดการเอง”

            ในใจของผู้กล้าไร้เทียมทานได้ตัดสินไปแล้วว่าสมาชิกในทีมสามคนนี้เป็นพวกไร้ประโยชน์ นอกจากคนที่ชื่อว่าหลงอ้าวหมินที่มีฉายา [ผู้คุ้มกันทีม] ที่พอจะมีอะไรดีบ้าง อีกสองคนสำหรับเขาถือว่าอาการหนักมาก ฉายา [ผู้ลอบจู่โจมที่ตื่นตูม] ก็ว่าแย่แล้วนะ อีกคน [ผู้ระเบิดหัวอย่างเลือดเย็น] นี่ก็ไม่ชัดเจนว่ามีความหมายยังไง ส่วนท่าทางก็ทำให้ชวนหมั่นไส้ แถมยังทำท่าทางแบบไม่รู้อะไรเลยอีก

            เรื่องที่ทำให้ผู้กล้าไร้เทียมทานไม่ปลื้มที่สุดนั่นก็คือการถามเขาเกี่ยวกับผู้ที่ได้เลเวลยี่สิบคนแรกอย่าง “ผู้กล้าไร้ความหวาดกลัว” เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมคนนอกสตูดิโอถึงชอบถามคำถามนี้กันจัง จริงๆ แล้วตามลำดับการทำงานของสตูดิโอ การอัพเกรดเลเวลได้เร็ว มันไม่สามารถตัดสินอะไรได้ ก็แค่การแบ่งงานกันทำเท่านั้น

            ผู้เล่นอาชีพในปี 2055 ถือเป็นอาชีพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ที่เห็นมากที่สุดนั่นก็คือสตูดิโอทำงานเล็กๆ พวกเขาก็จะถือว่าตัวเองนั้นคือมืออาชีพเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วความสามารถและการดำเนินงานยังถือว่าห่างชั้นมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเจ้าของดูแลการบริหาร บัญชี และหัวหน้าทีมเกมเองทั้งหมด ไม่พอเจ้าของพวกนี้ยังมีใจแบบนักเล่นเกมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน มักฉวยโอกาสใช้ทรัพยากรของตนที่มีอยู่สร้างไอดีปลอมขึ้นเพื่อโกงในรูปแบบต่างๆ ซึ่งสตูดิโอแบบนี้มีเยอะเหมือนดอกเห็ดเลย ตั้งขึ้นมาแล้วก็ยุบไป รายรับก็ไม่แน่นอน ทีมงานพวกนี้ล้วนแต่ถือว่าเป็นระดับล่างของสายอาชีพนี้

            ส่วนสายอาชีพขั้นสูง ก็เหมือนกับสตูดิโออันดับต้นๆ อย่าง “จื้อสวี่” ที่ทำงานกันแบบมี “ขั้นตอน” พวกเขามีทีมงานมืออาชีพในการวางแผนบริหาร แบ่งทีมงานทำเกมกันชัดเจน มีทีมงานรับผิดชอบการอัพเลเวลโดยตรงอย่างน้อยหกคน กำหนดผู้เชี่ยวชาญและบุคคลรับผิดชอบชัดเจน ไอเทมและข้อมูลต่างๆ สามารถแชร์และใช้ร่วมกัน หากสมาชิกได้รับทรัพยากร ไอเทมหรือสกิลมาก็จะนำมาให้ฝ่ายอัพเลเวลก่อน

            อย่างผู้เล่นแบบผู้กล้าไร้เทียมทานที่ “แยกออกไป” ล้วนแต่มีภารกิจของตัวเองทั้งนั้น จริงๆ แล้วเลเวลของผู้กล้าไร้เทียมทานไม่ได้สำคัญมากนัก เป้าหมายหลักของเขาก็คือการอัพสกิลความเชี่ยวชาญการต่อสู้และรวบรวมข้อมูล อันที่จริงความเชี่ยวชาญของเขาจะฝึกก็ได้ไม่ฝึกก็ได้ ไม่มีไอเทมก็ไม่เป็นไร เพราะพวกนี้เขาสามารถกลับไปเพิ่มจากในทีมได้ในภายหลัง ตอนนี้สิ่งที่ “จื้อสวี่” ต้องการมากที่สุดนั่นก็คือข้อมูล ไร้เทียมทานมีหน้าที่รับผิดชอบทดสอบผลความเชี่ยวชาญการต่อสู้

            ดังนั้นเมื่อผู้กล้าไร้เทียมทานถูกคนแปลกหน้าถามเรื่องงานในสตูดิโอ เขาก็จะรู้สึก ------ “รำคาญ” อย่างแรกเลยมันเป็นความลับทางธุรกิจ เขามีหน้าที่เก็บความลับ อีกอย่าง ต่อให้พูดได้ เขาก็ไม่มีอารมณ์ มันไม่จำเป็นต้องมาอธิบายให้ใครฟัง

            “ก็ได้ แต่ว่าพี่ไร้เทียมทานไปคนเดียวก็ระวังตัวหน่อยนะ” เฟิงปู้เจวี๋ยยิ้มแล้วพูดอย่างนิ่มนวล

