เต้าหู้ไข่

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 13 ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.6k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มี.ค. 2561 23:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
แบบอักษร

ตอนที่ 13

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่


ผมมาอยู่ที่สุสานหลังวัดเพราะพี่ซีชวนผมมาหาผีสาวที่ตึกแปดชั้น ผมรู้ทีหลังว่าเธอชื่อ มินท์ มินท์เป็นคนมาบอกกับพี่ซีเรื่องน้ำขิง เพราะมินท์เราจึงไปช่วยน้ำขิงไว้ได้ทัน พี่ซีบอกว่ามินท์มาทวงบุญคุณด้วยการขอให้เอาอาหารที่อยากกินมาให้ พี่ซีเลยปฏิเสธไม่ได้เพราะบอกว่าโดนขู่จะหักคอให้ตาย วันนี้จึงลากผมมาเป็นเพื่อน ผมพร้อมที่จะเข้าไปในสุสานตั้งนานแล้วแต่คนข้างๆ ยังเหมือนจะทำใจไม่ได้

"พี่ ไปยัง จะมืดแล้ว ตอนมืดน่ากลัวกว่านี้อีกนะ"

"นี่ขนาดยังไม่ได้เดินเข้าไปยังออกมาต้อนรับกันเพียบเลย"

"อยู่กันเยอะเลยเหรอพี่"

"อย่างกับมีฟูลมูนปาร์ตี้"

"ไปเหอะน่า ไม่น่ากลัวหรอก"

"ก็มึงไม่เห็นอย่างกูนี่หว่า" พี่ซีทำเสียงอิดออดขณะที่ผมจับมือเขาลากให้เดินเข้าไป เอาจริงมันก็น่ากลัวอยู่เหมือนกันนะ สถานนี้เงียบสงบ เต็มไปด้วยโกศบรรจุอัฐิ บวกกับอากาศของฤดูฝน ลมพัดผ่านหน้าเย็นๆ ไม่อาจรู้ได้ว่าอะไรวิ่งผ่านหน้าหรือเปล่า แต่คนข้างๆ ผมรู้ เขาสะดุ้งเฮือกหลายต่อหลายครั้งก่อนเราจะมาหยุดกันที่โกศเก็บอัฐิของมินท์ รูปหน้าโกศนั่นยิ้มกว้างและผมเพิ่งเห็นหน้าตาของเธอเป็นครั้งแรก 

"คนนี้เหรอมินท์ สวยนะเนี่ย"

"มันบอกว่า ตัวจริงสวยกว่าในรูปอีก" พี่ซีพูดขึ้น เธอคงอยู่ตรงนี้ด้วย พี่ซีจัดการจุดธูปแล้วปักลง แกะอาหารที่มินท์บอกว่าอยากกินวางเอาไว้ ผมวางดอกไม้สีขาวที่พี่ซีบอกว่ามินท์ชอบลงไป ผมกล่าวขอบคุณมินท์ในใจที่ช่วยเรื่องน้ำขิง ไม่อย่างนั้นเรื่องคงแย่มากกว่านี้ไปแล้ว

หลังจากเสร็จจากตรงนั้น ผมกับพี่ซีออกมานั่งที่เก้าอี้หน้าสุสาน พี่ซีไม่คุยกับผมเลย เพราะดูเหมือนจะยุ่งอยู่กับการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ ผมหันมองคนข้างๆ ที่พูดคนเดียวไม่ได้หยุด ซันนี่จิตสัมผัสมากเลยพี่

"พี่ซี"

เขาละสายตาจากอากาศอีกฝั่งหันมาหาผมแล้วเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ

"ทำไมมินท์ต้องฆ่าตัวตายด้วยอะ"

พี่ซีเงียบ ก่อนเลื่อนสายตาไปมองข้างหลังผม ผมเดาว่ามินท์อาจจะอยู่ตรงนี้แล้วไม่พอใจในคำถามของผมก็ได้จึงรีบออกปากไปก่อน

"หรือผมไม่ควรถาม ผมไม่รู้ก็ได้ครับ"

พี่ซีส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเอ่ยปากเล่าให้ผมฟัง

"มันอกหักไง แค่อกหักก็หาเรื่องตายเฉยเลย กระจอกชิบ"

ผมหันมองพี่ซีที่หันไปด่าความว่างเปล่าข้างๆ ตัวผม

"ทำไม กูพูดผิดหรือไง อีผีไม่มีสมอง เป็นพี่เป็นน้องกู กูจะตบให้ กะอีแค่ผู้ชายคนเดียว ทำไม! มึงจะเอาหรือไง!"

