ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ​Nineteenth Song​

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2561 18:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​Nineteenth Song​
แบบอักษร

เขาชอบแสงอาทิตย์

แสงอาทิตย์เป็นแสงสีขาวที่ร้อนระอุเสียจนน่ารำคาญ  ทุกครั้งที่มันสัมผัสโดนผิว หยาดเหงื่อเหนอะหนะก็จะไหลออกมาจากรู้ขุมขน เขาไม่ชอบคุณสมบัติแทบทั้งหมดของแสงแดด ยกเว้นอยู่ข้อเดียว...

แสงแดดทำให้เรามองเห็นสีสัน

...ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น...

แค่ลองจินตนาการถึงจักรวาลที่ปราศจากดวงอาทิตย์แล้ว...

น่าเบื่อ โลกที่เป็นสีดำสนิทจะต้องน่าเบื่อมากแน่ๆ

ภาพก้อนเมฆน้อยใหญ่ที่ลอยอยู่ไม่ไกลด้านนอกหน้าต่างจับสายตาเขาไว้ได้อยู่หมัด ท้องฟ้าสีฟ้าสดใสถูกแต่งแต้มด้วยก้อนเมฆสีขาวสะอาดตา

ท้องฟ้าสีฟ้าสดเจือด้วยเมฆสีขาวเป็นปุยๆ

...เหมือนวันนั้นไม่มีผิด...

ภาพความทรงจำบางที่อย่างแล่นกลับเข้ามาในสมองพร้อมๆ กับเพลงที่ดังขึ้นในหูทำให้แววตาที่เรียบนิ่งมาตลอดหนึ่งชั่วโมงสั่นไหวไปวูบหนึ่ง แม้ดวงตากลมจะจับจ้องไปยังภาพท้องฟ้าตรงหน้าด้วยท่าทางนิ่งสงบไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ แต่สมองกลับมีภาพเหตุการณ์มากมายผุดขึ้นมาเต็มไปหมด

ภาพของวันวานที่แสนคิดถึง...

เขาจำมันได้ดี จำทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ในวันนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าสวยหวานที่ละม้ายคล้ายใบหน้าของเขาส่องประกายท้าแสงแดดร้อนที่กระทบลงบนหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เพลงโปรดของพวกเขาดังลอดออกมาจากหูฟังสีขาวอันเก่าที่เหลืองเสียจนดูแทบไม่ออกว่ามันเคยเป็นสีขาวมาก่อน แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่มีใครคิดจะซื้ออันใหม่มาเปลี่ยนแทน ตราบใดที่มันยังใช้ได้ พวกเขาจะใช้มันต่อไป

หูฟังสองข้างถูกแบ่งให้คนสองคน เสียงเพลงแผ่วๆ ที่ดังในรูหูเพียงข้างเดียวไม่ใช่อุปสรรคในการร้อง หากหัวใจจดจำเนื้อเพลงได้ ความดังเบาของเพลงในหูก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ พวกเขาร้องเพลงประสานเสียงกันท่ามกลางทุ่งหญ้าโล่งกว้าง ทางทิศใต้ไม่ไกลจากที่นี่คือทะเลที่ไม่มีชายหาด ส่วนทางทิศเหนือที่พวกเขาเดินจากมาคือกระท่อมไม้หลังใหญ่ที่ครอบครัวเช่าไว้เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศสำหรับฤดูร้อน

สายลม แสงแดด ทะเล และทุ่งหญ้ากว้าง เขาบอกไม่ได้เลยว่าเขารักสิ่งไหนมากกว่ากัน

ตัวเขาในตอนนั้นเป็นแค่เด็กอายุสิบขวบที่ติดพี่สาวยิ่งกว่าใคร จำได้ว่าพ่อกับแม่ไม่ใช่พวกที่เอาใจใส่ลูกสักเท่าไหร่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ในวันนี้ก็เหมือนกัน หลังจากมาถึงบ้านพัก ทั้งพ่อและแม่ก็ง่วนอยู่กับการจัดปาร์ตี้ ปล่อยให้เขากับพี่สาวอยู่ด้วยกันในห้องใหญ่ๆ โล่งๆ ที่แสนน่าเบื่อ สุดท้ายพี่ก็เลยแอบลากเขาออกมายังทุ่งหญ้ากว้างที่อยู่ด้านหลังบ้าน

