เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 31 คราปักษาเก็บเกี่ยวความทรงจำแห่งความสุข

ชื่อตอน : ตอนที่ 31 คราปักษาเก็บเกี่ยวความทรงจำแห่งความสุข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 241

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2561 20:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 31 คราปักษาเก็บเกี่ยวความทรงจำแห่งความสุข
แบบอักษร

​ตอนที่ 31 คราปักษาเก็บเกี่ยวความทรงจำแห่งความสุข

          ความทรงจำนั้นจู่ๆก็ปรากฏขึ้นอย่างมิคาดฝัน ความรู้สึกดีใจเสียใจที่ถูกกลบฝังในส่วนลึกจู่ๆก็งอกเงยเป็นต้นอ่อนและเติบโตเป็นต้นไทรอันมีกิ่งก้านกางแผ่ไพรศาล กระทั่งใบไม้สีทองบนต้นปลิดปลิวคราวกระทบสายลมที่พัดพาเบาๆ ลีโอน่าลืมตาและหลุบต่ำโดยพลัน นักไวโอลินสาวขี้เหงา นางรู้ตัวว่าตนเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ยังเด็ก กระนั้นพอโตเป็นผู้ใหญ่จึงรู้ว่าโลกนี้มีอะไรอีกมากมาย ความรู้สึกเก่าคร่ำครึจางหายไปแทนที่ด้วยสิ่งแปลกใหม่ บทเพลงทำนองใหม่ๆและเพื่อนมิตรสหายใหม่

          คำว่าเก่านั้นอาศัยอยู่ข้างในความทรงจำ ตลอดเวลาที่นางก้าวไปข้างหน้าความทรงจำเก่าๆจะค่อยๆถอยห่างไปข้างหลัง ถ้าหากนางมิคิดเหลียวกลับไปมองมัน ลีโอน่ามิรู้เช่นกันว่าอดีตที่ผ่านมานางมีความสุข สนุกสนามมากเท่าไหร่

          หยดน้ำตาในคืนที่นางสูญเสียผู้ร่วมทางอันเป็นที่รักยิ่ง เสียงหัวเราะของตัวตลกที่เดินผ่านไหล่ ลีโอน่ามิอาจลืมเลือนสิ่งเหล่านี้ กระนั้นมันก็มีชีวิตอยู่แค่พื้นที่ของความทรงจำเท่านั้น เรื่องราวผจญภัย อาหารมื้อเช้าแสนจืดชืด แม่แมวคลอดลูกแม่บนหลังคา ภาพนับพันเสมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นพัดปลิวไสวผ่านตัวนาง พริบตาที่จำมันได้ และพริบตาที่ลืมมันทันทีทันใด

          ความผูกผันมิอาจตัดขาดด้วยคำว่าตลอดกาล คงมีสักวันเช่นกันที่ลีโอน่าจัก…หวนคืนสถานที่แห่งนั้น

          กลับสู่จุดเริ่มต้นเพื่อทบทวนว่านางนั้นแท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่…

          “ยินดีต้อนรับกลับค่ะ คุณแคโรไลน์ ลีโอน่า”

          ดวงตาลีโอน่าสั่นกะพริบๆ นางลืมว่าตนเองมีนิสัยชอบเหม่อลอย วิญญาณชอบหลุดจากร่าง นักไวโอลินสาวพลั่งรู้สึกตื่นตัวเมื่อเท้าก้าวผ่านประตูบ้านเด็กกำพร้า ตอนนี้นางพักอาศัยที่นี้ มีเพื่อนร่วมทางตัวกระจิ๋วและอ้วนอวบ ลีโอน่าสัมผัสถึงความอบอุ่นของทุกคน หญิงสาวดึงผ้าพันคอและเผยยิ้มนวลให้โจลี่ ผู้ช่วยสาวกำลังรับมือเด็กๆที่เกาะแข้งเกาะขาปานลูกโคอาล่า สีหน้าโจลี่ซีดเผือกเจือแววจนปัญญาสี่ส่วน แคโรไลน์มือประครองแก้มเอียงคอถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย “พวกเด็กๆเป็นอะไรหรือ”

          “คือว่า”โจลี่จักอธิบาย แต่เสียงจูเลียดังขึ้นก่อน “อาจารย์แคโรไลน์!!”

