หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 28 ดินแดนพิศวง (12)

ชื่อตอน : ตอนที่ 28 ดินแดนพิศวง (12)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 222

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 28 ดินแดนพิศวง (12)
แบบอักษร

           “อืม ......จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ เมื่อเรา ‘พบ’ ไอเทมสิ่งของ มอนสเตอร์หรือเรื่องอะไรก็ตาม มันก็จะเกิด ......” เฟิงปู้เจวี๋ยยังพูดไม่ทันจบ ......

            “ศพ” ที่อยู่ตรงหน้าจู่จู่ก็ลุกขึ้นมา พร้อมกับ เสียงหัวเราะที่ทะลุทะลวงเข้าไปในหูของทั้งห้าคน

            หัวของมันค่อยๆ เงยขึ้นมา ใบหน้าที่ปรากฏจากการส่องของแสงไฟฉายยังคงมีความมืดปกคลุมเป็นเงาอยู่ ทำให้ยากจะบอกได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ผิวหนังเป็นสีออกเขียว

            “หรือว่าเขายังไม่ตาย” หลงอ้าวหมินถามเสียงเบา

            “ยังไม่ตาย?” เฟิงปู้เจวี๋ยเดินจากด้านมายังด้านหน้าของหลงอ้าวหมิน เดินตรงไปยังเจ้าศพนั่น “อันนี้มันอธิบายได้ง่ายมาก เสียงหัวเราะชวนขนหัวลุกเมื่อกี้ น่าจะเป็นเสียงแสดงความดีใจที่มีคนมาพบศพตัวเองของผู้รอดชีวิตคนนี้แน่ๆ” เขาสวมแว่นตลอดเวลา เขาจึงรู้ดีว่า เป้าหมายแห่งความแค้นของอีกฝ่ายนั้นคือตัวเขาเอง

            เจ้าตัวประหลาดเมื่อเห็นเฟิงปู้เจวี๋ยก็รีบรุดเข้ามา แล้วก็ทำปฏิกิริยาตอบสนองที่สองในทันที

            “อ๊าย ------” หญิงเหงาหงอยกรีดร้องขึ้นมาจากด้านหลัง

            ไม่ใช่แค่เหงาหงอยเท่านั้น แม้แต่โดดเดี่ยวก็ตกใจร้องเหมือนกัน ส่วนเสียงร้องของหวังทั่นจือนั้นอยู่ในลำคอไม่ได้เปล่งเสียงออกมา เขาตกใจจนหน้าซีด หัวใจแทบหยุดเต้นไปหลายวินาที มีแค่หลงอ้าวหมินเท่านั้นที่ยังดูปกติ แต่เหงื่อเขาก็ออกและขนก็ลุก กลืนน้ำลายอึกใหญ่อีกต่างหาก

             ท่อบริเวณกำแพงรอบๆ มีมือที่ผิวหนังเน่านับไม่ถ้วนยื่นออกมาจากความมืด เสียงครวญครางที่ดังก้องไปทั่วทางเดินน้ำ

            เหงาหงอยกลัวจนต้องก้าวถอยหลัง ปิดตาและสะบัดไม้กอล์ฟไปมั่ว โดดเดี่ยวพยายามที่จะเข้าไปหยุดเธอ แต่ก็เกือบโดนตีหลายครั้ง

            หวังทั่นจือตกใจจนแทบเอ๋อ ตาโตเบิกค้าง ไม่กล้าขยับตัวไปไหนเลย ถือมีดในมืดแน่นแล้วสั่นไปหมด ฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมา

            หลังจากนั้นไม่กี่วินาที หลงอ้าวหมินก็ตะโกนขึ้นมา : “มันเป็นแค่ภาพลวงตา! อย่าเพิ่งทำอะไร!” เขายังไม่ทันจะคิดวิเคราะห์อะไร ก็คิดขึ้นได้ว่ามือเหล่านี้เป็นแค่ภาพลวงตา เพราะมีมือบางส่วนที่ยื่นทะลุผ่านขาของเขาไป แต่เขากลับไม่มีความรู้สึกอะไรเลย

