akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ภาค 3 : บทที่ 24

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.7k

ความคิดเห็น : 83

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มี.ค. 2561 21:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 : บทที่ 24
แบบอักษร

24

            วายุกลับมาถึงกรุงเทพอย่างปลอดภัย เขาเดินตรงเข้าไปในบ้านของติน  โชคดีที่ตอนนี้ตินไม่ได้อยู่บ้าน เขาจึงรู้สึกโล่งใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขายังไม่สามารถควบคุมความรู้สึกหรือยับยั้งอารมณ์ตัวเองในตอนนี้ได้

                แสงสว่างจากด้านนอกไม่ได้ทำให้หัวใจเขาสว่างสดใสตามเลยแม้แต่นิดเดียว  วายุหย่อนกายนั่งลงบนโซฟา  ลูบแหวนเงินที่เขาสวมอยู่  ความลับบางอย่างเกี่ยวกับร่างกายของเขาและแหวนวงนี้  จะมีใครมาช่วยตอบได้

                เมื่อเวลานั้นมาถึง  วันที่ร่างกายของเขามีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง  เขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด และเขาจะอยู่ในสถานที่ไหน  มันคงจะดีไม่น้อย ถ้าคนที่เห็นคือไทกะ  แต่ถ้าเป็นคนอื่นขึ้นมา แล้วเขาจะทำอย่างไร

                ไม่ได้…เขาอยู่ที่นี่ต่อไปอีกไม่ได้อีกแล้ว

                ในสมองคิดทบทวนไม่หยุด กายสูงเดินวนไปมาราวกับหนูติดจั่นหาทางออกไม่พบ  เขาเคารพและรักตินเหมือนพี่ชายแท้ๆ เขาจะไม่มีวันยอมให้ตินต้องมาเดือดร้อน หรือรับรู้เรื่องราวประหลาดแบบนี้

                เอาล่ะ…เขาตัดสินใจแล้ว

                เขาจะออกไปจากที่นี่!

                เวลาผ่านไปจนตะวันเคลื่อนลาลับฟ้า  ความมืดมิดมาปกคลุมโดยรอบ  แต่ภายในบ้านยังมืดสนิท  วายุยังคงนั่งนิ่ง เขาไม่ได้ลุกไปไหน 

                แชะ!

                แสงไฟสว่างภายในบ้าน เมื่อตินเดินเข้ามาเปิดสวิซต์  เขาตกใจไม่น้อยที่เห็นวายุนั่งอยู่กลางบ้าน

                “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่เปิดไฟล่ะ”

                อีกฝ่ายเบนสายตาไปมองคนถาม  ตินเดินเข้าไปใกล้กับวายุ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ ยกมือขยี้ผมนิ่มอย่างเอ็นดูตามประสาคนเป็นพี่

                “มีอะไรหรือเปล่า  หน้าเครียดเชียว”

                “วามีเรื่องจะคุยด้วย”

                คิดจนถี่ถ้วน  วายุจึงมั่นใจแล้วว่ามันควรจะถึงเวลาสักทีที่เขาจะออกไปจากที่นี่

                “มีเรื่องอะไร”

                ผู้เป็นพี่เริ่มหน้าเครียดขึ้นมา เพราะท่าทางดูกังวลและคิดมากของวายุ ทำให้เขาไม่สบายใจ

                “วาตัดสินใจจะย้ายออกจากที่นี่”

                “อะไรนะ”ตินถามทวนอีกครั้ง

                “วาคิดว่าถึงเวลาแล้ว ที่วาต้องไป”

วาขอโทษพี่ติน*….แต่วาอาจจะเป็นตัวอันตรายสำหรับพี่*

                ชายหนุ่มได้แต่พร่ำขอโทษพี่ชายผู้แสนดีอยู่ในใจ เขาจะยอมให้ตินตกอยู่ในอันตรายไม่ได้ ในเมื่อเขาเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นตัวอะไรกันแน่  ถ้าหากเขาเป็นปีศาจร้ายจริงๆ  ตินอาจจะได้รับอันตราย