          ฉับพลันความโกลาหลบังเกิด กลุ่มเด็กสาวจูเลียวิ่งทะยานเข้าสวมกอดแคโรไลน์ ไม่รู้เจอสิ่งใดน่ากลัวมาหน่อถึงได้ตื่นตกใจจนเสียกิริยามารยาทสตรีปานนี้ “โอ้ๆมีอะไรกันจ๊ะ”แคโรไลน์ลูบศีรษะปลอบประโลมเจ้าพวกตัวเล็กน่าสงสาร โจลี่ยิ้มแห้งแล้งคราวหันไปมองที่ประตูหลัง ไม่นานเมรัยตัวต้นเหตุก็วิ่งตามมาติดๆ “อย่าพึ่งฟ้องอะไรทั้งนั้น!”

          “พี่เมรัยแกล้งเรา แง่ๆ”

          จูเลียและพรรคพวกรวมใจกันร้องไห้กระซิกๆเนื่องด้วยอายุเยาว์วัยและสีหน้าน่าเอ็นดูเหมือนลูกหมาโดนเหยียบหางทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฝ่ายไหนคือผู้ถูกกระทำ เมรัยวิ่งๆกลิ้งๆมาหยุดเบื้องหน้าแคโรไลน์ ครั้นแบมือพยายามอธิบายด้วยความร้อนรนดุจไฟเผาหาง “ข้า” หมอผีน้อยโพล่งเสียงดัง กระนั้นสันดานเมรัยมิชอบให้ตนเองโกหกเท่าไหร่นัก จึงตอบตามความจริง ความจริงอ้อมๆ

          “ผีบีบคอหนู มันบังคับให้หนูเล่า…”พูดเสร็จกลัวมิมีใครเชื่อจึงแสดงท่าทางประกอบ เอามือบีบคอตนเอง

          “…”

          “…”ดวงตานับสิบจังจ้อง เมรัยเหงื่อแตกพลั่ง

          “จริงนะ..”เมรัยปากสั่นตาลายจวบจนตระหนกถึงแววตาแคโรไลน์ที่ทอแสงสุกสกาประหนึ่งนางฟ้า

          หลังจากนั้นเมรัยก็โดนแคโรไลน์อุ้มไปตีก้นที่สวน เสียงโบยด้วยฝ่ามือผู้ดูแลสร้างความหวาดผวาให้สตรีขวัญอ่อน ไม่เว้นพวกจูเลียที่ยืนมองเมรัยถูกตีจนก้นแดง “อิไต..”เมรัยน้ำตานอง นางมิรู้ควรดีใจหรือร้องไห้ดีเมื่อคิดถึงเรื่องลงโทษของแคโรไลน์ แม่วัวสาวมิชอบทำอะไรเด็ดขาด จัดการครั้งเดียวให้อยู่หมัดเหมือนบาเบลร่า แคโรไลน์ชอบตีเบาๆและเก็บบทลงใหญ่ไว้ทีหลัง ยามลับหลังเด็กๆเวลาที่ไม่มีใครยืนดู เวลาที่แม่วัวสาวจับผู้ร้ายลากเข้าห้องและปิดประตูขังนั้นคือเวลาลงโทษแท้จริง ที่ตีๆตอนนี้แค่การแสดงให้ทุกคนตระหนกเกรงกลัวมิกล้าทำเป็นเยี่ยงอย่าง

          ทำไมไม่ตีให้ขาข้าหักเหมือนพี่บาเบลร่านะ ทำไมต้องเก็บข้าไว้จัดการตอนอยู่บนเตียงด้วย

          “คิกๆ”จูเลียลอบแสยะยิ้มอย่างผู้มีชัย เสียงแอบหัวเราะปานปีศาจน้อย ใครใช้ให้พี่เมรัยเล่าเรื่องผีทำให้พวกนางกลัว สมควรแล้วที่ต้องโดนอาจารย์แคโรไลน์ลงโทษ สมน้ำหน้า