"พี่ซี" ผมดุหน่อยๆ ตอนที่เขาโวยวายอยู่ ปกติคนไหมเนี่ยยืนทะเลาะกับวิญญาณ  

"ยังไงก็ต้องขอบคุณมินท์จริงๆ นะครับ ถ้าน้ำขิงเป็นอะไรไป เราก็คงเสียใจกันมากกว่านี้"

"อืม มันไม่อยากให้ไอ้ขิงเป็นแบบมันไง ก็เลยรีบมาบอก"

ผมพยักหน้าเบาๆ

"มันเสียใจนะ ยังเสียใจอยู่จนทุกวันนี้"

"มินท์คงเหงามากใช่ไหม"

"เออ ถึงได้มาวุ่นวายกับกูบ่อยนัก" ประโยคนี้เขาพูดเคืองๆ ขณะหันมองตาขวางๆ

"ก็พี่เป็นคนเดียวที่มองเห็นพวกเขาได้นี่"

"ถามกูไหมว่ากูอยากเห็นหรือเปล่า... เฮ้ย!" ผมสะดุ้งตอนพี่ซีเสียงดังขึ้นมาขณะยังพูดไม่ทันจบประโยค ก่อนหันมองขวับไปอีกทาง

"มีอะไรเหรอพี่"

"เพื่อนมึงอะ" เขาพูดแล้วลุกขึ้น มองซ้ายมองขวาเหมือนกำลังหาใครสักคน

"คิทเหรอ"

พี่ซีไม่ตอบผมก่อนจะเดินเข้าไปในสุสานนั่น ผมเองก็เดินตามไปด้วย

"เฮ้ย! จะไปไหนวะ" พี่ซีเปลี่ยนจากการก้าวเท้าเร็วๆ เป็นวิ่ง

คิท ถ้าอยู่ที่นี่จริงๆ ก็ออกมาเหอะ มาคุยกันให้รู้เรื่อง ขอให้กูได้คุยกับมึงสักครั้ง  

"เปรี้ยง!"

ทั้งผมและพี่ซีหยุดกึกเมื่อได้ยินเสียงฟ้าผ่าลงมา ไม่นานนักท้องฟ้าครึ้มๆ เมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นดำมืด เรามาหยุดอยู่ในด้านในสุดของสุสานที่ทะลุด้านหลังไปเป็นป่ารก บรรยากาศไม่น่าไว้วางใจ ขนาดผมยังรู้สึกว่าที่นี่น่ากลัวเลย ผมมองพี่ซีที่มองมาทางผมและในป่านั่นสลับกันไปมา ก่อนเขาจะตัดสินใจเดินต่อไปยังป่ารกนั่น ผมไม่อาจรู้ได้ว่าเขามองเห็นอะไรบ้าง แต่ผมคิดว่ามันคงน่ากลัวขนาดนี้ทำให้เขาต้องกำหมัดแน่นแล้วเดินช้าลง

"พี่ซี..."

"เปรี้ยง!"

เสียงฟ้าคำรามไม่หยุด ในจังหวะเดียวกันฝนก็ลงเม็ดลงมา หนาเม็ดจนไม่อาจจะเดินฝ่าต่อไปได้ พี่ซีจึงดึงมือผมเข้าไปหลบใต้ต้นไม้ใหญ่

"น่านเปียกหมดเลย"

"ไม่เป็นไรครับ พี่เปียกกว่าอีก" ผมพูดขณะที่ถูกพี่ซีเอาตัวเองบังฝนที่สาดมาโดน

"เพื่อนน่านหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะหนีทำไม"

"ไม่เป็นไรพี่"

"ขอโทษนะ ตามให้ไม่ทันอีกแล้ว"

"พี่ซี..."

