หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 30 ดินแดนพิศวง (จบ)

ชื่อตอน : ตอนที่ 30 ดินแดนพิศวง (จบ)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 11 มี.ค. 2561 12:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 30 ดินแดนพิศวง (จบ)
แบบอักษร

            หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เงามืดบนพื้น ก็ค่อยๆ กลายร่างเป็นคน สูงประมาณสองเมตร ร่างกายถูกปกห่อหุ้มไปด้วยความมืดดำๆ ก็เหมือน “เงา” ของมนุษย์ แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่วัตถุที่เกิดจากแสงตกกระทบ แต่มันคือร่างกายจริงๆ

            “ส่วนการเปรียบเทียบแอ่งน้ำนอกกระแสธารเวลานั้น” เฟิงปู้เจวี๋ยดูไม่ได้สนใจการปรากฎตัวของซามอยเดียร์เลยแม้แต่น้อย เขายังคงพูดอธิบายประเด็นก่อนหน้านี้ที่กล่าวไป “เปลี่ยนเป็นการหมุนวนนอกกระแสธารเวลาจะเหมาะกว่า”

            “ถึงแม้ไอน์สไตน์จะกล่าวไว้ว่าเวลาและช่องว่างจะเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถรู้สึกได้ ซึ่งมันเป็นคำอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุเท่านั้น แต่ในโลกปีศาจแห่งนี้ เราสามารถมองว่ามันคือสิ่งของที่มีอยู่จริง ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาในการคงสถานะสิ่งของเหล่านี้เอาไว้ ก็เหมือนกับสายน้ำ ที่มันไหลเวียนตลอดเวลา หากน้ำในแม่น้ำหยุดไหลมันก็เรียกว่าแม่น้ำไม่ได้อีก”

            “หากประเมินจากประเด็นนี้ ซามอยเดียร์เลือกที่จะครอบครองเมืองนี้ เขาก็ต้องดึงเอา ‘เวลา’ บางส่วนออกไป ไม่งั้นช่องว่างในส่วนนั้นมันจะทำให้ทุกอย่างหยุดลง รวมถึงตัวมันด้วย แต่การที่จะนำน้ำใน ‘แม่น้ำ’ ออกมามันก็มีจำกัด ทำได้แค่สามสิบนาทีเท่านั้น เวลาสามสิบนาทีจึงถือเป็นเวลาของเมืองเมืองนี้ และสามารถหมุนเวียนไปอย่างไม่มีข้อจำกัด เมื่อมาบรรจบหนึ่งครั้ง มันก็จะมีช่วงเว้นระยะกี่วินาที เวลาที่ความมืดปรากฎตัวขึ้นมันก็คือการเชื่อมต่อวงแหวน ผ่านช่วงเว้นระยะ มันก็กลายเป็นการหมุนเวียนใหม่”

            เงามืดของซามอยเดียร์ค่อยๆ เริ่มเคลื่อนไหว เงาดำที่มีรูปร่างมนุษย์มาพร้อมกับเท้าสองข้าง เดินคืบคลานเข้ามาหาทั้งห้าคน

            “พี่เจวี๋ย มีความคิดอะไรดีๆ ไหม?” หวังทั่นจือไม่กล้าจะทำอะไรพลการ รีบถามขึ้นมาก่อน

            คนอื่นๆ ก็รอให้เฟิงปู้เจวี๋ยพูดอะไรก่อน

            “คิดว่าไม่น่าจะต้องทำอะไรมากมายนนักนะ......” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “หากประเมินจากสถานการณ์ในรูปแบบนี้ ความยากไม่น่าจะไม่สูงกว่าการเลือกเข้าหรือไม่เข้าไปในประตูหรอก” เขาตอบต่อไปว่า “อย่าเอาแต่ขัดจังหวะ ฉันยังพูดไม่จบ คำอธิบายทั้งหมดก่อนหน้านี้ เป็นเพียงรูปแบบสถานการณ์การเกิดความมืดเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการกระทำใดการกระทำหนึ่งของซามอยเดียร์