          เรื่องผีเมื่อตอนกลางวัน พวกจูเลียฟังจบแล้วให้หวาดกลัวมิน้อย เพราะด้วยน้ำเสียงแสนสะพรึงปานประหนึ่งผู้เล่าเป็นผีเช่นกัน ขับให้เรื่องเล่ามีความลี้ลับ ความพิศวงที่มิอาจปฏิเสธด้วยความกล้า ความกลัวเล็กๆผุดงอกเงยในใจพวกเด็กๆกลุ่มจูเลีย พวกนางตื่นเต้นและพรั่นพรึงในคราวเดียว แม้พวกนางมิอยากฟังต่อแต่ต้องยอมแพ้ภัยความอยากรู้อยากลอง ยอมเอ่ยปากขอให้เมรัยเล่าอีก เล่าอีก เพื่อหวังให้ตอนจบของเรื่องผีไปจากบ้านเด็กกำพร้า กระนั้นเมรัยนึกสนุกมิยอมเล่าให้เรื่องจบอย่างที่เด็กๆหนูๆผู้น่าถีบหวัง หมอผีน้อยไม่เพียงทำให้ตอนจบน่าจดจำ คุณผีโดนแสงแดดเผาตาย แต่เล่าให้ตอนจบเป็นว่า “ไม่นานหลังจากนี้ที่บ้านเด็กกำพร้าลิเทอท์แอน์จะกลายเป็นบ้านผีสิงผีทุกตนในบ้านจักมาอยู่ที่นี้ ฮาๆ”

          เรียบร้อย..

          “บ้านนี้มีผีจริงๆนะ..”เมรัยถูกปล่อยเป็นอิสระ กระนั้นมิวายยังคงกระซิบข้างหูจูเลีย พร้อมตบท้ายว่าคืนนี้พวกนางโดนหลอกแน่

          ข้านี้แหละจะไปหลอก… เมรัยยักยิ้มกอดอก ขาสั่นระริกๆ

          “อาจารย์แคโรไลน์”ความฉลาดของจูลียสอนให้นางรู้ว่าหากตัวเองสู้ไม่ได้ก็ต้องขอแรงผู้ใหญ่ เด็กสาวอายุสิบสองหลบหลังแม่วัวสาวพยายามอาศัยร่างใหญ่ยักษ์หลบกำบังหมอผีผู้ชั่วร้าย ความจริงจูเลียเชื่อเรื่องผีที่เมรัยเล่าสี่ถึงห้าส่วน และเพราะเช่นนั้นนางจึงโกรธเมรัยที่เล่าเรื่องผีให้ฟัง

          เด็กสาวหวั่นไหวแน่แท้ คืนนี้มิรู้จักโดนผีกระชากขาลงใต้เตียงรึเปล่า

          “ฮาๆเจ้าโดนแน่!พวกมันจักถอดกางเกงในเจ้า พาเจ้าไปงานเลี้ยงเต้นรำ พวกมันจะจับเจ้าแต่งงานกับผีแม่ม่ายด้วย”เมรัยหัวเราะชี้นิ้วใส่หน้าจูเลียอย่างไม่กลัวตาย เพราะอย่างไรซะคืนนี้ตนโดนพี่แคโรไลน์เชือดแน่ ไหนๆก็ต้องตาย ขอแกล้งจูเลียให้หลอนผวาไปทั้งคืนเลยละกัน ฮาๆ ความคิดนี้จะมีได้ก็ต่อเมื่อเจ้าตัวยอมรับความตายที่จะตามมาทีหลังในไม่ช้า…หัวเราะทั้งน้ำตาแห่งความเศร้า..จบแล้วชีวิต..

