เตี๋ยหลาน

ไรท์เตอร์เตี๋ยหลานขอขอบพระคุณทุกท่านที่สนับสนุนเจ้าค่ะ

37 ยามเยือนห้องลับในคุกหลวง

ชื่อตอน : 37 ยามเยือนห้องลับในคุกหลวง

คำค้น : Yaoi BL วาย วายจีน จีนโบราณ ท่านอ๋องวิปลาส

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ต.ค. 2561 14:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
37 ยามเยือนห้องลับในคุกหลวง
แบบอักษร

ตอนที่ 37 

ยามเยือนห้องลับในคุกหลวง


โหยวเสี่ยวจิงกอดผีผาไร้สายในอ้อมแขนจนข้อนิ้วที่เกร็งจนกลายเป็นสีซีดขาว สองเท้ายังคงวิ่งไปเบื้องหน้าไม่หยุดยั้ง ท่าทีรีบร้อนกระวนกระวาย ดวงตาใสพิสุทธิ์ดุจกวางน้อยเต็มไปด้วยรอยน้ำตา ระหว่างทางที่นางวิ่งผ่านไปตามตำหนักต่างๆ พานพบเพียงแค่เหล่าข้ารับใช้ไม่พบเจ้านายของฝ่ายใน ทำให้นางไม่ต้องสูญเสียเวลารั้งรอถวายคำนับ ประกอบกับเบื้องหลังไร้คนไล่ติดตามมาขัดขวาง เพราะได้องค์ชายหกช่วยเหนี่ยวรั้งสถานการณ์เอาไว้อีกทางด้านหนึ่ง ดังนั้นเพียงไม่นานโหยวเสี่ยวจิงก็สามารถก้าวออกจากเขตพระราชฐานชั้นในไปสู่กรมอาญาได้ในเวลาอันสั้น

“แฮ่กๆ ใต้เท้า...ข้าน้อยแซ่โหยวนามว่าเสี่ยวจิง เป็นนางกำนัลของกองงานอาภรณ์หลวงเจ้าค่ะ ข้าน้อยมีเรื่องจะเรียน...” โหยวเสี่ยวจิงที่วิ่งมาไกลไม่หยุดพักหอบหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย สองมือกอดผีผาพร้อมใช้เอวอ่อนโค้งคำนับขุนนางระดับล่างที่ยืนถวายอารักขาอยู่หน้าที่ทำการของกรมอาญา

“นางกำนัลจากฝ่ายในเช่นเจ้ามีเรื่องเดือดร้อนอันใดก็ให้ไปรายงานที่ฝ่ายกรมวัง ไม่ใช่ที่กรมอาญา ดังนั้นเจ้าจงรีบกลับไปซะ” ใต้เท้าผู้นี้แม้จะมียศระดับน้อยในกรมอาญา แต่กลับมีความเข้มงวดไม่มีผ่อนปรน เห็นอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่นางกำนัลเล็กๆ ก็คิดว่าคงมาร้องเรียนด้วยเรื่องไม่สำคัญจึงได้ตัดคำพูดไปทั้งที่นางยังเอ่ยไม่จบประโยค อีกทั้งยามเอ่ยวาจาแต่ละคำล้วนดุดันราวกับพยัคฆ์คำราม ทำเอานางกำนัลน้อยเช่นโหยวเสี่ยวจิงถึงกับสะดุ้งโหยง เผลอก้าวเท้าถอยหลังไปอย่างลืมตัว

“ใต้เท้า ขะ ขะข้าน้อยมีเรื่องสำคัญยิ่งชีวิตต้องรายงานเรื่องหนึ่งให้องค์ชายใหญ่ได้ทรงทราบเจ้าค่ะ” โหยวเสี่ยวจิงยังคงกัดฟันข่มใจกลัวเอาไว้ในอกแล้วกอดกระชับผีผาขององค์ชายหกเอาไว้แน่น

