rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 8

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 8

คำค้น : กับดักรัก หมอสุดโหด, กับดักรักหมอสุดโหด, ชลาธิป, ปัณ, yaoi, rani, 18+, อังกูร, ต้นน้ำ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.3k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.พ. 2558 13:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด บทที่ 8
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด
   
โดย Rani รานี

บทที่ 8

“แต่ผมมองคุณหมอคนเดียวนะครับ” ผมแทบจะกระโดดไปทำงานเลยล่ะ จะอธิบายยังไงดีล่ะ โลกทั้งโลกแทบจะหยุดตรงนั้นทีเดียว ผมอยากจะเชิญให้ญาดากับสามีห่วยๆนั่นลากลับไปซะจริงๆ มันน่าจะเป็นช่วงเวลาระหว่างผมกับปัณนี่นา ไม่ใช่เวลาที่จะต้องมาต้อนรับแขกแบบนี้ซะหน่อย เฮ้อ...
End of หมอชลาธิป PART –

 

รอยยิ้มที่เจ้าตัวจะทำอย่างไรก็เก็บอาการไว้ไม่มิดนั้นอยู่ในสายตาของอังกูรโดยตลอด ชลาธิปไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน  คงจะมีอะไรถูกใจเขามาทีเดียว อังกูรรู้ดีว่าแท้จริงแล้ว ชลาธิปนั้นก็ไม่ได้มีเรื่องราวต่างจากเขาเท่าไรนัก มีเรื่องราวบางอย่างในใจมากพอที่จะทำให้กลายเป็นคนโหดร้าย และควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อยู่บ้างในบางสถานการณ์
            หึ .. ชายหนุ่มขับรถไปพร้อมกับทิ้งลมหายใจไปด้วย โหดร้ายอยู่บ้างเหรอ สำหรับเขาสองคนมันเข้าชั้นโหดมากต่างหากล่ะ ที่สำคัญดูเหมือนคนที่นุ่มนวล และดูสภาพตลอดเวลาอย่าง หมอชลาธิปจะโหดหนักกว่าเขาด้วย อังกูรยังจำหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนที่เขาเรียนอยู่ที่เมืองนอกด้วยกันได้
            ครั้งนั้นหมอชลาธิปมีหญิงสาวที่ชอบพอกันอยู่เป็นคนจากประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง เธอเป็นคนนิสัยใจคอ และรูปร่างหน้าตาน่ารัก น่าทะนุถนอม เสียก็แต่ว่า ผู้หญิงคนนั้นเคยเป็นของมาเฟียที่มาจากประเทศเดียวกันกับเธอมาก่อน และก็ยังไมได้แยกทางกันอย่างชัดเจน ชลาธิปถูกซ้อมจนปางตาย แต่ยังดีที่ได้อังกูรกับพวกไปช่วยไว้ทัน เหตุกากรณ์วันนนั้นทำให้อังกูรรู้อย่างแน่ชัดว่า มีบางอย่างที่ขับเคลื่อนอย่นัวเขาและมันจะออกมาทุกครั้งยามที่เขาโกรธ และเข้าตาจน แต่สำหรับชลาธิปแล้ว มันเหมือนกับเป็นการเปิดโลกใหม่  พร้อมแทรกแซงตัวตนที่อังกูรไม่เคยสัมผัสและรับรู้มาก่อน เพราะหลังจากวันนั้นแววตาของชลาธิปก็เปลี่ยนไป เขาไม่มองผู้หญิงคนไหนอีก และยังตามไปล้างแค้นเจ้ามาเฟียห่วยๆนั้นจนหมอบราบ เหมือนที่มันเคยทำกับเขาไม่มีผิด
            อังกูรรู้ว่าชลาธิปไม่เคยขาดผู้หญิง แต่เขาไม่เคยรักใครอีกเลยหลังจากนั้น เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงมากมายหลายคนทั้งในแบบเสียเงิน และสนุกด้วยกันฟรีๆ แต่ทุกครั้งมันจะรุนแรงเกินกว่าที่ตัวเขาต้องการเสมอ
            ผู้หญิงคนนั้น ทำร้ายชลาธิปทั้งชีวิตทีเดียว