          ลีโอน่ายืนแผ่วหัวเราะ นางไม่ชอบความวุ่นวาย กระนั้นเรื่องบางเรื่องก็ให้ตลกขบขันจนมิอาจรักษารอยยิ้มสง่างาม

          “กระซิกๆ”ในสวนบ้านเด็กกำพร้ามีเสียงหัวร่ออย่างคนบ้า เสียงร้องไห้เหมือนลูกกระต่ายถูกกลั่งแกล้ง ผู้อาวุโสอย่างแคโรไลน์ถึงกับต้องถอนหายใจเฮือก นางยืนข้างฝั่งจูเลีย เด็กๆของนาง ส่วนฝั่งเมรัยนั้นโดดเดี่ยวเดียวดาย ท่าทางนางเหมือนปีศาจร้ายที่กำลังจะจบชีวิตด้วยทนพิษบาดแผลไม่ไหว บรรยากาศหรรษาราวบทละครบนเวทีที่ดำเนินถึงตอนจบ และระหว่างที่เรื่องราวใกล้ยุติ

          “เดินระวังๆนะเรไร”

          “อ อืม”

          สุ้มเสียงแหบพร่ามีแววไพเราะและสวยงามประหนึ่งดวงเดือนบนท้องฟ้ารัตติกาล แสงจันทร์สาดส่องตกกระทบเรือนผมสีเงินขับให้เรือนเกศาส่องสลัวเรืองราง นารีพยุงเรไรเดินเข้ามาในสวน ดวงดาวน้อยจับสะโพกปักษาน้อยอย่างทะนุถนอมราวมณีแก้วตา อุ้งมือเรไรจับแขนนารีพยายามทรงตัวมิให้ล้มไถล ยามนี้ร่างกายนางมีแรงสี่ส่วน ยากแก่การเดินเหมือนคนปกติ

          เรไรเงยหน้ามองทุกคน สีหน้าซีดขาวราวปุยหิมะทำให้แต่ละผู้สงสาร ปักษาน้อยมิรู้ทำไมจู่ๆทุกคนถึงเงียบคราวเจอนาง ความอายปรากฏบนใบหน้าน่ารัก แถบสีชมพูระเรื่อระบายใต้ม่านตากลมดั่งดวงตะวัน ปักษาน้อยอึดอัดมิรู้ตนโผล่ผิดเวลาหรือไม่

          “เรไร..”

          ปักษาน้อยแววยินเสียงสั่นเทิ้มจึงแหงนหน้าสบตาหมอผีน้อย เมรัยและเรไรเหมือนถูกสาปเป็นหิน ความรู้สึกแรกของเรไรเมื่อเห็นเมรัยคือความรู้สึกผิด น้อยใจ และหงุดหงิดหนึ่งส่วน เรไรสะบัดหางตาหลบเมรัย ปักษาน้อยโทษตนเองที่มิอาจทำให้ทุกคนสบายใจ ชอบทำให้นารีและเมรัยเป็นห่วงกังวล นางคิดถึงแต่ตนเองและทำร้ายตนเองจนมีสภาพอ่อนแอเช่นยามนี้ สมควรแล้วที่เมรัยจะผิดหวัง สมควรที่หมอผีน้อยจะโกรธ

          เรไรคิดเช่นนั้น ฝีปากเม้นอย่างอดสู ตนเองทำให้ผู้อื่นร้อนใจจะไม่ให้ผู้อื่นโกรธได้เช่นไร

          “ขอ..”คำขอโทษยังมิเอ่ย สมองพลันขาวโพลนเมื่อสัมผัสถึงความร้อนระอุที่หลอมละลายใต้จมูก

          ฟุบ จูบที่นางมิทันตั้งตัวเตรียมใจ รสนุ่มลึกหอมหวานที่นางมิคิดว่าจักได้รับอีกครั้ง เรไรหลับตาท่อนแขนน่องขาอ่อนยวบ กายระทวยนุ่มนิ่ม ปักษาน้อยปล่อยให้ร่างเบาบางราวตุ๊กตาแอบอิงร่างอ้วนพุงบาน เมรัยไม่สนสายตาใคร ตั้งแต่แวบแรกที่นางเห็นเรไรเกาะนารี หัวใจของนางก็ผลักดันให้นางกระทำการอุกอาจน่าไม่อาย เมรัยมิใช่คนเข้มแข็ง หัวใจนางอ่อนแอและมีรอยร้าวมากมาย นางทนรับเรื่องสะเทือนใจใดๆไม่ไหวอีกแล้ว แม้ภายนอกแลดูมีความสุข กระนั้นทุกวินาทีที่รู้ว่าคนรักต้องนอนโทรมไร้สติบนเตียง นางเจ็บปวดมากเกินจะห้ามมิให้มือสั่นเทา

