เต้าหู้ไข่

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 14 เพราะความตาย

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 เพราะความตาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.5k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มี.ค. 2561 14:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 เพราะความตาย
แบบอักษร

ตอนที่ 14

เพราะความตาย

สามปีก่อน

วันนี้ผมกับเพื่อนมาอยู่ที่บ้านไอ้กอล์ฟ ที่วันนี้มีปาร์ตี้ฉลองกันหลังเรียนจบม.หก บวกกับวันเกิดย้อนหลังของผมด้วย เพราะตอนวันเกิดดันตรงกับวันสอบปลายภาควิชาสุดท้ายจึงไม่มีใครมีอารมณ์มาฉลอง รวบรัดเอามาเป็นวันเดียวกันไปเลยหมดเรื่อง แต่เอาจริงๆ ก็แค่คิดข้ออ้างหาเรื่องมากินเหล้ามากกว่า ผมเองก็ใช้โอกาสนี้ฉลองโอกาสได้ที่เรียนต่อด้วย ผม ทิม และคิทสอบติดที่เดียวกัน ไม่รู้ว่าใครตามใครแต่รู้ตัวอีกทีก็พากันไปสอบจนติดที่เดียวกันหมด 

"น่าน กูมีของขวัญให้มึงด้วย"

"ของขวัญไรวะ" ผมหันถามไอ้คิทที่สะกิดบอก

"วันเกิดมึง เรียนจบม.หก สอบติดมหาลัย กูให้อันเดียวเลย"

"ไรอะ รวยจะตาย"

"เออน่า นี่ก็แพงนะโว้ย" มันว่าแล้วส่งกล่องของขวัญที่เตรียมมาส่งให้ เสียงเพื่อนคนอื่นก็เชียร์ให้ผมแกะตรงนั้นเลย ผมก็อยากแกะแต่ต้องหันไปถามคนให้ก่อน

"แกะได้ใช่ไหม"

"แกะดิ"

พอมันอนุญาตจึงลงมือแกะกล่องของขวัญนั่น เปิดเข้าไปเจอเสื้อกันหนาวสีขาวสลับดำยี่ห้ออดิดาส พอผมหยิบเอาออกมากางดูเพื่อนข้างๆ ก็โห่แซวเป็นเสียงเดียว เพราะเสื้อตัวในมือผมมันเหมือนกับตัวที่มันใส่อยู่เป๊ะ 

"เสื้อคู่โว้ย!"

ผมหันมองหน้าไอ้คิทแล้วเลิกคิ้วขึ้นมองอย่างสงสัย

"ทำไมอะ ไม่ชอบเหรอ"

"แต่มันเหมือนของมึงเลย"

"ก็เสื้อคู่ไงมึง!"

ผมหันมองเพื่อนที่แซวอีกที ผมกับคิทสนิทกันมากกว่าคนอื่น เพื่อนๆ ก็รู้ดี แต่ผมไม่รู้ว่าระหว่างเราสองคนมันคืออะไร ในความสัมพันธ์อันซับซ้อนและน่าสับสน เราก็เรียกกันและกันว่าเพื่อน แม้การกระทำจะสวนทางคำว่าเพื่อน แต่เราก็ไม่เคยขยับสถานะไปเป็นอื่น ผมไม่รู้ใจคิทพอๆ กับที่ผมไม่รู้ใจตัวเอง

"ไม่เอาเหรอ"

"ฮะ?" ผมหันมองคิทที่ดึงเสื้อตัวนั้นไปจากมือผม ไม่ทันได้ฟังคำถามของมัน

"ถ้ามึงไม่ใส่ก็ทิ้งไป"

"เฮ้ย ใส่ดิ!" ผมแย่งเสื้อตัวนั้นกลับมาแล้วรีบสวมมันทั้งที่ยังไม่ทันแกะป้าย หันมองคิทที่ยิ้มออกมาเบาๆ ขยับมานั่งข้างๆ ผม แล้วควักมือถือส่งให้เพื่อนอีกคน

"ถ่ายรูปให้หน่อยดิ"

ผมยังไม่ทันได้ทำหน้าดีๆ เพื่อนมันก็กดชัตเตอร์ไปก่อน แล้วภาพหน้าเหวอๆ ของผมก็ถูกโพสท์ลงเฟสบุ๊กในทันทีอย่างห้ามไม่ทัน

"ไอ้คิท มึงอะ!"

