say windy

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บันทึกที่ 1 ทำไมถึงต้องขึ้นว่า ‘บันทึก’ ให้ยุ่งยากด้วยนะ

ชื่อตอน : บันทึกที่ 1 ทำไมถึงต้องขึ้นว่า ‘บันทึก’ ให้ยุ่งยากด้วยนะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.พ. 2558 08:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บันทึกที่ 1 ทำไมถึงต้องขึ้นว่า ‘บันทึก’ ให้ยุ่งยากด้วยนะ
แบบอักษร

 

บรรยากาศยามเช้าอึมครึมไปด้วยเมฆหนาทึบบดบังแสงแดดที่ควรจะมี ทำให้ตรอกแคบๆมืดไปถนัดตา เมืองใหญ่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความไม่เป็นมิตรแม้จะเป็นช่วงเช้าของวัน หรืออันที่จริงไม่มีส่วนใดในเมืองที่ปลอดภัยตั้งนานแล้วโดยเฉพาะตรงนี้ ซอยเล็กๆกับทางเดินไม่น่าพิศมัยในแรกเห็น ถึงมันจะสะอาดกว่าพื้นที่ส่วนอื่น

 

ใช่ ที่นี่มันถิ่นโจรชัดๆ และรู้กันไปทั่ว ทำให้ทุกคนต่างพากันเลี่ยงใช้เส้นทางนี้ แม้ว่าจะเป็นทางลัดสำหรับไปโรงเรียนหรือเขตนอกเมืองก็ตาม

 

 “...ส่งเงินมาซะ

 

แต่...ก็ยังมีคนหลงเข้ามาอยู่ดี

 

ปากกระบอกปืนเล็งเข้าศีรษะของเด็กหนุ่มอย่างไม่เกรงใจพลางขู่กระโชกด้วยท่าทางไม่เป็นมิตรขั้นรุนแรง พวกมันมากันสามสี่คนรุมล้อมตัวทั้งหน้าหลังเพื่อกันไม่ให้เหยื่อหนีรอดไปได้

 

เหยื่อครั้งนี้ของพวกมันเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเชิ้ตสีขาวผูกเนคติดตราโรงเรียนกับสะพายกระเป๋านักเรียนธรรมดา ด้วยกฏที่ห้ามนักเรียนพกอาวุธติดตัวทำให้ยิ่งแน่ใจว่าไม่มีทางขัดขืนได้แน่นอน

 

ซึ่ง..ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะไม่คิดแบบนั้น

 

ปืนเหรอ....ของเบสิคจัง น่าจะเอาที่มันมีคลาสกว่านี้หน่อยนะ น้ำเสียงฟังดูยียวนพร้อมด้วยการเอียงคอสำรวจปืนในมือพวกมันราวกับลืมไปว่าตัวเองตกอยู่ในอันตราย

 

เสียงนั่นดูสดใสจนไม่น่าจะมีความกลัวอยู่ในนั้น มันทำให้คนฟังรู้สึกโมโหกว่าเดิม

 

 “หุบปาก แล้วส่งเงินมาซะ!!!” ใครคนนึงเงื้อมือจะต่อยเจ้าเด็กอวดดี ทว่าอีกฝ่ายกลับข้างหมับไว้ได้ ส่งผลให้ชายร่างสูงชะงักไปด้วยรู้ว่าตัวเองนั้นมีแรงมากกว่าแน่นอน

 

กริช เด็กหนุ่มวัยสิบแปดหมาดๆมองการกระทำของคนอายุมากกว่าด้วยแววตาดูแคลนแกมสมเพชหน่อยๆ จะโทษทางนั้นก็ไม่ถูก เป็นเขาเองที่เข้ามาในดงโจรแบบตั้งใจ เพราะว่ามันเป็นทางลัดที่จะไปโรงเรียนของเขานี่สิ หากจะใช้เส้นทางอื่นก็กินเวลามากโข

 

อา...อย่าหาว่าเขาไร้มนุษยธรรมไปหน่อยเลย หากจะป้องกันตัว

 

ชั่วพริบตาเด็กหนุ่มก็บิดข้อมือที่จับไว้จนร่างนั้นผงะด้วยความเจ็บ ร่างใหญ่ถูกกระชากตามแรงจนตัวลอย หน้าทิ่มลงไปกับพื้นแบบไม่มีโอกาสให้ตั้งตัวสักนิด

 

ความจริงอยากจะรับบทเป็นคนถูกทำร้ายอยู่หรอก แต่วันนี้เขามีสอบ แล้วหากขาดสอบมันก็จะไม่งามเท่าไหร่ เขายังไม่อยากแก้Fตอนนี้

 

เด็กหนุ่มขยับมือเล็กน้อยพลางคิดว่าสายมากแล้ว ได้เวลาที่ตนจะจัดการเจ้าพวกนี้จริงๆ

 

เจ้าพวกที่เหลือลุกฮรือขึ้นมา บางคนถึงกับกระชากคอเสื้อของเขาจนติดกำแพง ท่าทางเอาเรื่องจนน่าตลก

 

อา..ไม่เรียนไม่ทันอีกแล้วเหรอ?


