หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 29 ดินแดนพิศวง (13)

ชื่อตอน : ตอนที่ 29 ดินแดนพิศวง (13)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 197

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29 ดินแดนพิศวง (13)
แบบอักษร

        กองทัพมอนสเตอร์รอบๆ บริเวณกว้างเป็นแถบสีดำเกือบทั้งหมด ถึงแม้ว่ายังสามารถเห็นขอบบ้าง แต่กลยุทธ์ในการล้อมแบบนี้มันสมจริงมาก ถ้าหากเป็นผู้เล่นเลเวลสามสิบสักห้าคนก็ยังคงพอมีความหวังว่าจะฝ่าวงล้อมมอนสเตอร์กว่าร้อยตัวนี้ออกไปได้ แต่พวกเขาเฉลี่ยแล้วเป็นแค่ทีมที่มีเลเวล 6.6 เท่านั้น ไม่ต้องคิดเรื่องที่ต้องฝ่าออกไปเลย

            “น้องเฟิ่ง ...... พวกมันเดินเข้ามาเรื่อยๆ แล้วนะ ......” หลงอ้าวหมินเตือนเฟิงปู้เจวี๋ยที่กำลังคิดวิเคราะห์อยู่

            “ไม่เป็นไร ขอเวลาคิดแปป” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “ดูจากสถานการณ์แล้ว การถอยเข้าไปในประตูน่าจะเป็นทางเลือกเดียวที่ระบบกำหนด ด้านในจะต้องเป็น BOSS ใหญ่ที่จัดการได้ยากแน่ๆ แต่หากกำจัดมันได้สำเร็จก็จะสามารถผ่านด่านไปได้เลย เช่น ประมาณว่า ‘ถึงแม้ว่าเหล่าผู้เล่นจะหนีออกไปจากที่นี่ได้ แต่ซามอยเดียร์ก็ยังคงควบคุมที่นี่ไว้’”

            “โอเคตามนั้น แต่ว่าฉันไม่อยากจะมาตายเอาตอนท้ายหรอกนะ ถ้าพวกมันพุ่งเข้ามาจริงๆ เราก็ถอยเข้าประตูไป” หลงอ้าวหมินบอก

            เฟิงปู้เจวี๋ยหยักหน้า เขานั่งลงไปกับพื้น ยกมือที่มีกุญแจทั้งสองดอกอยู่ขึ้น เหล่ากองทัพมอนสเตอร์ที่อยู่รอบๆ ดูเหมือนจะไม่ได้กดดันอะไรเขาเท่าไหร่นัก เขาเท้าแขนไว้บนเข่า ก้มหน้าลง ค่อยๆ ใช้มือเคาะไปที่หน้าผากของตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นหลังจากนั้นไม่กี่วินาที นิ้วมือของเขาไถลลงมาตามสันจมูก สายตาของเขามุ่งไปยังด้านบน แววตาประสานไปที่ดวงจันทร์ ทันใดนั้นเองประกายบางอย่างเปล่งออกมาจากดวงตาทั้งสองของเขา ราวกับเขาคิดอะไรได้บางอย่าง

            “จำได้ไหมตอนเราเข้ามาที่นี่ครั้งแรกระบบแจ้งอะไรบ้าง” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด

            หวังทั่นจือมองไปยังเหล่ากองทัพมอนสเตอร์ที่กำลังคืบคลานเข้ามา ลมหายใจของเขาเริ่มถี่ขึ้นไปเรื่อยๆ : “ก็บอกข้อมูลคร่าวๆ ของเมือง เวลาคือกลางคืน มนุษย์ก็มีแค่เราเหล่าผู้รอดชีวิตใช่ไหม ?”

