kkmamasung

ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันได้ ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านแล้วแวะเวียนมาค่ะ 🙏🙏🙏🙏 ทุกเรื่องอ่านฟรีจนจบ แต่งจบติดกุญเเจเด้อ

องค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์ที่มาความแค้น

ชื่อตอน : องค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์ที่มาความแค้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ค. 2561 08:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
องค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์ที่มาความแค้น
แบบอักษร

ณ แคว้นเป่ย

 ในห้องโถงของที่ประชุมใหญ่ของแคว้น ขุนนางหลายสิบคนกำลังนั่งเรียงกันเป็นแถวเต็มสองฝั่ง บนบัลลังก์มีฮ่องเต้หนุ่มที่พึ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานนั่งประทับบนบัลลังก์ด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

"ขอฝ่าบาททรงพิจารณาด้วยเถิด ด้วยว่าแคว้นเป่ยของเราเพิ่งมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินได้ไม่นาน ถือว่ายังไม่มีความมั่นคงมากนักหากเป็นเช่นนี้เกรงว่าจะลำบาก อาจมีพวกคนคิดไม่ซื่อหรือแคว้นอื่นคิดเข้ามายึดครองได้"

เสนาบดีฝ่ายซ้ายเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

"หม่อมฉันขอเสนอพะยะค่ะ หม่อนฉันเห็นด้วยกับเสนาบดีฝ่ายซ้าย ว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อเสริมความมั่นคงของแคว้นจะได้ไม่มีผู้ใดคิดรุกราน"เสนาบดีหฝ่ายขวาเสริม

"ในเมื่อพวกท่านคิดเห็นตรงกันว่าข้าควรหาวิธีทำให้แคว้นเรามั่นคง พวกท่านก็จงเสนอมาเถิดข้าจะรับไว้พิจารณา"

เสียงเข้มเอ่ยพลางใบหน้าก็เคร่งขึมมากกว่าเดิม 

"แต่ไหนแต่เรา แคว้นเราเป็นพันธมิตรกับแคว้นเว่ยซึ่งถือได้ว่ามั่นคงและยิ่งใหญ่ แคว้นเป่ยแคว้นเว่ยเปรียบดั่งบ้านพี่เมืองน้อง หากขาดเหลือสิ่งใดย่อมมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หม่อมฉันเห็นสมควรว่าต้องมีการแต่งตั้งองค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์พะยะค่ะ"

"องค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์รึ แล้วหากมีการส่งองค์หญิงแคว้นเราไปนางจะไปอยู่ในฐานะใด"

ฮ่องเต้หนุ่มถามด้วยใบหน้าครุ่นคิดปนสงสัยเพราะเขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน

"กระหม่อมขอบังอาจทูลพะยะค่ะ องค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์หากถูกส่งจากแคว้นเป่ยไปแคว้นเว่ย ย่อมต้องไม่เป็นรองสตรีใด ด้วยสัญญาต่างแคว้นที่มีมาแต่ดั่งเดิม หากมีการเชื่อมสัมพันธ์องค์หญิงจากแคว้นเราจะได้สิทธิในการเป็นชายาเอกพะยะค่ะ"เสนาบดีฝ่ายซ้ายเอ่ย

"แล้วเราจะส่งไปโดยไม่เจาะจงผู้รับหรือ"ฮ่องเต้หนุ่มยังคงถามต่ออย่างสงสัย

"หากต้องการความมั่นคงต้องมอบให้ผู้ที่มีอำนาจในแคว้นพะยะค่ะ  หม่อมฉันเห็นควรว่าควรมอบแก่องค์ฮ่องเต้แคว้นเว่ย พะยะค่ะ"

"ข้าขอแย้ง ข้าเห็นสมควรว่าเราควรมอบองค์หญิงให้กับผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อเท่านั้น เนื่องด้วยองค์ฮ่องเต้แคว้นเว่ยเพลานี้ก็สุขภาพมิได้แข็งแรงมาก อาจมีการผลัดเปลี่ยนมือเมื่อใดก็ได้ข้าเห็นสมควรว่าเราควรส่งองค์หญิงจากแคว้นเราเพื่อเป็นชายาเอกขององค์รัชทายาทแคว้นเว่ยน่าจะเหมาะกว่า ขอฝ่าบาททรงพิจารณาด้วย"

เมื่อขุนนางฝ่ายขวาพูดจบเหล่าขุนนางทั้งท้องพระโรงก็แห่กันส่งเสียงเพื่อเสริมทัพอีกระรอก