                “ทำไมล่ะ  เราเคยคุยกันเรื่องนี้ไปแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าวาเกรงใจ ก็ไม่ต้องห่วง ยังไงเราก็เป็นน้องพี่  พี่ไม่เคยคิดว่าเราเป็นภาระ”

                วายุซาบซึ้งในความรักและความใจดีของติน ที่ดีกับเขาตลอดมา แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขาไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของอีกฝ่าย

                “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ แต่วาคิดว่าวาควรยืนด้วยตัวเองให้ได้ วาอยากลองไปใช้ชีวิตตัวคนเดียว วาอยากจะโตกว่านี้  เดี๋ยววาว่าจะลองไปหาอพาร์ทเม้นท์เช่าอยู่  อาจจะไม่ไกลจากที่นี่”

                “ต้องไปจริงๆเหรอ”

                แม้จะไม่อยากจะให้น้องชายออกไป แต่ตินก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจโลก  เขารู้ว่าวายุกำลังโต ชายหนุ่มก็คงอยากมีชีวิตส่วนตัวและทำอะไรด้วยตัวเองให้มากกว่านี้

                “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า  วาโตแล้ว”

                บอกออกไปแบบนั้น ก็เพื่อต้องการให้ตินสบายใจ  ที่สำคัญวายุก็ไม่ได้กลัวการอยู่คนเดียวด้วย  สิ่งเดียวที่เขากลัว ก็คือ เขาอาจจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดอีกเมื่อไหร่ก็ได้

                “แล้วได้หาห้องพักไว้หรือยัง”

                “ยังเลยครับ”วายุตอบไปตามความจริง

                “อืม…งั้นเดี๋ยวพี่ช่วยหาแล้วกัน  เราอยากได้ประมาณไหนล่ะ”

                “ไม่ต้องใหญ่มาก  แต่ก็ไม่เล็กจนเกินไป”

                “งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ พี่พาเราไปหาห้องแล้วกัน  โอเคไหม”

                “โอเคครับ”

                วายุยิ้มออกมา นั่นทำให้ตินรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง 

-------+++++-------

                อาหารมากมายหลายอย่างถูกจัดเรียงบนโต๊ะอาหารอย่างสวยงาม ทั้งที่บุคคลที่ร่วมโต๊ะมีเพียงแค่สามคนเท่านั้น แต่นายหญิงของบ้านกลับไม่ได้คิดว่ามันเป็นการสิ้นเปลือง เพราะนี่คือการเลี้ยงฉลองที่ลูกชายสุดที่รักของเธอกลับมา   ที่สำคัญมารหัวใจของเธอก็ไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วย อีกไม่นาน เธอจะเป็นเจ้าของทุกอย่างที่นี่  แล้วสุดท้ายมันก็จะตกไปเป็นของลูกชายเธอ

                “คุณแม่ดูอารมณ์ดีจังเลยนะครับ”

                เชนถามพร้อมกับรอยยิ้ม เขาไม่ได้เจอมารดามานานมาก พอเห็นว่ามารดามีความสุข เขาเองก็มีความสุขเช่นกัน

                “แน่นอนสิ  ก็ลูกชายแม่กลับมาทั้งที”

                แขกร่วมโต๊ะมองดูคนในครอบครัวคุยกัน  คริสไม่ได้เอ่ยใดๆ ได้แต่สังเกตทั้งคู่อยู่อย่างเงียบๆ

                “ทานให้เต็มที่เลยนะจ๊ะ  ไม่ต้องเกรงใจ”

                จิตตาหันมาคุยกับคริส ชายหนุ่มพยักหน้าเพียงเล็กน้อย  ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มลงมือทานมื้อเย็น

                “เป็นไง  โอเคไหม”เชนหันไปถามเพื่อนที่กำลังทานข้าว

                “อืม”

                คริสพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มแทนคำตอบ  นั่นทำให้เชนค่อนข้างรู้สึกพอใจ