"ทำไมเล่า"

"หน้ากูเหวอ"

"เออ น่ารักแล้ว"

มันพูดขณะจิ้มๆ อยู่ที่หน้าจอมือถือ ผมไม่มีรู้จะเถียงอะไรกับมันแล้วก็เลยเลิกโวยวาย เรากินดื่มกันอยู่อีกพักใหญ่ๆ กระทั่งพ่อผมโทรมาตามในตอนเที่ยงคืนกว่าๆ ก็เลยขอออกมารับโทรศัพท์ด้านนอก คุยกับพ่อเสร็จแล้วก็นั่งลงที่ขั้นบันไดหน้าบ้านไอ้กอล์ฟ เพราะแอลกอฮอล์ที่กินเข้าไปนิดหน่อยเป็นเหตุให้รู้สึกมึนหัวเล็กน้อย กลับเข้าไปคงโดนบังคับเอาเหล้ากรอกปากอีกแน่นอน ผมทอดสายตามองยอดต้นไม้ที่ขยับโยกเพราะแรงลมจากข้างนอกที่ดูเหมือนฝนจะตกลงมา ขณะกำลังนั่งเหม่อมองอยู่ตรงนั้น มือหนึ่งก็สัมผัสเข้ามาที่หัวจนต้องเงยหน้าขึ้นมอง

"คิท"

"มานั่งทำอะไรตรงนี้วะ" มันว่าแล้วนั่งลงข้างๆ

"ก็นั่งเฉยๆ"

"เมาป่ะเนี่ย"

"นิดหนึ่ง"

"กลับก่อนเปล่า กูไปส่งไหม"

"ไม่เป็นไร เดี๋ยวรอกลับพร้อมทิมก็ได้ บอกพ่อแล้ว"

คิทพยักหน้ารับแล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ผมไม่ได้รังเกียจกลิ่นบุหรี่ แต่เป็นห่วงพวกมันมากกว่ากลัวจะตายเร็ว แต่จะให้บ่นด่าอะไรมากก็ไม่ได้ เกิดมันรำคาญโดดเตะผมขึ้นมาก็ไม่คุ้มกัน

"เอาป่ะ" คิทยื่นบุหรี่ให้หลังจากที่เขาสูบมันเข้าไปทีหนึ่ง

"ไม่เอาอะ กูเก็บปอดไว้ฟอกอากาศดีๆ ดีกว่า"

"ลองไว้จะได้รู้"

"ไม่ต้องลองก็รู้ว่าไม่ดี"

"ถ้าไม่ดีแล้วเขาจะมีขายทำไมอะ" มันว่าแล้วอัดควันบุหรี่เข้าไปอีกที ก่อนจะใช้มือหนึ่งรวบหน้าผมเข้าไปใกล้ เอาปากมาประกบผมแล้วพ่นควันใส่เข้ามา จังหวะที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัวเผลอสูดควันนั่นเข้ามาในปากจนสำลัก

"แค่กๆ! ไอ้คิท แค่กๆ"

ผมสำลักจนน้ำตาไหล แต่คิทหัวเราะอย่างชอบใจ

"มึงทำอะไรวะ!"

"สโมกกิ้งคีสไง อีกทีไหม"

"เหี้ย ไม่ชอบ"

"ไม่ชอบสโมกกิ้ง หรือไม่ชอบคีส"

ผมเงียบ ส่วนคิทยกมุมปากขึ้นแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ ก็มันเป็นแบบนี้ไง มันชอบทำแบบนี้กับผมเสมอ แต่ไม่ชัดเจนมาซะที   

"น่าน"

"อะไร"

"กูจูบมึงได้ไหม"

"..."

คิทไม่รอให้ผมพูดอะไร ทิ้งบุหรี่ที่ยังไม่หมดมวนลงบนพื้นก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างรวบหน้าผมเข้าไปใกล้แล้วบรรจงจูบอีกครั้ง คราวนี้ผมตั้งตัวได้แล้ว และผมไม่ปฏิเสธ ยอมให้คิทบดขยี้ริมฝีปากอุ่นๆ ของมันเข้ามา กลิ่นแอลกอฮอล์ที่ติดลิ้นยังทำให้ผมรู้สึกขมอยู่ในปาก จูบจนมันพอใจจึงขยับริมฝีปากของตัวเองออกไป ก่อนความเงียบระหว่างเราจะทำงานอยู่ครู่หนึ่งผมจึงพูดขึ้นมาก่อน

"คิท"

"อือ"

"ระหว่างกูกับมึง มันคืออะไรวะ"

"ก็เพื่อนกันไง" มันพูดยิ้มๆ

"เพื่อนกันเขาทำแบบนี้เหรอวะ"

"แล้วทำไม่ได้เหรอ"

"มึงชอบกูไหม"

"แล้วมึงอะ ชอบกูเปล่า"

"คิท! มึงอย่าทำเป็นเล่นได้ป่ะ"

"รักกูไหม พูดก่อน"

"ไม่บอกเว้ย!"

