หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 34 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 34 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 187

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 34 ห้วยแห่งบ้านผีสิง (1)
แบบอักษร

            “ชื่อของสตูดิโอก็ใส่เข้ามาด้วย ...... ดูแล้วบริษัทเมิ่งน่าจะไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นทีมมืออาชีพหรือเป็นผู้เล่นทั่วไปเลยสินะ” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            “แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับผู้เล่นที่ไม่มี ‘สังกัด’ อย่างเราเลยนะ” หลงอ้าวหมินพูด “หากบริษัทเกมไม่ได้มีข้อจำกัดสำหรับเหล่าสตูดิโอพวกนี้ การก่อสร้างในระดับต่อไปของเกมก็จะถูกควบคุมโดยคนกลุ่มหนึ่ง เช่น ...... พวกเขาสามารถเจรจาควบคุมราคาไอเทมสูงสุดของตลาดได้ เพื่อผูกขาดทรัพยากรระดับสูงหรือไม่ก็ข่าวสารอื่นๆ เป็นต้น”

            “ก็เป็นไปได้ว่า ...... บริษัทเมิ่งอาจจะรู้สึกว่าสวนสนุกสยองขวัญมีความสมดุลที่ไม่สามารถโค่นล้มได้ พื้นที่ส่วนกำไรของเหล่าสตูดิโอเกมไม่แน่ว่าอาจจะถูกระบบกำจัดไว้แล้วก็ได้ ข้อสันนิษฐานของพี่ถ้าดูจากด้านเทคนิคแล้วมันเป็นไปได้ยากมาก” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบรับ “แน่นอนว่า เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องมานั่งกังวล แล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วด้วย” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วถามต่อว่า “จริงสิ พี่หลง มีเรื่องหนึ่งฉันไม่รู้จริงๆ ว่าถามไปมันจะดีไหม ...... พี่เป็นผู้เล่นมืออาชีพรึเปล่า?”

            “อ่า? ฮ่าฮ่า คำถามนี้ไม่เห็นมีปัญหาอะไรไม่ดีเลยนี่ ผู้เล่นอาชีพก็ไม่ใช่สายอาชีพที่พบเจอไม่ได้นี่” หลงอ้าวหมินยิ้มรับ “ฉันค่อนข้างนับถือพวกผู้เล่นมืออาชีพมากเลยนะ แต่เสียดายที่ฉันไม่ใช่” เขาตอบ “ฉันแค่เป็นคนที่รักในการเล่นเกมเป็นงานอดิเรกเท่านั้นแหละ”

            สิ่งที่หลงอ้าวหมินพูดนั้นล้วนเป็นความจริง ในชีวิตจริงเขามีอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีชื่อจริงว่า “หลงลี่เหวิน” ถึงแม้ในชื่อของเขาจะมีคำว่า “เหวิน” ที่มีความหมายว่าภาษาอักษร แต่เวลาที่เขาปฏิบัติหน้าที่จะออกไปทางดุดันซะมากกว่า เทียบได้กับหน่วยกล้าตายเลยก็ว่าได้ หลายปีก่อนเขาก็เกือบจะถูกให้ย้ายไปสังกัดหน่วยรบพิเศษ แต่เสียดายว่าไม่ได้ไป ก่อนหน้านี้ที่ไล่จับโจรผู้ร้ายก็บาดเจ็บมาไม่น้อย เอาเป็นว่าพูดให้สั้นๆ เลยละกัน นับตั้งแต่เขาบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าเพราะ...... เขาก็ทำได้เพียงนั่งทำงานบนโต๊ะเท่านั้น ถึงแม้จะไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ก็เนื่องจากความสำคัญบางอย่างทำให้เขาได้เลื่อนขั้น แต่ก็กลับไปเป็นอย่างเดิมไม่ได้อีกแล้ว

            “เป็นงี้นี่เอง ......” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “ตอนแรกฉันคิดว่าพี่เป็นพวกมืออาชีพที่เน้นการต่อสู้อย่างเดียวซะอีก”