แต่รอยยิ้มที่อังกูเห็นเมื่อครู่ คือรอยยิ้มเดิมที่เขาเคยเห็นเมื่อหลายปีก่อน รอยยิ้มที่เขามีความรักอย่างจริงใจให้กับผู้หญิงคนนั้น นานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เห็นแบบนี้
            ... ใครกันนะ ที่มีอิทธิพลพอที่จะทำให้ หมอชลาดธิปยิ้มได้แบบนี้อีกหน

แดดเกือบเที่ยงแรงจัดทีเดียว ทั้งสี่ยังคงเดินสำรวจไร่อยู่ไม่หยุด แต่ญาดาเริ่มบ่นกระปอดกระแปดเรื่องอากาศบ้างแล้ว อังกูเสนอให้ทั้งหมดไปรับประทานอาหารกลางวันที่เรือนรับรองแขกข้างโรงชิมไวน์ ด้วยมีบรรยากาศดีมองเห็นทุ่งนาและต้นไม้ร่มรื่นสุดลูกหูลูกตา อีกทั้งยังสะดวกสบายหากต้องการลิ้มรสชาติไวน์ด้วย ดังนั้น เมื่อึถงเวลาคนงานในไร่จึงไปรับพ่อบ้านหนุ่ม ผู้ช่วย พร้อมทั้งสำหรับอาหารใหญ่โต ครบครัน มาทันที

 

อาหารมื้อนี้บรรยากาศแปลกไปสำหรับปัณ แต่ก็คงต้องเรียกว่า แปลกดี เพราะธรรมชาติสรรค์สร้าง สิ่งที่ดีมาให้เสมอ มือนี้ก็เหมือนเดิม คนที่เป็นเจ้าของเวทีคือ ญาดา และปัณก็ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกที่หมอชลาธิปและอังกูรจะไม่แสดงอาการเบื่อหน่าย  หรือรังเกียรจิคนที่พูดเยอะๆเหมือนที่เป็นมา เพราะนอกจากญาดาจะเป็นคู่ค้ารายสำคัญในภายภาคหน้าแล้ว ญาดายังสนทนาแบบเป็นการเป็นงานทว่ากลับมีท่าทางเป็นมิตรด้วย
            แว๊บหนึ่งชลาธิปนึกไม่ออกว่าคนดีและมีสอมงอย่างญาดานั้นไปหลังรักเจ้าพันธุ์เทพ ที่ดูยังไงๆก็มาเกาะกินแน่นอนได้อย่างไร
            ปัณและต้นน้ำจัดการเก็บสำรับที่เสร็จแล้ว เขาปล่อยให้ทั้งหมดคุยกันต่อระหว่างนั้นก็ไปลำเลียงผลไม้แช่เย็นที่เตรียมไว้ออกมาที่โต๊ะอาหาร ชลาธิปลอบชำเลืองมองพ่อบ้านอยู่บ่อยๆจนปัณจับสังเกตได้ พอหันไปสบตา ขลาธิปก็ยิ้มให้แว๊บหนึ่ง โดยไม่มีใครได้ทันสังเกตเห็น มือที่ถือถาดผลไม้มานเต็มนั้นสั่นไปหมดเพราะรอยยิ้มนั้นเอง
            เมื่อจัดจานผลไม้ให้ทุกคนเสร็จแล้ว ปัณก็มานั่งลงที่เก้าอี้ของตัวเองซึ่งอยู่ไกลจากชลาธิปค่อนข้างมาก เขาหายใจสะดวกขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุอาจจะเป็นเพราะได้อยู่ไกลจากสายตาที่ทำให้รู้สึกหวามไหวนั้นก็เป็นได้ แต่คิดอีกทีชายหนุ่มก็ชอบบรรยากาศโปร่งโลงสบายแบบนี้ด้วย ลมพัดโชยจนผมเส้นเล็กของปัณปลิวไปด้านหลัง ชลาธิปลอบมองคนของตัวอยู่บ่อยๆ เมื่อเห็นเส้นผมอ่อนนุ่มนั้นคลอเคลียร์ไปข้างแก้มและริมฝีปาก ชลาธิปก็ถึงกับต้องกัดฟันเพื่ออดกั้นความรู้สึกบางอย่างที่ตีขึ้นขึ้นมาเอาไว้
            ... นี่เรียกว่ายั่วอย่างไม่ได้ตั้งใจหรือเปล่านะ ...