ขาสองข้างของคนสองคนทิ้งน้ำหนักเหยียบยอดหญ้าเป็นจังหวะเดียวกัน เสียงเพลงที่ถูกร้องประสานดังลั่นทุ่งหญ้าจนฝูงแกะที่อยู่ไกลออกมาต้องเงยหน้ามามอง

‘We wrote a prelude to our own fairy tale (พวกเราเขียนส่วนนำให้กับเทพนิยายของพวกเราเอง)’

เสียงใสๆ ที่ดังแข่งกับเสียงคลื่นที่กระทบหน้าผาหินนั้น เขาจำมันได้ขึ้นใจ

‘And bought a parachute at a church rummage sale (และซื้อร่มชูชีพอันหนึ่งมาจากงานขายของกระจุกกระจิกที่โบสถ์)’

เสียงร้องผิดคีย์ของเขาที่พยายามจะร้องตามเสียงหวานใสนั้นนึกถึงเมื่อไหร่ก็อดยิ้มไม่ได้ทุกที

‘So let's spend the afternoon in a cold hot air balloon (เพราะงั้นมาใช้เวลายามบ่ายบนบอลลูนหนาวๆ นี่กันเถอะ)’

เสียงประสานของพวกเขาดังก้องทุ่งหญ้ากว้างด้วยฝีมือของสายลมอุ่นที่พัดผ่าน

‘I can't wait to kiss the ground wherever we touch back down (ฉันอยากจูบพื้นดินบริเวณที่บอลลูนเราร่อนลงจะแย่อยู่แล้ว)’

พวกเขาวิ่ง พวกเขากระโดดท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี พี่สาวของเขาอยู่ในชุดกระโปรงสีขาวสะอาด ส่วนตัวเขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีฟ้าสดกับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาล พวกเขาจับมือกัน ร้องเพลงด้วยกัน วิ่งเล่นกันจนเหนื่อยหอบ

‘สัญญาก่อนว่าห้ามบอกพ่อกับแม่นะว่าแอบหนีออกมา’

นิ้วก้อยป้อมๆ ของพี่สาวยื่นมาตรงหน้าเขา ตัวเขาในตอนนั้นพยักหน้าหงึกหงักแล้วรีบเอานิ้วไปเกี่ยวไว้ราวกับกลัวว่าถ้าช้ากว่านี้ความลับจะรั่วไหล

‘สัญญาครับ’

‘เก่งมากเจ้าหนู’

แล้วพี่ก็ลูบหัวเขาเบาๆ จากนั้นพวกเขาก็จูงมือกันกลับบ้าน กลับไปกินข้าวเย็นตามปกติโดยไม่มีใครรู้เรื่องที่พวกเขาหายไปตลอดทั้งบ่ายเลยสักคน

บอกแล้วว่าไม่มีใครใส่ใจพวกเขานักหรอก แต่นั่นก็ถือว่าเป็นข้อดี เพราะมันทำให้วันหยุดฤดูร้อนปีนั้นเป็นช่วงเวลาที่พิเศษที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต

การแอบกระโดดออกทางหน้าต่างและกลับเข้าทางหน้าต่างเป็นเรื่องสนุกไม่แพ้การวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าและแช่เท้าในทะเลสาบกว้าง พี่สาวที่มีรอยยิ้มสดใสราวกับพระอาทิตย์ เสียงประสานผิดคีย์ที่ร้องเพลงโปรดไปด้วยกัน ทุ่งหญ้ากว้างที่โอบล้อมด้วยแสงแดดอุ่นๆ

คิดถึง เขาคิดถึงสิ่งเหล่านั้นมากเหลือเกิน

‘ขณะนี้สายการบิน xxx ของเรากำลังจะพาทุกท่านลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ขอให้ท่านผู้โดยสาร....’

ขอให้ความคิดของเขาลอยไปถึงอีกคนทีเถอะ

ขอให้ความคิดถึงนี้นำพาเขากลับไปหาดวงอาทิตย์ของเขาสักที

พี่ครับ ผมอยากเจอพี่เหลือเกิน











ท้องฟ้าที่สดใสไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคนเสมอไป อย่างน้อยก็ไม่ใช่สำหรับเขา...