            แต่เพราะอะไรทุกครั้งที่ความมืดปรากฏเหล่ามอนสเตอร์ก็จะแกร่งมากขึ้น? เหตุผลมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันไม่ได้อยู่ในกรอบการหมุนเวียนของเวลา แต่มันอยู่ในช่วงของเว้นระยะผลัดเปลี่ยนเล็กๆ ที่ซามอยเดียร์จะสามารถปล่อยพลังทั้งหมดที่มีออกมาได้ เขามีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการทำอะไรสักอย่าง เช่น การมอบพลังให้กับเหล่ามอนสเตอร์ หรือกลืนกินคนในเมืองทั้งหมด แต่แน่นอนว่า ก่อนที่เราจะมาที่นี่ คนในเมืองน่าจะถูกกินไปหมดแล้ว ซึ่งเราที่ถือเป็นแขกที่มาจาก ‘โลกอื่น’ เขาก็กลืนกินไม่ได้”

            “ความหมายของนายคือ...... ไอ้ตัวที่อยู่ตรงหน้านี้มันไม่ได้แกร่งอย่างที่คิดใช่ไหม? อย่างน้อยมันก็อ่อนกว่า BOSS ที่อยู่ด้านหลังประตูปีศาจนั่นใช่รึเปล่า?” หลงอ้าวหมินถามกลับ

            “หากให้ยกตัวอย่าง ก็เหมือนเราทุกคนเป็นมดตัวเล็กที่อ่อนแอที่กำลังอยู่ในลูกโป่ง ส่วนซามอยเดียร์ก็อยู่นอกลูกโป่ง ซึ่งมันแกร่งในระดับเดียวกับมนุษย์นั่นแหละ ระดับของในลูกโป่งกับนอกลูกโป่งมันเป็นอะไรไม่เหมือนกัน เขาไม่มีทางเจาะลูกโป่งให้แตกได้ ทำได้แค่ข่วนผิวของลูกโป่ง สิ่งที่เราเห็นตอนนี้เป็นเพียงแค่นิ้วที่สัมผัสลูกโป่งเท่านั้น” เฟิงปู้เจวี๋ยลูบคางแล้วพูดต่อไปว่า “แต่ฉันคิดว่า ...... ต่อให้เป็นแบบนี้ พลังของมันก็คงไม่ได้อ่อนมากอย่างที่นายคิด อย่างน้อยก็ฆ่าเราได้ง่ายๆ เหมือนกัน”

            “เฮ้ย! งั้นจะมาทำหน้าสบายๆ พูดอะไรเยอะแยะอีกทำไม! หนีสิ!” ชายโดดเดี่ยวจูงมือหญิงเหงาหงอย หันหลังวิ่งหนี

            ก้าวไปไม่กี่ก้าว เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น : [ปลดล็อกโลกทัศน์แล้ว ผู้เล่น : เฟิงปู้เจวี๋ย ได้รับค่าทักษะ 420 แต้ม ทีมสามารถเข้าไปเลือกอ่านรายละเอียดข้อกำหนดเกี่ยวกับด่านได้ที่แถบเมนู]

            “หากไม่รีบ ‘พูด’ ออกมาให้หมด ฉันก็รับค่าทักษะไม่ได้น่ะสิ?” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “การปลดล็อกโลกทัศน์ ต้องใช้วิธีพูด ระบบถึงจะตัดสินได้”

            เงาดำของซามอยเดียร์คืบคลานมาถึงด้านหน้าของเฟิงปู้เจวี๋ยห่างไม่ถึงสิบเมตรเท่านั้น เฟิงปู้เจวี๋ยยังไม่มีความคิดจะหนีไป : “เหมือนที่ฉันเคยบอกไป ไม่ต้องทำอะไรพิเศษ ประตูปีศาจถูกปิดไปแล้ว ......”