"ฮึ?"             "มันน่ากลัวมากใช่ไหม"

"..." "สิ่งที่พี่เห็นอะ" "น่านก็อยู่นี่ไง ไม่กลัวหรอก"

"ถ้าพี่กลัว ไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้นะ ผมไม่รู้ว่าพี่ต้องเห็นอะไรบ้าง แต่รู้ว่าพี่กลัว แล้วถ้ากลัวก็ไม่ต้องทำแบบนี้แล้วก็ได้"

เขาทำเหมือนไม่สนใจคำพูดของผม หันหน้าหนีไปอีกทาง แต่ยื่นมือมาจับมือผมเอาไว้ ก่อนคำพูดเบาๆ ดังแทรกเสียงฝนมาให้ผมได้ยิน  

"กูทำเพื่อมึงนั่นแหละ"

ผมกัดริมฝีปากตัวเองแล้วก้มหน้าลง ความคิดในหัวผมตีกันให้วุ่นไปหมด ผมไม่รู้วิธีที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะไม่เคยรู้สึกอะไรกับใครแบบนี้มานานมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นก็ตั้งแต่ตอนที่คิทยังมีชีวิตอยู่ ผมกับคิท เราเป็นมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่คนรัก และคิทจากผมไปทั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่างเรามันยังติดค้างอยู่ในใจผม

ผมรักคิทไหม

"เปรี้ยง*!"*

คิทรักผมไหม

"เปรี้ยง*!"*

แล้วต่อจากนี้ผมจะรักใครได้หรือเปล่า...

...

หน้าที่หลักหลังเลิกเรียนของผมก็ยังคงเป็นการที่ต้องแบกงานไปส่งอาจารย์ที่ห้อง ประธานเอกนี่มันต้องเป็นกันตลอดสี่ปีให้ครบวาระแบบนายกรัฐมนตรีเลยหรือไงวะ ไม่มีใครคิดอยากจะทำรัฐประหารหรือปลดผมออกกลางคันบ้างเลยหรือไง ผมบ่นอยู่ในใจแล้วก็รวบกองงานขึ้นถือ คราวนี้เป็นรายงานเล่มหนาของเพื่อนกว่าสี่สิบชีวิตในคลาสมันเลยหนักกว่าปกติ

"หนักป่ะวะ" ทิมที่ยังอยู่ในห้องเอ่ยถาม ผมขมวดคิ้วมองหน้ามัน ใบหน้าบูดบึ้งของผมก็น่าจะเดาได้ว่ามันหนักหรือไม่หนัก กูไม่ใช่นักยกน้ำหนักทีมชาติซะหน่อย

"งั้นเดี๋ยวกู..."

"จะช่วยเหรอ"

"ไปสูบบุหรี่รอที่รถนะ"

"เพื่อนเหี้ย!" ผมด่ามันชัดๆไปทีหนึ่ง อีกฝ่ายก็ทำหน้าลื่นแล้วเดินออกไป ผมส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินเอารายงานไปส่งที่ตึกคณะ แน่นอนว่าต้องผ่านห้องหุ่นอาถรรพ์ของตึกสถาปัตย์ และระหว่างทางนั้นผมหันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาคุ้นๆ กำลังแบกเฟรมอันใหญ่กว่าตัวหลายเท่าด้วยท่าทางทุลักทุเล จึงส่งเสียงเรียกไป   

"แคท"

เธอหันซ้ายหันขวาหาคนเรียกไม่เจอ ก่อนจะวางเฟรมลงแล้วมองเข้าไปในห้องหุ่นด้วยหน้าตาตื่นแปลกๆ ริมฝีปากผมยกขึ้นนิดๆ ก่อนในใจจะคิดเล่นอะไรสนุกๆ ผมวางกองรายงานไว้อีกมุมแล้วค่อยๆ เดินเข้าไป เฟรมที่สูงกว่าตัวบังผมมิดจนเธอไม่ทันมองเห็น จึงเปิดโอกาสให้ผมแกล้งได้สบายๆ ผมก้าวเท้าเบาๆ แล้วโผล่หน้าออกไปจากหลังเฟรม

"แคท!"