“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใดกัน นางกำนัลเล็กๆ เช่นเจ้าถึงกับหาญกล้าจะเข้าเฝ้าองค์ชายใหญ่รึ ไสหัวกลับไปซะ” ด้วยใต้เท้าผู้นี้กลัวว่านางกำนัลน้อยผู้นี้จะมาสร้างความวุ่นวายในช่วงที่องค์ชายใหญ่และฮ่องเต้ทรงประจันหน้าอยู่ในห้องลับของคุกใต้ดิน เขาจึงตวาดออกไปอย่างไร้น้ำใจ เรียวนิ้วชี้ยังขยับสั่งงานทหารภายใต้บังคับบัญชาให้ลางนางออกไป

“ใต้เท้าโปรดฟังข้าน้อยก่อนเถอะเจ้าค่ะ” โหยวเสี่ยวจิงกลัวว่าจะถูกทหารลากตัวออกไปจนสูญเสียโอกาส จึงได้ถลามือหนึ่งลงไปกอดขาของใต้เท้าผู้นี้เอาไว้มั่น กอดแน่นประหนึ่งปลิงดูดเลือดก็ไม่ปาน

“ข้าน้อยต้องกราบทูลเรื่องหนึ่งให้องค์ชายใหญ่อย่างเร่งด่วน เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวพันถึงชีวิตขององค์ชายหก หากใต้เท้าไม่ให้ข้าได้กราบทูล หากองค์ชายใหญ่ทรงทราบเข้า เกรงว่าแม้แต่ชีวิตของใต้เท้าก็คงมิอาจแบกรับไหว!”

นางทั้งวิงวอนทั้งข่มขู่ออกไปถึงเพียงนี้แล้ว หากยังถูกอีกฝ่ายขัดขวางอยู่...คงได้แต่เสี่ยงชีวิตบุกเข้าไปทางเดียวเท่านั้น

“อย่าได้โกหกอีกเลย เจ้าเป็นคนของฝ่ายใดเล่า ถึงได้มุ่งมั่นก่อความวุ่นวายโดยอ้างชื่อขององค์ชายหก เด็กๆ ยังไม่รีบจับตัวนางออกไปอีกหรือ”

“อ๊า! ใต้เท้า...” โหยวเสี่ยวจิงเริ่มลนลาน นางมุ่งมั่นเพื่อแจ้งเรื่องขององค์ชายหกเฉินหยูกับองค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรง กลับไม่คิดว่ายังไม่ทันได้เข้าเฝ้าก็ถูกไล่ตะเพิดออกมาอย่างหมดโอกาส

“ช้าก่อน!” ท่านแม่ทัพใหญ่แซ่เซียนก้าวฝ่าเท้าออกมาจากด้านในจวนกรมอาญา ครั้งเมื่อเห็นเหตุของเสียงดังด้านหน้าก็เอ่ยวาจาห้ามทันที สายตาคมกริบที่มองผีผาในอ้อมกอดของนางกำนัลนั้นสามารถจดจำได้เป็นอย่างดีถึงผู้เป็นเจ้าของ

“ท่านแม่ทัพใหญ่” ทหารในกองกรมอาญาต่างประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมพร้อมเพียง แต่เซียนปูเซียวไม่ใส่ใจผู้อื่น เขาเอ่ยถามโหยวเสี่ยวจิงด้วยความตระหนกทันที

“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดผีผาขององค์ชายหกที่ทรงหวงแหนไม่เคยให้ผู้ใดได้สัมผัสถึงได้มาอยู่ในมือเจ้า”

“ท่านแม่ทัพใหญ่ องค์ชายหกทรงรับสั่งให้ข้าน้อยนำจดหมายกับผีผาตัวนี้ไปส่งให้ถึงมือองค์ชายใหญ่เจ้าค่ะ อีกทั้งตอนนี้สถานการณ์ที่ตำหนักน้ำค้างหยกล้วนไม่อาจไว้วางใจได้แม้แต่น้อย เหตุเพราะยามนี้องค์ชายหกทรงใช้สายผีผาพาดพระศอข่มขู่ชีวิตมิให้ผู้ใดขัดขวางข้าน้อย ดังนั้นขอท่านแม่ทัพใหญ่โปรดช่วยเหลือข้าน้อย ให้ข้าน้อยได้เข้าไปยังภายในคุกหลวง เพื่อส่งจดหมายกับผีผาขององค์ชายหกให้ถึงมือขององค์ชายใหญ่ด้วยเจ้าค่ะ”