            ทันใดนั้นเองเงาดำก็เร่งความเร็วขึ้น ทำให้หลุมดำที่ก่อตัวค่อยๆ หมุนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กลายร่างเป็นมือมืดดำพุ่งเข้าใส่เฟิงปู้เจวี๋ยอย่างรวดเร็ว

            แต่ในท้ายที่สุด มือมืดยักษ์อันนั้นกลับหยุดนิ่งกลางอากาศ ไม่ขยับเลย

            “ดูจากชื่อแล้ว ......” เฟิงปู้เจวี๋ยก้มหน้าลงเล็กน้อย เขาค่อยๆ เดินออกมาจากใต้ฝ่ามือมืด “[เจ้าแห่งกาลเวลา] เป็นคนที่ไม่มีทางมาสายแน่นอน”

            ไม่นานนัก เงาของซามอยเดียร์ก็ค่อยๆ จางไป ราวกับในห้วงเวลานั้น กำลังมีพลังงานขนาดใหญ่ฉุดดึงมันกลับคืนไป

            [สักวันหนึ่ง ...... พวกแก ...... จะต้อง ...... จ่าย ...... ค่าตอบแทนอย่างสาสม ...... ไม่นาน ...... เกินรอ......]

            “เหอะ ...... ลางไม่ดีซะแล้ว ปกติถ้ามีบทพูดแบบนี้ ส่วนใหญ่ไม่ช้าก็เร็วมักจะปรากฏตัวอีกครั้ง” เฟิงปู้เจวี๋ยยิ้มกล่าว

            เงาดำที่ยุบเข้าไปบนพื้นราวกับสัตว์ป่าที่ดิ้นเมื่อตกบ่อโคลน แล้วถูกดูดลงไปทั้งตัว หลังจากนั้นวงดำก็ค่อยๆ หดตัวเล็กลง หลังจากนั้นสิบวินาทีก็จางหายไปทั้งหมด

            [นักท่องเที่ยวจากต่างแดน ขอบคุณกับทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกท่านทำ สถานที่แห่งนี้ได้รับการชำระล้างครั้งใหม่แล้ว ฉันสามารถจะดึงสายน้ำให้ไหลย้อนกลับมา เพื่อเริ่มต้นห้วงของเวลาใหม่อีกครั้ง]

            เสียงที่แตกต่างกับซามอยเดียร์ดังขึ้น น้ำเสียงฟังแล้วดูคลาสสิค คล้ายๆ เสียงผู้อาวุโสที่เจอในเกมทั่วไป

            [รางวัลที่เจ้าแห่งกาลเวลามอบให้กับท่าน กรุณาไปตรวจสอบยังหน้าต่างคำนวนรางวัล] เสียงระบบดังตามมา

            [สำเร็จภารกิจแล้ว บรรลุภารกิจหลัก]

            [ท่านได้สำเร็จภารกิจด่านแล้ว จะกลับจุดเดิมอัตโนมัติภายหลัง 180 วินาที]

            ดูจากเวลาการส่งกลับที่มีช่วงเวลาค่อนข้างนาน เหมือนจะวิเคราะห์แล้วว่าเหล่าผู้เล่นอาจจะอยากสนทนากัน

            หวังทั่นจือถึงกลับทรุดตัวนั่งลงไปกับพื้น ผ่อนคลายเส้นประสาท ค่าความสยองนับว่าเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

            โดดเดี่ยวและเหงาหงอยก็ถือได้ว่าถอนหายใจโล่งเฮือกใหญ่ ความรู้สึกที่รอดมาจนถึงผ่านด่านเป็นครั้งแรกมันดีมากจริงๆ

            ส่วนหลงอ้าวหมินถือได้ว่าท่าทีปกติมากสุด เขาเก็บอาวุธและโล่ แล้วใช้เวลาที่เหลือ 1 นาที พูดกลับเฟิงปู้เจวี๋ยว่า : “น้องเฟิ่ง” คราวนี้กลับไปเรียกน้องเฟิ่งเหมือนเดิมแล้ว “ฉันยังมีปัญหาที่ยังคาใจอยู่อีกข้อนึง”

            เฟิงปู้เจวี๋ยพูด : “อะไร?”