หลังจากแยกกับเด็กหนุ่มเมื่อตอนกลางวัน ร่างสูงใหญ่ก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการรอ...รอจนท้องฟ้าด้านนอกถูกรัตติกาลกลืนกินจนกลายเป็นสีดำสนิทจึงได้ออกเดินทาง

การเดินทางตอนกลางคืนนั้นมีข้อดี หนึ่งคือผู้คนทั่วไปจะไม่แตกตื่นเกินไปกับขบวนรถมากมายที่ขับมาพร้อมกัน สองคือถ้ามีศัตรูอยากทำร้ายเขาขึ้นมา มันจะได้ทำงานยากขึ้นอีกหน่อย

จากประสบการณ์คนจับปืนมาหลายสิบปีขอรับรองว่าการยิงปืนในความมืดไม่ใช่เรื่องสนุกนักหรอก และการคิดจะทำร้ายเขาก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเหมือนกัน

แล้วแววตามาดร้ายก็พาดทับดวงตาคู่คมกล้า

รถยนต์ยุโรปสีดำขลับที่ถูกสั่งทำเป็นพิเศษเพื่อปกป้องผู้โดยสารกำลังแล่นไปตามถนนสายหลักสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ห้องโดยสารเงียบสงัดเป็นปกติ

ทั้งที่ทุกอย่างดูปกติแท้ๆ ไม่รู้ทำไมผู้โดยสารอย่างเขาถึงกระวนกระวายนัก หรือจะเป็นเพราะเรื่องที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่กันนะ...

เขารู้ดีว่ากำลังถูกท้าทายโดยใครสักคนที่ยังระบุตัวไม่ได้ และนั่นทำให้เขาหงุดหงิดเหลือใจ ที่แย่ที่สุดคือในความหงุดหงิดนั้นมีความกังวลเจืออยู่ด้วย

เขากำลังกลัวว่ามันจะลากเอาคนสำคัญของเขาเข้ามาเกี่ยว

เขากลัวว่ามันจะยุ่งกับดิม

ไม่ได้ จะยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด

“คุณปราณครับ วันนี้ไม่ทราบว่าจะรับอะไรเป็นอาหารว่างดีครับ”

คำถามประหลาดที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นมาทำเอาเขาที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดต้องหันขวับไปมอง

น่าแปลกที่คนถามไม่ได้มีท่าทีอะไรเลยสักนิด ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองหน้าเขา ไม่รู้ว่ามัน....

เดี๋ยวนะ...

นัยน์ตาคมเหลือบไปมองกระจกมองหลังแล้วเขาก็เห็นบางอย่าง...

ในนั้น...ในกระจกมองหลังบานเล็ก เขาเห็นดวงตาของคนขับที่จ้องตอบกลับมา

คนๆ นี้มองรอเขาอยู่ก่อนแล้ว

ไม่ผิดแน่ นี่คือการส่งสัญญาณ

“ไม่รู้สิ ไม่ค่อยอยากกินอะไรหนักท้อง นายว่าฉันควรกินอะไรดีล่ะ”

“ผมว่ากินอะไรเบาๆ ก็ดีนะครับ อะไรเย็นๆ อย่างพวกน้ำแช่เย็นสดชื่น น่าจะเหมาะนะครับ”

เย็น...

นัยน์ตาคมจ้องมองลึกเข้าไปยังช่องปรับอากาศบริเวณเหนือแผงวิทยุด้านหน้ารถ

ในนั้น...ในช่องแอร์ที่ควรจะโล่งว่างกลับปรากฏแสงวาบๆ สีแดงขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

แล้วแววตาเรียบนิ่งเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นนัยน์ตาของสัตว์ร้าย

...ในกลุ่มของเขามีหนอนบ่อนไส้...

“ไม่ล่ะ ฉันไม่ค่อยชอบอะไรเย็นๆ เท่าไหร่ เดี๋ยวจะปวดท้องเอา”

น้ำเสียงเรียบที่ตอบกลับนิ่งราวกับมันเป็นบทสนทนาที่หมายความอย่างนั้นจริงๆ เรียกรอยยิ้มจากคนขับรถได้กว้างกว่าทุกวัน คนสูงวัยไม่ได้ยิ้มตอบ ดวงตาคมจับจ้องเข้าไปในช่องแอร์ในขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังลูบไล้ไปบนตัวเรือนนาฬิกาข้อมูลอย่างดีบนข้อมือข้างขวาของตัวเอง

