หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 33 อาร์ธัส

ชื่อตอน : ตอนที่ 33 อาร์ธัส

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 81

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 33 อาร์ธัส
แบบอักษร

             เมื่อเวลาบ่ายสองโมง เสียงออดหน้าประตูก็ดังขึ้น หลังจากที่เฟิงปู้เจวี๋ยถูกปลุกจนตื่นเขารู้สึกว่ามึนๆ อึนๆ อารมณ์ไม่ค่อยจะดี

            ถึงแม้ในตอนเช้าในขณะอยู่ที่คลินิกสัตว์เลี้ยงได้จับเจ้าแมวเหมียวอาบน้ำไปแล้ว แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านเขาก็ทำงานบ้านกว่าครึ่งชั่วโมงถึงมีเวลาได้พัก เสื้อผ้าเขาก็ยังไม่ได้ถอด หัวถึงหมอนก็หลับเลย จนถึงตอนนี้น่าจะยังไม่เกินหกชั่วโมงด้วยซ้ำ

            เขาเดินมึนมึนมายังหน้าประตู เฟิงปู้เจวี๋ยกดไปที่ลำโพง : “ใครอะ?”

            “ฉันเอง” หวังทั่นจือกล่าว “ท่านเปาก็มาด้วยนะ”

“ประตูเปิดรึยัง?” เฟิงปู้เจวี๋ยกดปุ่มเปิดประตู ถามไปหาวไป

“เปิดแล้ว ขึ้นไปก่อนค่อยว่ากัน”

หลังจากที่สนทนากันจบไปแล้วประมาณหนึ่งนาที ทั้งสองก็ขึ้นลิฟต์ขึ้นไปพร้อมกัน  เดินไปตามทางเดินแล้วก็มากดกริ่งที่หน้าประตูห้องของเฟิงปู้เจวี๋ย เขาเดินมามองผ่านตาแมวที่อยู่บนประตูแล้วเปิดประตูออก เขาไม่ได้ทักทายสองคนนั้นเลย หันหลังแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาทันที

หวังทั่นจือกับ “ท่านเปา” คนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร เดินเข้ามาแล้วปิดประตู เอาพิซซ่าแล้วก็เบียร์แพคหนึ่งวางไว้บนโต๊ะน้ำชา แล้วเดินตรงไปหยิบจานและตะเกียบที่ห้องครัวของเฟิงปู้เจวี๋ย

“นี่? พี่เฟิง ทำไมมีแมวละ?” หวังทั่นจือเจอเจ้าแมวตัวลายนอนแบะบนโซฟาอย่างรวดเร็ว

“ฉันก็เลี้ยงมันไง ไม่เห็นถาดทรายที่อยู่ตรงกำแพงเหรอหา” เฟิงปู้เจวี๋ยเปิดขวดเบียร์ด้วยอาการสะลึมสะลือ เขาดื่มมันราวกับกำลังบ้วนปาก แล้วก็กลืนมันลงไป ......

“พี่เริ่มเลี้ยงแมวตั้งแต่เมื่อไร?” หวังทั่นจือถามไปพลางเอามือเข้าไปใกล้เจ้าแมวเหมียว

“เมื่อเช้านี้” เฟิงปู้เจวี๋ยสะอึกแล้วตอบ “อย่าคิดว่ามันกำลังนอนอยู่นะ แมวเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างระวังตัว ดูไปแล้วเหมือนมันจะนอนวันละสิบชั่วโมง แต่จริงๆ แล้วหากมีลมพัดโชยเพียงเล็กน้อย หูของมันก็จะกระดิกทันที นั่นหมายถึงว่า ......”