           
กริช...ผมจะฆ่ามัน

 

เสียงทุ้มต่ำอันแสนคุ้นเคยกระซิบข้างหูทำให้เขาชะงัก แล้วเพียงเสี้ยววินาที มือที่จับปืนอยู่ของอีกฝ่ายก็ถูกกระชากออกแล้วถูกหักให้ไขว้ไปด้านหลัง ตามด้วยฝ่าเท้าจะถีบเข้ากลางหน้าท้องอย่างไม่ออมมือ ร่างใหญ่กระเด็นไปอัดกับกำแพงทำให้ร่างนั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บ

 

เฮ้ย!” คนอื่นๆต่างพากันตกใจเมื่อหัวหน้าของพวกตนล้มคะมำไม่เป็นท่า ขยับตัวจะเข้าไปหาเรื่องผู้มาใหม่ แต่ก็ต้องชะงักไปราวกับต้องมนต์ หากสองขากลับสั่นระริกเป็นจังหวะเดียวกับที่ทัศนวิสัยของเด็กหนุ่มจะแคบไปถนัดตา เพราะอีกฝ่ายเล่นเอาตัวมาบังเขาไว้มากกว่าครึ่ง

 

กริชขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นคนมาช่วย อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มร่างผอมบางสูงกว่าเขาเล็กน้อย สวมเสื้อโค้ชยาวสีน้ำตาลกับกางเกงขายาวสีดำ เสื้อที่ไม่ติดกระดุมเผยให้เห็นลำตัวที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลเปื้อนเลือดท่วมราวกับหนังสยองขวัญ รวมไปถึงบนลำคอและข้อมือทั้งสองข้าง ผิวขาวซีดราวกับกระดาษ ทว่าใบหน้าเย็นชาไร้อารมณ์กลับดูงดงามจนละสายตาออกมาไม่ได้

 

ดวงตาสีน้ำเงินหม่นคู่สวยที่โผล่พ้นเส้นผมสีดำสนิทปิดหน้าปิดตาดูไร้แววเหมือนคนตายจ้องมองร่างตรงหน้าด้วยความรู้สึกยากจะคาดเดา แต่คนรู้จักกันมานานเช่นเขารู้ได้ทันที

 

ยังก่อนน่า” เขาตัดสินใจตบไหล่เพื่อเรียกสติ ทำให้อีกฝ่ายถอนหายใจแรงๆเพื่อระงับความโกรธในใจ หันไปมองคนร้ายที่กำลังจะผันตัวไปเป็นผู้เสียหาย

 

ไปซะ แล้วอย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีก” น้ำเสียงเย็นเฉียบพอๆกับแววตาถูกเผื่อแผ่ไปรอบทิศ

 

ว...เหวอ!!” ไม่ต้องรอให้พูดซ้ำสอง เจ้าพวกนั้นก็เผ่นออกไปอีกทางโดยทิ้งร่างของหัวโจกตัวดีเอาไว้ ซึ่งมันก็ไม่รีรอที่จะลากสังขารวิ่งตามไป ถ้าขืนอยู่ต่อคงไม่จบแค่ส่งสายตาฆ่ากันแน่นอน

 

นายมาเร็วอีกแล้ว” กริชเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครกล้าเข้ามาแถวนี้อีก มันทำให้ชายหนุ่มเบือนหน้ากลับมามอง เปลี่ยนจากท่าทางขึงขังเป็นท่าทางของคนอ่อนอกอ่อนใจแทน

 

คุณก็เลิกไปไหนมาไหนในตรอกแบบนี้สิครับ” วาคิม หรือ คิม พูดไปอีกเรื่อง แววตาเป็นห่วงเป็นใยชัดเจนโดยไม่ต้องบอก ซึ่งกริชก็ชินเกินกว่าจะเก็บมาใส่ใจ

 

วาคิมเป็นคนอาศัยอยู่ด้วยกันกับเขา ปกติจะมีหน้าที่แค่ทำงานบ้านกับซื้อของข้างนอกในช่วงเย็นๆ แต่นี่ก็เป็นอีกวันที่หมอนี่ผิดคำสั่ง ออกมาข้างนอกในตอนเช้า ทั้งที่ย้ำหลายครั้งแล้วว่าเขาดูแลตัวเองได้