            “ต่อให้เป็นของจริง มันก็ทำอะไรเราไม่ได้!” หลงอ้าวหมินตะโกนบอก

            เหงาหงอยค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงมาได้บ้าง โดดเดี่ยวสามารถหยุดเธอได้แล้ว ถึงแม้ตัวเขาเองจะตกใจกลัวไม่แพ้กัน แต่เขาก็ยังค่อยๆ ปลอบประโลมเธอเบาๆ เพราะเห็นแฟนตัวเองตกใจจนจิตหลุด เขาเองก็ต้องตั้งสติไว้ เขาบอกตัวเองว่ามันเป็นแค่เกมเท่านั้น ต่อให้ตกใจก็แค่ชั่วคราว มันไม่ใช่เรื่องจริง

            ห่างออกไปประมาณสิบเมตร เฟิงปู้เจวี๋ยเดินเข้าไปหาเจ้าตัวประหลาดแบบสบายๆ ภาพและเสียงอันน่าสยดสยองเหล่านั้นไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย แม้ตาแต่ก็แทบไม่กะพริบ เขาถือไม้เบสบอลไว้ในมือ แถมยังขยับคอเล็กน้อย แสดงท่าทางที่พร้อมจะหวดไม้ออกไปทุกเมื่อ

            เจ้าตัวประหลาดเห็นว่าวิธีนี้ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ ก็เริ่มแสดงการตอบสนองในแบบที่สาม

            มันกลายร่างจากศพชายหนุ่มที่สวมเสื้อสกปรกกลายเป็นหญิงสาวแสนสวย ...... ที่ดูไปแล้วน่าจะมีอายุราวๆ 20 ปี สวมเสื้อสายเดี่ยวสีดำและกระโปรงสั้น ผมสีดำประบ่า ผิวขาวเนียนราวกับหิมะ เนินอกและร่องอกยื่นออกมาไม่น้อย ต้นขาโผล่ออกมาบ้างเล็กน้อย คิ้วที่พอดีและสวยงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เลย

            เฟิงปู้เจวี๋ยอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้ว เขาก็เก็บไม้เบสบอลเข้ากระเป๋าไป

            ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังทั้งหมดเมื่อเห็นสถานการณ์แบบนี้ ต่างเหมือนสายตาของพวกเขาถูกสะกดไว้ ถึงแม้ภายในใจของพวกเขาจะรู้ดีว่า ......

            “เกือบลืมแน่ะ ......” หลังจากที่เฟิงปู้เจวี๋ยเก็บไม้เบสบอลเข้ากระเป๋าไป ก็หยิบคีมหนีบออกมาจากกระเป๋าแทน “ในเมื่อเป็นรูปแบบของคน เลือกใช้อาวุธที่มีผลการโจมตี น่าจะฝึกเอาค่าทักษะมาได้ไม่น้อย” น้ำเสียงของเขาดูสบายๆ แล้วก็ใช้คีมหนีบทุบไปที่หัวของเจ้าตัวประหลาด

            ปึ่ก ปึ่ก ปึ่ก ......

            คีมหนีบทุบลงบนกะโหลกของตัวประหลาดครั้งแล้วครั้งเล่า เลือดสีดำไหลออกมา เห็นแล้วสยดสยองมาก  ขณะที่เฟิงปู้เจวี๋ยทำการกำจัดร่างของมันอยู่นั้น ร่างของมันก็กลับคืนเป็นศพสีเขียวแบบเดิม ภาพลวงรอบๆ ก็ค่อยๆ จางหายไป

            สี่คนด้านหลังยืนดูความร้ายกาจ ความเด็ดเดี่ยว การโจมตีอย่างไร้ปราณีของเฟิงปู้เจวี๋ยโดยที่ไม่พูดอะไรเลย ค่าความสยองของสามในห้าคนไม่สามารถสงบลงได้ เพราะพวกเขากำลังคิดเหลวไหลไม่มีทิศทาง ปัญหาหลักๆ ที่คิดนั้นก็คือ “เฟิงปู้เจวี๋ย” สามคำนี้มันมีวาระซ่อนเร้นอะไรอยู่หรือไม่ ......

