Meilihua

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 เข้าวัง

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 เข้าวัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 234

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มี.ค. 2562 22:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 เข้าวัง
แบบอักษร

ชายหนุ่มพาหญิงสาวเข้าวังไปด้วยกันพร้อมกับมอบตราองค์รักษ์ให้หญิงสาวซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับจิ้งจอกสาวอย่างมากก่อนที่จะรู้เรื่องราวมาจากปากของคนสนิทของเจ้าชายที่มีนามว่าโมเรียวฟังมาว่าเจ้าชายมักจะตระเวนหาคนเข้ากองทัพเสมอเเละเก็บไว้ข้างกายเช่นกันเปลี่ยนหมุนเวียนทีละมากๆที่เคยได้ยินมาว่าเจ้าชายเคียวนั้นถือหน้าค่าตาก็เห็นว่าจะไม่ผิดอยู่ดอก ยศถาบรรดาศักดิ์ก็มิใช่ว่าจะไม่ถือการวางอำนาจในวังเห็นได้ชัดว่าไม่ผิดจริงแท้ที่เขาร่ำลือกันถ้วนหน้าแต่ข้ายังนึกสงสัยอยู่เทียว เหตุใดจึงไม่แต่งตั้งสนมไว้สักคนดู ข้ามองว่าเขาออกจะเป็นเจ้าชายเจ้าสำราญอยู่สักหน่อย ร่ำสุรา ซ้อมวิชา โลดแล่นไปต่างที่ตามอำเภอใจ เป็นเช่นนี้ก็ดีไม่แน่น่าจะลวงความลับง่ายอยู่ดอก

‘นี่ท่านเหตุใดองค์ชายจึงประทานตราองค์รักษ์นี้ให้อย่างง่ายดายเล่าท่าน’ ข้าเอ่ยถามโมเรียวที่เช็ดถูดาบใหญ่อย่างคล่องแคล่ว

‘องค์ชายเดิมทีว่าใจกว้างนัก เห็นลูกนกลูกกวางตกลำบากก็ช่วยทุกครั้งไป’ ข้าย่นจมูกใส่โมเรียว ข้าคิดว่าข้าถามคำถามชัดเจนแล้วนะ เรื่องเหล่านี้ข้าล้วนรู้แล้วทั้งสิ้น เขาไม่พูดก็ใช่ว่าข้าจะไม่รู้ซะเมื่อไหร่

‘เจ้าตอบไม่ตรงคำถามข้า ข้าหมายความว่าทำไมเขาถึงไว้ใจข้าดำรงตำแหน่งสำคัญเช่นนี้’ ดวงสีดำสนิทจ้องลึกเข้ามาในตาข้ากล่าวตอบข้าอย่างจริงจังว่า

‘ข้าไม่ใช่เจ้าชายเสียหน่อยจะไปรู้ความคิดของเจ้าชายได้อย่างไร หากอยากรู้มากนักก็เชิญไปถามเขาเองเถิด น่ารำคาญยิ่ง!!’ เขากล่าวกับข้าเช่นนั้นแถมยังเบือนหน้าหนีข้าอีก

‘หึ หากข้าถามเขาคงไม่ใช่ต้องโทษเลยรึ ถ้อยคำนี้ยังแฝงความอยากรู้เกินควรอยู่บ้าง’

‘เจ้าควรรู้ไว้อย่างนะ เจ้าชายเป็นเทพสงครามนอกจากจะฉลาดการศึกแล้วเรื่องอื่นก็มิได้มองข้าม อุบายแยบยล’ ข้ากรีดยิ้มเย้ยยันไปชั่วครู่เทพสงครามแล้วอย่างไรกัน ตัวข้าเทพแห่งความเฉลี่ยวฉลาดสมองลมกรดของข้าแล่นเร็วกว่าเขาเป็นไหนๆ ยังดีที่ข้าเก่งทั้งเรื่องหยูกยา สร้างยาแปลงร่างกักตุนไว้หลายขวดมิเฉ่นนั้นคงถูกจับแควนคอเป็นเชลยไปแล้ว