“รองแม่ทัพจวิน” เซียนปู้เซียวฟังวาจาของโหยวเสี่ยวจิงจบประโยคก็เอ่ยเรียกท่านรองแม่ทัพของตนที่เดินติดตามมาด้านหลังทันที

“ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับท่านแม่ทัพใหญ่” จวินเสี่ยวชีที่เคยลอบแฝงตัวอยู่ในหน่วยเร้นเงาก้าวฝ่าเท้าเข้ามาใกล้เซียนปู้เซียว สองมือประสานค้อมกายลงเล็กน้อยรอรับคำสั่ง

“องค์ชายสิบเอ็ดที่ผ่านด่านตรวจคนเข้ามาภายในวังหลวง บัดนี้เดินทางมาถึงไหนแล้ว”

“เรียนท่านแม่ทัพใหญ่ คนของเราส่งข่าวว่า องค์ชายสิบเอ็ดโม่หลางกับพระสหายได้เสด็จเดินทางผ่านด่านตรวจคนชั้นสุดท้ายมาแล้วขอรับ ขณะนี้กำลังเสด็จตรงมายังกรมอาญาแล้วขอรับ”

“ดี เจ้าจงส่งคนไปคุ้มครองพร้อมกับอำนวยทางให้ทรงเสด็จมาถึงโดยเร็วที่สุด”

“ขอรับท่านแม่ทัพ”

“ยังมี...เจ้าจงนำป้ายประจำตัวข้าพร้อมคนจำนวนหนึ่งไปยังตำหนักน้ำค้างหยก คุ้มครององค์ชายหกเฉินหยูด้วยชีวิต ห้ามมิให้องค์ชายหกกระทำการใดเป็นอันตรายเด็ดขาด ไปได้!” เซียนปู้เซียวปลดป้ายประจำตัวตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นผู้โจวที่ผูกไว้กับสายเข็มขัด พร้อมกับส่งมันยื่นให้กับจวินเสี่ยวชี

ป้ายประจำตัวท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นผู่โจวทำมาจากหินหยกไหมทองซึ่งเป็นหินหยกชนิดที่หายากที่สุดในแผ่นดิน เนื้อหยกสีขาวอมเขียวอ่อนเนื้อขุ่นดั่งไขมันแพะผสายเส้นไหมทองคำทั่วทั้งชิ้น หัวป้ายแกะสลักเป็นรูปตัวกิเลนคำรามฟ้า หน้าตาละท่าทางของสัตว์เทพชนิดนี้ดุดันหน้าหวาดกลัวไม่ต่างจากผู้เป็นเจ้าของ ตัวอักษรสลักลงยางไม้ชนิดพิเศษสีดำคำว่า ‘แม่ทัพใหญ่’ มีทั้งความเข็มแข็ง ทรงพลัง ละเปี่ยมล้นด้วยความสง่างาม

นอกจากนี้...ป้ายประจำตัวท่านแม่ทัพใหญ่ได้รับพระราชทานมาจากฮ่องเต้ มีฐานะเป็นรองแค่ป้ายอาญาสิทธิประจำพระองค์ของฮ่องเต้เท่านั้น เมื่อผู้ใดเห็นป้ายกิเลนหยกไหมทองของท่านแม่ทัพใหญ่ออกคำสั่งอยู่ตรงหน้า นอกจากฮ่องเต้แล้ว...ผู้ใดไม่ทำตามคำสั่งหรือยอมศิโรราบย่อมมีโทษสถานเดียวคือ ประหาร!