"ตกลงเราจะส่งมอบองค์หญิงให้กับองค์รัชทายาท แต่ใครละที่จะสมควรแก่การแต่งตั้งนั้น"

"กระหม่อมขอเสนอ องค์หญิงไป๋เยว่หลันพะยะค่ะ เนื่องด้วยวัยยี่สิบชันษาของพระนาง สมควรแก่การสมรสเป็นอย่างยิ่งอีกทั้งองค์หญิงเยว่หลันเป็นองค์หญิงที่เพียบพร้อมที่สุดในแคว้นทั้งความเฉียวฉลาด ความอ่อนโยน ความปราชเปรื่องและความงดงามของพระนาง ย่อมเหมาะสมแก่การเป็นชายาเอกและองค์รัชทายาทแคว้นเว่ยเองเพลานี้ก็37ชันษานับว่ายังไม่ห่างไกลกันมาก"

ขุนนางฝ่ายซ้ายเสนอเสร็จทั้งท้องพระโรงต่างส่งเสียงดังขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน ทุกคนต่างสนับสนุนและเห็นด้วยกับการเลือกองค์หญิงที่เพียบพร้อมและสูงส่งที่สุดที่เหมาะสมแก่ตำแหน่งซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก 'ไป๋เยว่หลัน'

"ถ่ายทอดคำสั่งให้องค์หญิงเยว่หลันรับตำแหน่งองค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์แคว้นเป่ย และส่งม้าเร็วไปแจ้งแก่แคว้นเว่ยว่าทางเราจะส่งองค์หญิงไปบรรณาการเพื่ออภิเสกกับองค์รัชทายาทเเคว้นเว่ยในอีก3 วัน"

ณ ตำหนัก เยว่หลัน

หญิงสาวรูปร่างเพรียวบางอยู่ในชุดสีชมพูอ่อน กำลังหลับตาพริ้มฟังเสียงกู่เจิงที่ตนบรรจงดีดอย่างเพลิดเพลิน ใบหน้างามอมยิ้มน้อยๆ ช่างเป็นภาพที่งดงามเหลือบรรยาย บรรดาเหล่านางกำนัลต่างมองมาที่นางอย่างชื่นชม

"องค์หญิงเยว่หลันรับราชโองการ" 

เสียงเซียวกงกงดังขึ้นพร้อมบัญชาขององค์ฮ่องเต้ ร่างงามพลันรีบลุกจากกู่เจิงที่เล่นเเละเดินมารับราชโองการที่เซียวกงกงอย่างรวดเร็ว

"องค์หญิงเยว่หลันมีพระชนมายุยี่สิบชันษา ข้าเห็นสมควรว่าควรออกเรือนได้ ด้วยความเฉลียวฉลาดความงดงามอ่อนหวาน ข้าขอแต่งตั้งไป๋เยว่หลันเป็นองค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์สมรสกับองค์รัชทายาทแคว้นเว่ย และให้องค์หญิงเตรียมตัวอีกสามวันจะออกเดินทาง"

"เป็นพระกรุณา ไป๋เยว่หลันรับราชโองการ"

หมดหน้าที่ เซียวกงกงพร้อมผู้ติดตามก็เดินกลับไปทันที 

"ข้าคงเลี่ยงการออกเรือนไม่ได้สินะ ท่านพี่คงจำเป็นจริงๆถึงส่งข้าไปเป็นองค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์"

ใบหน้างามฉายแววเศร้าเมื่อนึกถึงอิสระที่ตนพยายามเก็บไว้นางเก็บตัวจนอายุอยู่ในวัยยี่สิบชันษาที่จริงนางควรออกเรือนและสมรสไปนานแล้ว แต่นางพยายามบ่ายเบี่ยงและขอผลัดมาตลอด แต่นี่คงถึงคราวจำเป็นจริงๆท่านพี่ถึงได้ส่งนางไป ครานี้เยว่หลันเข้าใจดีถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ เพราะพี่ของนางเพิ่งจะได้ขึ้นครองราชย์อะไรหลายอย่างจึงไม่มั่นคง แผ่นดินเป่ยอาจถูกรุกรานได้เสมอหากมิรีบหากำลังสนับสนุน

"องค์หญิงเพคะ เหลือเวลาอีกสามวันถึงจะออกเดินทาง องค์หญิงอยากให้ข้าน้อยทำอย่างไร ทรงรับสั่งมาได้เลยนะเพคะ"