          “อือ”

          ท่ามกลางดวงตาสิบกว่าคู่ แขนเมรัยโอบรัดเอวเรไร มือซ้ายวางลงบนตำแหน่งกลีบก้นพลางบีบเค้นด้วยแรงมหาศาล มือขวากอดท่อนบนพยุงมิให้เรไรล้มหงายหลัง เมรัยกดจูบเรไรด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นไร้ทางระบายตลอดสองวัน ในโพรงปากหอมละมุนมีปลายลิ้นสอดแทรกแฝงด้วยความห่วงใยรุนแรง ความกลัวที่มิอาจขมกลั้นได้อีก เมรัยยังอยู่ระหว่างผู้มีความหวังและผู้สิ้นหวัง ลึกๆในใจนางกลัวเหลือเกินว่าคืนนี้ตนจะไม่มีชีวิตพบหน้าเรไรอีกแล้ว เมื่อคิดว่าตนกำลังจะโดนลงโทษจนสิ้นใจ ไม่มีโอกาสเห็นเรไรฟื้นอีกแล้ว ความกลัวมันน่ากลัวนะ กลัวว่าหากเรไรฟื้นแล้วมิเห็นเมรัย ปักษาน้อยจะรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต

          เพราะอย่างนั้นขอแค่ตอนนี้ ขอให้เมรัยสัมผัสร่างกายเรไร ขอให้รับรู้ถึงความอบอุ่นเย็นๆของหัวใจดวงนี้ ขอให้เรไรบอกว่าไม่เป็นไร

          “ไม่เป็นไรแล้ว ไม่ห่วงนะ”

          ตุบ เรไรหมดแรงยืนพลันเข่าพับ เมรัยหมดแรงพยุงเช่นกัน ทั้งสองจึงล้มนั่งแปะพื้น นารีที่ยืนมองข้างๆอดถอนหายใจมิได้ ดวงดาวน้อยตบบ่าเมรัยบอกด้วยเสียงอ่อนโยนประหนึ่งมารดา เมรัยยินแล้วมิสามารถกลั้นน้ำตาอีกต่อไป หยาดน้ำตาอุ่นหลั่งรินหยดลงบนพวงแก้มเนียนนุ่ม เรไรสติพร่ามัวนางไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตนรู้สึกเช่นไร เจ็บก้นหรือ เศร้าหรือ น้อยใจหรือ มิใช่ นางรู้สึกว่าตอนนี้หัวพองโตจนจะระเบิด หลับตาแล้วพลันยินเสียงหัวใจเต้นตึกตัก

          “เจ็บนะ..”

          เรไรเบือนหนีดวงตามีไอหมอกกรุ่นไอรักอบอวล นางทั้งเจ็บทั้งอาย เหลียวมองเด็กๆ แคโรไลน์ และลีโอน่า ทุกคนมองนางและเมรัยด้วยความรู้สึกเขินๆ เรไรอับอายคิดว่าเป็นเช่นนี้ต่อไปนางจะมีหน้ามองทุกคนหรือไร เมรัยคนบ้า

          คำบ่นกระเซ้ามิเข้าหูเมรัย หมอผีน้อยก้มหน้าซุกอกเรไร แขนกอดกระชับปักษาน้อยโดยมิผ่อนแรงลง นารีและเรไรถอนหายใจ มิรู้ว่าใครกันแน่ที่ป่วยจนต้องรักษา

          เมรัยลืมตัวเป็นนานกระทั่งนางเงยหน้ามองเรไร สีหน้าแววตามีความสุข ขอบตาแดงมีหยดคราบน้ำตา เรไรเป่าลมฟู่ นารีช่วยประครองคนทั้งสองยืน หลังจากนั้นก็ดุเมรัยสองสามประโยค สถานการณ์คลี่คลายทุกคนต่างยินดีกับการฟื้นของเรไร เมรัยใช้โอกาสอันน่ายินดีขอร้องแคโรไลน์ผ่อนปรนโทษที่ต้องรับ แม่วัวสาวคลี่ยิ้มมือลูบแก้มเมรัย ดึงสองที บอกคืนนี้ปล่อยเมรัยไปก่อน