                “ที่จริง นายจะมาพักที่บ้านฉันตลอดที่อยู่ไทยเลยก็ได้นะ  ไม่เห็นต้องไปเช่าห้องอยู่เองเลย”

                เขารู้มาว่าคริสมาถึงไทยก่อนเขาเสียอีก แถมเจ้าตัวยังไปติดต่อเรื่องเช่าห้องพักไว้แล้วด้วย เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าคริสไปติดต่อพักที่ไหนเอาไว้

                “แค่นี้ฉันก็รบกวนครอบครัวนายมากแล้ว”

                ชายหนุ่มบอกเหมือนคนเกรงใจ  เขาหันไปยิ้มให้กับจิตตา  มื้อเย็นผ่านไปอย่างรวดเร็ว 

                “คุยกับเพื่อนไปเถอะเชน  เสร็จแล้วค่อยไปหาแม่ที่ห้อง”

                จิตตาเข้ามาบอกกับเชนผู้เป็นลูกชาย  ก่อนที่เธอจะเดินขึ้นไปพักบนห้อง  เชนหันไปคุยกับคริสต่อ

                “นายนี่มันดื้อจริงๆนะ  รบกวนที่ไหนกันล่ะ”

                “นายก็รู้ว่าฉันชอบท่องเที่ยว  ถ้าฉันอยู่ที่นี่ ต้องเข้าๆออกๆ บ้านนาย มันคงจะดูไม่ดีนักหรอกนะ”

                เชนก็พอจะรู้อยู่ว่าคริสเดินทางท่องเที่ยวรอบโลกอยู่บ่อยครั้ง  แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่านั่นคือปัญหาแต่อย่างใด

                “ถ้านายเป็นเพื่อนฉัน นายต้องเข้าใจสิ”

                คริสตบเข้าที่บ่ากว้างของเชน ก่อนจะก้าวเดินขึ้นไปยังด้านบน เพื่อไปพักยังห้องนอนของตนเอง  เชนได้แต่มองตาม เขาไม่ค่อยเข้าใจเพื่อนคนนี้มากนัก ว่าคิดอะไรอยู่ในใจ แต่อย่างน้อยเชนก็รู้ว่าคริสเป็นเพื่อนที่เขาพึ่งพาได้คนหนึ่ง  เพราะตอนที่เขาเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ  คริสก็ช่วยเขาเอาไว้หลายอย่าง 

                กึก!                 หลังจากที่เข้ามาในห้องนอน คริสก็กดล็อกประตูห้องทันที เขามองนาฬิกาข้อมือ เพื่อดูเวลาที่กำลังผ่านไป  ชายหนุ่มเปิดกระเป๋า หยิบหนังสือเล่มเล็กขนาดประมาณเล่มนิยายขึ้นมาอ่าน  ปกหนังสือเป็นสีดำสนิท สลักไว้ด้วยตัวอักษรโบราณที่

คริสมั่นใจได้เลยว่าคนในบ้านหลังนี้ไม่มีทางจะอ่านออกอย่างแน่นอน  ภายในตัวเล่มอัดแน่นไปด้วยภาษาโบราณแบบเดียวกับหน้าปก อีกทั้งมีภาพวาดสัตว์ต่างๆ จนเหมือนเป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวของสิ่งมีชีวิต

                เขาเปิดอ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่สายตาที่จ้องมองกลับมั่นคง  กระดาษในเล่มหนังสือเก่าเสียจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเหลือง  ปลายนิ้วเรียวสวยลากไล้ไปมาบนอักขระที่ปรากฎให้เห็นบนกระดาษ  เขาหยุดจับจ้องที่รูปวาดนกตัวสีขาวใหญ่  ปีกของมันสยายกว้างอย่างสง่างาม

                “หึ”

                เสียงหัวเราะดังขึ้นในลำคอ นิ้วชะงักหยุดที่ปีกอันงดงามนั้น

                Rrr

                เขาละสายตาจากหนังสือ และปิดมันลง ก่อนที่จะเคลื่อนมือไปรับโทรศัพท์

                “ครับ”

                ชายหนุ่มยกโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย แล้วพูดคุยด้วยภาษาเยอรมัน 