 

สายตาน้อยใจนิดๆทำให้กริชถอนหายใจ รู้สึกใจอ่อนจนได้

 

ช่วยไม่ได้นี่หว่า แล้วนายตามมาทำไม แผลเปิดอีกแล้ว

 

ผ้าพันแผลบนตัวเริ่มมีเลือดซึมออกมาไม่น้อย หากเดินแบบนี้ไปไหนมาไหนคงไม่ดีแน่ แล้วอย่างที่บอกว่าเขามีเรียน จะมานั่งทำแผลโปะยาให้ก็คงต้องรอตอนเลิกเรียน เสี่ยงต่อการติดเชื้อยิ่งมาอยู่ในที่อับชื้นไม่สะอาดแบบนี้ด้วยแล้ว

 

“…ขอโทษครับ” คิมก้มหน้าเล็กน้อยด้วยท่าทางสำนึกผิด แต่เขารู้ดีว่ามันคือมารยาหลอกให้ตายใจชัดๆ

 

กลับบ้านไปซะ” เขายื่นคำขาด เรียกให้อีกฝ่ายเงยหน้าขวับ

 

แต่...

กลับ” ย้ำสั้นๆทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจสงบปากสงบคำทันที ยังไงซะคงมองว่าเขาเป็นเจ้านาย มันต้องเกรงใจกันบ้าง

 

เขาไม่ใช่เด็กน้อยแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว แค่เดินไปโรงเรียนแค่นี้มันไม่ตายง่ายๆหรอก

 

ครับ

 

เดี๋ยว” เขาเรียกเอาไว้ เพราะรู้สึกถึงแสงแดดที่กำลังโผล่พ้นกลีบเมฆอึมครึมลงมายังเบื้องล่าง

 

คิมที่กำลังหงอยๆหันกลับไปมองคนเรียก ก่อนที่เสื้อนอกจะคลุมลงบนศีรษะอย่างลวกๆด้วยฝีมือของเด็กหนุ่มผมดำไฮไลค์แดง

 

คลุมตัวซะ นี่มันสายจนแดดออกแล้วนะ และอย่าทำตัวให้แผลมันเปิดอีกรอบล่ะ ไม่งั้นฉันทำโทษนายแน่” อย่างที่บอก ขืนออกไปในสภาพนี้ให้ชาวบ้านเห็น มันคงไม่ดีนัก

 

สายตาและท่าทางของกริชยังคงน่ากลัว แต่มันทำให้คนมองขยับยิ้มออกมาด้วยสีหน้าดีขึ้น

 

ครับ

 

 

 

 

 

 

การสอบปลายภาคผ่านไปได้ด้วยดีแม้จะเข้าช้าไปเล็กน้อย วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของการสอบ จากนั้นจะเป็นเรื่องของปัจฉิมนิเทศและพิธีจบการศึกษา เพราะแม้ว่าสมัยนี้จะเป็นถิ่นคนป่าเมืองเถื่อนยังไง การศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญ อย่างน้อยก็เรื่องการสร้างเครื่องบินรบหรือระเบิด มันก็ต้องใช้ความรู้กันทั้งนั้น

 

ยุคสมัยที่เขายืนอยู่ คือยุคของผู้ล่าและผู้ถูกล่า ใครอ่อนแอจะถูกเอาเปรียบ ใครแข็งแกร่งนอกจากจะมีกินมีใช้แล้วก็ยังสามารถปล้นเอาเงินจากพวกอ่อนแอได้ ยิ่งกับเมืองนี้อันติดกับเขตชายแดนระหว่างสองประเทศ จึงยิ่งไม่มีใครอยากแส่หาเรื่องทำสงคราม เพราะแค่การเมืองภายในก็แทบจะจัดการกันไม่หวาดไม่ไหว

 

ไม่ใช่ว่าไม่มีใครคิดต่อต้านการปกครองแบบสัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก หลายเมืองส่งพวกทหารหรือตำรวจเข้ามาปราบปรามแต่สุดท้ายก็จบด้วยการถูกส่งกลับไป ไม่ก็ฝ่ายนั้นเป็นหนึ่งในพลเมืองของที่นี่เสียเอง ด้วยเงินมันทำให้คนเชื่อฟังได้ตลอด ตราบใดที่มันมีค่าไม่ต่างกับปัจจัย 4 ในปัจจุบัน

 

ตัวเขาเองก็ไม่ต่างกับคนพวกนั้นเท่าไหร่ แต่เขาแค่ไม่อยากจมปลักกับพวกนอกคอกไร้การศึกษา และสิ่งที่ทำให้หลุดพ้นได้ก็คือการเรียนหนังสือ แต่ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องการยัดเงินใต้โต๊ะหรืออื่นๆอีกมากมายในโรงเรียนนี้อยู่ดี