“ข้าน้อยขอรับคำสั่งท่านแม่ทัพใหญ่” รองแม่ทัพจวินเสี่ยวชีประคองป้ายกิเลนหยกไหมทองด้วยสองมือประหนึ่งถนอมทรัพย์อันสูงค่า จากนั้นเก็บมันไว้ในอกเสื้ออย่างดีก่อนจะประสานมือคำนับลาแล้วจัดเตรียมกำลังคนดำเนินการตามคำสั่งทันทีอย่างไม่กล้าชักช้า

“ท่านแม่ทัพใหญ่ เรื่องจดหมายกับผีผาขององค์ชายหก...ขอท่านแม่ทัพใหญ่ช่วยเปิดทางให้ข้าน้อยนำไปทูลถวายให้กับองค์ชายใหญ่ได้หรือไม่เจ้าคะ? “โหยวเสี่ยวจิงทวงถามด้วยความร้อนรน องค์ชายหกรับสั่งกำชับให้นางเป็นผู้ส่งสิ่งของเหล่านี้ให้ถึงมือองค์ชายใหญ่ด้วยตัวเอง นางจึงไม่กล้าไว้ใจจะส่งมอบให้ผู้อื่นดำเนินการแทนตนเองได้

“ไม่...เจ้าจะเข้าไปพบกับองค์ชายฮุ่ยหรงในตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด” เซียนปู้เซียววิเคราะห์สถานการณ์พลางเอ่ยกับโหยวเสี่ยวจิงอย่างใจเย็นว่า

“ยามนี้องค์ชายใหญ่กับฮ่องเต้ทรงต่างก็กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในห้องลับของคุกหลวง หากเจ้าเข้าไปแทรกกลางในตอนนี้ ถึงมีผีผากับจดหมายขององค์ชายเฉินหยูเป็นหลักฐานในมือก็อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแผนการเบี่ยงเบนความสนใจ หรืออาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกลลวงแผนหนึ่งก็ได้ ข้าเชื่อว่าองค์ชายใหญ่ต้องไม่ฟังวาจาของเจ้าแน่นอน”

“แต่ข้าน้อยมีผีผากับจดหมายลายมือขององค์ชายหกเป็นหลักฐานสำคัญจริงๆ นะเจ้าคะ ขอเพียงองค์ชายใหญ่ได้ทรงทอดพระเนตรสักครั้งย่อมทรงทราบได้ในทันทีว่าเป็นของผู้ใดเจ้าค่ะ” โหยวเสี่ยวจิงยังคงไม่ยอมแพ้ องค์ชายหกผู้มีพระคุณฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่นางผู้เดียว ดังนั้นนางจะทำให้องค์ชายหกผิดหวังไม่ได้เป็นอันขาด

เซียนปู้เซียวเห็นความจริงใจและความมุ่งมั่นที่สะท้อนออกมาจากในแววตาของนาง จึงได้ข่มความร้อนรุ่มที่พะวงห่วงถึงเจ้าหมาน้อยในห้องลับของคุกหลวง แล้วเอ่ยอธิบายกับนางกำนัลห้องอาภรณ์หลวงผู้นี้อย่างอดทน

“มีหลักฐานจริงแล้วอย่างไร อาจมีผู้ออกอุบายลวงเอาผีผาขององค์ชายหกมาใช้ก็ได้ แม้กระทั่งจดหมายก็ปลอมแปลงลายมือกันได้เช่นกัน อีกประการหนึ่ง...องค์ชายใหญ่ผู้นี้ไม่เชื่อในวาจาผู้อื่นนอกจากคนของตัวเองที่ไว้ใจ และยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงนางกำนัลห้องอาภรณ์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตำหนักน้ำค้างหยกที่คำพูดไม่ต่างจากลมหายใจไร้ค่า องค์ชายใหญ่ย่อมไม่มีวันเชื่อในวาจาหรือหลักฐานในมือเจ้าแน่นอน...”