                “ผมอุตส่าห์มาถึงที่นี่  ผมไม่คิดจะกลับไปมือเปล่า”

                คริสแสยะยิ้ม ใบหน้าเขาดูอารมณ์ดี แต่ก็แฝงด้วยความร้ายกาจ ปลายเล็บเขี่ยเล่นไปมาบนพื้นเตียง

                แววตาอันมั่นคงทอดมองไปเบื้องหน้า เขาวางสายแล้ว แต่สิ่งที่เขาอยากทำมันไม่ได้จบเพียงเท่านี้แน่นอน  คริสกำลังรอเวลาที่เหมาะสม

                นาฬิกาบอกเวลาเกือบเที่ยงคืน  ชายหนุ่มยันกายลุกจากเตียง เขายังไม่ได้นอนหลับ  ไฟทั่วบ้านปิดเกือบหมด มีเพียงโคมไฟดวงน้อยที่เปิดไว้ ทำให้พอมีแสงสว่างอยู่บ้าง  ขาเรียวยาวก้าวเดินตรงไปยังห้องนอนที่เขาตั้งใจจะเข้าไปตั้งแต่กลางวัน

                แกร็ก…

                ห้องนอนของวายุไม่ได้ล็อกเอาไว้ นั่นสร้างความแปลกใจให้กับคริสอยู่ไม่น้อย ทำไมคนที่บ้านถึงไม่ล็อกห้องนอนนี้  เหมือนไม่มีคนสนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งของในห้องนอนว่าจะอยู่หรือหายไป  คริสเปิดประตูเข้าไป  เขาพอจะรับรู้ได้ถึงฝุ่นในห้อง ราวกับว่ามันถูกทิ้งร้างเอาไว้ไม่มีคนสนใจสักเท่าไหร่นัก

                …ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของคนในบ้านหลังนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว…

                คริสเดินเข้าไปในห้องนอนของวายุ ใกล้กับส่วนใจกลางห้องมากขึ้นเรื่อยๆ เขายืนนิ่งอยู่พักใหญ่  คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน ความรู้สึกบางอย่างปะทะเข้ามา ฝ่ามือเรียวสัมผัสลงบนหมอนที่วายุเคยหนุนนอน  เขาตวัดสายตามองไปรอบๆห้องท่ามกลางความมืด

                ถึงจะมองไม่เห็นอะไรเลย…แต่คริสก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นไอของผู้ที่เคยอยู่ในห้องนี้  รอยยิ้มเกิดขึ้นที่มุมปาก

                …คิดไม่ผิดจริงๆที่มาถึงที่นี่…

-------+++++-------

                “อะไรนะครับ  เลื่อนวันไปอีกเหรอ”

                เสียงทุ้มโวยวายใส่วิดีโอคอล  โทระแสดงสีหน้าบูดบึ้งอย่างไม่พอใจทันที แม้ร่างกายจะสูงใหญ่อยู่ในวัยรุ่นแล้วก็ตาม แต่อารมณ์ของชายหนุ่มตอนนี้ ไม่ต่างกับเด็กๆเลยสักนิด

                “ไม่ใช่ว่าอาไม่อยากกลับไปหาโทระนะ แต่พอลต้องเคลียร์ปัญหาที่โรงงานกระทันหัน  โทระอย่างอนอาเลยน้า”

                ใบหน้าหล่อของผู้เป็นอาพยายามอ้อนหลานชายกลับ  แต่โทระก็ยังแสดงความไม่พอใจ

                “งั้นอารุจน์ก็กลับมาหาโทระก่อนก็ได้นี่นา   ปล่อยหมอนั่นไว้ที่โน่นล่ะ”

                โทระไม่คิดจะยอมง่ายๆ เขาไม่ได้เจอวิรุจน์มาตั้งนาน เพราะโดนเจ้าเสือโคร่งขาวกันตัวเอาไว้

                “นายอย่าดื้อไปหน่อยเลยโทระ ทำแบบนั้นจะทำให้อารุจน์ลำบากใจเปล่าๆ”