            “เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเวลา” หลงอ้าวหมินตอบ “เหมือนที่นายว่า ตั้งแต่เราเขามาในด่านนี้ เราไม่เจออะไรที่เป็นอุปกรณ์บ่งบอกเวลาเลย งั้นนายคำนวณเวลาช่องว่างของความมืดได้ยังไงกัน? ฉันจำได้ว่าก่อนมาถึงประตูปีศาจนายก็บอกก่อนแล้วว่า ‘ประมาณสามสิบนาที’”

            “เพราะฉันนับจับเวลาไว้ตลอดเลยน่ะสิ” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “เมื่อเข้ามาในด่านสิ่งแรกที่ผิดสังเกตนั่นก็คือ ทำไมในสถานีรถไฟฟ้าถึงไม่มีนาฬิกาบอกเวลา? หลังจากขึ้นมาจากใต้ดินแล้วก็ไม่เห็นมีเครื่องอะไรที่บ่งบอกเวลาได้อีก ครั้งแรกที่ความมืดปรากฏ ฉันก็เริ่มจับเวลา เมื่อถึงสถานีตำรวจ ครั้งที่สองที่ความมืดปรากฏ จากการนับและจับเวลาแล้วก็ประมาณสามสิบนาที”

            “ใช่ ฉันแค่อยากถามว่า ไม่มีนาฬิกาจับเวลา? แล้วนายจับเวลายังไง?” หลงอ้าวหมินตอบ

            “นับเอาสิ” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “นับเวลาในใจ สามร้อยครั้งก็เท่ากับห้านาที หากอยู่ในสถานะปกติ สามารถใช้การจับจังหวะชีพจรแทนได้ พี่ไม่ได้สังเกตเหรอว่าทุกครั้งที่มีเวลาว่างฉันจะใช้มือขวาจับไปที่แขนซ้ายตลอด? เพราะนั่นคือเครื่องจับเวลาอัตโนมัติที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์ ในปกติของคนทั่วไปจะอยู่ที่นาทีละเจ็บสิบเจ็ดครั้ง” ที่เขาเข้าใจระบบชีพจรเป็นอย่างดี นั่นก็เพราะเขาเคยพักรักษาตัวในโรงพยาบาลมาระยะหนึ่ง ผ่านการตรวจมามากมายหลายวิธี ดังนั้นเขาจึงเข้าใจในระบบของอวัยวะในร่างกายเป็นอย่างดี “จริงๆ แล้วการตรวจจับจากชีพจรนั้นมันแม่นยำกว่าการที่ฉันคำนวณเองซะอีก แล้วก็ไม่ต้องเสียเวลามานั่งจำนั่งคิดว่านับไปถึงไหนแล้ว ถือเป็นวิธีแอบขี้เกียจ เมื่อลดการรวบรวมสมาธิลงและใช้การนับคำนวณดู เวลาที่คำนวณออกมาก็ไม่ได้ต่างกันมากเท่าไร หากพี่ไม่เชื่อก็ลองทำดูสักครึ่งชั่วโมงหรือลองทำเล่นที่บ้านดู แล้วในช่วงเวลานั้นแบ่งไปทำงานอื่นๆ แค่จะต้องอดทนก็เท่านั้น”

            “ไม่ต้องหรอก ...... ฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณมากนะ” ไม่เพียงแค่หลงอ้าวหมิน โดดเดี่ยวและเหงาหงอยที่ฟังอยู่ข้างๆ สายตาของพวกเขาที่มองเฟิงปู้เจวี๋ยราวกับมองตัวประหลาดอะไรสักอย่าง

            แต่หวังทั่นจือเหมือนกับเคยชินแล้ว รู้จักเฟิงปู้เจวี๋ยมาก็หลายปี ไม่มีอะไรที่ไม่เคยเห็น หากมีคนมาบอกว่า มีมนุษย์ต่างดาวบุกโลก แปดสิบเปอร์เซ็นของเขาอาจจะสงสัย แต่ถ้ามีคนมาบอกเขาว่า จริงๆ แล้วเฟิงปู้เจวี๋ยเป็นมนุษย์ต่างดาว เขาอาจจะเชื่อเลยก็ได้