            เฟิงปู้เจวี๋ยกำลังค่อยๆ ทบทวนแล้วพูดว่า : “ประโยคช่วงที่สอง ...... เมื่อถึงกลางคืน พระอาทิตย์ตกดินไป ก็ไม่เคยกลับขึ้นมาอีกเลย หลังเมฆหมอกจางไปดวงจันทร์ก็ปรากฏขึ้น สาดส่องเมืองร้างแห่งนี้” เขาพูดไม่ตกหล่นเลยแม้แต่คำเดียว

            “แล้วไงต่อ?” หลงอ้าวหมินถาม

            “ประโยคนี้ไม่ได้จะบอกเราว่าเรื่องราวมันเกิดขึ้นในตอนกลางคืน” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “แต่กำลังบอกถึงการ ‘หมุนเวียน’” เขาถามกลับว่า “จนถึงตอนนี้ พวกนายเห็นนาฬิกาหรืออุปกรณ์อะไรที่เกี่ยวกับการบอกเวลาบ้างรึเปล่า?”

            ตอนนี้ในสมองของอีกสี่คนที่เหลือวุ่นวายมาก ความน่ากลัวกำลังคืบคลานเข้ามายังดวงตา เหล่ามอนสเตอร์ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พวกเขาไม่มีทางมีอารมณ์ที่จะมารำลึกถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหงาหงอยตอบตามที่ตนเองคิดไปว่า : “ใครจะไปจำได้ละ! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสถานการณ์ที่กำลังเจออยู่ตอนนี้ด้วย?”

            เฟิงปู้เจวี๋ยพูดว่า : “กฎเกณฑ์ของโครงเรื่องนี้ ...... การหมุนเวียน แล้วก็ความมืดนั่น ...... ฉันเข้าใจหมดทุกอย่างแล้ว” เขาพูด “หากเรามองโลกจำลองแห่งนี้ด้วยกฎเกณฑ์ของเวลาแล้วมองว่ามันเป็นด้ายเส้นหนึ่งแล้วละก็ ปลายทางทั้งสองด้านของมันก็จะขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีวันจะได้เจอหัวด้าย แล้วก็ไม่มีจุดจบ ...... ถ้างั้น เมืองที่ซามอยเดียร์เลือกแห่งนี้ มันก็คือช่วงตรงกลางของด้าย มันมีต้นและปลาย สั้นยาวอยู่ราวสามสิบนาทีโดยประมาณ” เขายืนขึ้นมา แล้วใช้มืออธิบายต่อ “เขาทำด้ายให้โค้งแล้วเอาหัวและท้ายมาบรรจบกัน จนกลายเป็นวงกลม เมืองนี้ก็จะหมุนไปในรูปแบบของวงกลม.....” เขาพูดต่อแล้วชี้ไปยังพวกมอนสเตอร์อสูร “เจ้าพวกนั้นก็เหมือนกับเรา ไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ พวกเราอยู่ในวงกลม ไม่ใช่บนเส้นด้าย ดังนั้นซามอยเดียร์จึงไม่สามารถกลืนกินพวกเราได้ เขาสามารถลงมือกับพวกที่อยู่บนด้ายเท่านั้น”

            ท่าทีของโดดเดี่ยวดูตกตะลึง จ้องไปยังเฟิงปู้เจวี๋ยแล้วพูดว่า : “คุณพี่ชาย! ฉันไม่ได้จบปรัญชามานะ! พวกสถิติ ร้อยละสามมาจากพรสวรรค์ อีกร้อยละเจ็ดมาจากความขยัน ที่เหลืออีกเก้าสิบมันอยู่ที่ดวงนะ!”