จากวันแรกที่ได้เจอกันจนถึงตอนนี้ ปัณณทัตในสายตาของหมอชลาธิปแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย นั่นคือ สามารถเอาเขาอยู่ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น และความชื่นชอบและชื่นชมในตัวร่างบางก็มีมากขึ้นเรื่อยๆด้วย เขาบอกตัวเองได้ทันทีเลยว่าชอบผู้ชายคนนั้น และไม่ได้ชอบแบบลูกจ้างกับนายจ้างด้วย ถึงตอนนี้ปัณก็ยังควบคุมเขาไว้ได้เหมือนเดิม แว้นแต่ว่าดูเหมือนปัณจะมีช่องว่างระหว่างเขามากขึ้น และเย็นชาใส่เขามากขึ้นด้วย ซึ่งทั้งหมดก็คงเป็นเพราะที่เขากระทำรุนแรงไปเมื่อคืนก่อนแน่ๆ
            จะว่าไปชลาธิปไม่มั่นใจเลยว่า เมื่อมีเจ้าแฟนเก่าสุดเห่ยนั้น มาป้วนเปี้ยนแบบนี้เขาจะยั้งมือไม่ทำอะไรปัณเพราะความหึงโหดๆของเขาได้หรือเปล่า แต่เมื่อทำให้ปัณใจอ่อนมาได้ครั้งหนึ่งแล้ว คงไม่มีอะไรยากเกินกว่าความพยายามของเขาไปได้หรอก เขาค่อยๆปลอบใจตัวเอง

-      

    ปัณ PART -
ผมเห็นสายตานั้นแล้วใจเต้นแรงบอกไม่ถูก ก่อนหน้านี้เค้าเคยถามผมว่า ผมรู้สึกดีๆกับเขาใช่ไหม? คงใช้มั้ง นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้ผมยิ่งต้องระวัง ระวังว่าจะมอบให้เขามากกว่าความรู้สึกดีๆ การที่ผมใจสั่น มือไม้สั่น เมื่อเห็นว่าเขาลอบมองและยิ้มให้ เป็นเพราะผมรู้สึกมากกว่า “ดีๆ” ไปแล้วหรือเปล่า แต่ขอร้องเถอะ อย่าทำให้ผมถลำลึกมากไปกว่านี้เลย ผมเข็ดกับความรักเหลือเกิน และเหนือสิ่งอื่นใด ผมคงรักคนที่ไม่ได้รักผม ไม่ได้จริงๆ
.... ความสัมพันธ์ทางกาย มันไม่ใช่เครื่องยืนยันอะไรเลย

 