แล้ว...ข้าน้อยสมควรทำเช่นใดดีเจ้าคะ ท่านแม่ทัพใหญ่จะทนนิ่งดูดายให้องค์ชายหกต้อนพานพบกับเรื่องน่าหวั่นสะเทือนเช่นนี้ได้หรือเจ้าคะ”

“ยามนี้ข้ากับเจ้าทำได้เพียงแค่รอคอยอย่างอดทนเท่านั้น...รอคอยคนที่อยู่ในความกังวลขององค์ชายใหญ่” เซียนปู้เซียวเอ่ยวาจาแผ่วเบาประหนึ่งเอ่ยถ้อยคำนี้ปลอบจิตใจร้อนรุ่มของตัวเอง สายตาคมกล้าทอดมองไปยังเบื้องหน้าอย่างจดจ้องไม่ให้คลาดสายตา

“คนผู้นั้นที่ท่านเอ่ยถึงคือใครหรือเจ้าคะ?” โหยวเสี่ยวจิงผันหน้าไปมองตามทิศทางที่สายตาของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นผู่โจวมอง ฉับพลันภาพร่างคนคู่หนึ่งควบม้าตรงดิ่งมาอย่างรวดเร็วก็ปรากฏขึ้น

องค์ชายสิบเอ็ดที่หายตัวไปจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ในแคว้นผู่โจว บัดนี้ควบอาชาทะยานมาด้วยความสง่าผ่าเผย ภายในอ้อมแขนแข็งแกร่งที่กระตุกสายบังเหียนอย่างทรงพลังมีร่างอรชนของโฉมสะคราญผู้หนึ่งอยู่ ท่วงท่าของคนทั้งสองอิงแอบแนบชิดแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ลึกซึ้งจนออกนอกหน้าอีกด้วย

แต่ช้าก่อน!

โฉมสะคราญที่ทุกคนเห็นจนตกตะลึงนั้น แม้มีเรือนร่างเพรียวบางดั่งใบหลิวพลิ้วลม ใบหน้างดงามพิลาสล้ำจนสามารถล่มบ้านล่มเมืองเพียงสะบัดปลายเส้นผมเพียงแค่หนึ่งครา กลับเปลือยเปล่าแผ่นอกแบนราบขาวผ่องซึ่งสักลายผีเสื้อหางยาวไว้ที่อกซ้ายจนเด่นชัด

นั่นๆ นั่น...นั่นมิใช่สตรีโฉมสะคราญผู้หนึ่งที่บุรุษทั่วหล้าต้องอิจฉาในความโชคดีขององค์ชายสิบเอ็ด ที่สามารถคว้าเอาบุปผางามมาไว้ในครอบครองได้ หากแต่ผู้มีรูปโฉมงดงามปานนางสวรรค์ผู้นั้นกลับเป็นชายงามผู้หนึ่งที่เรียกได้ว่า เป็นชายงามที่เลิศลักษณ์ยิ่งกว่านารีใดในแผ่นดิน!

ทหารและคนของกรมอาญาที่รั้งรออยู่ในบริเวณนั้นต่างก็ประสานมือก้มเอวลงถวายคำนับให้องค์ชายโม่หลางที่เสด็จมาถึงที่หมายปลายทาง

แต่ละคนต่างก็รู้สึกเสียสติที่อิจฉาว่าองค์ชายสิบเอ็ดผู้นี้ช่างมีวาสนาดีแท้ ถึงได้คว้าเอายอดบุรุษรูปงามล่มสวรรค์ผู้นี้มากินได้

น่าเสียดายที่ไม่มีใครได้รับรู้ความจริงว่า...ฝ่ายที่ถูกกินและถูกคว้ามาครอบครองกลับเป็นเจ้านายพระองค์นี้ต่างหาก

อีกทั้งยังถูกกินซ้ำซากจนแทบไม่เหลืออะไรแล้วด้วย!

“สถานการณ์ยามนี้วิกฤติอย่างยิ่ง” ทันทีที่องค์ชายโม่หลางพร้อมกับหยุนว่านลงจากหลังม้าเรียบร้อยแล้ว เซียนปู้เซียวก็เอ่ยวาจาเล่าความอย่างกระชับสั้น

“ที่ห้องลับของคุกหลวง...องค์ชายใหญ่กับฝ่าบาทเผชิญหน้ากันแล้ว เหล่าขุนนางที่แบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายซึ่งรั้งรออยู่นอกเขตพระราชฐานก็พร้อมจะยกดาบเข้าปะทะกันทุกเมื่อ อีกทั้งองค์ชายหกที่ตำหนักน้ำค้างหยกก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายถึงชีวิต”

“เกิดอะไรขึ้นกับเสด็จพี่หก?” โม่หลางเอ่ยถามด้วยความกังวล

เสด็จพี่หกของเขาสุขภาพไม่ค่อยดี คงไม่บังเอิญเกิดป่วยหนักในช่วงสถานการณ์น่าหวั่นวิตกเช่นนี้กระมัง...