 

ทันทีที่เสียงกริ่งหมดเวลาสอบวิชาสุดท้ายดังขึ้น เขาตัดสินใจกลับโดยไม่สนเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังพูดคุยเรื่องเรียนต่อหรือว่าจะไปกินเลี้ยงที่ไหนหรือไปรีดไถเงินใครดี เพราะตลอดสามปีที่ผ่านมา นอกจากต้องจับกลุ่มทำงานแล้วก็แทบไม่ได้สานความสัมพันธ์กับใครมากกว่าเพื่อนร่วมห้อง ช่างเป็นชีวิตที่มืดมนสิ้นดี

 

หลายปีที่ผ่านมาเขาแทบไม่คุยกับใคร และไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่ง ความทรงจำเกี่ยวกับที่นี่มันขาวโพลนไปหมดเมื่อคิดถึง ดังนั้นจึงไม่อาลัยอาวรณ์มาก

 

ขากลับเขาตัดสินใจกลับทางเดิมแล้วก็เจอคนบุกเข้ามาทำร้ายอีกครั้ง แต่แค่เตะต่อยไม่กี่ทีเจ้าพวกนั้นก็นอนหมอบแบบไม่มีใครได้ทันจับเสื้อเลยด้วยซ้ำ อันที่จริงถ้าเป็นพวกคนปกติอาจจะปล่อยให้หนี แต่สำหรับงานนี้ต้องเล่นให้เข็ดหลาบ

สิ่งที่น่าสมเพชที่สุดคงไม่พ้นเรื่อง คนพวกนี้เป็นเด็กโรงเรียนเดียวกับเขาเอง เป็นพวกลูกคุณหนูกับลูกน้องเห่ยๆ

 

ที่ทำไปไม่ได้หวังเงิน แต่หวังชื่อเสียงและความสนุกว่าตนสามารถทำให้คนหวาดกลัวหรือยอมจำนนได้ แต่คราวนี้โชคร้ายเพราะดันมาเจอกับเขาแทน จะหนีก็หนีไม่พ้นจริงๆ ชื่อเสียงของเขาจริงๆก็ถือว่ากระฉ่อนในละแวกนี้ เลยมีพวกรอเข้ามาลองของอยู่พอสมควร แต่ในโรงเรียนมีกฏอันเข้มงวดและห้ามพกอาวุธจึงไม่มีใครอยากหาเรื่องเข้าคุก จึงต้องเล่นกันช่วงหลังเลิกเรียน

 

มันไม่ใช่หน้าที่ แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยพวกคิดว่าตัวเองแน่มากให้หลุดมือกับเท้าไป

 

ส่วนสาเหตุสำหรับการไม่เดินอ่อยเหยื่อแบบช่วงเช้า...เพราะเขามีคนที่ต้องรีบกลับไปบ้านนี่สิ

 

จะเรียกว่าเป็นคนเจ็บที่เก็บมาจากข้างทางคงไม่เหมาะเท่าไหร่


            
งั้นเขาจะเรียกว่า ‘เพื่อน’ เป็นการจำกัดความที่สุภาพขึ้น

 

บ้านของเขา อันที่จริงมันคือคฤหาสน์แบบสไตล์โกธิคอันหรูหราล้อมรอบด้วยรั้วเหล็กดัดไม่ต่างจากเรือนจำ ภายในมีห้องหับมากมายเกินพอดี รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงและเครื่องใช้อันทันสมัย ระบบป้องกันระดับสูงอันหาได้ยากในเมืองนี้ โซน G’ อดีตเมืองหลวงซึ่งปัจจุบันติดอันดับต้นๆของเมืองที่มีเปอเซ็นต์เกิดอาชญากรรมสูง ไม่มีที่ไหนปลอดภัยจากอาชญากร

ไม่ใช่เพราะตำรวจไร้น้ำยาหรือไม่มีใครดูแล แต่มันคือค่านิยม

 

บ้านหลังอื่นหากไม่ป้องกันด้วยการปิดประตูและหน้าต่างอย่างแน่นหนาตลอดวันหรือมีเงินมากพอจะจ้างบอดี้การ์ดฝีมือดี เพียงชั่วพริบตาข้าวของจะอันตรธาน แต่ที่บ้านของเขายังคงอยู่ได้เพราะมีคิมคอยเฝ้าบ้านให้ แถมชื่อเสีย(ง)ภายในบ้านตลอดหลายปีทำให้แทบไม่มีใครโง่พอจะเข้ามาเป็นหนูลองยา