แผ่นหลังแน่นๆของชลาธิปทำให้ปัณต้องสะบัดหัว อยู่บ่อยครั้งเพื่อไล่ความรู้สึกบางอย่างออกไป เพราะเมื่อถูก “ลาก” ให้ออกมาดูโรงชิมไวน์ด้วยกัน ปัณก็ยึดตำแหน่ง “รั้งท้าย” ไว้ตลอด เพื่อให้ตัวเองอยู่ห่างจากหมอชลาธิปให้ได้มากที่สุด ด้วยกลัวหัวใจตัวเองจะถลำลึกและเจ็บช้ำอีก เพราะตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นจริงก็เดินอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยนี่แหละ
      ชลาธิปกับอังกูรเดินคู่กันหน้านหน้าสุด พวกเขาพาแขกเดินไปพร้อมอธิบายไปจนทั่ว ระหว่างนั้นมีคนงานกำลังทำงานอยู่ตลอดทาง
      “คุณหมอกับพี่กูรเก่งนะฮะ อธิบายเข้าใจง่าย แล้วก็จูงใจเก่งชะมัด ดูสองคนนั้นสิ เคลิ้มเลย ไม่ต้องเดาก็รู้ว่วสัญญาครั้งนี้สำเร็จแน่” ต้นน้ำกระซิบกับปัณพอให้ได้ยินกันสองคน ชายหนุ่มร่างบางยิ้มกับคำพูดนั้น  เรื่องความเก่งกล้าเขาเคยสัมผัสมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ยังคงเป็นผู้บริหารในโรงแรม และก็ยอมรับในข้อนั้นดี ทั้งชลาธิปและอังกูร แม้โดยรวมจะไม่เหมือนกัน แต่กลับมีบุคคลิกที่น่าเกรงขาม น่าเชื่อถือเหมือนกัน มีจิวิญญาณแห่งการเป็นนักสู้เช่นเดียวกัน ไม่อย่างนั้นไร่เจริญตาคงมาไม่ได้ไกลเท่านั้น
      “รู้ได้ยังไงล่ะ ว่าสัญญาจะได้น่ะ”
      “พี่กูรบอกเมื่อคืนฮะ”
      “หืม?” คนพูดเหมือนนึกได้รีบเอามือปิดปาก แต่ดูเหมือนปัณจะตกใจกว่าซะอีก “ว่าไงนะ?”
      “เปล่าฮะ เปล่า เรารีบเดินกันเถอะฮะ นี่รั้งท้ายเขามากแล้ว เดี๋ยวตามไม่ทัน” พูดจบเด็กน้อยก็วิ่งตื๋อทิ้งให้ปัณทำหน้าสงสัยอยู่ตรงนั้นเอง แต่ปัณก็ขี้คร้านจะวิ่งตาม เขาขอค่อยๆเดินสำรวจนั่นนี่ไปอย่างนี้จะดีกว่า

 

หลังจากออกมาจากโรงชิมไวน์ อังกูรเชิญชวนทุกคนไปที่จุดชมวิวของที่ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในหายๆจุดที่เอาไว้สำหรับชมความงามของทิวทัศน์ด้านล่าง แต่ ณ เวลานี้ จุดนี้ ร่ม ปลอดแดดมากที่สุด
      “ที่สวยแบบนี้ ทำไมไม่ทำรีสอร์ทล่ะคะ เชิงเกษตรก็ได้ เดี๋ยวนี้เขาฮิตกันจะตาย” ญาดาเอ่ยถามอย่างนักธุรกิจ
      “กูรเขาไม่ชอบให้มีคนเข้ามาวุ่นวายน่ะครับ ผมเองก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ถ้าจะมาเยี่ยมชมไร่ตอนกลางวัน หรือซื้อของฝากก็พอไหว แต่ถ้าจะมาอยู่พักค้างคืน ผมว่ารายละเอียดงาน มันเยอะ และวุ่นวายเกินไป แล้วผมก็อยากจะอยู่กันเงียบๆด้วย”
      “น่าเสียดายนะคะ จริงๆถ้าได้ใครสักคนที่มีความรู้ความสามารถด้านการโรงแรม การท่องเที่ยวมาช่วยดูแลคุณสองคนก็ไม่ต้องลำบาก”
      ชลาธิปมองหน้าปัณที่เพิ่งมาถึงพอดี แต่ปัณไม่รู้เรื่องราวก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตา
      “เห็นจะไม่ดีกว่าครับ คนที่เคยบริหารโรงแรมมา ยังหนีมาหาที่สงบดๆที่นี่เลย” เขายิ้มให้ปัณทำให้ญาดากับพันธุ์เทพหันมามองตาม
      “นี่หมายถึง คุณปัณ เหรอคะ?”
      “ครับ เขาเคยทำงานโรงแรม แต่เห็นว่าอยากอยู่ที่สงบๆเลยมาทำงานที่นี่ โชคดีเลยหล่นทับผมน่ะครับ ญาดา”
      “โอ้ ดีจัง ถึงว่าบรรยากาศบ้านแล้วก็อาหาร มันดูดีเชียว”
      “ไม่หรอกครับ ผมก็ทำตามหน้าที่” ปัณน้อมรับคำชมด้วยการถ่อมตัว
      “อย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะ ฉันเป็นคนตรงๆ ดีก็ว่าดี ถ้าไม่ดี ไม่มานั่งชมหรอก”
      “ครับ ขอบคุณครับ”
      “ตรงนี้พอบ่ายแดดจะแรงมากครับ ผมว่าเรากลับเข้าไปนั่งคุยในออฟฟิศของกูรก่อน แล้วตอนเย็นๆค่อยมาดูจุดชมวิวอีกจุดดีกว่าครับ ตรงนั้นกูรทำเอง สวยอย่าบอกใครเชียว” ชลาธิปชวน