ชิงชิงสาวใช้คู่ใจเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งมองใบหน้างามครุ่นคิดอะไรได้สักพัก

"เอาของที่จำเป็นไปก็พอ อ้อชิงชิง เจ้าเอากล่องที่ใส่ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ของแคว้นเราไปด้วยห้ามลืมนะ แล้วก็ปิ่นของเจี่ยเจียและก่อนออกเดินทางข้าอยากไปหาท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่และเคารพหลุมศพบรรพชนสักครั้ง"

"เอ่อปิ่นนี่คือปิ่นขององค์หญิงที่สิ้นใจในสนามรบเมื่อหลายสิบปีก่อนที่คนเขาลือกันหรือเพคะ"

ชิงชิงกล่าวด้วยเสียงสั่นๆ นางรู้สึกกลัวและไม่กล้าแม้แต่จะจับปิ่นอันนั้นด้วยซ้ำเพราะมีคำเล่าขานกันมาว่าปิ่นอันนั้นคือปิ่นขององค์หญิงซึ่งไม่ปรากฏนาม ซึ่งนางตายในสนามรบอย่างปริศนาแม้จะผ่านไปเพียงยี่สิบเอ็ดปีแต่น่าแปลกที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงนามของนาง ไม่มีใครรู้หรือไม่มีใครกล้าพูด ช่างเป็นปริศนาเช่นเดียวกับการตายของนาง ชิงชิงหลับตาปี๋อย่างนึกกลัว

"ปิ่นนั่นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ข้ารู้สึกมีพลัง เสด็จพ่อมอบให้ข้าตั้งแต่วันที่ข้าเกิด แม้ที่มาของมันจะน่ากลัวแต่มันก็ไม่ได้ทำร้ายข้าแต่อย่างใดตรงกันข้ามข้ากลับอุ่นใจทุกครั้งที่มีมัน"

ชิงชิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและเดินออกไปอย่างเงียบๆเยว่หลันหลับตาและหายใจเข้าออกช้าๆ นางพบว่าการทำแบบนี้ทำให้จิตใจของนางสงบที่สุด

เช้าวันเดินทาง

ยามเหม่า(5.00-6.59 นาฬิกา)

ร่างงามอยู่ในชุดสีชมพูอ่อนสีกลีบบัว เยว่หลันหลังจากกลับจากตำหนักท่านพ่อท่านแม่นางก็เดินทางมาที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของแคว้นเพื่อเคารพวิญญาณของบรรพชน

"องค์หญิงเพคะ ได้เวลาเดินทางแล้วเพคะ"

ชิงชิงสาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาใกล้เยว่หลันเมื่อเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่นางต้องออกเดินทาง

"ไปเถอะ"

ริมฝีปากบางขยับเบาๆพร้อมส่งมืออันนุ่มนิ่มให้กับชิงชิงช่วยพยุงให้นางลุกขึ้น

เป็นเวลากว่า เกือบสองวัน กว่านางจะเดินทางมาถึงแคว้นเว่ย เมื่อมาถึงเยว่หลันได้เห็นถึงความรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ซึ่งนางก็ยอมรับว่าแคว้นเว่ยนั้นช่างรุ่งเรืองกว่าแคว้นเป่ยของนางนัก เมื่อรถม้าเคลื่อนมาถึงทางเข้าของราชวัง ดวงตากลมโตมองเห็นกำแพงสูงแต่ไกล เยว่หลันถอนหายใจพลางน้ำตาก็ค่อยๆปริ่มจนล้นตาคู่งาม

"ข้าต้องจากบ้านมาไม่รู้ว่าพระราชวังแห่งนี้จะเป็นนรกหรือสวรรค์ของข้ากัน หากเป็นนรกข้ามิต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็นหรือ หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดีนะเยว่หลัน"

รถม้าหยุดลงเมื่อเข้ามาถึงพระราชวัง เวลานี้ล่วงเลยเข้ายามอู่แล้ว(11.00-12.59 นาฬิกา) เมื่อมาถึงใบหน้างามแสดงความอ่อนล้าออกมาอย่างไม่ปกปิด

"องค์หญิง ข้าน้อยรั่วหนิงเป็นนางกำนัลมาต้อนรับท่านไปเรือนรับรองเพคะ"

นางกำนัลร่างเล็กเอ่ยก่อนจะคำนับและนำนางเดินไปยังเรือนรับรอง

สองขาหยุดลงเมื่อมาถึงเรือนไม้หลังงามขนาดใหญ่ ที่นี่ถูกตกแต่งขึ้นอย่างสวยงามสมเป็นตำหนักรับรอง

"เวลานี้องค์หญิงโปรดพักผ่อนให้สบาย อีกสองชั่วยามให้องค์หญิงเตรียมตัวเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ฮองเฮา ฮองไทเฮาและรัชทายาทเพคะ".