“เรื่องนี้กระหม่อมก็ไม่ทราบความได้กระจ่างชัดพระเจ้าค่ะ...แต่กระหม่อมได้ส่งรองแม่ทัพจวินเร่งรุดไปถวายการอารักขาองค์ชายหกล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นองค์ชายอย่าได้ทรงเป็นห่วง ละอย่าได้ทรงเสียเวลาสืบสาวราวเรื่องต่ออีกเลยพระเจ้าค่ะ เพราะสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงต่อความมั่นคงของบ้านเมืองที่แท้จริง ล้วนเป็นด้านการปะทะกันขององค์ชายใหญ่กับฝ่าบาทพระเจ้าค่ะ”

“ข้าเข้าใจแล้ว” โม่หลางพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจดี เป็นเพราะการหายตัวไปของเขาจึงทำให้องค์ชายใหญ่ฮุ่ยหรงใช้จุดนี้ในการอ้างลงทัณฑ์ผู้ร้าย โดยมีเจตนากำจัดเจ้าวิปลาสเฉินอวี่หลีทิ้งเป็นจุดประสงค์แอบแฝง ในขณะที่ฮ่องเต้ทรงยื่นพระหัตถ์เข้ามาแทรกแซงการสืบสวนขององค์ชายใหญ่เพื่อแสดงเจตนาในการปกป้องเฉินอวี่หลี และนั้นทำให้ขุนนางเริ่มแบ่งยกออกเป็นสองฝ่าย เกิดความแตกแยกกันในความเงียบงันประหนึ่งคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะม้วนตัวเข้าโถมซัดฝั่งจนพินาศ

“เชิญท่านแม่ทัพใหญ่นำทางให้ข้าเถอะ”

“เชิญองค์ชายสิบเอ็ดเสด็จตามกระหม่อมมาทางนี้พระเจ้าค่ะ” เซียนปู้เซียวเอ่ยทูลกับองค์ชายสิบเอ็ดแห่งแคว้นผู่โจว จากนั้นก็หันหน้าไปอีกทาง เอ่ยวาจาท้ายประโยคกับโหยวเสี่ยวจิงเป็นการเฉพาะ

“เจ้าด้วย จงรีบนำผีผากับจดหมายขององค์ชายหกติดตามองค์ชายสิบเอ็ดกับข้าเข้าไปข้างในพร้อมกัน”

“เจ้าค่ะ” โหยวเสี่ยวจิงกอดกระชับจดหมายและผีผาในอ้อมขนให้แนบแน่น จากนั้นก็ก้าวเดินตามทุกคนเข้าไปในกรมอาญา ตลอดทางที่เดินผ่านทหารราชองครักษ์กับคนขององค์ชายใหญ่ที่รั้งรออยู่ด้านนอก ล้วนมีทหารซึ่งเป็นคนของเซียนปู้เซียวคอยถืออาวุธแหลมคมจี้จ่ออยู่ตรงหัวใจอันเป็นจุดตายของร่างกายมนุษย์ จึงทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขยับเข้าขัดขวาง

สิ่งที่ผู้มาเยือนได้พบเห็นเหล่านี้ นับได้ว่าระหว่างที่องค์ชายใหญ่และฮ่องเต้กำลังทำสงครามประสาทกดดันกันอยู่ภายในห้องลับที่อับสายตา ภายนอกห้องลับนั้นกลับถูกท่านแม่ทัพใหญ่แซ่เซียนกระทำการเข้ายึดอำนาจเอาไว้จนเสร็จสิ้นสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว และที่เซียนปู้เซียวไม่บุกเข้าไปในห้องลับเพื่อยุติการเผชิญหน้าของทั้งสองพระองค์ ก็เพราะต้องการรั้งรอการปรากฏตัวขององค์ชายโม่หลาง ผู้เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องราวใหญ่หลวงและจะเป็นผู้ยุติการสืบสวนขององค์ชายวิปลาสเฉินอวี่หลี ทำให้เจ้าหมาน้อยของท่านแม่ทัพใหญ่ได้ล้างมลทินจนบริสุทธิ์ผุดผ่อง