.

.


“เหนื่อยไหมครับ?” เสียงเอ่ยถามนั้นทำให้ปัณเงยหน้าขึ้นมาจากการจัดการขนมที่กำลังทำอยู่
      “เทพ” เขาค่อนข้างตกใจทีเดียวที่เห็นว่า คนที่มายืนขวางประตูครัวอยู่ตอนนี้เป็นใคร เมื่อเห็นอย่างนี้ปัณค่อนข้างหงุดหงิดทีเดียวที่อังกูรทำประตูครัวของตัวเองเล็กเกินไป แค่พันธุ์เทพยืนหันหน้าตรงๆ พิงร่างสูงๆไว้ข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็เอายันขอบประตูอีกทางไว้ ปัณก็ไม่มีทางไปเสียแล้ว
      “ไม่เหนื่อยหรอก ก้แค่ชงกาแฟกับจัดขนม ทำไมคุณออกมาข้างนอกล่ะ ข้างในคุยงานกันเสร็จแล้วเหรอ?”
      “ไม่หรอก แต่ผมเบื่อน่ะ คุยอะไรกันก็ไม่รู้ ดูวุ่นวาย มีแต่ตัวเลขเต็มไปหมด”
      “แต่ตัวเลขพวกนั้นคุณก็ต้องการมันไม่ใช่เหรอเทพ” เสียงปัณเยาะ
      “ผมต้องการมาให้เราสองคนนะปัณ คุณเป็นลูกเลี้ยงจะได้มรดกอะไรมากมายกัน นี่ยังไม่ได้เปิดพินัยกรรมไม่ใช่หรือไง?”
      “มันเป็นความคิดของคุณคนเดียวนะเทพ ผมไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น ผมีมากเกินกว่าที่ผมควรจะได้อยู่แล้ว อย่าเอาผมไปเป็นเหตุผลของการกระทำของคุณเลย”
      “สิ่งที่ผมทำ เพราะอยากให้คุณสบายนะปัณ ไม่ต้องให้ปัณมาเป็นคนใช้เขาแบบนี้”
      “คุณปัณไม่ใช่คนใช้ครับ” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นจากทงด้านหลังของพันธุ์เทพ ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่รู้ว่ามีคนอื่นอยู่ฟังบทสนทนาด้วยตั้งแต่เมื่อไร
      “เอ่อ คุณหมอต้องการอะไรหรือเปล่าครับ” พอหายตกใจปัณก็เอ่ยถามขึ้น
      “ไม่หรอกครับ ผมออกมาเข้าห้องน้ำน่ะ คิดว่าจะเจอคุณพันธุ์เทพที่นั่นเพราะเห็นบอกว่าจะมาเข้าห้องน้ำ เลยมาดูที่นี่ เหมือนว่าจะมาหาของเก่าๆกิน
      “คุณหมอ
!!!” ปัณร้องออกมาอย่างน้อยใจ ไมคิดว่าจะโดนทำร้ายจิตใจอีกแล้ว
      “ปัณไม่ใช่ของเก่า” พันธุ์เทพพูด ตาของเขาถลึงออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว
      “ก็ถ้าพ่อบ้านของผมไม่ใช่ของเก่า และคุณก็หวงขนาดนี้ เพื่อนของผมก็คงเรียกว่าของตายสินะ หึ คุณนี่มันขยะชัดๆ” ยังไม่ทันขาดคำ พันธุ์เทพก็ปรี่เข้าไปถึงคอเสื้อของชลาธิปจนแทบขาด ปัณตกใจหน้าซีด แต่เจ้าของเสื้อกลับยิ้มเย็น
      “คุณกล้าเอะอะที่นี่เหรอคุณพันธุ์เทพ ถุงเงินของคุณอยู่ข้างบนนะ กล้าให้เขาสงสัยอะไรขึ้นมาเขียวเหรอ?” พันธุ์เทพชะงัก จากที่อยากจะต่อยจึงแค่ผลัก แล้วรีบสาวเท้าออกจากตรงนั้นไป
      ชลาธิปกำหมัดแน่น มองตาของปัณอย่างแข็งกร้าว ราวกับจะฆ่าให้ตาย โดยไม่สนใจว่าร่างบางนั้นน้ำตาร่วมลงเงียลๆมาตั้งแต่ได้ยินคำเปรียบเทียบว่าตัวเองเป็นสิ่งไร้ค่าแล้ว และยิ่งร้องไห้อย่างสะอึกสะอื้นหนักขึ้นไปอีก เมื่อหมอชลาธิปเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ

 

อาหารค่ำมื้อนั้น ต้นน้ำเป็นคนจัดแจงคนเดียวโดยปราศจากเงาของร่างสวยมีคนที่อยากตั้งคำถามและหาคำตอบหลายคน
      “คุณปัณไปไหนซะล่ะ ต้นน้ำ” ชลาธิปถาม
      “ไม่ทราบฮะ เห็นว่าจะไปเดินเล่น ทำกับข้าวกับของหวานเสร็จแล้วก็ออกไป แต่ว่า....” เด็กน้อยละไว้แค่นั้น เพราะไม่รู้ว่าสมควรจะพูดต่อหรือเปล่า
      “แต่ว่าอะไร พูดมาให้หมด อย่าอ้ำอึ้ง” คนใจร้อนเสียงดุจนเด็กน้อยเสียขวัญ อังกูรต้องช่วยยกชามกับข้าวในมือ มาวางบนโต๊ะแล้วค่อยลูบหลับปลอบใจ
      “ค่อยๆพูดก็ได้” คำนั้นพูดกับต้นน้ำ แต่คงหมายจะให้คนอื่นได้ยินด้วย แล้วก็ได้ผล ชลาธิปพ่นลมหายใจแรงๆ คล้ายพยายามข่มความโกรธโดยไม่พูดอะไรอีก
      “คุณปัณสีหน้าไม่ดีเลยครับ แล้วก็ถามผมด้วยคำถามแปลกๆ” พูดไปเด็กชายก็ก้มหน้างุด
      “ถามว่า?” ชลาธิปเสียงเครียด
      “ถามว่า ผมอยากจะไปอยู่กรุงเทพฯไหม คุรปัณจะเป็นธุระส่งเรียนให้เองครับ จะได้ไม่ต้องมาทำงานหนักเหมือนเป็นคนใช้แบบนี้ ก่อนหน้านี้คุณปัณยังพูดอยู่เลยว่าชอบอยู่ที่นี่ และชอบงานนี้มาก” ชลาธิปสะอึกทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เขาทำร้ายปัณอีกแล้วสินะ
      “เพราะคุณนั่นแหละ ปัณคงเสียใจมาก ปัณเป็นคนอ่อนไหวมาก ไม่รู้หรือไง” พันธุ์เทพแผดเสียงก้องกล่าวร้ายชลาธิป โดยลืมนึกไปว่าญาดานั่งอยู่ตรงนั้นด้วย และก่อนหน้านี้เขาก็ทำให้เห็นแล้วว่าไม่ได้รู้จักปัณณทัตมาก่อน แต่ญาดาก็ฉลาดพอที่จะทำเป็นเงียบ เก็บความสงสัยไว้ในใจ
      ชลาธิปเริ่มร้อนใจ เขาลุกขึ้นจะไปตามปัณในตอนนั้น แต่ญาดาขอให้ใจเย็นไว้ก่อนเพราะตามปกติคนที่ไม่สบใจจะต้องการเวลาที่จะได้อยู่คนเดียวบ้าง ที่พูดอย่างนี้ก็เป็นความจริงทั้งหมด แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ญาดายั้งไว้ไม่ให้ชลาธิปออกไปเพราะอยากรู้ว่า เมื่อเวลาผ่านไป ระหว่างชลาธิปกับพันธุ์เทพ ใครจะเป็นเดือดเป็นร้อนจนฉุดไว้ไม่อยู่ก่อนกัน