"ตามใจ"

"มึงอะชอบทำให้กูอึดอัด"

"เออ แล้วมึงอยากเป็นอะไรกับกูล่ะ"

"กูไม่รู้ แต่มึงควรชัดเจนกับกูหรือเปล่า"

"น่าน เราเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้เหรอวะ ไม่ต้องไปนิยามได้ไหม เป็นแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้วไง"

"เป็นเพื่อนกันอะนะ"

"ใช่"

"แล้วถ้าเป็นเพื่อนกัน กูไปชอบคนอื่นได้ไหม"

"..."

"กูไปรักคนอื่นได้ไหม"

"ไม่ได้"

"..."

"กูไม่ยอม"

หลังเลิกดื่มกันแล้ว ผมแยกกับคิททั้งที่ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อแล้ว ผมบอกพ่อว่าจะให้ทิมไปส่งบ้าน แต่ตัวมันดันเมาปลิ้น เลยกลายเป็นผมที่ต้องไปส่งมันแทน

"ไอ้น่าน"

"อะไร"

"มึงกับไอ้คิทเป็นอะไรกันวะ"

ผมเหลือบตามองไอ้ทิมที่อยู่ๆ ก็ถามขึ้นมา

"ถาม...ถามทำไมวะ"

"มึงจูบกับมันอะ กูเห็นนะโว้ย!"

"มึงเมาละ"

"เมาเหี้ยไร เห็นชัดๆ เลย ปากก็บอกว่าเพื่อนกัน ชิ!"

"มึงนอนไปเลยไป" ผมผลักหัวทิมไปอีกทาง มันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วหลับตาลงไป ก่อนลืมขึ้นมาอีกทีตอนที่มือถือมันดัง

"กรี๊ง...กรี๊ง.."

"รับดิ ไอ้น่าน รำคาญ"

"ของมึงเหอะ"

"อ้าว ของกูเหรอ" มันหัวเราะหน่อยๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมารับ ก่อนจะนิ่งไป ผมหันไปมองอาการแปลกๆ ของมัน ทิมกระพริบตาถี่เหมือนตกใจอะไรบางอย่างแล้วลดมือถือลง

"มีอะไรวะทิม"

"น่าน"

"อะไร"

"มึงจอดรถที" 

"ทำไมวะ"

"กูบอกให้จอด!" ทิมตะโกนลั่นจนผมต้องยอมจอดรถริมทาง ทิมเปิดประตูลงไปแล้วอ้วกออกมา ผมเห็นอาการของมันเลยเปิดประตูรถตามลงไปด้วย

"ไหวไหมเนี่ย" ผมเดินไปตบหลังมันเบาๆ ทิมยันตัวขึ้นมากับกระโปรงรถ

"กูขับเอง" ทิมว่าแล้วเดินไปฝั่งคนขับ

"ไอ้ห่า เมาขนาดนี้มึงจะขับได้ไง เดี๋ยวเจอด่านพ่อมึงก็จับเข้าตะรางหรอก"

"มึงขึ้นรถ"

"ไม่เอา มึงนั่นแหละออกมา"

"กูบอกให้มึงขึ้นรถ!" ผมขมวดคิ้วไม่เข้าใจอาการที่กำลังแสดงออกของไอ้ทิม จังหวะนั้นฝนก็ตกลงมาจนผมต้องเปิดประตูรถเข้าไป ทิมก้มหน้าลงก่อนจะเงยขึ้นมาพร้อมน้ำตาไหลพราก

"เฮ้ยทิม มึงเป็นอะไรวะ" ผมจับไหล่มันขณะที่ทิมกัดฟันแน่นแล้วยกมือเช็ดน้ำตาที่นองหน้า

"น่าน"

"อะไร มึงเป็นอะไร"

"ไอ้คิทรถคว่ำ"

"..."