"กรี๊ด!"

"โอ๊ย!" ผมร้องลั่นเมื่อแคทใช้ไอ้เฟรมอันเท่าบ้านนี่ทุ่มมันลงมาใส่ จนผมลงมานอนแอ้งแม้งอยู่ที่พื้นพร้อมกับโดนเฟรมนั่นหล่นทับ เหมือนตึกแปดชั้นถล่มใส่

"พี่น่าน!"

"เออ พี่เอง!"

"ไอ้พี่บ้า! เล่นอะไรเนี่ย ตกใจหมด" แคทดึงเฟรมออกไปจากตัวผม ก่อนผมจะค่อยๆ ยันตัวเองขึ้นมา ตะปูหลังเฟรมเกี่ยวมือจนเลือดซิบ แม่งเอ๊ย! ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวเร็วเกินไป

"เจ็บไหมเนี่ย"

"เจ็บดิ"

"ก็พี่จะแกล้งหนูทำไมล่ะ" แคทยกเฟรมวางพิงกับผนังห้อง แล้วช่วยดึงผมให้ลุกขึ้น  

"คิดว่าผีห้องหุ่นหรือไง"

"นี่ๆๆ! เงียบเลยนะ" แคทว่าแล้วยื่นมือมาปิดปากผม

"ทำไม"

"ไม่เชื่ออย่าลบหลู่สิ ของเขาแรงจริงนะพี่"

ผมพยักหน้าเบาๆ ก็ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อซะหน่อย มันเป็นห้องเก็บหุ่นของพวกที่เรียนประติมากรรม หุ่นบางตัวก็น่ากลัวจริงผมไม่ปฏิเสธ แต่พี่ซีบอกว่าเขาไม่เคยเห็นผีในห้องนั้น มันเป็นแค่เรื่องไซโคโง่ๆ จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเท่านั้นผมก็เลยเชื่อพี่ซีมากกว่า  

"แล้วนี่จะแบกอะไรมาเนี่ย"

"งานของเทอมที่แล้ว อาจารย์ให้เอากลับบ้านอะ"

"แล้วไม่มีใครช่วยเหรอ แฟนไปไหนอะ"

"อย่าพูดถึงได้ป่ะพี่ หงุดหงิด"

"ทะเลาะกันอีกละ?"

"ทุกวันอะพี่"

"ไม่ดีทำไมไม่เลิกวะ"

"รักไง"

แคทพูดหน้ายุ่งๆ  ผมเองก็ได้แต่พยักหน้าเบาๆ อยากทำความเข้าใจน้องแล้วก็ปลอบใจมันเหมือนกัน แต่เรื่องของตัวเองยังจัดการไม่ได้เลย ไม่กล้าเสนอหน้าไปช่วยใครหรอก

"แล้วนี่จะขนไปไหนอะ พี่ช่วยป่ะ"

"ไม่เป็นไรพี่ หนูมีคนช่วยแล้ว"

"ใครอะ"

"พี่รหัสหนู ดีดนิ้วทีเดียวก็มาแล้ว นู่นมาพอดี" แคทพยักหน้าไปอีกทาง ผมหันไปมองก่อนจะพบผู้ชายตัวสูงอยู่ในชุดนักศึกษาที่ไม่เรียบร้อยกับรองเท้าอีเตะกากๆ ใบหน้าที่คุ้นเคยดีนั่นหันมาเห็นผมก่อนเราจะอยู่ในอาการเดียวกัน

"พี่ซี"

"หนู"

"อ้าว พี่สองคนรู้จักกันเหรอ?"