นิ้วโป้งของเขาเลื่อนไปด้านล่างของตัวเรือนอย่างเป็นธรรมชาติอาศัยความมืดมิดยามค่ำคืนช่วยซ่อนก็ขยับของนิ้วมือ ทันทีที่ฟันเฟืองลับใต้เรือนนาฬิกาสั่งทำพิเศษถูกขยับ แสงสีแดงในช่องปรับอากาศก็ดับลง

ดับสนิทราวกับไม่เคยมีมาก่อน

“เรียบร้อยไหมครับ”

ชายหนุ่มผู้ควบคุมพวงมาลัยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความตื่นตระหนก หากแววตามาดมั่นที่เขาเห็นผ่านกระจกมองหลังนั้นไม่ธรรมดาทีเดียว

เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่หัวเสีย...

“อืม”

เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย

“อยากพูดอะไรไหมก้องภพ”

“ขอโทษครับ”

ไม่ทันขาดคำอนุญาต คำขอโทษก็ดังขึ้นมาแทบจะทันที เขาเองก็พอจะรู้อยู่ว่าอีกฝ่ายรู้สึกผิดไม่น้อยที่ปล่อยให้เขาโดนจับตามองโดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋วมาเกือบหนึ่งชั่วโมงโดยไม่คิดเอะใจอะไรเลย

ถือเป็นความผิดพลาดที่ค่อนข้างร้ายแรงทีเดียว

“ตอนนี้ผมยังไม่แน่ใจว่ามันเป็นอุปกรณ์บันทึกเสียง บันทึกภาพหรือบันทึกทั้งภาพและเสียง แต่ผมรู้ตัวช้าเกินไปจริงๆ ได้โปรด ลงโทษผมเถอะครับ”

ฝ่ามือหนาที่กำพวงมาลัยรถแน่นเสียจนเส้นเลือดปูนโปนขึ้นมาตรงหลังมือทำให้ชายสูงวัยยกยิ้มช้าๆ

ดี เขาต้องการคนซื่อสัตย์

“พร้อมเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อฉันไหม”

“พร้อมครับ”

ไม่มีความลังเลในคำตอบ น้ำเสียงนั้นมั่นคง ความเร็วที่ตอบกลับมาก็น่าพึงพอใจ

ดี เขาจะได้ไม่รู้สึกผิดกับเรื่องที่จะส่งให้อีกคนไปทำมากนัก

แต่เอาไว้ก่อน...พักเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน

“นายคิดว่าใครเป็นคนเอากล้องมาติดตั้งในรถ”

ไม่มีคำตอบจากคนถูกถาม ภายในห้องโดยสารมีเพียงเสียงนิ้วเคาะพวงมาลัยรถยนต์เป็นจังหวะต่อเนื่องธรรมดาที่ฟังดูเผินๆ แล้วเหมือนคนเคาะกำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์อะไรบางอย่าง

แต่ถ้าหากตั้งใจฟังจะรับรู้ถึงรูปแบบบางอย่างของเสียงเคาะที่แปลกประหลาด...

-ตึกตึก ตึกตึกตึกตึก ตึกตึกตึก ตึกตึก-

“สี่คืออะไร”

เขาเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ความคิดอ่านของอีกคน คำถามที่เอ่ยออกไปทำให้คนกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดชะงักเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นนิ้วมือของอีกฝ่ายกลับไม่ได้หยุดตาม

“คนที่เข้าถึงรถได้ครับ”

เขายกยิ้ม ยอมรับว่าพึงพอใจในมันสมองของเลขาคนนี้ไม่น้อย

“ว่ามาสิ”

อีกฝ่ายหยุดเคาะทันทีที่ได้รับคำอนุญาตให้พรั่งพรูสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวออกมา

“รถคันนี้เป็นคันที่จอดอยู่ที่บ้านใหญ่ เพราะฉะนั้นคนที่ทำแบบนี้ได้ก็ต้องเป็นคนที่อยู่ที่บ้านใหญ่ ไม่ก็เข้าออกบ้านใหญ่และใช้เวลากับโรงรถได้นานๆ เท่าที่ผมนึกออกตอนนี้ก็มีตัวผมเอง คุณ ตาเอี่ยม แล้วก็ป้าติ่ง ถ้าให้ผมพูด...”