            หลังจากที่กะโหลกศีรษะของมันถูกทำลายจนเละ เฟิงปู้เจวี๋ยก็ยื่นมือเข้าไปล้วงกระเป๋าเสื้อของมัน เขาพบกุญแจธาตุไม้แล้ว คำอธิบายเหมือนกับตอนที่เจอกุญแจธาตุไฟไม่มีผิด

            [สำเร็จภารกิจ อัพเดทภารกิจหลัก]

            หลังจากเก็บกุญแจแล้ว ช่องด้านข้างรายการภารกิจก็ติ้กเครื่องหมายถูก รายการภารกิจใหม่ก็ปรากฏออกมา : กลับไปที่ประตูปีศาจ แล้วฟื้นคืนผนึก]

            “สำเร็จ ไปเถอะ” เฟิงปู้เจวี๋ยหันกลับมาพูด

            “อืม ..... น้องเฟิ่ง ......” หลงอ้าวหมินพูด “นายรู้ได้ไงว่าเจ้านี่มันจะต้อง ...... โจมตีแบบนี้น่ะ?”

            “ตอนที่มันยืนขึ้นมาฉันก็รู้แล้ว” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “ยิ่งมือพวกนั้นยื่นออกมา ฉันยิ่งมั่นใจ มอนสเตอร์พวกนี้มันปรากฏขึ้นมาเพื่อทดสอบค่าความสยองของผู้เล่น หากผู้เล่นในทีมตกใจจนไม่กล้าเข้าใกล้ พวกภาพลวงก็จะยิ่งเพิ่มระดับสูงขึ้นอีก ต่อให้มีคนตกใจจนออฟไลน์ไปจริงๆ มันก็จะทำให้ผลประเมินที่ออกมาเลวร้ายที่สุดแน่นอน” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “ที่มันกลายร่างเป็นสาวงาม นั่นหมายความว่ามันหมดมุกแล้ว จึงจำเป็นต้องอาศัยความดึงดูดทางเพศเพื่อซื้อเวลาไว้” เขาลูบคาง “เดี๋ยวนะ ...... แล้วระบบรู้ได้ไงว่าเราเพศอะไร ถ้าเราเป็นเกย์หรือเป็นไบมันจะกลายเป็นอะไร ......”

            ชายโดดเดี่ยวกล่าวว่า : “ตอนที่นายใช้ ID  ล็อกอินเข้ามา มันต้องกรอกข้อมูลตรงนี้ละมั้ง?”

            “เป็นเพราะบริษัทมีข้อมูลของเรา ระบบก็จะ ‘รู้’ เลยเหรอ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยพึมพำ “โอเค เราต้องรีบกลับไปให้ทันเวลาแล้วค่อยว่ากัน”

            ..............

            ระหว่างทางที่กลับไป ทั้งห้าคนพยายามให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พวกเขาสัมผัสได้ว่า มันไม่น่าจะจบง่ายแบบนี้ ต่อให้ในท้ายที่สุด BOSS อย่างซามอยเดียร์จะไม่ปรากฏตัวหรือไม่สามารถปรากฏตัว มันก็น่าจะมี BOSS ของด่านสุดท้าย

            ในตอนนี้จะเลี่ยงไม่ให้ความมืดปกคลุมก่อนคงเป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยรับประกันได้ว่าไปถึงประตูใหญ่ได้ก่อนที่ BOSS จะถูกเสริมความแข็งแกร่งแน่นอน

            เป็นไปตามคาด เมื่อทั้งห้ายังอยู่ระหว่างทางบริเวณลานสนาม ความมืดก็เข้ามา นี่เป็นครั้งที่สี่นับตั้งแต่พวกเขาเข้ามาในด่าน นับตั้งแต่ความมืดปกคลุมสิบนาทีแรก พวกเขาอยู่ในด่านมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว

            ขณะที่ความมืดครั้งที่สี่ปรากฏ พวกเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมหายใจ เสียงพูด เสียงหัวเราะ เฟิงปู้เจวี๋ยรู้สึกว่ามันไม่ใช่ลางดีเลย ในเกมสยองขวัญแบบนี้ หากทำลายกฎเกณฑ์อะไรที่ต่างออกไป มันมักจะเกิดสถานการณ์ที่ย่ำแย่ตามมา

            หลังจากความมืดคืบคลานออกไปแล้วประมาณสามนาที พวกเขาก็มาถึงลานสนาม รอบนี้แม้แต่หลงอ้าวหมินยังหอบ หลังจากผ่านการกระโดดโลดเต้น ต่อสู้ เดินทางนานๆ ย้ายของ และอื่นๆ เกือบสองชั่วโมง ...... ค่าความแข็งแกร่งของทุกคนลดลงไปไม่น้อยเลย

            โดดเดี่ยวและเหงาหงอยเสียงค่าความแข็งแกร่งไปคนละสี่ร้อยกว่าแต้ม พวกเขามีเลเวลเจ็ดและหก คำนวณจากการฟื้นฟูการพักเป็นระยะ พวกเขามีค่าความแข็งแกร่งที่ใช้ได้อีกประมาณสองร้อยกว่าแต้ม หลงอ้าวหมินเสียพลังงานสูงสุด แค่ตอนที่เผชิญกับมอนสเตอร์ทารกแล้วใช้ [สายฟ้าพุ่งชน] ก็เสียค่าความแข็งแกร่งไปสามร้อยแล้ว บวกกับต่อสู้กับศพโชกเลือดที่ต้องต้านไว้ให้อยู่ รวมแล้วก็เกินเจ็ดร้อยแต้ม หากนับกันจริงๆ ก็ถือว่าน้อย เพราะการไม่แสดงคุณสมบัติ การวิ่งของเขาเสียพลังงานน้อยกว่าคนอื่นมาก การต่อสู้ก็ใช้เหตุผลเช่นเดียวกัน ระยะห่างสะสมไปเรื่อยๆ บวกกับค่าความแข็งแกร่งที่ได้รับการฟื้นฟู ตอนนี้เขายังเหลือพลังงานอีก 289/1000 ที่สามารถใช้ได้

            หากเทียบกับสามคนด้านบน เฟิงปู้เจวี๋ยกับหวังทั่นจือที่มีเลเวลห้า หากรวมการต่อสู้ ค่าความแข็งแกร่งยังสามารถเหลืออยู่สักสิบกว่าแต้มก็ถือว่ามหัศจรรย์มากแล้ว

            “ภารกิจอัพเดทแล้ว น่าจะใช้กุญแจได้แล้ว” หวังทั่นจือถอนหายใจเฮือกใหญ่

            เฟิงปู้เจวี๋ยเดินอยู่หน้าสุด อยู่ตรงกับปากประตู หยิบกุญแจสองดอกออกมา แล้ววางไว้บนมือใกล้กับประตู หลังผ่านไปสิบวินาที ก็ไม่มีอะไรตอบสนองเลย

            “ไม่ขยับเลย ......” หลงอ้าวหมินพูด “ทำไมไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยละ”

            “ไม่ ...... ฉันว่ามันต้องเกิดอะไรขึ้นแล้วแน่ๆ” เฟิงปู้เจวี๋ยกวาดสายตาไปไกล “พวกนายดูนั่นสิ”

            สนามแห่งนี้กว้างมาก สามารถมองไปรอบๆ ในระยะร้อยเมตร ในตอนนี้เอง ถนนทุกสายในเมือง ปรากฏมอนสเตอร์พุ่งมานับร้อยตัว พวกมันดูแปลกๆ แต่สามารถแบ่งได้เป็นสองประเภท : แบบโหดร้ายรุนแรง และ แบบลึกลับ