'ไอ เข้ามาหาข้าที!' ข้าสะดุ้งเฮือกไปตามเสียงเจ้าชาย เสียงไม่เห็นจะเสนาะหูเหมือนยามนั้นหากพูดถึงเรื่องชักจูงแล้วเห็นทีเจ้าชายเหนือกว่าข้ามากจริงๆ

'ไปสิ ยืนบื้ออยู่ทำไม' ข้ามองตาขวางใส่โมเรียวที่แลดูจะแดกดันข้าอยู่ตลอดเวลาไม่รู้ว่าแค้นข้ามาตั้งแต่ชาติปางไหน ข้าสะบัดหางจิ้งจอกที่อยู่ในคราบหางหมาป่าใส่เขาไปหนึ่งทีจนเขาบ่นกระปอดกระแปดมาหนึ่งคำที่ทำให้ข้าสะดุ้งอย่างมีพิรุธ

'ทำเป็นพวกสตรีไปได้ ' แต่ข้าก็มิได้ตอบโต้ปล่อยไปเช่นนั้น

'คำนับขอรับ ฝ่าบาท' ข้าโค้งคำนับองค์ชายตามทำเนียม เขากลับเดินเข้ามาใกล้ตัวข้ามองไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ข้าเดาใจไม่ออกเลยจริงๆว่าเขาจะมาไม้ไหน

'เจ้าเป็นบุรุษจริงหรือ เหตุใดปล่อยให้ร่างกายบอบบางราวกับสตรีเช่นนี้' ข้านิ่งเงียบใช้ความคิดชั่วครู่จึงตอบไปอย่างใช้ความคิดว่า

'อาจเป็นเพราะว่าเมืองที่ข้าอยู่ขาดแคลนอาหารอยู่อย่างอดมื้อกินมื้อจึงไม่บึกบึนขอรับฝ่าบาท' เจ้าชายพยักหน้าให้แล้วกล่าวต่ออีกว่า

'ที่เจ้ากล่าวก็มีเหตุผลอยู่บ้าง ' เขาเดินมากอดคอข้าแล้วกล่าวต่ออีกประโยค 

'แต่หลังจากนี้เจ้าไม่ต้องลำบากแล้วนะ ข้าถือเจ้าเป็นสหายย่อมไม่ยอมให้สหายต้องอดมื้อกินมื้อเป็นอันขาด' ข้าคุกเข่าลงอย่างเลี่ยงไม่ได้จริงๆถึงแม้ว่าข้าจะเคยเฉิดฉายเป็นนายอยู่ในวังแต่เรื่องสอดแนมทำมาบ่อยแล้ว พวกเจ้าชายหน้าโง่ก็มักจะทำแบบนี้่ทดสอบกันทั้งนั้น

'ฝ่าบาทเมตตาข้าแล้ว '  ข้ากล่าวทั้งยังก้มหน้าเขาดึงตัวข้าขึ้นมา

'เอาล่ะ ข้าเห็นว่าเจ้ามีวิชารักษาเก่งจึงอยากเก็บเจ้าไว้ข้างตัว' เพียงพริบตาก็มีเตียงหนึ่งหลังวางอยู่ใกล้ที่บรรทมของเจ้าชายนั่นอยู่เขาชี้ตรงนั้นแล้วกล่าวบอกข้าว่า 'นั่นคือที่นอนของเจ้า' ข้าลนลานหาเหตุผลหนีรอดอยู่ บางทีข้าอาจจะประเมินเจ้าชายเคียวต่ำไป

'ฮ่าๆ  ท่านล้อข้าเล่นหรือเปล่า เดิมทีที่นอนข้าควรจะอยู่ห้องเดียวกับโมเรียวมิใช่หรือ' ขัาใช้โมเรียวเป็นข้ออ้างถึงแม้ว่าโมเรียวจะเป็นชายชาตรีเช่นเดียวกันแต่ข้ากับเขามิได้ใกล้ชิดกันขนาดนั้นเพรา่ะว่าโมเรียวชังข้าโดยที่ข้าก็ไม่ทราบสาเหตุ ข้าเขยิบเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว เขาถอยห่างข้าสิบก้าวกระนั้นเวลาสนทนากันก็แทบจะตะโกนคุยกันแล้ว