            “ฉันไม่ได้พูดหลักการ แต่กำลังใช้ภาพเพื่อเปรียบเทียบแนวคิดนี้อยู่” เฟิงปู้เจวี๋ยยังคงอธิบายต่อไป

            “น้องเฟิ่ง ..... ไม่สิ พี่เฟิ่ง! นายไม่ต้องอธิบายให้พวกฉันฟังหรอกนะ จริงๆ เรื่องพวกนี้นายเข้าใจคนเดียวก็พอ นายบอกเราแค่ว่าตอนนี้นอกจากถอยเข้าไปในประตูแล้วยังมีวิธีอื่นอีกไหมพอ!” หลงอ้าวหมินเรียกเฟิงปู้เจวี๋ยเป็นพี่ไปเลยโดยปริยาย ...... ทั้งๆ ที่เขาอายุมากกว่าเฟิงปู้เจวี๋ยถึงสี่ปี

            “จริงๆ แล้วการฟื้นคืนผนึกไม่ได้ต้องทำอะไรเป็นพิเศษเลย” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดไป พลางหยิบกุญแจทั้งสองดอกขึ้นมาแล้วยกมันขึ้น ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับที่เขาทำก่อนหน้านี้เลย

            “เฮ้ย! จะให้รออยู่เฉยๆ เลยงั้นเหรอ!” หวังทั่นจือพูด เหล่ามอนสเตอร์ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เหลืออีกเพียงไม่ถึง 20 เมตร

            “นี่มันคือบททดสอบความกล้าของเรา ว่าเราจะสามารถยืนหยัดจนถึงวินาทีสุดท้ายได้หรือเปล่า” เฟิงปู้เจวี๋ยยังคงยิ้มได้ "เหอะๆ ...... คิดไม่ถึงเลยว่าระบบจะเน้นไปที่การหนีจากความเป็นความตายในวินาทีสุดท้าย"

            “มันใช่การหนีรอดที่ไหนกัน! นายแค่ยกกุญแจขึ้นมาเท่านั้นเองนะ!” ชายโดดเดี่ยวร้องตะโกนออกมา

            “ตอนที่อยู่สถานีตำรวจ ที่ฉันเคยบอกว่าปริศนาของกุญแจธาตุไฟมันง่ายมาก ฉันขอคืนคำ” ความคิดของเฟิงปู้เจวี๋ยย้ายไปยังจุดนั้นอีก “69185 มันเป็นโค้ดลับอีกอย่าง ถ้าเอามาผนวกกับ ‘เวลา’ เราก็จะได้คำตอบ”

            “พี่เฟิ่ง .... ตอนนี้ .....” หลงอ้าวหมินพูดยังไม่ทันจบ

            เฟิงปู้เจวี๋ยพูดแทรก : “เข็มนาทีบนหน้าปัดนาฬิกาจะเริ่มเดินจากเลข 6 แล้วไปที่ 9 มันคือ 15 นาที จาก 9 ไปถึง 1 มันคือ 20 นาที จาก 1 ไปถึง 8 มันคือ 35 นาที สุดท้าย จาก 8 ไป 5 มันคือ 45 นาที” เขายังคงยกกุญแจเหมือนเดิม “ในช่วงที่เข็มนาทีไม่เดิน ในสถานการณ์ที่เวลาไม่เดินถอยหลัง 69185 รวมเวลาแล้วจะเป็นหนึ่งร้อยสิบห้านาที แต่หลังจากที่เราเข้ามาที่นี่จนถึงเวลาในตอนนี้ ......” เขามองไปกรงเล็บที่เปล่งแสงแวววาง หรือเหล่ามอนสเตอร์ที่กำลังอ้าปากกว้างตรงหน้า โดยมีท่าทีเรียบเฉย “หากฉันคำนวณไม่ผิด ในตอนนี้  ......”