            พวกมันเดินมาอย่างช้าๆ พวกมันทำให้คนที่พบเห็นเกิดความรู้สึกที่สิ้นหวัง เมื่อความสิ้นหวังถูกปลดปล่อย จะก็แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว

            “มันเป็นไปได้ยังไง? เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?” ชายโดดเดี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงกังวลและสูงขึ้น “สถานการณ์ตอนนี้ตายสถานเดียวเลยไม่ต้องสงสัย”

            เฟิงปู้เจวี๋ยก็รู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าไม่น้อย เขาพูดว่า : “ซามอยเดียร์ไม่สามารถเข้าใกล้กุญแจหรือผนึกบานประตูได้เลย เขาไม่มีทางออกหน้ามาฆ่าเราแน่นอน เหล่ามอนสเตอร์อสูรก็ไม่อยากเข้าใกล้ที่นี่ พวกมันไม่กลัวกุญแจ แต่กลัวบานประตูนี้แน่นอน หรือจะเป็นไปได้ว่า ...... กลัวว่าจะต้องกลับไปยังดินแดนที่ข้ามมา ดังนั้นสนามกว้างขนาดนี้กลับไม่มีมอนสเตอร์อสูรอะไรแม้แต่ตัวเดียวเลย” เขาคิดจะใช้คำพูดเหล่านี้มาควบคุมสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าให้สงบลงก่อน “การที่พวกมันเข้ามาใกล้ที่นี่ เพราะมันไม่มีทางเลือก เราพยายามเข้าใกล้บริเวณประตูไว้ แล้วรอดูสถานการณ์ไปก่อน”

            “แล้วถ้าพวกมันไม่สนใจประตูปีศาจ แล้วพุ่งเข้ามาจะทำยังไงล่ะ?” หลงอ้าวหมินกล่าว

            “งั้นเราก็เข้าไปในประตู” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            “พี่เจวี๋ย ...... นั่นมัน ‘โลกอสูร’ นะ ! แล้วถ้าเข้าไปแล้วมันมีอสูรมากขึ้นทำไงล่ะ?” หวังทั่นจือกล่าว

            “ก็ไม่แน่นะ ฉันสงสัยว่าในประตูนั้นมันอาจจะเป็นห้องขังก็ได้ ตอนนี้นักโทษก็หนีออกมาหมดแล้ว มันอาจจะไม่มีอะไรในนั้นเลยก็ได้ อีกอย่าง ...... ตายที่ไหนก็ตายเหมือนกันแหละ” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “อย่างแย่ก็กลับไปที่จุดล็อกอินใหม่ก็เท่านั้น”

            ทั้งห้าคนถอยไปจนถึงปากประตู แผ่นหลังหันเข้ากับประตูปีศาจ สมองของเฟิงปู้เจวี๋ยยังคงประเมินเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบของด่านนี้ ..... เขาค่อนข้างที่จะโฟกัสคำของมอนสเตอร์ต้นไม้ที่ว่า “หมุนเวียน” เมืองที่ถูกเลือกให้แยกออกมา เคยผ่านอะไรยังไงมาก่อน? ไม่แน่หากสามารถไขปริศนาตรงนี้ได้อาจจะรู้ว่าจุดอ่อนของซามอยเดียร์นั้นคืออะไร หรืออาจจะพบวิธีฟื้นคืนผนึกนี้ก็ได้ ......

            ความคิดมากมายแล่นอยู่ในหัวของเขา แต่เวลาของเฟิงปู้เจวี๋ยเหลือไม่มากแล้ว ภายในใจของเขาคิดวนไปวนมาว่า : “อยู่นอกห้วงกระแสธารแห่งเวลา ..... ความมืดปรากฏทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ...... เสียงทุ้มต่ำที่หายไปท่ามกลางความมืด ......”

ความคิดเห็น