"แล้วแคทรู้จักน่านด้วยเหรอ"

"แล้วพี่เป็นพี่รหัสแคทเหรอ" ไม่มีใครให้คำตอบ เอาแต่ผลัดกันถามจนกระทั่งเราหัวเราะออกมาพร้อมกัน ดึงสติแล้วมาคุยกันดีๆ ผมจึงรู้ว่าน้องรหัสที่พี่ซีรักนักรักหนาก็คือแคทน้องสาวของคิทซึ่งเป็นเพื่อนของผม ทฤษฏีโลกกลมทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยมอย่างไม่เคยรู้มาก่อน

ผมกับพี่ซีช่วยแคทขนเฟรมรูปวาดนั่นไปส่งที่รถขนของ ก่อนผมจะแยกไปส่งรายงานแล้วเดินกลับไปหาไอ้ทิมที่ยืนรอหน้าหงิกรออยู่ที่รถ เข้าไปถึงก็บ่นใส่ทันที  

"มึงไปไหนมาวะนานจัง"

"ใครใช้ให้มึงรอล่ะ มึงจะกลับก่อนก็ได้นี่"

เพราะพูดแบบนั้นจึงโดนกำปั้นเขกหัวเข้ามาแรงๆ ทีหนึ่ง

"เจ็บ!"

"เถียงกูอะ"

ผมได้แต่ขยับปากด่าแบบไม่มีเสียงตอนไอ้ทิมหันไปอีกทาง

"เมื่อกี้กูเห็นมึงเดินไปกับไอ้ฝรั่งนั่นอะ"

"พี่ซี"

"จะเอบีซีอะไรกูไม่สนอะ แล้วมึงสนิทกับมันมากหรือไง"

"แล้วมึงนอยด์อะไรอะ หึงกูป่ะ"

"หึงป้ามึงดิ!"

"จะไปรู้เหรอ เห็นดุกูจัง"

"กูไม่ได้หึงเว้ย กูเป็นห่วง"

"ห่วงเรื่องอะไร"

"มึงจะรักใครอะ..."

"..."

"ขออนุญาตไอ้คิทหรือยัง"

คำพูดของทิมกระแทกเต็มแรงเข้าที่ความรู้สึกของผม ลำพังตัวเองก็สับสนอยู่มากพอแล้ว ยังจะมาพูดแบบนั้นให้ผมคิดมากเข้าไปอีก ก็แล้วจะให้ทำยังไง...จะให้ผมทำยังไง  

...

ผมกลับมาถึงหอแต่ไม่ทันจะเปิดประตูเข้าไป ก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อมีแขนของใครสักคนพาดเข้ามาคล้องคอ เอาจริงๆ ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าใคร มีคนเดียวในหอที่แขนใหญ่แล้วก็หนักแบบนี้

"พี่ซี หนัก!"

"ทำไมมาช้าจังอะ"

"ไปหาอะไรกินมา"

"อ้าว ว่าจะชวนกินข้าวซะหน่อย"

"ถ้าพี่เลี้ยงก็ไปได้"

"เห็นแก่กิน"  

ผมยักไหล่หน่อยๆ ก็พี่รวย อยากปลอกลอกพี่

"ไปเดินเล่นกันป่ะ เดี๋ยวพี่เลี้ยงไอติม"

"เดินเล่น?"

"อือ วันนี้อากาศดี ฝนไม่ตกหรอก"

"แล้วพี่ไม่ไปกินเหล้าเหรอ"

"จะเลิกแล้ว"

"ตอแหล"

ผมเผลอพูดหยาบใส่อีกฝ่ายจึงขยับแขนที่พาดอยู่บนคอล็อกแน่นจนผมตัวลอย

"พี่ซี!"

"เป็นหนู ไม่มีสิทธิ์พูดจาหยาบคาย"

"ทีพี่ยังหยาบได้เลย"

"พี่เป็นพี่ไง"

"ไม่แฟร์!"