      เมื่อทานอาหารเสร็จ ปัณยังไม่กลับมา ชลาธิปก็หมดเหตุผลที่จะต้องรอคอยอีกต่อไปแล้ว เขาบอกกับทุกคนว่าจะออกตามหาปัณทันที อังกูรอาสาไปด้วย ดดยเสนอให้ไปจุดชมวิวตอนเย็นที่ทั้งหมดตั้งใจว่าจะไปแต่มัวประชุมงานกันจนลืมไปหมด พันธุ์เทพ และ ต้นน้ำ ก็ขอไปด้วยเช่นกัน อังกูรไม่เสวนากับพันธุ์เทพ เมื่อเดาอะไรได้บางอย่างจากกริยาของเขาเมื่อครู่ แต่ขอร้องให้ต้นน้ำอยู่ที่บ้าน จะได้อยู่เป็นเพื่อนกับญาดาด้วย
      “อย่าทำให้พี่เป็นห่วงอีกคน อยู่ที่นี่แหละ ดูแลตัวเองและคุณญาดาให้ดี”

 

อังกูรเล่าให้ชลาธิปฟังระหว่างขับรถไปที่จุดชมวิวโดยที่ตัวเองอาสาเป็นคนขับเพราะชินทางกว่า โดยมีพันธุ์เทพนั่งฟังอยู่ด้วยเงียบๆ ว่า ปัณมาถามตนว่าจะไปที่นั่นได้อย่างไร และท่าว่าสวยนั้น มันสวยงามมากขนาดไหน ก่อนที่พวกเขาจะเข้าห้องคุยงานจนลืมเวลาซะอีก อังกูรจึงจับสังเกตได้ว่า ปัณอยากไปที่นี่จริงๆ
      บริเวณนั้นมืดสนิทแล้วเมื่อพวกเขามาถึง จริงๆแล้วหากไม่ต้องมาหาคนด้วยจิตใจที่ร้อนรนแบบนี้ ที่นี่คือจุดดูดาวที่ดีที่สุดจุดหนึ่งก็ว่าได้ แต่ตอนนี้พื้นที่ส่วนมากมืดสนิทเพราะไม่มีอะไรส่องทาง พวกเขาต้องเปิดไฟที่หน้ารถไว้ตลอดแม้จะลงจากรถแล้ว ดวงดาวคืนนี้ระยิบระยับสวยงามมาก แต่ชลาธิปกลับไม่รับรู้ถึงความงามนั้นเลย ตอนนีน้ดวงใจของเขามืดบอดไม่ต่างกับบรรยากาศรอบๆตัว
      .... ไม่มีแม้เงาของปัณเลย
////////////////////////////////////

 


หายไปนานม๊ากกกกกกกก
คิดถึงเค้ามั๊ย อิอิอิอิ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น