"ไอ้คิทตายแล้ว"

"มึงเมาเหี้ยอะไรเนี่ย"

"ไอ้บอลโทรบอกกูเมื่อกี้ว่าไอ้คิทตายแล้ว"

ผมไม่คิดว่ามันพูดเล่นเพราะน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้น กลายเป็นผมที่นิ่งไปจนพูดอะไรไม่ออก ไอ้ทิมกลั้นน้ำตาแล้วตั้งสติ ก่อนขับรถออกไปจากตรงนี้เพื่อไปหาคิท ไม่เกินห้านาทีเราก็มาถึงที่เกิดเหตุ ผมเปิดประตูรถออกไปอย่างเร่งรีบ แต่ขาก็หยุดกึกกะทันหันตอนที่หันมองไปเห็นรถยนต์คันนั้น รถของคิทที่ผมจำได้ดี

ตัวผมช้าลงขณะที่ทุกอย่างรอบตัววุ่นวายไปหมด ฝนตกกระหน่ำลงมาไม่หยุด ทั้งฝนและน้ำตาไหลปะปนกันจนผมมองไม่เห็นภาพข้างหน้า ผมจ้องมองรถของคิทที่อัดเข้ากับขอบสะพานจนสภาพพังยับ และร่างที่นอนอยู่ตรงนั้น กองเลือดที่ถูกน้ำฝนซัดไหลนองอยู่ที่พื้น เข่าผมทรุดฮวบลง ความเจ็บจากแรงกระแทกตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่ฝัน ร่างไร้วิญญาณของเขาอยู่ตรงหน้า และวิญญาณของผมที่ดูเหมือนจะหลุดลอยไปด้วย

"ไอ้คิท แบบนี้ไม่เอานะเว้ย"

ผมเดินฝ่าผู้คนตรงนั้นเพื่อตรงเข้าไปหาคิท แต่ก็ถูกคนตรงนั้นกันเอาไว้

"ไอ้คิท!"

"ไอ้น่าน" ทิมเข้ามาดึงผมออกไปจากตรงนั้น แต่ผมสะบัดมือมันออกแล้วตรงเข้าไปหาคิท

"ไอ้คิท ลุกขึ้นมา"

"น่าน ออกมาเถอะ"

"คิท ลุกดิ"

"..."

"คิทตื่น!"

"..."

"ไอ้คิท มึงทำแบบนี้กับกูไม่ได้ แบบนี้ไม่ได้เว้ย! กูชอบมึงนะคิท กูพูดแล้วได้ยินไหมคิท ลุกขึ้นมา! กูบอกให้ลุกขึ้นมาไอ้เหี้ยคิท!"

ผมไม่มีวันได้ยินคำว่ารักจากมัน และคำว่ารักของผมก็ไม่เคยไปถึงมัน และนั่นคือความค้างคาใจที่ตามหลอกหลอนผมอยู่ตลอด ผมจึงอยากถามมันให้แน่ใจ ว่าถ้าเราเป็นเพื่อนกันจริงๆ ผมจะรักคนอื่นได้ไหม

มันจะยอมให้ผมรักใครได้หรือยัง...

...

ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนเลยที่ฝนไม่หยุดตก ผมไม่รู้ว่าฤดูฝนมันมีกี่เดือน แต่ภาวนาให้มันผ่านไปไวๆ เสียที วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ฝนกระหน่ำลงมาไม่หยุดตั้งแต่เช้าจึงออกไปไหนไม่ได้เลย แต่โชคดีที่เป็นวันหยุดผมจึงหมกตัวนอนอยู่แต่ในห้องทั้งวัน กระทั่งรู้สึกเบื่อจึงเดินมาหาเพื่อนคุยข้างล่าง แต่ไม่เจอใครนอกจากหนูแฮมเตอร์สัตว์เลี้ยงแสนรักของพี่ซรที่วางอยู่บนโต๊ะกระจก และไอรอนแมนของเท็นก็นอนอยู่ใกล้ๆ กันอย่างสมานฉันท์

ผมนั่งลงที่โซฟา มองดูหนูตัวเล็กที่อยู่ในกรง ตาโตของมันกำลังมองลอดกรงออกมาจ้องผมกลับ ผมเห็นพี่ซีโพสท์รูปมันลงเฟสบุ๊กแทบทุกวันจนอยากจะให้รางวัลคนอวดหนูดีเด่นไปเลย เอาจริงหนูมันก็น่ารักดี แต่สาบานด้วยเกียรติแห่งมนุษย์ ผมไม่เคยหน้าคล้ายมัน มันไม่เคยหน้าคล้ายผม ไม่มีส่วนไหนที่เราคล้ายกันเหมือนที่พี่ซีมโนไปเอง 

"อ้าว หนูใหญ่"

ผมหันมองพ่อมันที่เดินออกมาจากห้องพอดี แยกเขี้ยวใส่ไปทีหนึ่งตอนเขาเรียกผมแบบนั้น

"สมาชิกหอหายไปไหนกันหมดอะครับ"