“อ่า...ประตูถูกปิดเอาไว้อย่างแน่นหนาเช่นนี้ ข้าจะถีบจนพังเข้าไปให้ราบคาบเลย!” โม่หลางทอดสายตามองประตูเหล็กสูงหนาที่ปิดนบสนิทจนไร้รอยช่องว่างเบื้องหน้า ฝ่าเท้ายกขึ้นมาเล็งเป้าหมายเอาไว้อย่างมุ่งมั่น

หึหึหึ ถึงเวลาที่เขาจะได้ถีบประตูระบายอารมณ์สักที่ ระหว่างทางเขาไม่อาจหาโอกาสลอบทำร้ายเจ้าคนลามกหน้าสวยผู้นั้นได้ เขาก็จะเอาโทสะและความแค้นทั้งหมดมาลงกับประตูนี่ล่ะ

“ย่ะ ย้ากกกก...”

“ช้าก่อน!”

ข้อเท้าของโม่หลางถูกคว้าเอาไว้กลางอากาศอย่างมั่นคงด้วยฝ่ามือเรียวบางปานมือสตรี

‘อ๊ะ ไอ้เจ้าเดรัจฉานหยุนว่านขัดขวางข้ารึ!’ โม่หลางถลึงตาดุดันพร้อมด่าคนในใจอย่างดุร้าย

“ฝ่าเท้านี้ของภรรยามีค่าปานประหนึ่งทองคำหนักพันชั่ง ข้าไม่อาจทนเฉยมองดูเจ้าเจ็บปวดหรือบุสลายได้โดยไม่ปวดหัวใจ...” หยุนว่านไม่เพียงเอ่ยวาจาหวานดั่งน้ำตาลท่วมแคว้นผู่โจว ริมฝีปากเรียวบางยังประทับจูบลงไปบนหน้าแข้งพร้อมกับช้อนสายตามองคนร่างสูงใหญ่ด้วยความรักใคร่จนแทบจะบูชาเอาไว้เหนือชีวิต

นอกจากท่านแม่ทัพใหญ่เซียนปู้เซียวแล้ว เหล่าทหาร คนของกรมอาญา และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายภายในบริเวณนี้ถึงกับขยับหัวเอียงหูไปด้วยความสงสัยและใคร่ควรคิดอยู่ในใจว่า...

อ่า...เมื่อสักครู่เป็นเพราะพวกเขาถูกการกระทำของคนงามทำเอาหูฝาดไปหรือไม่ ถึงได้ยินว่าองค์ชายสิบเอ็ดของเขาเป็นภรรยาของคนงามไปได้

“เจ้า!” โม่หลางกระชากขาของตัวเองกลับมาอย่างขุ่นเคือง ต่อหน้าผู้คนมากมายเจ้าคนโรคจิตลามกผู้นี้ยังกล้าหน้าด้านกระทำเรื่องน่าบัดสีลงไปได้อย่างไร้ยางอาย

“หึ! ในเมื่อเจ้ากล้าขวางข้าเพราะความห่วงใยก็แล้วไปเถอะ แต่หากเจ้าไม่สามารถเปิดประตูเหล็กกล้าตรงหน้านี้ได้ ข้าก็จะเอาชีวิตเจ้ามาชดใช้ให้กับโทสะของข้า”

“อ่า...องค์ชายโม่หลาง” นายท่านชั้นผู้น้อยของกรมอาญาที่เคยเฝ้าอยู่ด้านนอกเอ่ยทูลด้วยความหนักใจ สายตาก็ลอบเหลือบแลไปยังสีหน้าของท่านแม่ทัพปีศาจแซ่เซียนด้วยความระมัดระวัง ในเมื่อเซียนปู้เซียวยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้าเคร่งขรึมดุไปแม้สักเสี้ยว เขาก็กล้าเอ่ยวาจาทูลทัดทานองค์ชายสิบเอ็ดต่อไปอย่างไหลลื่น