ขณะที่เสี่ยวทั่นกำลังจะจับแมว มันก็ลืมตาขึ้นมาทันที และวิ่งวนหมุนไปทางด้านหลังโซฟา เสี่ยวทั่นเกือบล้มหน้าคว่ำ เพราะร่างกายเสียการทรงตัวไป

“นายคิดยังไงถึงอยากจะเลี้ยงแมวขึ้นมาอีกแล้วละ?” ท่านเปาหยิบจานและกระดาษทิชชู่ออกมาจากห้องครัว โบกมือไปมา เรียกให้เสี่ยวทั่นนั่งบนโซฟาดีๆ แล้วตัวเองก็นั่งลงด้วย

เขาชื่อว่า “เปาชิง” อายุมากกว่าพวกเขาสองคนหลายเดือน น่าจะประมาณสักเกือบปีเห็นจะได้ บวกเขาทั้งสามเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยอนุบาล เปาชิงได้รับฉายาว่าท่านเปามาตั้งแต่สมัยอนุบาลแล้ว ปัญหาคือ ...... ตัวเขาไม่ดำเลย บ้านก็ไม่มีใครรับราชการหรือเป็นขุนนางเลย ตอนเรียนก็ไม่ได้อยู่แถวหน้าอะไร

ใครจะคิด  ท่านเปาโตขึ้นมาจะกลายเป็น “ขุนนางผู้ใหญ่” ขึ้นมาจริงๆ ตอนนี้เขาอายุ 25 ปี เขารับราชการมีลูกสาวอายุสองขวบครึ่งแล้ว เขาดูมั่นคงมากกว่าหนุ่มโสดอีกสองคนมากหลายเท่าตัว เอกลักษณ์เฉพาะตัวของท่านเปาที่มีมาตั้งแต่เด็กนั้นก็คือหน้าของเขาจะ “อมทุกข์” ตลอดเวลา หลังแต่งงานแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง หน้านี่ขมขื่นสุดๆ

“มันเป็นวาสนาระหว่างฉันกับแมว” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “ก็ให้มันเป็นไปตามนั้น”

เวลาที่ทั้งคู่ถามคำถามออกไปใช้แต่คำว่า “อีก” เพราะพวกเขารู้ดีว่า เฟิงปู้เจวี๋ยเคยเลี้ยงแมวมาก่อนสมัยเด็กๆ ในตอนนั้นแมวของคุณยายข้างบ้าน คลอดลูกออกมาสี่ตัว ก็เลยให้เฟิงปู้เจวี๋ยหนึ่งตัว เขาเลี้ยงมันถึงสิบสามปี จากเจ้าแมวน้อยกลายเป็นแมวเฒ่า สุดท้ายก็ตายไป จากเด็กตัวเล็กก็โตเป็นผู้ใหญ่ เขาฝังแมวเฒ่าด้วยมือของเขาเอง

“ตั้งชื่อให้มันหรือยัง?” หวังทั่นจือถามด้วยความตื่นเต้น

“อาร์ธัส” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบด้วยท่าทีเรียบเฉย ราวกับชื่อนี้ไม่ใช่ชื่อที่พูดออกมาเฉยๆ แต่คิดมาแล้วอย่างดี

“ถุย ......” ท่านเปาถึงกลับสำลักน้ำออกมา “ต่อให้นายจะไม่อยากให้เสี่ยวทั่นตั้งชื่อให้มันแค่ไหน ช่วยเลือกชื่อที่มันทั่วไปหน่อยได้ไหม อย่างคุโระ ไม่ก็ไมค์”

เฟิงปู้เจวี๋ยดีดนิ้ว : “อาร์ธัส”

เจ้าแมวตัวลายหันกลับมาตอบรับด้วยเสียง “เหมียว”

“ดูดิ ไม่มีการฝืนอะไรเลยนะ” เฟิงปู้เจวี๋ยมองไปยังหน้าของเจ้าแมวเหมียว

“ฉันต้องโพสต์ลงโซเชียล” เสี่ยวทั่นหยิบมือถือออกมา

“เดี๋ยวก่อน” เฟิงปู้เจวี๋ยวางขวดเบียร์ลง เขาเดินไปดึงม่านที่หน้าต่างออก แล้วก็รีบอุ้มอาร์ธัสขึ้นมาเพื่อให้มันหนีไปไม่ได้

มือทั้งสองของเฟิงปู้เจวี๋ยขยับไปมาท่ามกลางเสียงร้องของเจ้าแมว เขายกมันขึ้นมมา หน้าของเจ้าแมวหันหลังให้กับเขา เขายื่นมือออกไป ยกเพื่อต้อนรับแสงแห่งอรุณ เขากำลังเลียนแบบฉากในหนังเรื่องเดอะไลอ้อนคิง แล้วก็พูดบทอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย

“ลูกชายของข้า ...... วันที่เจ้าลืมตาดูโลก ทั่วทั้งอาณาจักรลอร์ดารอนได้ขนานนามชื่อของเจ้าว่า ...... Arthas ......”