 

พ่อกับแม่ของเขาไม่กลับบ้านมาหลายปีแล้ว นอกจากส่งข่าวการติดต่อมาแค่จดหมายสั้นๆไม่ก็พูดคุยผ่านมือถือ แต่ก็ไม่เคยถึง 1 นาที คนใช้ในบ้านต่างถูกพวกโจรที่ลอบเข้ามาเป็นระยะฆ่าตาย จากนั้นคือพากันลาออกไม่ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น ทิ้งให้เขาต้องคอยรับผิดชอบทรัพย์สินของบ้านทั้งหมด

 

นี่เป็นเรื่องก่อนหน้าที่คิมจะเข้ามาอยู่

 

หลังจากผ่านการสแกนลายนิ้วมือและดวงตาจนเข้ามาถึงในบ้านได้ สิ่งที่ต้อนรับกริชหลังประตูบานใหญ่คือกลิ่นหอมๆของเครื่องเทศตัดกับกลิ่นอ่อนๆของข้าว ถูกวางอยู่บนโต๊ะยาวเพียงแค่ที่นั่งเดียว พร้อมร่างของชายหนุ่มผมดำเมื่อตอนเช้าในชุดเดิมแต่ดูเรียบร้อยขึ้น ไม่ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา

เวลา 16.00 น. ตรงเวลาอาหารเย็นพอดี

จากนั้นจะเป็นการสั่งให้อีกฝ่ายมานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน โดยอีกฝ่ายยังคงอิดออดเหมือนเดิมแต่ก็ยอมตามใจ แล้วก็ต้องมาฟังคำบ่นจากอีกฝ่าย ว่าห้องเขารกเกินกว่าจะนอนได้ รวมถึงคอลเลคชั่นที่กินเนื้อที่นอนไปมากกว่าครึ่งจนทำความสะอาดไม่หมด และเขาก็ทำเมินเหมือนเคย

ใช่ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นใหม่ จะมีเพิ่มเป็นพิเศษก็แค่คำยินดีที่เขาจบการศึกษาแล้วจากปากอีกฝ่ายเท่านั้น

ไม่มีอะไรสำคัญ ไม่มีอะไรแปลกใหม่

 

 

 

 

 

 

 “ทีหลังก็อย่าตามฉันมา” กริชเปิดบทสนทนาขึ้นก่อน ขณะลงมือแกะผ้าพันแผลบนตัวของเพื่อนที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกอย่างว่าง่าย

 

ใบหน้าสวยเกินกว่าจะเป็นของบุรุษยังคงเรียบนิ่ง เปลือกตาปิดสนิท แอบสะดุ้งนิดหน่อยเมื่อเขาแกล้งแตะปากแผลบนตัวอีกฝ่ายหนักมือ

 

ทันทีที่กลับจากเลิกเรียนและจัดการกินข้าวให้อิ่มท้อง สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มวัยสิบแปดอย่างเขาต้องทำคือทำแผลให้เจ้าโง่บางคน รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองมีแผลหนักแค่ไหนหรือออกจากบ้านตอนเช้าไม่ได้ก็ยังจะดันทุรังออกมา

 

บอดี้การ์ดเฝ้าบ้านที่มีแผลทั้งตัวอาจจะดูบ้าดีเดือดไปหน่อย แต่เจ้าตัวเสนอเอง ดังนั้นเขาก็ต้องสนอง แต่มันอยู่ในขอบเขตแค่ในบ้านเท่านั้น เขาไม่อนุญาติให้เจ้าตัวออกไปเพ่นพ่านข้างนอกนอกจากตอนไปซื้อของมาทำกับข้าว

 

ไม่ใช่ว่าเขาเป็นหมอและไม่ใช่ว่าเพราะอีกฝ่ายทำแผลไม่เป็น หากเป็นเพราะเขาไม่ไว้ใจให้เจ้านี่ทำแผลด้วยตัวเอง ถ้ามันไม่สะอาดแล้วเกิดอักเสบขึ้นมา คนที่ลำบากก็คือเขาอีกนั่นแหละ

 

บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายของอีกฝ่ายดูน่ากลัว บนลำคอมีรอยถูกกรีดจนเด่นชัด ท่อนแขนทั้งสองข้างร่วมกับหน้าอกลามไปถึงท้อง มันคือร่องรอยของการถูกวัตถุมีคมจำพวกมีดเฉือนเข้าผิวเนื้อลึกจนเห็นเนื้อแดงซึ่งเลือดยังคงไหลซึมออกมาเรื่อยๆจนชุ่มเสื้อผ้าที่สวมใส่ แต่น่ากลัวสุดคงไม่พ้นหน้าอกอีกฝ่าย ซึ่งมีสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่