                ไทกะเดินเข้ามา แล้วหย่อนกายนั่งลงบนโซฟาข้างๆกับแฝดน้อง เขาทักทาย

วิรุจน์

                “พวกนายโตกันเยอะมากเลยนะ  คิดถึงจังเลย”

                “แล้วอารุจน์จะพาน้องๆมาด้วยไหมครับ”ไทกะถาม

                “มาสิ”

                รอยยิ้มสวยส่งมาให้ ไทกะและโทระมองหน้ากันแล้วคลี่ยิ้ม เขาไม่ได้เจอน้องๆมานานแล้ว

                หลังจากเวลาผ่านไปพักใหญ่ที่อาหลานได้คุยกัน  โทระก็เดินเปิดเกมเล่นในแท็บเล็ต  ไทกะมองน้องชาย

                “มองอะไรของนาย”

                โทระรู้ตัวว่าโดนมอง  เขาจึงถามออกไป ไทกะถอนหายใจออกมา

                “ถ้าช่วงนี้วายุไม่ได้มาสอนนาย  นายโอเคหรือเปล่า”

                คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันทันที  โทระวางแท็บเล็ตในมือ เขาหันไปหาไทกะ  ใบหน้าบึ้งตึง

                “นายหมายความว่ายังไง”

                “เหมือนช่วงนี้หมอนั่นจะไม่ค่อยสบาย”

                “แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า”โทระถามอย่างเป็นห่วง

                “ไม่เป็นไรมากหรอก เห็นว่ายุ่งๆกับเรื่องเรียน  วันที่มาสอนนายก็อาจจะไม่แน่นอน”

                ไทกะโกหกคำโต แต่ใบหน้าเขาก็นิ่งสงบเกินกว่าที่โทระจะจับเท็จได้  โทระได้แต่พยักหน้าเข้าใจ เขาเองก็ไม่ได้ต้องการให้วายุฝืนตัวเองมาสอนเขาอยู่แล้ว

                “ถ้ายังไง นายก็บอกฉันด้วยแล้วกัน”

                แทนคำตอบ  ไทกะพยักหน้ารับ โทระไม่ได้ถามอะไรต่อ  ไทกะจึงลุกขึ้น

-------+++++-------

                แปะ แปะ!

                สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาตามฤดูกาล  น้ำยกมือเท้าคางอย่างเบื่อหน่าย  ช่วงนี้เขาไม่ค่อยได้เจอกับรุ่นพี่ตัวสูงที่ชอบโมโหร้ายสักเท่าไหร่นัก

                “เป็นอะไรไปน่ะ เหม่อเป็นนางเอกเอ็มวีเชียว”

                น้ำหันขวับไปตามเสียง ภามกำลังจ้องมองเขาเหมือนเดาความรู้สึกในใจ น้ำปรับสีหน้าที่เหงาๆให้เป็นไม่รู้ไม่ชี้ทันที

                “พูดอะไรของนาย  นางเอกเอ็มวีอะไรกันเล่า”

                เจ้าตัวแก้เขินโดยการรีบเก็บสัมภาระใส่กระเป๋านักเรียน 

                “รีบไปไหนเล่า  ฝนกำลังจะตก”

                ภามเข้ามากอดคอเพื่อนรัก  น้ำยู่ปากทันที เพราะเขาไม่ชอบโดนล้อในเรื่องไม่เป็นเรื่อง  ช่วงนี้เขายิ่งรู้สึกหงุดหงิดแปลกๆด้วย ที่ไม่เจอใครบางคนที่อยากเจอ

                “หรือที่หงุดหงิด เพราะช่วงนี้ไม่ค่อยเจอรุ่นพี่ของนายเหรอ”

                น้ำแทบจะถลนตาใส่ภาม  เพราะเจ้าตัวพูดถูกนั่นแหละ เขาถึงได้ไม่พอใจ น้ำหยิบกระเป๋ามาสะพายหลัง

                “ไม่ไปห้องสภาด้วยกันเหรอ”

                “ไม่ล่ะ วันนี้ไม่อยากไป”