หวังทั่นจือหยิบมือถือขึ้นถ่ายไปที่หน้าเจ้าแมวน้อย แล้วเริ่มถ่ายแบบมุมสามร้อยหกสิบองศา

“พวกนายเล่นอะไรกันเนี่ย! อายุเท่าไรกันแล้วห้ะ! นี่คือชีวิตประจำวันของคนบ้าหรือไง?”

หลังจากที่ถูกท่านเปาว่าไป ทั้งคู่ก็กลับมานั่งที่โซฟา อาร์ธัสก็วิ่งไปนอนลงบนที่นอนของมัน

“ทำไมอาทิตย์นี้ว่างละท่านเปา?” เฟิงปู้เจวี๋ยถาม

“เมียฉันพาลูกกลับบ้านแม่ยายน่ะ” ท่านเปากินเบียร์แล้วตอบอย่างสบายใจเฉิบ

“ถาวรหรือว่าแค่ชั่วคราว?” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ

“ไร้สาระ! จะไปถาวรได้ไงเล่า! แม่ยายอยากเจอหลานแค่นั้นแหละ” ท่านเปาเกือบสำลักเบียร์ตาย

“ก็ดูหน้าตาแบบเหมือนได้อิสรภาพคืน ......” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ

หวังทั่นจือพูดตัดบทพวกเขา เขาหยิบรีโมทขึ้นมาแล้วถามว่า : “หัวข้อหลักของอาทิตย์นี้คืออะไร?”

“หนังมาราธอนห่วยๆ” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ

“ห๊า?” หวังทั่นจือหันกลับมา

เฟิงปู้เจวี๋ย : “ใช่ อันนี้แหละ ที่ครั้งที่แล้วเราคุยกันไว้ ภาพยนตร์ชื่อห่วยๆ ที่ผ่านการทดสอบมาแล้ว จนกลายมาเป็นบรรทัดฐานของภาพยนตร์ แต่เราไม่เคยได้ดูมัน”

“ก็ได้ ...... เรามาดูกัน ......” หวังทั่นจือใช้รีโมทกดไปที่เมนูรายการบันเทิง

เมื่อพวกเขาสามคนมารวมตัวกัน พวกเขาก็จะคิดหัวข้อหลักขึ้นมา แล้วนั่งดูหนังต่อเนื่องสิบชั่วโมง แต่ภาพยนตร์ที่ดูส่วนมากเป็นหนังในศตวรรษที่ยี่สิบตอนต้นและศตวรรษที่ยี่สิบตอนปลาย หลังจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พัฒนาขึ้น จนมาถึงกระทั่งคอมพิวเตอร์รุ่นที่ห้า แทบจะหาหนังเก่าแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว ในอนาคตต่อให้หนังมันจะห่วยมากแค่ไหน ก็ยังคงมีเสียงหรือภาพหลงเหลืออยู่

“[โกสต์ ไรเดอร์ มัจจุราชแห่งรัตติกาล] เป็นไง?” หวังทั่นจือกล่าว

“นายรู้จัก [แดร์เดวิล] ไหม” เฟิงปู้เจวี๋ยถาม

“อืม ...... เคยดู” หวังทั่นจือกล่าว

“ผู้กำกับคนเดียวกัน” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

“ก็ได้ ......” หวังทั่นจือค้นหา “ดูอันนี้ไหม ‘แวมไพร์ ทไวไลท์ 4 เบรกกิ้งดอว์น ภาคจบ’ โห้ เรื่องนี้มีเจ็ดภาคแน่ะ” (ในปี 2055 ก็เพิ่มมาอีกสองตอน)

“ยังไม่เคยดูสักภาค” ท่านเปายักไหล่

“ฉันจำได้เรื่องนี้ได้รับรางวัลโกลเด้นราสเบอรี อวอร์ดส์ตั้งเจ็ดรางวัลจากสิบรายการ หลังจากนั้นมีถึงสามภาคที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในหนังห่วยสุดแห่งศตวรษที่ยี่สิบเอ็ด” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