'โมเรียว? เขานอนอยู่หน้าห้องนี้เอง ข้าสั่งอะไรก็ทำอย่างนั้นเถอะ' มองสีหน้าเขาหากขัดขืนคงโดนตัดหัวเป็นแน่ ข่าวลือที่ว่าวังจันทราพิฆาติเคร่งเรื่องกฏมากคงไม่ใช่ข่าวโคมลอยเสียแล้วกระมั้ง

'เข้าใจแล้วขอรับฝ่าบาท' ข้าโค้งคำนับให้เจ้าชายเขากลับยื่นอาภรณ์ที่พับเป็นระเบียบเรียบร้อยมาให้ข้าข้ารับมาอย่างเก้ๆกังๆลองกางออกดูเป็นชุดฮากามะสีดำและมีฮาโอริสีน้ำเงินครามให้อีก

'อีกสักครู่ข้าจะเข้าวัง เจ้าเองก็ไปเปลี่ยนเป็นชุดนี้ซะ' เขาปรายตามองข้าแวบเดียวจริงๆแล้วล้มตัวหลับตานอนแต่อย่างไรก็คงเสี่ยงเกินไปข้าจึงใช้วิธีร่ายคาถาเปลี่ยนซะเลย ข้าจำได้ว่าโมเรียวบอกว่าเจ้าชายเป็นเทพสงครามแต่ตัวข้ามิเคยปะหน้ากับเทพสงครามมาก่อนแต่ฟังจากที่โมเรียวพูดมาเขาย่อมต้องมีวิชาอยู่บ้างมีความเป็นไปได้ว่าเขาจะสัมผัสถึงรัศมีที่ไม่ธรรมดานี้ได้ยังดีที่ข้าพกคาตะนะร้อยวิญญาณติดตัวอยู่ตลอด หากเกิดอะไรขึ้นก็ยังพอมีทางรอดอยู่ถึงสามในห้าส่วน

ตำหนักกลาง วังจันทราพิฆาต

'เทพสงคราม เจ้าชายเคียวเสด็จ' ข้าเดิมตามหลังเจ้าชายที่เดินอย่างองอาจน่าเกรงขามยิ่ง ความจริงแล้วก็ใช่ว่าข้าจะไม่เคยพบหน้ากับราชินีและราชาสองท่านนี้ซะเมื่อไรแต่ข้ามั่นใจว่าเขาต้องจำข้าไม่ได้อย่างแน่นอนด้วยทั้งลักษณะของข้าแตกต่างจากครั้งวัยเยาว์อยู่หลายส่วนกล้ามแขนของข้าอย่างน้อยก็ช่วยพรางตาได้บางแล้วไม่เสียเเรงที่ฝึกคาตะนะและธนูมาสามพันปี

'เป็นอย่างไรบ้างลูก ได้ข่าวว่าไปแดนปีศาจเยี่ยมเจ้าหญิงคามิน' เจ้าชายเคียวฉีกยิ้มกว้างเอ่ยบอกราชินีว่า

'นางสบายดีพะยะค่ะ อ่อ นางยังฝากทับทิมแดงล้ำค่ามาให้' องค์ชายแบมือเผยทับทิมแดงที่สวยงามจริงแท้จะว่าไปเคยได้ยินเรื่องเล่าในแดนโลกันต์มาบ้างว่า เจ้าหญิงคามินเป็นผู้คุมสูงสุดของเหล่าปีศาจแต่สูงสุดของการปกครองก็ยังมีเทพอยู่หนึ่งองค์เป็นเทพที่ผ่านความเป็นความตายมาทุกโลกและมีชีวิตอยู่เป็นอมตะถ้าเทียบกับโลกของเทพก็คงเปรียบเหมือนท่านผู้ปกครองโลกอย่างเรอิข้อมูลที่สำคัญที่สุดคือที่แดนโลกันต์มีเพชรพลอยหายากต่างๆมากมายคงจะรวมถึงเจ้าอัญมณีแดงลูกนั้นด้วย

'สวยจริง หากไปครั้งหน้าวานลูกฝากชุดฮากะมะอบร่ำนี่ไปให้นางด้วยแล้วกัน' เขาโค้งรับแล้วไปนั่งทางฝ่ายซ้ายของราชินี ไม่นานประตูตำหนักกลางเกิดเปิดขึ้นอีกครั้ง