            “เหอะๆ ...... จริงๆ เวลาออนไลน์ของฉันก็ไม่ได้ถือว่าเต็มที่นัก สองวันก่อนเมียฉันไปไหว้เชงเม้งกับแม่ของเธอแล้วเลยไปเยี่ยมญาติด้วย ฉันเลยได้มีเวลาพักผ่อน ก็เลยได้ออนเยอะหน่อย พรุ่งนี้ฉันก็ต้องไป ......” เขาลังเลไปครู่หนึ่ง ตัดสินใจจะไม่พูดคำว่า “สถานี” ออกมา “...... เข้ากะทำงานแล้ว คงไม่ได้ออน”

            “งั้นเรารีบเรียบเรียงด่านกันดีกว่า คืนนี้เราเข้าโหมดทีมสามคนดีกว่า” หวังทั่นจือกระตือรือร้นตอบ

            “งั้นนายก็เข้าร่วมทีมมาสิ” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด

            “ฉันพร้อมแล้ว เอาเลย” หลงอ้าวหมินตอบรับ

            เสี่ยวทั่นตอบรับด้วยคำว่า “อ่อ” เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้น

            รอบนี้เฟิงปู้เจวี๋ยไม่ใช่หัวหน้าทีม ไม่มีสิทธิเลือก ดังนั้นเสียงที่ได้ยินจากระบบก็จะแตกต่างออกไป ซึ่งละในส่วนเริ่มต้นออกไป แล้วต่อด้วย:

            [ทีมของท่านกำลังเข้าสู่โหมดเล่นแบบทีม(ทั่วไป) ค่าจำนวนสมาชิกในทีมแรมดอมตามระบบแล้วอยู่ที่: หกคน]

            [ทีมของท่านในเข้ามาอยู่ในคิวแล้ว กำลังค้นหาผู้เล่นรายบุคคลหรือทีมอื่นๆ]

            [จับคู่สำเร็จ กำลังเชื่อมต่อระบบประสาท กำลังสร้างด่าน ......]

            [เริ่มการดาวน์โหลด กรุณารอสักครู่]

            “ยินดีต้อนรับเข้าสู่สวนสนุกสยองขวัญ” เสียงในคราวนี้ฟังดูแล้วคล้ายกับคนที่เป็นโรคสองบุคลิก เมื่อพูดไปได้ครึ่งหนึ่ง เสียงจากลำคอก็เปลี่ยนไปเป็นอีกเสียงหนึ่ง

            [ดาวน์โหลดข้อมูลเสร็จสิ้น ท่านกำลังอยู่ในโหมดเล่นแบบทีม (ทั่วไป)]

            [ในโหมดนี้ทางระบบจะมีการแนะนำด่านคร่าวๆ และมีโอกาสที่จะได้รับภารกิจรอง / ภารกิจลับและโลกทัศน์พิเศษ]

            [กำลังจะเริ่มการแนะนำด่าน หลังจบการแนะนำจะเริ่มเกมทันที]

            ในรอบนี้ CG เริ่มต้นที่เปิดออกมาเป็นผืนป่าแห่งหนึ่ง ภาพค่อยๆ ดำเนินไปอย่างช้าๆ พร้อมเริ่มคำบรรยายว่า : [คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง คุณและผู้ร่วมเดินทางที่เพิ่งจะรวมตัวเป็นทีมหลงทางในภูเขาแห่งนี้ ความหิวและความหนาวบีบบังคับให้พวกคุณต้องเดินเหยียบต้นฉางผู่ที่ขึ้นติดกันไปทั่ว เดินทะลุผ่านป่าที่แห้งเหี่ยว แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นเมื่อพบคฤหาสน์หลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่]

            ในตอนนี้ ปรากฏภาพคฤหาสน์โบราณหลังโตขึ้น เมฆหมอกบนท้องฟ้าลอยตัวต่ำเกือบเทียบเท่าพื้นดิน ปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์ที่ลี้ลับแห่งนี้ ด้านข้างคฤหาสน์มีห้วยน้ำแห่งหนึ่ง มีหน้าต่างสองบานอยู่ที่ผนังใกล้ทางน้ำไหล มีขนาดใหญ่เท่ากับความสูงของคฤหาสน์ เมื่อมองลงไปในทะเลสาบแทบจะไม่ปรากฎเงาสะท้อนใดๆ

            [มีกลิ่นลางร้ายลอยออกมาจากตัวคฤหาสน์ จากต้นไม้เหี่ยวเฉาที่ล้มลง กำแพงสีดำมืดมน อากาศที่หนาวเย็นกำลังทะลวงเข้าไปในกระดูกของพวกคุณ ความหิวโหยทำให้ความตื่นตัวของพวกคุณลดน้อยลง พวกคุณจึงตัดสินใจเข้าไปในตัวคฤหาสน์ ......]

            เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ เสียงนกร้องได้หยุดลง แสงจ้าปรากฏตรงหน้าเฟิงปู้เจวี๋ย แล้วก็พบว่าตัวเองได้เข้ามายืนอยู่ในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์แล้ว

            ตรงนี้น่าจะเป็นห้องรับแขก มันทั้งสูงและกว้างขว้าง ผืนปูด้วยไม้ เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งน่าจะเป็นสไตล์ศตววรษที่สิบเก้า โคมไฟห้อยหัวด้านบนและข้างผนังชัดเจนมากว่าใช้ไฟฟ้า นอกจากของพวกนี้แล้ว ก็ไม่พบสิ่งของใดๆ ที่ใช้ไฟฟ้าอีกเลย

            ตรงข้ามห้องรับแขกเป็นบันไดขนาดกว้างราวสองเมตร สามารถเดินขึ้นไปชั้นสองได้ รอบๆ มีบานประตูสามถึงสี่บาน ด้านหลังของบันไดมีทางเดินทางหนึ่ง แต่ว่าไฟตรงบริเวณนั้นไม่ค่อยจะดี เลยไม่สามารถดูได้ว่ามันลึกหรือยาวขนาดไหน ที่แน่ไปกว่านั้นคือไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันจะทะลุไปยังที่ใดได้บ้าง

            เฟิงปู้เจวี๋ยใช้เวลาไม่กี่วินาทีในการสำรวจบรรยากาศรอบๆ สุดท้ายสายตาก็ไปสะดุดที่ผู้เล่นแปลกหน้าสามคนที่อยู่ในห้องรับแขก

            ผู้เล่นคนแรกเป็นผู้ชาย เขามีชื่อว่า “ผู้กล้าไร้เทียมทาน” ซึ่งต่างจาก “ผู้กล้าไร้ความหวาดกลัว” ผู้เล่นคนแรกที่ได้เลเวลยี่สิบเพียงแค่ไม่กี่ตัวอักษร แต่ว่าผู้เล่นคนนี้ยังห่างจากเลเวลยี่สิบอีกไกลมาก เลเวลปัจจุบันคือเลเวลสิบห้า ฉายาของเขาคือ [นักมวยมุทะลุ] หากดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ผู้กล้าไร้เทียมทานกับหลงอ้าวหมินเป็นประเภทตัวสูงใหญ่ดุดันเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับพี่หลงที่มีรูปร่างเป็นแบบอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์แล้ว เขายังดูห่างชั้นมาก ไม่ว่าจะส่วนสูง กล้ามเนื้อ หรือท่าทางที่ดุดัน ......

            ส่วนผู้เล่นอีกสองคนเป็นผู้หญิง พวกเธอน่าจะมาจากการเข้าคิวทีม เพราะตำแหน่งยืนอยู่ใกล้กันมาก ดูจากชื่อก็รู้ได้ทันทีว่าอยู่ระดับไหน คนหนึ่งชื่อ “ฝนแห่งการจากลา” ส่วนอีกคนชื่อ “รอยยิ้มวิญญาณกระดูก” แถมทั้งสองคนนี้ยังมีเลเวลสิบสามเหมือนกันอีกด้วย