“ฉันอยากรู้จังว่าอีกสองภาคคืออะไร ...... อย่าบอกนะว่ามันเป็นตอนที่แยกออกมาจากภาคนี้น่ะ” ท่านเปาพูด

“ไม่ใช่ มันคือเรื่อง ‘สงครามผลาญพันธุ์มนุษย์’ และ ‘แจ็ค แอนด์ จิลล์’ ในปี 2012 เหมารางวัลโกลเด้นราสเบอรี อวอร์ดส์มาได้ทั้งหมด” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “ฉันก็แค่เคยได้ยินมา แต่ยังไม่เคยเจอ ถ้างั้นวันนี้ดูสามเรื่องนี้ดีไหม”

“แล้วแต่เลย” “เห็นด้วย” เสี่ยวทั่นและท่านเปาตอบรับ

หลังจากนั้นสองชั่วโมง ......

“พวกนายยังโอเคกันอยู่ไหม?” ท่านเปาถามขึ้นมาในตอนท้ายของเรื่องที่ปรากฏบนหน้าจอ

หวังทั่นจือสายตาดูมืดมนมองดูบนพื้น : “ฉันเหมือนกับว่ามีของสำคัญอะไรหายไป ......”

เฟิงปู้เจวี๋ยมองไปยังแสงอาทิตย์นอกหน้าต่างด้วยสีหน้าหมองคล้ำ : “มันเป็นสองชั่วโมงที่อัปยศที่สุดในชีวิตของฉัน สมองของฉันจะระเบิดอยู่แล้ว ......”

“เหลืออีกสองเรื่องเป็นแนวแฟนตาซีกับแนวตลก ...... เราดูหนังตลกก่อนละกันนะ” หน้าตาของท่านเปาดูขมขื่นและจริงจัง

หลังผ่านไปเก้าสิบนาที ......

“ไม่รับประกันให้อัล ปาชิโนในตอนท้ายเลย” หวังทั่นจือกล่าว

“แสดงได้ยี้มาก เนื้อเรื่องแบบ ......” หวังทั่นจือกล่าว “ท่านเปาว่าไง?”

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ

“ท่านเปา? ท่าน ......”

 เฟิงปู้เจวี๋ยหันหัวกลับมา แล้วเห็นว่าท่านเปาถึงกับหลับไปแล้ว แถมยังกรนอีกเล็กน้อย

“ไอ้ข้าราชการสารเลว ......”

ในเวลาหกเจ็ดโมงเย็น ทั้งสามคนไปนั่งกินบาบีคิวที่ไม่ถึงกับสกปรกแต่ก็ไม่ได้สะอาด พี่เจวี๋ยกับเสี่ยวทั่นก็ได้เล่าเรื่องของเกมสวนสนุกสยองขวัญให้ท่านเปาฟัง แต่ว่าท่านเปาดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจเท่าไร ผู้ชายที่มีครอบครัวมันก็จะดูเศร้าหน่อย ไม่ค่อยจะมีเวลาส่วนตัวหรือเวลาบันเทิงสักเท่าไหร่ ทั้งสามคนคุยกันอยู่หลายชั่วโมง จนถึงสามทุ่มก็แยกย้ายกันไป เฟิงปู้เจวี๋ยบอกกับหวังทั่นจือไว้แล้วว่า ช่วงเช้ามืดเขาจะเข้าไปเล่นเกมสักด่านสองด่าน แล้วพวกเข้าก็แยกกันกลับบ้านไป

มิตรภาพของทั้งสามคนนี้ถือได้ว่าได้มาไม่ง่าย เป็นอะไรที่จริงใจสุดๆ ตอนเด็กๆ ทุกคนต่างเป็นเด็กขี้มูกไหลย้อย ดูซื่อๆ ใสๆ ดังนั้นมิตรภาพนี้จึงเป็นอะไรที่บริสุทธิ์ ถึงแม้จะผ่านไปห้าหกปีแล้ว ความรู้สึกก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

............