                ถึงไปก็ไม่เจอโทระอยู่ดี  เขาพอจะรู้ว่าโทระต้องรีบกลับบ้านไปเรียนพิเศษ แถมครูที่สอนพิเศษก็เป็นวายุที่เขารู้จักเสียด้วย  พี่วายุทั้งหน้าตาดีและใจดี  เขาไม่มีอะไรไปเทียบติดเลยสักนิดเดียว

                “งั้นก็ตามใจนะ  แต่เดี๋ยวเราไปที่สภาก่อน”       

                “ไปหาพี่เพชรเหรอ”

                คราวนี้น้ำแซวกลับบ้าง  ขาของภามถึงกลับชะงัก เจ้าตัวหันมาแยกเขี้ยวใส่เพื่อนรัก ก่อนจะเดินออกจากห้องเรียน  น้ำพ่นลมหายใจแรง แล้วหย่อนกายนั่งลง

                ช่วงนี้ฝนตก  โทระเลยไม่ได้เรียกเขาไปที่ดาดฟ้าอีกแล้ว  เมื่อก่อนเขาก็ชอบฝนอยู่หรอก แต่ตอนนี้เริ่มจะไม่ค่อยชอบซะแล้วสิ

                “ร่ม”

                น้ำค้นหาร่มในกระเป๋าของตัวเอง แล้วเขาก็พบว่าเขาไม่ได้พกมันมาด้วย

                “อ่า…ลืมไว้บนโต๊ะแน่เลย”

                มือเล็กขยี้ผมนิ่มของตัวเอง  พอจะนึกออกว่าเขาลืมร่มเอาไว้บนโต๊ะในห้อง ในขณะที่กำลังจัดหนังสือใส่กระเป๋า

                คนตัวเล็กหันไปมองที่หน้าต่าง  ตอนนี้ฝนกำลังเริ่มตก แต่ยังไม่แรงมากนัก  เขามองซ้ายมองขวา ภายในห้องเรียนไม่เหลือใครแล้ว แถมข้างนอกก็เริ่มมืดเพราะฝนตก  ถ้าจะให้นั่งรอในห้องคนเดียว เขาก็ไม่เอาด้วยหรอก  ตอนนี้เขาอยากกลับบ้าน ไม่อยากจะอยู่โรงเรียนแล้ว

                การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  น้ำไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น  เจ้าตัวรีบวิ่งออกไปเรียกแท็กซี่ที่อยู่หน้าโรงเรียน โดยไม่ทันได้ฟังเสียงเรียกของใครบางคน

                “ให้ตายสิเจ้าแว่น  หูหนวกหรือไงเนี่ย”

                ร่างสูงที่นั่งอยู่ในรถตู้ถึงกลับบ่นออกมาเสียงดังอย่างหงุดหงิด ส่งผลให้น้องชายตัวเล็กอย่างกานต์ต้องหันไปมองทันที  

                “พี่โทระเป็นอะไรไปครับ”

                โทระหน้าเจื่อนทันที เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะแสดงออกมากขนาดนี้ เขาปิดประตูรถตู้  แล้วหันไปพูดกับคนขับรถ

                “ตามแท็กซี่คันนั้นไปเลย”

                คำพูดของโทระทำให้กานต์งงหนัก เพราะไม่รู้ว่าโทระกำลังคิดอะไรอยู่  อีกอย่างทางที่ให้รถตู้ขับตามไปก็ไม่ใช่ทางกลับบ้านเสียด้วย

                “กานต์นอนไปก่อนเลยนะ”

                โทระก็แค่รู้สึกไม่พอใจที่น้ำไม่หันมาสนใจเขา  เขามัวแต่ยุ่งเรื่องแก้สอบย่อยบางวิชาในช่วงพักกลางวัน  แถมตอนเย็นก็ต้องรีบกลับไปเรียนพิเศษอีก เพราะวายุไม่ได้ลาหยุดอย่างที่ไทกะว่าเอาไว้   ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเรียนหรอก เพียงแต่รู้สึกหงุดหงิด ที่ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าเจ้าเด็กแว่นเท่านั้นเอง  โทระก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงได้หงุดหงิด  ทั้งๆที่เจ้าตัวเล็กนั่นก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาสักหน่อย