 

แท่งเหล็กเงินขนาดใหญ่ปักอยู่กลางอกอีกฝ่ายจนมิดแต่ไม่ถึงขั้นทะลุออกมาอีกด้าน ปลายเหล็กถูกตัดออกจนพอดีกับผิวเนื้อ แต่ยังคงความแสบร้อน สังเกตได้จากรอบที่คล้ำเหมือนถูกเผาจนส่วนนั้นไหม้เกรียม เลือดสีแดงไหลเป็นลิ่มๆ หากเจ้าของร่างยังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

กริชมองด้วยความเงียบงัน เพราะเคยชินซะแล้วกับแผลพวกนี้ ก็นะ ทำแผลให้ตั้งหลายปี ถ้าจะมาเป็นลมหรือช็อคตายตอนนี้คงดูไม่จืด

 

เขาไปเจอตัววาคิมที่กำลังบาดเจ็บและสลบไปเมื่อสามปีก่อน จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ เพราะยังมีลมหายใจอยู่ เขาจึงได้แบกกลับบ้านมารักษาต่อ

 

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี บาดแผลมันก็ไม่ยอมหายหรือมีขนาดเล็กลงอย่างที่ควรจะเป็น แถมเหล็กกลางอกนั่นก็ใช่ว่าจะเอาออกได้ง่ายๆ ส่วนคิมบอกแค่ว่า ตราบใดที่เอาเหล็กออกไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าแผลพวกนี้จะหายในเวลาปีสองปี และนั้นทำให้เขารีบหาหลากหลายวิธีทำให้เอามันออกได้เร็วๆ เจ้านี่จะได้ออกไปที่อื่น ก็เอามารักษาแล้ว จะปล่อยออกไปทั้งที่ยังมีแผลแบบนี้ได้ยังไง เสียชื่อตระกูลหมด...

 

แต่...” วาคิมทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างหลังเงียบไปนาน ก่อนสะดุ้งโหยงเมื่อเจอเขาแกล้งตบหลังแรงๆ มันไม่ถึงขั้นเจ็บแต่ก็ทำให้ตกใจได้ในระดับนึง

 

ฉันดูแลและควบคุมทุกอย่างได้” น้ำเสียงอวดดีทำให้คนอายุมากกว่าเผลอหรี่ตามอง

 

ก็จริง เมื่อเทียบกับเขาแล้วถึงกริชจะเตี้ยกว่า แต่ร่างกายกลับสมส่วนออกไปทางกำยำเล็กน้อยเพราะเล่นกีฬา ใบหน้าคมสัน คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ดวงตาเรียวเล็กสีเทาอ่อนดูเอาเรื่องแถมเจาะจิวที่ปากกับใบหูทั้งสองข้าง แถมยังผมสีดำไฮไลค์สีแดง มองยังไงก็เป็นนักเลงและไม่น่าเข้าใกล้ในสายตาบุคคลทั่วไป

 

โดยรวมแล้วก็ดูแลตัวเองได้ตามปากว่า

 

แต่ก็ถูกปล้นเอาเงินทุกวันเลยไม่ใช่เหรอ...

 

ที่เดิมอีกต่างหาก

 

คิมจั่วหัวเอาไว้ในใจแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา เขาทำเพียงแค่มองอีกฝ่ายใช้สำลีเช็ดเลือดบนปากแผลส่วนคอของเขาเบาๆจนแทบไม่รู้สึก แอลกอฮอล์มันไม่เจ็บปวดเข้ากับบาดแผลที่ได้รับตอนนี้ ซึ่งเขาชินชากับมันเสียแล้วราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

 

เจ็บจนลืมเจ็บ จะพูดแบบนั้นก็ได้

 

แล้วเป็นปีที่สามแล้วที่อีกฝ่ายนั่งทำแผลให้แบบนี้

 

เพราะว่าเงียบนานไปหน่อย เด็กหนุ่มเลยชักฉุนเล็กๆ

 

ไม่เชื่อฉันรึยังไง?”