            “ไม่พูดไรมากแล้วนะ ทุกคน ใกล้จะถึงเวลาส่งกลับ ลาตรงนี้เลยละกันนะ” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            โดดเดี่ยวและเหงาหงอยพูดแสดงความขอบคุณไม่กี่คำ แล้วก็บอกลากับอีกสามคนที่เหลือ พวกเขาถูกแสงสีขาววาร์ปไปอย่างรวดเร็ว

            หลงอ้าวหมินไม่ได้รีบกลับไป หลังจากสองคนนั้นหายไปแล้ว เขาพูดขึ้นว่า : “น้องเฟิ่ง น้องหวัง เราแอดเพื่อนกันดีไหม”

            เขาเสนอ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะเกาะใครนะ เพราะพูดตอนนี้มันจะดูเร็วไปหน่อย วันนี้มันแค่การทดลองเล่นวันแรกเท่านั้น ไม่ว่าจะอาชีพ ผู้เล่นทั่วไปหรือผู้เล่นชิลๆ เลเวลก็ไม่มีความต่างกันเท่าไรนัก ถึงแม้ว่าเฟิงปู้เจวี๋ยจะดูเหมือนจะเป็นผู้เล่นชั้นสูง แต่ก็พูดยากว่าจะออนไลน์ตลอดรึเปล่า

            หลงอ้าวหมินอยากจะแอดเพื่อน เหตุผลหลักๆ เลยก็คือเฟิงปู้เจวี๋ยไม่ลังเลที่จะมอบไอเทมระดับยอดเยี่ยมให้กับเขา ถึงแม้ไอเทมจะไม่มีราคามากนัก แต่ในสถานการณ์แบบนี้ การที่จะเชื่อใจคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันเลยมันยากมาก แค่นี้ก็เพียงพอที่จะคบหาไว้เป็นเพื่อน

            ส่วนหวังทั่นจือ มันชัดเจนอยู่แล้วเป็นทีมเดียวกับเฟิงปู้เจวี๋ย แน่นอนว่าหลงอ้าวหมินคงไม่แอดแค่เฟิงปู้เจวี๋ยคนเดียว แล้วหลังจากที่ผ่านศึกศพโชกเลือดมา ถึงแม้ว่าเขาจะดูขี้ขลาด แต่ก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง ถึงแม้จะไม่ใช่ผู้เล่นระดับสูง แต่ก็ไม่เป็นตัวถ่วง

            “เอาสิ กลับไปถึงที่ล็อกอินแล้วค่อยว่ากัน ไปดูผลการคำนวนก่อนว่าเป็นยังไง” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบรับ

            ทั้งสามพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ แล้วต่างคนก็แยกย้ายออกจากด่านไป

            หลังจากผู้เล่นทั้งหมดออกไปหมดแล้ว ทันใดนั้นเองประตูปีศาจก็สั่นสะเทือนขึ้น ราวกับอีกฝั่งของประตูมีตัวอะไรวิ่งชนบานประตูเวทย์มนต์……

            แสงสีขาวปรากฏเบื้องหน้า เฟิงปู้เจวี๋ยกลับยังพื้นที่ล็อกอิน การแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง :

            [ท่านอัพเกรดถึงเลเวล 11 แล้ว ค่าความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ค่าปัจจุบันคือ 1100/1100]

            [ปลดล็อกฉายาระบบ ฉายาที่ท่านได้รับคือ ------ ผู้ระเบิดหัวอย่างเลือดเย็น]

            หลังจากนั้น เขาก็เลื่อนสายตาไปยังหน้าจอแสดงผลบนกำแพง บนหน้าจอกำลังคำนวณสถานการณ์หลังผ่านด่าน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น