                “ขับเร็วๆหน่อยสิลุง เดี๋ยวตามไม่ทันหรอก”

                ความใจร้อนยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกานต์ที่กำลังจะเคลิ้มหลับ แทบสะดุ้งกับเสียงของพี่ชาย

                “พี่โทระไม่กลับบ้านเหรอครับ”

                “เดี๋ยวพี่พากานต์ไปซื้อเค้กก่อนกลับไปฝากแม่กวาง”

                เขาหันมาบอกน้องชาย  กานต์อมยิ้ม ไม่คิดว่าพี่ชายจะหาข้อเสนอที่แสนตลกแบบนี้  มันก็จริงอยู่หรอกที่เขาชอบทานขนม แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องให้คนขับนั้นขับรถตามแท็กซี่คันข้างหน้าเลยสักนิด  ถึงจะคิดแบบนั้น แต่กานต์ก็ไม่ได้ต่อว่าพี่ชาย  อยากจะรู้เหมือนกันว่าพี่ชายเขาจะทำอะไร

                “ถ้าถึงร้านเค้กแล้ว  พี่โทระปลุกกานต์ด้วยนะครับ”

                “โอเคๆๆ”

                โทระทำมือเป็นเชิงบอกว่าโอเค ได้ยินแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก เพราะเจ้าตัวดูเหมือนจะกำลังจดจ้องรถแท็กซี่ที่ขับอยู่ด้านหน้า  ฝนยังคงตกลงมาเรื่อยๆ จนข้างนอกเต็มไปด้วยสายฝน

                แม้อากาศด้านนอกจะเย็นฉ่ำ แต่โทระกลับร้อนระอุ เขาหยิบโทรศัพท์มากดโทรหาเจ้าเด็กตัวดีที่กล้าเมินเขา แต่ดูเหมือนว่าน้ำจะไม่ยอมรับสายเสียที

                “เจ้าเตี้ย….”

                โทระกดเสียงต่ำอย่างหงุดหงิด เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงได้เป็นขนาดนี้  แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั่งอยู่ในรถเท่านั้น

                รถแท็กซี่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ น้ำรู้สึกอ่อนเพลียจากการเรียนในวันนี้ แถมอากาศในรถก็ยังเย็นบวกกับเสื้อผ้าที่เปียก ทำให้เขาหนาวสั่น  เด็กหนุ่มเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋านักเรียน แถมปิดเสียงเอาไว้ไม่ให้รบกวนในเวลาเรียน ตอนนี้จึงไม่รู้เลยว่ามีสายเรียกเข้าที่เต็มไปด้วยความโมโหของรุ่นพี่ที่ไม่ได้ติดต่อมาสักพักใหญ่แล้ว

                “เลี้ยวข้างหน้าครับ”

                น้ำบอก เมื่อเริ่มจะใกล้ถึงที่พักเขาเต็มที  ไม่นานนักแท็กซี่ก็มาหยุดจอดที่หน้าอพาร์ทเมนท์ของเขา 

                สายฝนยังคงเทลงมาไม่หยุด แถมตกหนักกว่าตอนที่เขาอยู่ที่โรงเรียนเสียอีก แต่ถึงอย่างนั้น น้ำก็พอจะอุ่นใจบ้าง เพราะเบื้องหน้าเขาก็คือที่พักของเขาแล้ว ถึงตัวจะเปียก แต่ก็สามารถเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ในอีกไม่ช้า

                “นี่ครับ”

                น้ำหยิบเงินออกมาจ่ายค่าแท็กซี่ แล้วจึงลงจากรถ  ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบวิ่งเพื่อจะเข้าไปในอพาร์ทเม้นต์

                ตุบ!

                “โอ้ย!”