'เจ้าหญิงซาดะ เสด็จ!!' ข้าเห็นนางในชุดกิโมโนสีชมพูหวานปล่อยผมสยายยาวไปถึงกลางหลังมีดอกซากุระประดับอยู่บนผมบางประปรายใบหน้าแต่งเครื่องประทินโฉมสีชมพูละออแลดูน่ามองจริงแท้ ข้าเคยได้ยินเรื่องของนางอยู่เหมือนกันพี่ใหญ่บอกว่าเคยเห็นนางอยู่ในวังของเทพคาซุคาดว่าน่าจะเป็นศิษย์ของเทพคาซุ นางพูดน้อย กริยามารยาทอ่อนหวานกว่าโมจิอยู่บ้างซึ่งเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของโมจินัก 

'คำนับเพค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ ' องค์หญิงโค้งคำนับอย่างนอบน้อมและไปนั่งทางฝ่ายขวาของราชินี

'แล้วท่านพี่เจ้าเล่า เจ้าเด็กคนนี้มาสายแล้วยังไร้มารยาทอีก' นางสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยแล้วลุกก้มโค้งคำนับเจ้าชายเคียว

'คำนับเพคะเสด็จพี่ ประทานโทษท่านพ่อท่านแม่เจ้าค่ะ' นางอย่างรวบรัดแล้วกลับไปยังที่เดิม

'นับวันยิ่งมารยาทแย่ ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับเทพคาซุไปถึงไหนแล้ว' ราชินีกล่าวต่ำหนินาง ข้ามองเห็นหยาดน้ำเล็กๆขังอยู่ที่ขอบตาของนาง

'เป็นเช่นเดิมเจ้าค่ะ' สิ้นคำของเจ้าหญิง พระราชินีก็ลุกขึ้นอย่างองอาจเสกไม้หวายออกมาหนึ่งก้าน ข้าที่นั่งอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ด้านหลังเจ้าชายเคียวยังขนลุกเกรียวเลยนางกวัดไม้จนเสียงดังแผดลั่นราชวัง ข้าได้ยินข้าราชบริพารต่างๆต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

'องค์หญิงน้อยต้องโดนอีกแล้วแน่ๆ' ราวกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปที่พบเห็นกันเป็นชีวิตประจำวัน เมื่อราชินีก้าวออกมาจากบัลลังก์เจ้าชายผู้ทรงศักดิ์ด้านหน้าข้ากลับลุกขึ้นนั่งคั่นไว้กลางบัลลังก์เอ่ยปากว่า

'ท่านแม่อย่าทรงลงโทษน้องเลยลูกกลับคิดว่าด้านความสัมพันธ์ควรจะค่อยๆเป็นค่อยๆไปนะพะยะค่ะ ท่านพ่อท่านแม่คงทราบดีว่าเทพคาซุเป็นเทพเวหาผู้ซึ่งอยู่ในโลกหล้ามาก่อนที่ข้าจะถือกำเนิด ความรักมิได้เกิดอย่างง่ายดายหากน้องหญิงเป็นคู่บุพเพของเทพคาซุแล้ว ไยเราต้องกังวลไปเล่า' พระราชินียิ้มให้กับเจ้าชายเคียวที่แลดูเหมือนจะรู้จักโลกหล้ามากที่สุดแล้วจึงเดินขึ้นกลับนั่งยังบัลลังก์แต่พระราชาคนนั้นกลับมองดูราวกับเป็นละครฉากหนึ่งเท่านั้น ข้ายังพอแปลกใจกับความสัมพันธ์ภายในวังอยู่เล็กน้อย

'เอาล่ะ ข้าว่าพวกเจ้ารอดูละครหุ่นบุระกุที่ข้าตระเตรียมมาดีกว่า ไหนๆก็อยู่กันพร้อมหน้าแล้วจะกริ้วกันไปไยเล่า' พระราชากล่าวยิ้มๆ เพียงพริบตาก็มีชุดละครหุ่นมาแสดงอยู่เบื้องหน้าข้าจึงชมไปด้วยใช้ความคิดไปด้วยแม้วันนี้จะไม่ได้ข้อมูลอะไรแต่ก็พอจะรู้เรื่องภายในวังนี้มาบ้างแล้ว..

ความคิดเห็น