“ผิดแล้วก้องภพ”

คำเอ่ยขัดของเขาทำให้อีกฝ่ายชะงักคำพูดค้างอยู่กลางอากาศ นัยน์ตาคมหันมาสบตากับเขาผ่านกระจกมองหลังด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้อยู่หลายวินาทีกว่าจะเปลี่ยนเป็นแววตาเหมือนคนกระจ่างชัดในข้อมูล

ลมหายใจหนักๆ ถูกระบายออกมาจากโพรงจมูกได้รูป

“รถคันนี้ถูกเอาไปจอดไว้ที่บริษัทอยู่สัปดาห์นึงสินะครับ”

“ใช่ สักเดือนที่แล้วได้”

ตอนนั้นเป็นช่วงซ่อมบำรุงรถประจำปี ด้วยกลัวจะลำบากในการขนย้ายจากบ้านใหญ่ที่อยู่ชานเมืองก็เลยถือโอกาสเอามาจอดทิ้งไว้ที่บริษัท หลังจากส่งซ่อมเสร็จ รถคันนี้ก็ถูกเก็บไว้ในโรงรถอยู่ร่วมสองสัปดาห์โดยไม่เคยถูกใช้งานระหว่างนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่

จะว่าโชคร้ายที่จับมือใครดมไม่ได้ก็ถูก จะว่าโชคดีที่คนใกล้ตัวยังไว้ใจได้ก็ถูกอีกอยู่ดี

ให้ตายสิ วุ่นวายจริงๆ ...

“ป่านนี้ไอ้คนทำมันคงรู้แล้วมั้งว่าเราจับได้”

“อาจจะรู้หรืออาจจะไม่รู้ก็ได้ครับ”

เขาเงียบเป็นสัญญาณให้อีกคนพูดต่อ

“ถ้ากล้องนี้ถูกซ่อนมาตลอดสองสัปดาห์โดยไม่มีความเคลื่อนไหวเลย ยังไงพวกมันก็คงละเลยการเช็คสัญญาณไปบ้างอยู่แล้ว ให้มาตามดูกล้องที่มีแต่ความมืดตลอดเวลา ผมคิดว่านั่นไม่ใช่วิสัยของมนุษย์ธรรมดาสักเท่าไหร่”

ก็ถูก แต่อย่างไรเสียเขาก็ยังไม่อยากตัดความเป็นไปได้ที่ว่าพวกมันอาจจะรู้ตัวแล้วออกไปอยู่ดี ยังไงเสีย เตรียมแผนรับมือไว้สำหรับสถานการณ์หลายๆ รูปแบบก็น่าจะดีกว่า

“แล้ว...จะเอาไงต่อดีครับคุณปราณ ผมว่าจุดหมายปลายทางของเราไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยแล้วแน่ๆ”

เขาหัวเราะในลำคอ

แผ่วเบา แต่ชวนให้อึดอัด

“ก็ไปให้มันรู้ไปเลยเป็นไง ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าไอ้ลูกหมานั่นมันจะมาไม้ไหน และที่สำคัญ...”

นิ้วแกร่งเลื่อนมือไปบริเวณฟันเฟืองลับใต้เรือนนาฬิกาอีกครั้ง

“คนทรยศต้องโดนกำจัด”

แล้วไฟสีแดงในช่องแอร์ก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง...




*******************************************************************************************************




กลับมาแล้วค่า ขอโทษมากๆ เลยที่หายไป 1 เดือนเต็มๆ กว่าจะเคลียร์ต้นฉบับเรื่องแรกเสร็จก็มาติดสอบ สรุปคือยาวเลย กลายเป็นหายไป 1 เดือนเต็มๆ ไม่รู้ว่าทุกคนจะลืมน้องดิมกับคุณปราณไปรึยัง ถ้าลืมแล้วก็กลับมาอ่านใหม่ได้นะคะ เรารออยู่ตรงนี้เสมอเลย //กวักมือ 555555





หลังจากนี้จะกลับมาอัพหลงลุงต่อแล้วนะคะ เรื่องนี้เดินทางมาใกล้จบแล้วค่ะ ดีใจจริงๆ ที่แต่งมาจนเกือบจบได้ 5555555




ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ยังตามอ่านมาตลอดเลย



ปล.เพลงที่อยู่ในตอนคือเพลง Hot Air Balloon ของ Owl City นะคะ ตามไปฟังกันได้นะคะ เพลงโปรดเราเลย XD



*******************************************************************************************************



พูดคุยกันได้ที่ #ปราณดิม หรือ #หลงลุง ใน twitter นะคะ





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น