ตอนกลางวันเขานอนไม่พอ แต่เขาพิจารณาแล้วว่าจะเข้าเล่นเกม เฟิงปู้เจวี๋ยวางแผนไว้ว่าจะเขาไปนอนในเคบินเกมตอนเที่ยงคืน หลังจากสแกนตัวตนแล้ว เขาเลือกจะเข้าโหมดนอนหลับเข้าระบบ และเซ็ตเวลาเชื่อมต่อไว้

[ประเภทการเชื่อมต่อนั้นคือโหมดการนอนหลับ กำลังปรับปรุง ...... ปรับเปลี่ยนสำเร็จ กรุณาเลือกเวลาการเข้าสู่ระบบ หรือย้อนกลับไปด้านบน]

[ตั้งค่าสำเร็จ เชื่อมต่อกับโปรแกรมในวันที่ 6 เมษายน ปี 2055 เวลา: 01:00 AM ราตรีสวัสดิ์]

หลังจากสิ้นเสียงระบบ เฟิงปู้เจวี๋ยก็หลับตาลง ในเคบินเกมสบายมาก บวกกับความเมาเล็กน้อยของเขา เขาหลับไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เขารู้สึกตัวอีกครั้ง เขาก็ได้มายืนอยู่ที่หน้าลิฟต์ที่คุ้นเคย หน้าจอบนกำแพง แสดงเวลาในโลกแห่งความจริง วันที่ 6 เมษายน ปี 2055 เวลา: 01:00 AM แต่นาฬิกาดิจิตอลมันไม่แสดงวินาที หลังจากที่เริ่มรู้สึกว่าเลยเวลามาแล้วหลายนาที เวลายังไม่ได้กระโดดไปในเวลา 01:01 แต่กลับเข้าสู่โหมดนอนหลับในสวนสนุกสยองขวัญแล้ว

บนหน้าจอปรากฏคำร้องขอร่วมทีมของหวังทั่นจือขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หลังจากร่วมทีมกันแล้ว เฟิงปู้เจวี๋ยก็พบว่าหลงอ้าวหมินก็อยู่ในทีมแล้ว นั่นเป็นเพราะเสี่ยวทั่นเห็นสถานะว่างของอีกฝ่ายจึงเชิญเขาร่วมทีมอยู่

“พี่เจวี๋ย เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” หวังทั่นจือเอ่ยปากบอก

“มีคนฝึกจนเลเวล 20 แล้วเหรอ?” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบรับ

“อ้าว? พี่รู้แล้วเหรอ?”

“เดาจากเสียงของนายนั่นแหละ”

“เหอะๆ ...... น้องเฟิ่งนี่สุดยอดเลย” หลงอ้าวหมินตอบ “ประมาณเที่ยงคืนครึ่ง ผู้เล่นคนแรกที่มีเลเวลยี่สิบได้เกิดขึ้นแล้วที่เซิร์ฟหนึ่ง”

เฟิงปู้เจวี๋ยดูในช่องทีม ไม่เจอกันวันเดียว หลงอ้าวหมินก็ฝึกจนถึงเลเวลสิบสามแล้ว หวังทั่นจือก็เลเวลสิบเอ็ดแล้ว คิดว่าเขาน่าจะเข้าระบบมาก่อนสักสิบนาที แล้วก็เข้าโหมดเล่นเดี่ยวเพื่ออัพเลเวลแน่ๆ

“ผู้เล่นคนแรกที่ได้เลเวลสูงสุดระบบประกาศด้วยเหรอ?” เฟิงปู้เจวี๋ยถาม

“ใช่ ผู้เล่นที่อยู่ในพื้นที่ล็อกอินทั้งหมดจะได้ยินเสียงประกาศแจ้งเตือน บนหน้าจอก็จะมีข่าวใหม่ปรากฏ ในเว็บบอร์ดก็กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปแล้ว” หลงอ้าวหมินตอบ

“ขอฉันดูหน่อย ......” เฟิงปู้เจวี๋ยเข้าไปดูในเว็บบอร์ด แล้วเข้าไปค้นหาประกาศบนสุด หัวข้อเขียนว่า : [ขอแสดงความยินดีกับ “ผู้ไร้ความหวาดกลัว” สังกัดสตูดิโอ “จื้อสวี่” ที่ได้กลายมาเป็นผู้เล่นคนแรกที่สามารถบรรลุเลเวลสูงสุดของกาทดสอบระบบ]

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น