พูดจบนางกำนัลคนนั้นก็ล่าถอยไปเหตุใดถึงเร็วยิ่งนักองค์หญิงเพิ่มมาถึงแท้ๆแทนที่จะให้พักสักวันกลับเรียกให้เข้าเฝ้าทันที แล้วดูสิ องค์หญิงเดินทางมาตั้งไกลแต่กลับมีแค่นางกำนัลคงนึงที่มาต้อนรับ"ชิงชิงเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นว่าบริเวณนั้นไม่มีใครแล้ว

"อย่าสามหาวชิงชิง เจ้าไม่ควรพูดเยี่ยงนี้อย่าลืม นี่ไม่ใช่ที่ของเราหากมีใครได้ยินเราจะลำบากกัน ใครให้ทำเช่นไรก็ทำไปเถิด"

เยว่หลันเอ่ยอย่างขอไปทีเวลานี้นางเหนื่อยล้าเหลือเกินเหนื่อยเกินกว่าจะมาเสียเวลาใส่ใจเรื่องเช่นนี้

"ขออภัยเพคะองค์หญิง ข้าจะระวังให้มากกว่านี้องค์หญิงโปรดวางพระทัย"

ชิงชิงพูดจบก็รีบเดินไปเปิดประตูเพื่อให้องค์หญิงที่ดูเหน็ดเหนื่อยของนางได้พัก

2 ชั่วยามผ่านไป ณ ตำหนักกลาง

"เป็นเช่นไรเดินทางมาใช้เวลาเจ้าคงจะเหนื่อยไม่น้อย"

"ถวายบังคมฮ่องเต้ ฮองเฮา ฮองไทเฮาและองค์รัชยาทและพระ ญาติทุกพระองค์ ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใย หม่อมฉันไม่เหนื่อยเลยเพคะ"

ใบหน้างามคลี่ยิ้มออกมาจนผู้คนบริเวณนั้นแทบหยุดหายใจ รอยยิ้มนางช่างงามยิ่ง

"ตำแหน่งของเจ้าคือองค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์ ต้องแต่งเป็นชายาเอกของรัชทายาท ข้าในฐานะฮองไทเฮาเราต่างเป็นบ้านพี่เมืองน้อง ขาดเหลือสิ่งใดย่อมช่วยเหลือ ขนบธรรมเนียมแม้มีมานานใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มีอีกหลายวิธีที่เราจะช่วยกันเสริมความมั่นคง"

ฮองไทเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ผิดกับเยว่หลันและชิงชิงที่เมื่อได้ฟังก็ถึงกับจุกจนแทบจะเอ่ยอะไรไม่ออก ที่ฮองไทเฮากล่าวหมายความเช่นไรกัน

"เยว่หลันโง่เขลามิเข้าใจในสิ่งที่ฮองไทเฮาตรัส โปรดให้อภัยและช่วยทำให้ข้าแจ้งใจด้วยเถิด"

"ท่านพ่อลูกเองพะยะคะ"

บุรุษวัยกลางคนอยู่ในชุดสีแดงขลิบทองเนื้อผ้าหรูหรา เขาช่างดูคมเข้มน่าเกรงขาม องค์รัชทายาทสินะ เยว่หลันคิดในใจ

"องค์หญิงเยว่หลัน ข้าจะอธิบายให้ท่านแจ้งใจ ขอกล่าวก่อนว่าทุกอย่างหลังจากนี้ที่ข้าพูดไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นอันใด แต่ข้ากับท่านเรามิได้รักกันเวลานี้ข้าก็มีชายาเอกอยู่แล้วนางเองกำลังตั้งครรภ์หากมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งที่รวดเร็วเช่นนี้ เกรงว่าจะทำให้นางรู้สึกไม่ดี ข้ามีอนุมีชายามากมายมีลูกมากมายเกรงว่าข้าจะไม่คู่ควรกับท่าน ยิ่งข้าเห็นท่านในเวลานี้ข้ายิ่งคิดว่าสตรีที่งดงามเช่นท่านควรได้สมรสกับบุรุษผู้เพียบพร้อมกว่าข้า หวังว่าองค์หญิงจะแจ้งใจ"