            แสงสว่างจากกุญแจหยุดคำพูดของเขา แสงสว่างจ้าพุ่งผ่านลงมาจากท้องฟ้า แม้แต่สีแห่งความมืดก็ดูสว่างขึ้นทันตา กุญแจทั้งสองลอยขึ้น ฝังเสียบเข้าไปยังบล็อกบนประตูตามตำแหน่ง อักษรโบราณส่องแสงสว่าง ค่ายกลเวทย์ตำแหน่งไฟและไม้คืนสภาพ ภาพดาวห้าแฉกปรากฏขึ้นอีกครั้ง ประตูใหญ่ค่อยๆ ปิดตัวลง

            เหล่ามอนสเตอร์มีท่าทางหวาดกลัวและเริ่มแสดงอาการผิดปกติ มันส่งเสียงกรีดร้องและคำรามราวกับหัวใจแตกสลาย หลังจากร้องจบก็กระจายตัวออกไป ซึ่งมันรวดเร็วยิ่งกว่าตอนมาซะอีก เหมือนกับวิ่งหนีแตกกระเจิงไปทั่วทุกทิศ ไปให้ไกลจากสนาม

            “เกิด ...... เกิดอะไรขึ้น?” หลงอ้าวหมินยกโล่ขึ้นบัง เพื่อเตรียมรับมือกับการโจมตี แต่คิดไม่ถึงว่าเพียงระยะเวลาสั้นๆ เหตุการณ์ดูเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

            สมองของเสี่ยวทั่น โดดเดี่ยวและเหงาหงอยช็อคไปดื้อๆ เมื่อครู่พวกเขาสิ้นหวังที่ถูกกดดันจากรอบๆ และความนิ่งเฉยของเฟิงปู้เจวี๋ยทำให้พวกเขาโมโห แต่ในตอนนี้ พวกเขาไม่รู้จะพูดอะไร มันก็แปลกนะ ความดีมักจะปรากฏในตอนระหว่างความเป็นความตายเสมอ

            “ในนาทีที่หนึ่งร้อยสิบห้านาที จะต้องนำกุญแจมายังหน้าประตู ผนึกก็จะถูกฟื้นคืน ก็เท่านี้เอง” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “ส่วนเจ้าพวกสัตว์ประหลาด ง่ายมาก ระบบจะกำหนดให้พวกมันล้อมกดดันเราให้เข้าใกล้ปากประตูในวินาทีสุดท้าย เพื่อดูว่าเราจะถูกกดดันจนถอยเข้าไปในประตูหรือไม่ การที่พวกมันค่อยๆ เดินเข้ามาก็เพื่อที่จะรอเวลาที่ผนึกทำงานเท่านั้น”

            “แล้วหากเรารวบรวมกุญแจทั้งสองดอกมายังประตูปีศาจมันคือ FLAG ที่มอนสเตอร์ล้อมเรา” หวังทั่นจือถาม “งั้นถ้าเรามาเร็วหรือมาช้าไปละ?”

            “หากจะหากุญแจทั้งสองแล้วมาที่นี่ก่อนเวลา คงเป็นไปได้ยาก ระบบกำนหนดโครงเรื่องตามระดับกำลังจริงของทีม สำหรับเราถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากแล้ว เพราะห่างจากเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง อย่าลืมนะว่าเราไปสถานีตำรวจกันก่อน ถึงรู้ว่ามีภารกิจ มันเลยประหยัดเวลาไปได้ หากนับตามจริงเส้นทางนั้นไปกลับก็ต้องกินเวลาหลายนาที ต่อมาในห้างถือว่าเสียเวลาไม่น้อยเลย หากในตอนนั้นเจอไฟฉายแล้วลงไปเลย ไม่ค้นหาไอเทมอื่นๆ อาจจะประหยัดไปได้อีกหลายนาที แต่ก็กำจัดพวกมอนสเตอร์ภาพลวงใช้ไปแค่นาทีกว่าๆ เท่านั้น ก็ถือว่าถัวกันไป” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “สรุปก็คือ ในส่วนของเวลาเรามีทั้งได้และเสีย เงื่อนไขที่ระบบตั้งมาไม่มีการเปลี่ยนแปลง ต้องนำกุญแจทั้งสองดอกมายังที่นี่ก่อนนาทีที่หนึ่งร้อยสิบห้าเท่านั้น ผลก็จะออกมาตามนี้

            ส่วนในกรณีถ้ามาช้า ...... แน่นอนว่าต้องพลาดเวลาที่ผนึกทำงาน สุดท้ายก็จะถูกบีบเข้าประตูไป”

            “งั้นตอนนี้ละ? เราผ่านด่านแล้วเหรอ?” หลงอ้าวหมินถาม “ทำไมถึงไม่มีการแจ้งเตือนจากระบบละ......”