            ฝนแห่งการจากลาดูๆ ไปน่าจะมีอายุประมาณยี่สิบต้นๆ ผมสั้นประบ่า ที่แปลกก็คือ ใบหน้าของเธอนั้นงดงามมาก แต่กลับไม่มีความรู้สึกว่าสามารถดึงดูดสายตาใครได้ หากว่ากันตามหลักแล้ว ...... ความสามารถในการปรับแต่งรูปร่างหน้าตาของระบบในยุคนี้ ทุกคนสามารถกลายเป็นสาวสวย ชายหนุ่มก็กลายเป็นสาวงามได้ไม่ยาก ผู้เล่นสาวๆ ที่เข้ามาเล่นเกมเชื่อมต่อประสาทหากไม่ปรับแต่งรูปร่างหน้าตา ก็คงเหมือนกับผู้หญิงที่ไม่แต่งหน้าแล้วออกจากบ้านนั่นแหละ หรือว่าในชีวิตจริงของสาวน้อยคนนี้หล่อนจะมีหน้าตาที่อัปลักษณ์มากเลย ดังนั้นตอนนี้ถือว่าแก้ไขจนถึงขีดสุดแล้ว?

            ขณะที่เฟิงปู้เจวี๋ยมองเธออยู่นั้น อีกฝ่ายหันมาสบตากับเขาพอดี ความประทับใจแรกที่เกิดขึ้น มักจะตัดสินได้จากแววตา ในตอนนี้ หากในแววตาของเฟิงปู้เจวี๋ยคือความเงียบ สายตาของฝนแห่งการจากลาก็คงเป็นแววตาแห่งความอำมหิตแน่นอน แถมยังเป็นกลิ่นอายสังหารที่เลือดเย็นมากอีกด้วย นี่ไม่ใช่การเบิกตาโตเพราะความโกรธแค้น และไม่ใช่สายตาที่เย็นยะเยือก แต่เป็นสีหน้าท่าทางที่ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจที่พบได้เป็นปกติ มันคือสายตาของนักฆ่ามืออาชีพในโลกของความเป็นจริง

            เมื่อกวาดสายตามองไปด้านบน เฟิงปู้เจวี๋ยมองเห็นฉายาของฝนแห่งการจากลา : [นักฆ่าไร้ปราณี] ในตอนนั้นเขาสบถในใจขึ้นมาว่า : “อะไรวะ..... เกิดอะไรขึ้น เจ้าหน้าที่สำนักงานรักษาความปลอดภัยพิเศษเข้ามาเล่นเกมฝึกความกล้ากันรึยังไง ......”

            ส่วน “รอยยิ้มวิญญาณกระดูก” ดูไปแล้วค่อนข้างจะปกติ เธอดูเด็กกว่าฝนแห่งการจากลาประมาณสองปี หน้าเรียว หน้าตาน่ารักมาก ผมยาว ไม่มีหน้าม้า มีลักยิ้มเล็กน้อยบริเวณมุมปาก แต่ว่า ...... เธอกลับไม่มีรอยยิ้มปรากฎในแววตาเลย

            ฉายาของรอยยิ้มวิญญาณกระดูกคือ [นักแม่นปืนผู้แม่นยำ] หากไม่มีอะไรผิดพลาด เธอน่าจะเป็นผู้ชำนาญในการใช้ปืน แล้วน่าใช้ได้ดีเลยด้วย

            “มีอะไรงั้นเหรอ?” ฝนแห่งการจากลาเอ่ยปากพูด

            สายตาของเธอมองตรงไปยังเฟิงปู้เจวี๋ย สีหน้าแววตาเยือกเย็นสุดๆ

            เฟิงปู้เจวี๋ยเข้าใจดีว่าหล่อนกำลังจะถามว่าทำไมเอาแต่จ้องคนอื่นแบบนั้น เขายิ้ม แล้วก็เอ่ยปากทักทายอีกฝ่าย : “อืม......อันนั้น ฉายาของคุณทั้งสอง มันดูแล้วรู้สึกเหมือนถูก ‘ฟ้าผ่า’ น่ะ”

            ฝนแห่งการจากลาเลือกที่จะใช้ความเงียบตอบกลับ เธอเหมือนจะรู้สึกว่าได้ยินประโยคไร้สาระที่ไม่ต้องการคำตอบ เฟิงปู้เจวี๋ยรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที

            วิญญาณกระดูก กลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ แล้วตอบกลับว่า : “เหมือนกันเลย ID ของพวกนายก็น่าสนใจดีนะ” เธอรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอคนนี้เป็นคนไม่ค่อยพูด จึงพูดแทรกขึ้นมาเพื่อให้เฟิงปู้เจวี๋ยให้หลุดจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้

            เรามาอธิบายสถานการณ์ของทั้งสองคนนี้กันสักหน่อย พี่สาวคุณตาของฝนแห่งการจากลาเป็นคุณยายแท้ๆ ของรอยยิ้มวิญญาณกระดูก ก็เลยเป็นญาติกันแบบนี้ จริงๆ แล้วปีนี้พวกเธอทั้งคู่อายุเท่ากัน คืออายุยี่สิบสอง ฝนแห่งการจากลาเป็นคนไม่ค่อยพูดมาตั้งแต่เด็ก แต่จริงๆ แล้วในใจของเธอเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง หากเป็นการทะเลาะเธอไม่เคยแพ้เลย แน่นอนต้องรวมไปถึงการทะเลาะลงไม้ลงมือกับผู้ชายด้วย เธอก็แบบนี้แหละเท่ห์มาตั้งแต่เกิด

            รอยยิ้มวิญญาณกระดูกเป็นเหมือนเด็กน้อยที่ยังไม่โต ปกติเป็นคนเฉลียวฉลาด ชอบแกล้งคนอื่น หากพูดถึงไอคิว เธอน่าจะสูงกว่าเฟิงปู้เจวี๋ย แต่ว่าเธอไม่ได้เป็นพวกบ้าหนังสือ บ้าการสันนิษฐาน หรืออะไรที่มันดูประหลาด

            อะไร? คุณกำลังถามผมว่าทำไมถึงเขียนละเอียดขนาดนี้ใช่ไหม? แน่นอนก็เพราะว่าสองคนนี้เป็นตัวละครหลักน่ะสิ มาจนตอนที่สามสิบกว่าละจะไม่ให้นางเอกกับนางรองออกฉากบ้างก็กระไรอยู่จริงไหม? หรือว่าคุณอยากจะเห็นสาวน้อยที่ระบบแต่งแต้มขึ้นมีอะไรกับตัวละครหลักงั้นเหรอ? ถ้าหากอยากอ่านอะไรไร้สาระแบบนั้นคงต้องไปหาอ่านเอาจากที่อื่นนะ เจ้าพวกบ้า!

            “เหอะๆ ...... ชมเกินไปแล้วละ” เฟิงปู้เจวี๋ยฉวยโอกาสหลุดออกจากสถานการณ์นี้ไป แล้วรีบหันไปพูดกับผู้กล้าไร้เทียมทานว่า “ขอถามพี่ชายไร้เทียมทาน......ท่านนี้ สักหน่อยได้ไหมว่าพี่กับ ‘ผู้กล้าไร้ความหวาดกลัว’ เป็นอะไรกันรึเปล่า?”

            “มาจากสตูดิโอเกมเดียวกันน่ะ” ผู้กล้าไร้เทียมทานตอบคำถามด้วยความไม่แยแส “ไม่ต้องถามอะไรมาก รำคาญ ‘ผู้เล่นทั่วไป’ อย่างพวกนายจะตายอยู่ละ” ขณะที่เขาพูดสี่คำนั้นออกมา มันแสดงถึงความประชดประชันและน้ำเสียงที่ดูถูก

            “อ้อ......ที่แท้ก็เป็นมืออาชีพนั่นเอง ยินดีที่ได้พบ” เฟิงปู้เจวี๋ยใช้น้ำเสียงที่ดูถูก พูดคำที่ดูเคารพยกย่องออกมา

            อีกฝ่ายตอบสนองด้วยเสียงเฮอะที่เย็นชา จมูกชี้ฟ้าแล้วสะบัดหน้าหันไป หากไม่ใช่เพราะระบบขวางไว้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะทำตัวหยาบคายออกมาก็ได้

            ในตอนนี้เอง เสียงของระบบก็ดังขึ้นลดบรรยากาศที่น่าอึดอัดและกดดันนี้ลง : [ภารกิจหลักเริ่มแล้ว]

ความคิดเห็น