 

ไม่ทันตั้งตัว มือข้างที่ว่างก็จัดการบีบคอคนป่วยเต็มแรงแล้วกดลงนอนราบกับโซฟาอย่างไม่สนว่าจะเจ็บหรือเปล่า แต่เสียงปึกอันเกิดจากหัวหมอนี่ชนเข้าพนักโซฟามันคงเบาหรอก

 

 “แค่ก!...เชื่อครับ เชื่อ” คิมสำลักเล็กน้อย แล้วพูดเสียงเบาเหมือนเจ็บปวดจากการถูกบีบคอ แต่กริชเห็นชัดว่าอีกฝ่ายกำลังหัวเราะในแววตา ไหล่ทั้งสองข้างกระเพื่อมนิดๆอีกต่างหาก


            
ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยมือออก ไม่ใช่ว่ากลัวเจ้ามาโซซาดิมส์นี่ตายซะก่อน แต่กลัวว่าจะต้องห่อผ้าพันแผลใหม่อีกรอบต่างหาก

 

เจ้านี่มันไม่ใช่คนอยู่แล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าเขาโง่ไปรักษาคนที่ไม่มีวันตายเข้าไปได้ยังไงก็ไม่รู้

 

กริชลุกขึ้นไปเก็บกล่องปฐมพยาบาลเข้าที่ แล้วหันกลับไปมองคนที่กำลังนอนอยู่บนโซฟา ออกคำสั่งเสียงแข็ง

 

นายเฝ้าบ้านซะ

 

...ครับ” คิมตอบพร้อมรอยยิ้มบนริมฝีปากซีดเผือด มือยังคอลูบคอที่ถูกบีบป้อยๆ ทว่ามันกลับดูสดใสผิดปกติจนคนมองคิ้วกระตุก นึกอยากตัดคออีกฝ่ายมาซะเดี๋ยวนั้น



            
ก็ถึงจะพูดยังไง...ต่างคนต่างรู้กันว่า เคยฟังกันและกันซะที่ไหนล่ะ!

 

ห้วงคิดอันแสนจะดูดี หึ...

 

กริชหัวเราะขึ้นมาในใจก่อนหยิบมีดสั้นที่พกไว้ในกางเกงขึ้นมาแล้วกรีดข้อมือตัวเองช้าๆโดยที่คิมห้ามไม่ทัน ของเหลวสีแดงไหลทะลักออกมาเป็นทางยาวก่อนหยดลงพื้น ไม่นานมันก็ย้อมทั้งมือและท่อนแขน

 

เขาสาวเท้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายซึ่งทำตาโตใส่ ยื่นมือข้างที่เปื้อนเลือดไว้จรดริมฝีปากอีกฝ่ายราวกับยั่วยุ

 

ดวงตาสีน้ำเงินแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับสัตว์ร้ายเมื่อสัญชาตญาณภายในถูกปลุกขึ้นโดยตั้งใจ เขี้ยวยาวงอกมาจากริมฝีปากบางเช่นเดียวกับเล็บมือที่ยาวออกมากว่าเดิมอย่างรวดเร็วเมื่อได้กลิ่นอาหารของตน

 

สัญชาตญาณของ ‘แวมไพร์

 

เลียซะสิคิม...ฉันอนุญาตให้นายกินเลือดฉันจนอิ่มก่อนเลยล่ะ....

 

สีหน้าตื่นตกใจของคิมผิดกับรูปลักษณ์ทำให้เขาหัวเราะออกมา เมื่อเห็นว่าเจ้าคนเรื่องมากยังคงนิ่งเฉย เขาจึงตัดสินใจใช้ข้อมือของตัวเองลากไล่ไปตามริมฝีปากของอีกฝ่ายช้าๆ จนโลหิตเปรอะเปื้อนตามใบหน้ารูปสลัก กลิ่นคาวเลือดเริ่มอบอวลไปทั้งห้องผสมกับกลิ่นยาก่อนหน้า

 

กลิ่นของมันยั่วยวนจนคิมเผลอแลบลิ้นเลียริมฝีปากของตัวเอง รสชาติอันหอมหวานถูกกลืนลงไป แต่มันเทียบไม่ได้กับความต้องการภายในร่างกาย

 

สิ่งสำคัญของแวมไพร์คือการรอคอยเหยื่อแล้วกินอย่างเชื่องช้าและสำรวม ทว่าตัวเขากลับถูกมนุษย์ตรงหน้าทำให้กลายเป็นเหยื่อที่กำลังบ้าคลั่งเสียเอง

 

ชายหนุ่มถอนหายใจราวกับกำลังอดกลั้น ค่อยๆจับมือของกริชไปใกล้ริมฝีปากของตัวเอง ปลายลิ้นไล่เลียไปตามข้อมือที่มีเลือดไหลซึมราวกับกำลังจิบไวน์ แต่ก็ไม่นานเมื่ออีกฝ่ายเริ่มเปลี่ยนเป็นประคองด้วยมือสองข้าง ดูดกลืนราวกับหิวกระหายมานาน ส่งผลให้แผลตรงข้อมือขยายกว่าเดิม ทว่าเลือดไม่ตกลงถึงพื้นเลยแม้แต่หยดเดียว

 

เมื่อเห็นท่าทางนั้นกริชจึงหลุดรอยยิ้มออกมา

 

 

สุดท้าย เขาก็ต้องเหนือกว่าเจ้านี่อยู่ดี

 

 

ทั้งที่คิดแบบนั้นแล้ว..