            หลังจากที่ผู้กล้าไร้เทียมทานได้ฟังแล้ว เขาก็ถึงกับขนลุกตัวสั่น ความรู้สึกประหลาดนี้ทำให้ค่าความตกใจของเขาเคลื่อนไหว เหมือนกับว่าคำพูดของเฟิงปู้เจวี๋ยเป็นลางบอกว่าจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น

            เขาหันไปเหลือบมองทั้งสามคนที่อยู่ในห้องรับแขก รีบเอาความคิดโบราณออกจากหัวไป แล้วเดินขึ้นไปชั้นสองเพียงลำพัง

            หลังจากที่มองดูเงาของเขาหายลับไปในชั้นสอง หลงอ้าวหมินในก็เปิดปากพูดขึ้นมา: “น้องเฟิ่ง ทำไมต้องแกล้งโง่ด้วย?” เขาทำหน้าตาฉงน “นายไม่น่าจะไม่รู้ถึงความฉลาดของระบบนี่ ...... ประตูกับหน้าต่างนี้ปิดตายแน่นอนแล้ว ต่อให้นายอยากลอง ก็ไม่น่าจะทำเว่อร์ขนาดนั้นนี่?”

            “จะเล่นละครก็เล่นให้เต็มที่หน่อย ถึงจะทำให้เขาเชื่อได้ว่าเราไม่รู้อะไรเลย” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “แล้วเขาก็จะตอบสนองเราออกมาแบบนี้ เราจะได้สลัด ‘ภาระ’ ออกไป แล้วทำอะไรกันเองได้”

            “พี่เจวี๋ย นายคงไม่คิดที่จะแทงข้างหลังหรอกนะ ...... เกมนี้มันโจมตีคนกันเองไม่ได้หรอกนะ” หวังทั่นจือกล่าว เมื่อกี้ที่เขาเข้าไปพังประตู ไม่ใช่เพราะเขาจะช่วยเฟิงปู้เจวี๋ยเล่นละคร แต่เขาคิดว่าประตูมันเปิดได้จริงๆ......

            “ฉันไม่ได้จะทำร้ายเขา แค่คิดว่ารูปแบบของเกมแบบนี้แยกกันไปทำงานน่าจะเหมาะกว่า” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด “สองสาวนั่นเป็นไปตามที่ฉันคิดเลย พวกหล่อนเริ่มไปก่อนเลย” แต่เจ้านี่ ...... ไม่น่าจะเป็นคนที่ยอมฟังอะไรเราได้” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “ในสายตาของเขา เลเวลเขาสูงสุด หากเทียบระดับของเกมเขาก็เป็นมืออาชีพ ดังนั้นตามหลักแล้วเขามีสิทธิออกเสียงมากที่สุด หากเราเสนอให้แยกหันไปสำรวจ เขาต้องคัดค้านแน่ๆ ในตอนที่ฉันกำลังดึงประตูเขายังคิดจะห้ามสองสาวนั่นเลย แสดงว่าเขาคิดไว้แล้วว่าจะไปสำรวจพร้อมกัน” ในตอนนี้เฟิงปู้เจวี๋ยเดินไปยังกำแพงด้านหนึ่งแล้วนั่งลง เหมือนเขากำลังตรวจสอบอะไรบางอย่าง “แบบนี้ดีสุด เขาแยกออกไปเอง” เขาใช้มือปัดไปยังใยแมงมุมและฝุ่นเบาๆ “เราเองก็แยกกันไปสำรวจเถอะ รอจนกว่าภารกิจหลักจะมีการเปลี่ยนแปลง แล้วค่อยมาเจอกันที่นี่”

            เสี่ยวทั่นพูดด้วยความตกใจ : “เราต้องแยกกันไปเหรอ?”

            “ฉันก็บอกอยู่นี่ไงว่า แยกกันเป็นวิธีที่ดีสุด” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ สายตาของเขาย้ายเป้าหมายออกจากกำแพง “ไม่ต้องห่วงหรอก คฤหาสน์ใหญ่ขนาดนี้ ส่วนมากก็มีแค่ผี ไม่มีมอนสเตอร์สัตว์ประหลาดอะไรออกมาหรอกนะ มันเป็นด่านที่เน้นการทำให้คนตกใจกลัวแล้วก็ไขปริศนาเป็นหลัก ส่วนที่จะทำให้บาดเจ็บเกินกว่าครึ่งน่าจะเป็นพวกกับดักอะไรพวกนั้นมากกว่า พวกนายระวังตัวหน่อยก็พอ”

            เขาพูดยังไม่ทันจบ เสียงระบบก็แจ้งเตือนขึ้นมา : [ภารกิจรองเริ่มต้นขึ้น]

            ทั้งสามคนมองไปยังแถบเมนู ภารกิจหลักยังอยู่ แต่เพิ่มภารกิจใหม่ขึ้นมาด้านล่างอีกข้อหนึ่ง : [ค้นหา “ตำหนักผีสิง” ให้ครบหกแห่ง ความคืบหน้า 1/6]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น