“ทรงรับสั่งโทษหนักเกินไปแล้วกระมัง สหายขององค์ชายนับได้ว่าเป็นแขก เรื่องนี้แขกผู้มาเยือนไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อยในเรื่องเจ้าบ้านเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นประตูเหล็กนี้ให้ทหารมาช่วยกันสะเดาะกลอนแล้วเปิดก็ได้พระเจ้าค่ะ”

ในสายตาของเขาและใครอีกหลายคนในที่แห่งนี้ล้วนไม่คิดว่ายอดชายงามร่างบางราวอิสตรีผู้นี้จะเปิดประตูหนักหน่วงเช่นนี้ได้ เกรงแต่ดึงดันไปก็เกรงว่าข้อมืองามๆ ของเขาผู้นั้นจะหักลงเสียก่อน หากท่อนแขนเรียวงามขาวผ่องปานหยกหักลงไปก็นับว่าเป็นการทำลายสมบัติงดงามล้ำค่าทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

“เรื่องนี้สามีเยี่ยงข้าจะทำเอง” หยุนว่านไม่ใส่ใจวาจาบาดหู เขากลับตวัดชายกางเกงตัวเองให้เบี่ยงออกไปไม่ขวางทางเคลื่อนไหว จากนั้นก็รวบรวมกำลังแล้วถีบส่งไปอย่างสุดกำลัง

‘ปัง!’

ประตูห้องลับกลับถูกผลักเข้าไปอย่างง่ายดายจนน่าเหลือเชื่อ ทำให้ทหารและผู้ที่เฝ้ามองสถานการณ์โดยรอบต้องอ้าปากค้าง สายตาแต่ละคู่ล้วนมองประเมินยอดชายงามร่างบอบบางปานใบหลิวปลิวลมด้วยความเลื่อมใส

เจ้าสำนักหมื่นราตรีร่วงหันมาส่งยิ้มประจบ ‘ภรรยา’ อย่างออกนอกหน้า เอ่ยวาจาป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงกังวานดั่งน้ำค้างตกต้องสายวารีว่า

“ประตูไม่ได้ลงกลอน เพียงแค่งับปิดเอาไว้เท่านั้น...”

เพียงแค่ปิดงับเอาไว้...เช่นนี้ก็หมายความว่า ต่อให้เด็กน้อยสามขวบเอามือผลักไปด้วยแรงแผ่วเบา ประตูก็สามารถเปิดเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

บัดซบ! เอาความศรัทธาและความเลื่อมใส่เมื่อครู่ของพวกเขาคืนมา...

“แค๊กๆ” เซียนปู้เซียวแสร้งไออากาศกลบเกลื่อนร่องรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อครู่...เป็นเขาก็กำลังจะบอกองค์ชายโม่หลางออกไปอยู่แล้ว ว่าประตูบานนี้ไม่ได้ลงกลอนลั่นดาลเอาไว้แต่อย่างใด ภายหลังจากที่องค์ชายใหญ่พร้อมพรรคพวกเดินเข้าไปภายในห้องแล้วเขาก็เพียงแค่ปิดมันเอาไว้เท่านั้น...

เป็นการจัดการปิดประตูเหล็กกล้าเอาไว้เพียงเท่านี้ไม่มีลงกลอนด้วยมือของตัวเอง...

.......................................................................................................................................................

ขอบคุณสำหรับคำชีแนะ แก้ไขคำผิด และการติดตาม

โปรดรออ่านตอนต่อไปอย่างใจเย็นนะเจ้าคะ ไรท์จะพยายามรีบกลับมาปั่นต่อ

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ

蝶兰

เตี๋ยหลาน

26/มี.ค./2561


สามารถตามหา ตามทวง ติดตามความเคลื่อนไหว หรือ ติดต่อไรท์ได้ที่

เฟซบุคเพจ เตี๋ยหลาน-นักเขียน-蝶兰 

(https://www.facebook.com/DielanWriter)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}