ไม่คู่ควรเยี่ยงนั้นรึถ้าองค์รัชทายาทไม่คู่ควรกับข้าแล้วใครจะคู่ควร คงเป็นข้าสินะที่ไม่คู่ควรกับท่าน นี่นางโดนเขาปฏิเสธไม่สิทั้งราชวงศ์เลยมั้ง ทุกสายตามองนางด้วยสายตาที่สงสารปนเวทนา

ชิงชิงที่รู้สึกว่าตนจะทนไม่ไหวกำลังก้าวไปหมายจะถามให้รู้ความ ถึงแม้หัวจะหลุดจากบ่านางก็หาสนใจไม่ เพราะองค์หญิงของนางต้องเสียหน้าจากการปฏิเสธในครั้งนี้ แต่ยังไม่ทันก้าวมือเรียวของเยว่หลันก็ดึงชิงชิงเอาไว้พลางบีบข้อมือนางเบาๆ ชิงชิงเงยหน้าสบตาองค์หญิงเยว่หลันก็เห็นตาคู่งามกำลังแดงก่ำริมฝีปากขบเม้นจนเห็นเป็นรอยเลือดจางๆ ชิงชิงคิดในใจว่าน่าแค้นนักคนพวกนี้ใจร้ายเหลือเกิน ทุกคนที่นี่ต่างรู้ว่าที่องค์รัชทายาทเอ่ยก็แค่ข้ออ้าง ใจความสำคัญคือไม่อยากได้องค์หญิงของนาง ส่วนเรื่องแคว้นเป่ยก็ดูเหมือนจะไม่อยู่ในสายตาพวกเขาเลยสักนิด น่าเจ็บใจจริงๆองค์หญิงท่านจะทนได้หรือไม่เจ้าคะ คนพวกนี้หยามเกียรติของท่านแล้ว

"แล้วแต่พระองค์จะกรุณาขอแค่ไม่ทรงทอดทิ้งแคว้นเป่ยช่วยเหลือเรื่องความมั่นคง เยว่หลันเป็นเพียงองค์หญิงจากแคว้นเล็กๆมิมีอำนาจตัดสินใจใดๆแค่แคว้นเว่ยเมตตาข้าตัวแทนแคว้นเป่ยมิต้องการอะไรมากไปกว่านี้"

เยว่หลันเอ่ยอย่างขื่นขม นางไม่มีสิทธิเลือก ถึงอย่างไรหน้าที่หลักของนางก็เพื่อแผ่นดินแคว้นเป่ยเท่านั้น

"ข้ารู้สึกผิดต่อเจ้ายิ่งนักเยว่หลัน ข้าในฐานะฮ่องเต้เพื่อความสะบายใจทั้งสองแคว้น แคว้นเป่ยเองก็จะได้สบายใจไม่ต้องกังวลว่าข้าจะทอดทิ้งบ้านพี่เมืองน้อง ข้าจึงจะให้เจ้าสมรสเป็นชายาเอกของ อ๋องเจ็ด ฝูเว่ยหลง ซึ่งด้วยความผิดนี้ข้าขอรับผิดชอบโดยให้เจ้าเป็นชายาเพียงคนเดียวไม่มีอนุหรือชายารองเจ้าจะเป็นชายาเพียงคนเดียว เจ้าจะยินดีหรือไม่หากเจ้ายินดีข้าก็จะดีใจมาก"

"น้อมรับเพคะขอบพระทัยในพระกรุณา"

"ท่านพ่อข้าไม่แต่ง ไหนท่านบอกว่าให้ข้ามาดูพี่สะใภ้เฉยๆ ใยถึงเป็นเช่นนี้ไปได้"

"อ๋องเจ็ด เจ้าอย่าโวยวายเสียมารยาท องค์หญิงเยว่หลันนางงดงามทั้งกายและใจ นางจะต้องเป็นมารดาที่ดีของลูกเจ้าแน่"

"แต่นางอายุมากกว่าข้าตั้งสองปีท่านแม่ข้าไม่แต่งได้หรือไม่"

บุรุษรูปงามผู้มีเรือนผมสีดำผิวขาว ร่างสูงโปร่งที่ดูสำอางอยู่ในชุดสีน้ำเงินผ้าคลุมสีดำ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างขัดใจ คนผู้นี้คืออ๋องเจ็ดสินะ เป็นน้องขององค์รัชทายาท มีฮองเฮาเป็นพระมารดา ซึ่งจากที่เยว่หลันรู้บุรุษผู้นี้บอกว่านางอายุมากว่าเขาสองปี แสดงว่าอ๋องเจ็ดมีอายุเพียงสิบแปดปี