 

พอรู้ตัวอีกทีเขาก็ถูกอีกฝ่ายฉุดลงมาให้นั่งอยู่บนโซฟาด้วยกันอย่างไม่ทันตั้งตัว คอเสื้อถูกถอดออกโดยไม่ให้มีโอกาสได้ทักท้วง

 

คมเขี้ยวกดลงบนลำคออย่างรวดเร็วจนรู้สึกเจ็บแกมตกใจ แต่ไม่มีเสียงอะไรลอดออกมาจากปาก ริมฝีปากสะกัดกลั้นเสียงน่าอายได้อย่างแนบเนียน

 

ในเวลานี้เขาจะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาเด็ดขาด

 

ของเหลวอุ่นๆไหลรินลงมาจากปากแผล แรงกดที่คอค่อยๆละออกไปเพื่อเล็มเลียเลือดที่ไหลออกมาจนเขารู้สึกจั๊กจี้ พอๆกับความเจ็บปวดที่ไม่ได้ทุเลาเลย รู้สึกได้ว่าเลือดในกายสูบฉีดจนอึดอัด

 

เสื้อผ้าถูกถอดออกเผยให้เห็นท่อนบนสมส่วนของเด็กหนุ่มรูปงาม และรอยกัดตามไหลปลาร้าและหน้าอกตึงแน่น ร่างกายนี้กำลังดิ้นรนตามสัญชาตญาณทว่าสองมือกำผ้าปูที่นอนแน่น ยับยั้งตัวเองไม่ให้สั่นมากเกินไปจนอีกคนรู้สึกได้ อารมณ์ภายในถูกกักไว้อย่างแนบเนียน แทนที่ด้วยสายตาสีเทาดูเย็นชากว่าปกติกับเสียงหายใจหอบ

 

'อ...บอกว่าอย่ากัดคอไง...' กริชเค้นเสียงด่าออกมาอย่างยากลำบาก หัวคิ้วขึงเครียด

 

'ขอโทษครับ...แต่ตรงนี้เป็นจุดที่สะดวกสุดแล้ว'

 

 

'สะดวกบ้าอะไร...อึก...'

 

เด็กหนุ่มหายใจถี่จากอาการเสียเลือด รอยกัดตามร่างกายยังไม่ทุเลาลง อีกฝ่ายก็ดันกัดเข้าคอจนหายใจไม่ออก ทั้งน่าอึดอัดและหงุดหงิด... มันไม่ใช่ครั้งแรก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเคยชินได้ง่ายๆเหมือนกัน เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดของตัวเอง เสียงดูดกลืนในลำคอของแวมไพร์ตรงหน้า

 

ปากแผลเริ่มสมานเข้าหากันอย่างเชื่องช้าเมื่อแวมไพร์ตรงหน้าใช้ปลายลิ้นเลียตรงต้นเหตุของเลือด ก่อนที่จะสะดุ้งอีกครั้งเมื่อเจ้าตัวตรงหน้าใช้เคี้ยวแหลมๆนั้นกัดซ้ำเข้ามาอีกรอบ ราวกับกำลังเล่นตลกอะไรอยู่

 

 

 

'ชั้นจะฆ่านายแน่ ถ้ายังทำแบบนั้นอีกครั้ง' เขาเค้นเสียงใส่ ทั้งที่รู้สึกหน้ามืดขึ้นมาอีกรอบ เรี่ยวแรงหายไปผิดกับหัวใจที่กำลังสั่นระรัว

 

 

แล้วถ้าเขาไม่ตาลายจนเกินไป ก็เห็นชัดๆเลยว่าคิมกำลังยิ้มเจ้าเล่ห์ผิดวิสัย

 

 

'ครับ ไม่ทำแล้วก็ได้' ดวงตาสีน้ำเงินที่ตอนนี้เป็นสีแดงจ้องมองเขานิ่งๆ 'ไม่ต้องห่วงนะครับ ถ้าเสร็จแล้วผมจะพาคุณไปอาบน้ำ'

 

 

'ไม่ต้องเลย!' กริชพูดแค่นั้นพลางหลับตาลงเพื่อจบบทสนทนาห่วยๆนี่ไปซะ

 

 

เพราะสุดท้าย เจ้านี่ก็หลับไปก่อนทุกทีสิน่า!

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

เรื่องนี้อาจจะไม่เน้นรักก็จริง แต่ก็มีเรทนะคะ //เอะยังไง

ความคิดเห็น