"ฝนตกหนักป้าทิพย์เลยไม่เข้ามา ไอ้เท็นไปมหาลัยตั้งแต่เช้า ไอ้ไคกลับบ้าน"

ผมพยักหน้าตามหลังจากพี่ซีสาธยายถึงบรรดาสมาชิก

"แล้วนี่พี่จะออกไปไหนอะ?" ผมถามขณะที่เขากำลังหยิบร่มขึ้นมา

"ไปมินิมาร์ทแป๊บนึง ไปป่ะ"

"ฝนตกๆ เนี่ยนะ"

"อือ ไปไหม"

ผมลังเลนิดหน่อย ใจก็อยากไปหาอะไรกินแต่อีกใจก็เบื่อฝน

"ไม่เปียกหรอก"

ผมพยักหน้ารับพี่ซีที่บอกให้ผมมั่นใจ แล้วลุกออกไปมินิมาร์ทด้วย ดีที่ฝนซาลงไปนิดหน่อยผมจึงไม่เปียก หรือต่อให้มันตกหนัก ผมก็รู้ว่าผมจะไม่เปียก เพราะมีพี่ซีอยู่ตรงนี้ อย่างตอนนี้พี่ซียื่นร่มแทบจะทั้งหมดมากางให้ผม ส่วนเขาไม่ได้สนว่าตัวเองจะโดนฝนหรือเปล่า

"เดี๋ยวก็เปียกหรอก" ผมว่าแล้วขยับตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ เขากว่าเดิม เพื่อให้ร่มบังเราทั้งคู่จากเม็ดฝนได้พอดี  

"ทำไมน่านไม่ชอบฝนอะ"

"เปียกไง"

"เย็นดีจะตาย"

"ผมไม่ได้โลกสวยเหมือนพี่นี่"

เขายกมุมปากขึ้นยิ้ม ก่อนจะกุมมือผมแล้วยื่นออกไปให้โดนฝน

"เฮ้ย"

"ลองดูดิ" เขาพูดเสียงนิ่มแล้วจับมือผมแบออก เม็ดฝนตกลงมากระทบมือจนรู้สึกเย็นวาบ พี่ซียิ้มกว้างขณะที่หน้าเราอยู่ใกล้กันนิดเดียว ฝนเย็นฉ่ำอย่างที่เขาบอก และตัวเขาเองเย็นเหมือนฝน อยู่กับเขาแล้วผมรู้สึกแบบนั้น

"ที่จริงแล้วผมไม่ได้เกลียดที่ตัวเองต้องตัวเปียกหรอกครับ"

"แล้วทำไมอะ"

"ทุกครั้งที่ฝนตก ผมจะนึกถึงคิท"

พี่ซีพยักหน้ารับแล้วดึงมือผมกลับเข้ามา ก่อนเขาจะหยุดเดิน ผมก็ต้องหยุดไปด้วยแล้วหันไปมองหน้าเขา

"น่านยังไม่ได้ตอบคำถามพี่เลยนะ ที่เคยถามว่ายังรักคิทอยู่หรือเปล่า"

ผมไม่ได้ตอบคำถามของเขาแต่ก็ไม่ได้ลืม

"ไม่อยากตอบเหรอ"

"ตอบไม่ได้ต่างหาก"

"งั้นถามใหม่ก็ได้"

"ครับ?"

"น่านชอบพี่ไหม"

"..."

"ชอบพี่หรือเปล่า"

"พี่ซี ผมไม่รู้ว่าผมจะรักใครได้ไหม"

"..."

"ผมต้องถามให้แน่ใจก่อน"

"ถามตัวเองเหรอ"

"เปล่า ถามคิท"

หัวคิ้วของพี่ซีขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ ผมรู้พี่ซีเหนื่อยกับความคิดของผม ผมเองก็ไม่ต่างเหมือนกัน ผมไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ ผมเองก็หนักหัวใจจนเหนื่อยล้าไปหมดแล้วเหมือนกัน

"ถ้าน่านจะรักใคร ต้องถามคิทก่อนใช่ไหม"

ผมเงียบ ก่อนจะฝืนใจพยักหน้าออกมาเบาๆ ขณะที่พี่ซีปล่อยร่มลงสู่พื้นจนฝนนั่นทำให้ผมเปียก

"พี่ซี"

"งั้นน่านถามเลย"

"ครับ?"

"คิทอยู่ที่นี่แล้ว"



To be continued.

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น