"อ๋องเจ็ดอาจจะดูเด็กไปสักนิดแต่เขาจะเป็นสามีที่ดีของเจ้าแน่นอน เมื่อเจ้าตกลงแล้วอีกสามวันข้าจะจัดพิธีอภิเสกให้กับเจ้าทั้งสอง"

"ท่านแม่ทำไมเร็วยิ่งนักผลัดไปอีกสองปีได้หรือไม่"อ๋องเจ็ดต่อรอง

"ไม่ได้จะต้องอภิเสกให้เร็วที่สุด จะได้เป็นการรักษาเกียรติของนาง"

รักษาเกีรยติของข้าหรือ เกรียติที่พวกท่านย่ำยีดูถูกเหยียดหยามจนพอใจแล้วใช่หรือไม่

"ทุกอย่างเยว่หลันล้วนยินดีขอบพระทัยในพระเมตตา หากไม่มีอะไรแล้ว หม่อนฉันขอตัวรู้สึกเพลียยิ่งนักเพคะ"

"เช่นนั้นก็ไปพักเถิดอีกสามวันเจ้าก็จะเข้าพิธีแล้ว"

ฮ่องเต้เอ่ยอย่างนุ่มนวลพระองคก็รู้สึกเอ็นดูนางมากแต่เพราะองครัชทายาทไม่อยากได้นางเป็นชายา นี่จึงเป็นทางเดียวที่พระองค์จะช่วยนางได้

นางเดินออกจากตำหนักกลางด้วยใบหน้าเหม่อลอย ชิงชิงสังเกตเห็นจึงเอ่ยในสิ่งที่คาใจ

"องค์หญิงท่านไหวหรือไม่เจ้าคะ ข้าแค้นใจนักคนพวกนั้นช่างช่างฮึ้ย"

ชิงชิงพูดได้แค่นั้นก็หายใจสะดุดอย่างไม่พอใจ

"เจ้าคิดว่าข้าไม่แค้นหรือชิงชิง พวกเขาปฏิเสธข้า ไม่อยากได้ข้าเป็นชายาเอก เท้านั้นไม่พอยังโยนข้าให้อ๋องเจ็ดที่เขารู้กันทั้งแคว้นว่าเป็นชายตัดแขนเสื้อ ที่ให้ข้าแต่งกับอ๋องเจ็ดเร็วเช่นนี้ก็เพื่อกลบข่าวลือที่เสื่อมเสียนั่น ข้าเป็นอะไรชิงชิง เหตุใดคนพวกนั้นถึงใจร้ายกับข้านัก ถ้าคนแคว้นเป่ยรู้เขาจะทุกข์ใจเช่นไรที่รู้ว่าข้าโดนหยามถึงเพียงนี้ ฮึก"

เยว่หลันกลั้นน้ำตาไม่ไหวเมื่อมาถึงเรือนรับรองนางนั่งซึมไม่พูดไม่จา น้ำตาเอ่อล้นจากตาคู่งามอย่างไม่ขาดสายจนชิงชิงเห็นแล้วกลุ่มใจนัก

"องค์หญิงเพคะ อย่างร้องไห้อีกเลยเพคะ เข้านอนเถิดเพคะ"

"เจ้าไปนอนเถิดชิงชิง ข้าขออยู่คนเดียวสักคืน"

ชิงชิงได้ยินก็ไม่เอ่ยอะไรนางคำนับและถอยออกไปอย่างเงียบๆอย่างว่าง่าย

"พวกท่านหยามข้าหยามแผ่นดินข้า พวกท่านจะต้องได้รับการลงโทษจากวิญญาณเหล่าบรรพชนของเเคว้นเป่ย!"

ริมฝีปากที่ห้อเลือดเอ่ยอย่างเคียดเเค้น แววตาคู่งามแดงก่ำ มืองามจิกเข้าหากันจนเล็บแทบจะฝังลงไปในเนื้อ แค้น นางแค้นยิ่งนัก!

ตอนแรกมาแล้ว ติชมได้นะคะ อันนี้เป็นอีกเรื่องอีกพล็อตที่อยากแต่งใครชอบนางเอกแบบรุกต้องอ่านนะจ้ะ 💙❤


ความคิดเห็น