            [สำเร็จภารกิจ ภารกิจหลัก ......] ในตอนนี้เอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น แต่ที่แปลกก็คือ มันพูดไม่จบ

            [เจ้าพวกมดปลวกที่มาจากโลกอื่น พวกเจ้ารู้ตัวไหมว่าทำอะไรลงไป?]

            ประโยคนี้มันดังเข้าไปในสมองของทั้งห้าคน มันแทรกเสียงจากระบบขึ้นมาซะอย่างงั้น แถมน้ำเสียงยังเป็นเสียงทุ้มต่ำของความมืดในครั้งที่สามด้วย

            เฟิงปู้เจวี๋ยรีบเปิดแถบเมนูเพื่อตรวจสอบ ถึงแม้ว่าระบบจะพูดไม่จบ แต่ภารกิจ “ฟื้นคืนผนึก” ในช่องติ้กเครื่องหมายถูกไปแล้ว แต่ด้านล่างมีภารกิจใหม่เพิ่มขึ้นมา : [เอาชีวิตรอดจากการโจมตีของซามอยเดียร์ให้ได้]

            “เห็นภารกิจใหม่กันแล้วใช่ไหม?” น้ำเสียงเฟิงปู้เจวี๋ยดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนเลย

            “อะไร เจ้านั่นมีตัวตนงั้นเหรอ?” หวังทั่นจือกล่าว

            “หากให้ฉันเดานะ ซามอยเดียร์ไม่น่าจะมีร่าง หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า ร่างของมันน่าจะมีขนาดที่ใหญ่มาก หากจะปรากฏกายต่อหน้าพวกเรา มันจะต้องแปลงร่างให้มีขนาดเดียวกับเรา” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ “ก็เหมือนกับ *‘Galactus’ ที่ปรากฏรูปร่างเป็นคุณลุงอัปลักษณ์คนหนึ่งสวมเสื้อสีม่วง หากซามอยเดียร์จะจัดการกับเรา มันก็ต้องสร้างรูปร่างขึ้นมาก่อน แล้วโจมตีเราผ่านทางด้านกายภาพ”

            “พูดภาษาคน ......” หวังทั่นจือรับคำต่อ

            “ดูนั่น ก็เหมือนอย่างนั้น .....” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดพลางชี้ไปยังสนาม

            ในตอนนี้เมฆหมอกได้คลายตัวไป แสงจันทร์สาดส่องแสงไปทั่วพื้นถนนสนาม ทุกคนกวาดสายตาไปยังทิศทางของเขา บนพื้นสนนามปรากฏเงาดำทมิฬวงหนึ่งที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เมตร เหมือนหลุมดำลงสู่นรก ที่สามารถดูดแสงทุกอย่างเข้าไปได้ทั้งหมด

*‘Galactus’ วายร้ายจากการ์ตูนของ Marvel ซึ่งเคยปรากฏตัวในตอนท้ายของ Fantastic 4 ภาค 2 เป็นสิ่งมีชีวิตที่คอยกลืนกินดาว มีร่างกายที่เเข็งเเกร่ง**, ทรงพลัง, ความเร็ว, มีร่างกายที่ต่อต้านเชื้อโรคเเละอาการเจ็บป่วย, สามารถควบคุมขนาดร่างกายตนเอง, ควบคุมโมเลกุล, พลังงาน, สสาร รวมทั้งคืนชีพจากความตายได้**

ความคิดเห็น