                แต่เพราะรีบร้อนจนเกินไป ทำให้เท้าเล็กลื่นจนถลาล้มลงไปกองกับพื้นอย่างรวดเร็ว

                “โอ้ย…อ่า…”

                น้ำเจ็บจนร้องไม่ออก  แถมฝนก็ตกแรงลงมาจนเจ็บที่ใบหน้า   มือเล็กพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้น แต่ทว่าก็ยากเหลือเกิน

                “อ่า…”

                จู่ๆ สายฝนที่ตกใส่ก็หายไป  แต่น้ำยังเห็นว่ารอบๆตัวเขามีฝนตกอยู่ แต่ทำไมถึงไม่มีฝนตกใส่ตัวเขา  เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น  สิ่งที่เขาเห็นคือผมสีทองสว่าง ใบหน้าที่สวยงามราวกับนางฟ้า  สิ่งที่ทำให้ตัวเขาไม่เปียกเป็นเพราะคนตัวสูงกำลังถือร่มบังฝนให้กับเขา

                “ไม่เป็นไรใช่ไหม”

                ถึงใบหน้าอีกฝ่ายจะค่อนไปทางฝั่งต่างชาติ แต่ภาษาที่พูดกับเขานั้นชัดเจนว่าเป็นภาษาไทย

                “อ่า…คือ”

                “ลุกไหวไหม”

                เขาถามอย่างอ่อนโยน แล้วช่วยพยุงร่างเล็กให้ขึ้นมา 

                “ขอบคุณครับ”

                น้ำพยายามฝืนตัวเองให้ลุกขึ้น แต่ก็เซจนอีกฝ่ายต้องโอบกอดประคองเอาไว้

                “ข้างหน้านั่นล่ะ จอดตรงนั้น”

                ทางด้านโทระก็กำลังบอกทางรถตู้  สายตาของเขาไปปะทะกับร่างที่อยู่ท่ามกลางสายฝน  ร่างหนึ่งอยู่ในชุดนักเรียนสีขาวสะอาดตาที่เขาคุ้นเคย  ส่วนอีกร่างอยู่ในชุดสีดำสนิท จากรูปร่างที่เปียกฝน  โทระก็พอจะเดาออกได้ชัดเลยว่าคนผมยาวสีทองนั้นต้องเป็นผู้ชาย  แถมท่าทางทั้งคู่ก็ดูเหมือนคู่รักที่กำลังโอบกอดกันอีก

                คิ้วทั้งสองกระตุกแรง มือหนากำเข้าหากันแน่น  โทระหายใจแรง เขาหันไปบอกกับคนขับรถ

                “พาน้องกานต์กลับไปได้เลย  ไม่ต้องรอ”

                ปัง!

                ชายหนุ่มเปิดประตูรถ ก้าวลงมาและปิดมันอย่างดังและรวดเร็ว จนกานต์ที่เผลอหลับไปต้องสะดุ้งตื่น เขาหันไปมองคนขับรถ

                “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

                “คุณโทระให้พาคุณกานต์กลับเลยครับ”

                ยังไม่ทันที่กานต์จะถามอะไรต่อ  คนขับรถก็หมุนรถขับออกไปทันที กานต์ได้แต่เอี้ยวตัวมองตามหลัง  เห็นพี่ชายตัวเองกำลังเดินเข้าไปหาเด็กรุ่นน้องมัธยมปลาย  แม้กานต์อยากจะกลับไปถามพี่ชายของเขาให้รู้เรื่อง แต่เขาก็ไม่อยากจะจุ้นจ้านเรื่องของโทระมากเกินไป ถ้าพี่ชายเขาบอกให้กลับไปก่อน แสดงว่าโทระไม่อยากให้เขาเข้าไปยุ่ง และเขาเองก็จะเคารพการตัดสินใจของพี่ชายเช่นกัน

100%

ติดตามการอัพได้ที่เพจ   https://web.facebook.com/akikoneko17/

เปิดพรีออเดอร์  Royal Tiger ภาค  3

3/3/18- 4/4/18

รายละเอียด :  หน้าบทความ  หรือที่เพจ  Akikoneko17**https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=1367484&chapter=141**

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}