"อ่ะๆ เดี๋ยวต่อไปนี้พี่พูดเพราะกับน่านก็ได้"

"ถ้าหลุดหยาบมา ผมตีปากพี่เลยนะ"

"ได้ดิ สรุปไปป่ะเนี่ย เดินเล่นอะ"

"แล้วเลี้ยงไอติมอะไรอะ"

"ก็ไปเลือกเอาดิ"

"แล้วเอาสองอันได้ไหม"

พี่ซีหันขวับมองตาขวาง ผมจึงยิ้มแห้งๆ กลับไป ก่อนจะยอมออกไปเดินเล่นกับเขา อากาศดีอย่างที่เขาบอกเราจึงเดินเรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย แวะซื้อไอติมในมินิมาร์ทใกล้หอ ผมเอามาสองโคนเพราะคิดจะโลภมากแต่กินไม่ทันมันละลายก่อน พี่ซีเลยเอาอันที่เหลือไปกินต่อ เราเดินผ่านสวนสาธารณะ แวะเล่นของเล่นเด็กอยู่พักหนึ่ง เรื่องที่อยากจะพูดคุยก็ผุดขึ้นมาผลัดกันชวนคุยจนบทสนทนาระหว่างเราไม่ได้เงียบเลย ผมก็ไม่รู้ว่าที่ทำอยู่มันรู้สึกยังไง แต่ที่แน่ๆ ผมกำลังสบายใจ...สบายใจมากจริงๆ

"พี่ซี"

"ฮึ?"

"พี่ชอบแคทเหรอ"

"ตลก"

"ไม่ชอบเหรอ"

"รักมันนะ แต่ไม่ใช่แบบนั้น"             

"รักแบบน้องสาว"             

"อือ แบบน้องสาว"

"พี่นี่มีคนในครอบครัวเยอะเนอะ" ผมพูดแซวๆ ก็เขารักทุกคนเหมือนเป็นเป็นพี่น้อง ดังนั้นคนในครอบครัวเขาจึงเยอะเป็นพิเศษ             

"พี่ก็รักน่านแบบคนในครอบครัวนะ"             

"แบบพี่น้องอะเหรอ"             

"แบบผัวเมียอะ"

"เพี๊ยะ!"

ผมยกมือตบปากเขาเข้าไปทีหนึ่ง

"ตบทำไมเนี่ย!"

"ก็บอกว่าพูดหยาบจะโดนตีปากไง" พี่ซีขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วหันไปบ่นพึมพำ

"เป็นผัวเมียกันมันหยาบคายตรงไหนวะ"

ผมยกมือชกไหล่พี่ซีแรงๆ ซ้ำไปอีกทีหนึ่งเพราะความหมั่นไส้ล้วนๆ เขาหัวเราะแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ

"พี่เคยบอกแคทเรื่องคิทป่ะ"

"ก็เพิ่งรู้ว่ามันเป็นน้องไอ้คิทวันนี้แหละ"

"อ้าวเหรอ"

"แคทมันก็ไม่เคยพูดถึงพี่มันเลยนะ"

"คิทตายไปนานแล้ว คงมีแต่ผมที่ยังไม่ปล่อย"

"ชอบมันมากเหรอ"

"ครับ?"

"น่านอะ ชอบไอ้คิทมากเหรอ"

"..."

"ยังรักมันอยู่เหรอ"

"..."

"ปัง!"

เสียงดังลั่นขัดบทสนทนาของเราเป็นเหตุให้ผมทั้งเขาและหันไปมอง พลุที่แตกประกายอยู่บนท้องฟ้าคือต้นเหตุของเสียงเมื่อครู่ มีลูกทีสอง สาม สี่และตามติดๆ กันจึงดึงความสนใจของอีกฝ่ายไป จนลืมคำถามเมื่อครู่

"สวยว่ะ" พี่ซีว่าแล้วหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป ผมเผลอมองหน้าเขา แสงไฟจากพลุส่องประกายอยู่ในดวงตาของเขา คำถามของเขาก็วิ่งวนอยู่ในหัว และก็เป็นอีกครั้งที่ผมยังไม่ได้พูดความรู้สึกของตัวเองออกไป


To be continued.

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น