          เพราะเรไรฟื้นแล้ว ทุกคนจึงโล่งอก เมรัยดีใจยิ่งนักที่คนรักฟื้นทันเวลา สบจังหวะให้นางรอดตายฉิวเฉียด

          “เมรัยคนบ้า…”เรไรนั่งข้างๆนารี พลางเหลือบเห็นรอยยิ้มน้อยๆใต้ดวงตาดวงดาวน้อย พลันใบหน้าปักษาน้อยที่พึ่งหายแดงแล้วก็แดงระเรื่ออีกครั้ง “///”รีบเบือนหน้าหนีโดนพลัน นารีกลั้วหัวเราะเจ้าเล่ห์ เป็นดังที่นางคิดไม่มีผิด เมื่อครู่เมรัยต้องจูบเรไรแน่นอน นารีรู้ว่าต้องเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นก่อนที่เมรัยจะทำ “โดนเจ้าชิงจูบไปก่อนแล้วสินะ ร้ายกาจมิเลวท่านฮ่องเต้หญิงน้อย” เมรัยค้อนให้นารี ถึงว่าเมื่อครู่จูบเรไรถึงมีกลิ่นนารีซ่อนเร้นห้าส่วน…

          --

ท่วงทำนองสายฝนโปรยปราย ณ เมืองแบลดแอน์ ค่ำคืนนี้มีบรรยากาศหนาวเย็นปกคลุมทุกหนแห่ง กระนั้นในความมืดย่อมมีแสงสว่าง ท่ามกลางความโหดร้ายย่อมมีความอ่อนโยนแอบแฝงดั่งเช่นมุมหนึ่งของนครแห่งเสียงดนตรี ห้องพักขนาดปานกลางมีเตียง โต๊ะ และเก้าอี้นั่งไร้ที่พิงหลัง ในห้องอันมืดสลัวมีแสงเปลวเทียนริบหรี่ ส่องให้เห็นสาวน้อยนอนเอนกายใต้ผ้าห่มลายดอกไม้ คราวประกายไฟเล็กๆแตะสะกิดม่านตา ไม่นานโซฟีก็ฟื้นอย่างสะลึมสะลือ

          สิ่งแรกที่นางทำคือเสาะหาตุ๊กตาเพื่อนรัก อุ้งมือจิ๋วคืบคลานสะเปะสะปะโดยที่เจ้าตัวยังหลับตา

          ควานทั่วสารทิศกระนั้นมิเจอตุ๊กตา ความเคยชินทำให้นางตกใจ ดวงตาสองสีลืมขึ้นช้าด้วยความทรมานและหนักอึ้ง

          “…”

          ความกลัวมาก่อนความเจ็บปวด โซฟียันเอวพยายามสอดสายตารอบเตียง มือไม้ปัดแกว่งทุบๆคลำหาตุ๊กตาแมว สีหน้าสาวน้อยแลแตกตื่น ลนลาน ไร้เรี่ยวแรง ทว่านางเสาะหาของสำคัญอย่างไม่ลดละความมุนานะ หาเป็นนานกลับไร้วี่แวว โซฟีอยากร้องไห้ แคนดี้โดนหมาคาบไปแล้วหรือ

          “หาคุณตุ๊กตุ่นหรือ”

          เส้นเสียงไพเราะคลับคล้ายเสียงปีศาจร้ายดังกังวานท่ามกลางความสับสน แรงสั่นไหวของเสียงพิศวงแผ่กระจายเป็นวงกว้างกระทั่งผิวน้ำยังสั่นสะท้อน เปลวเทียนสั่นสะเทือน โซฟีเงยหน้าและพบว่าข้างเตียงมีสาวน้อยเล่อโฉมนั่งอยู่ใกล้ๆ สาวน้อยผู้มีเรือนเกศาสีม่วงอมดำยาวสละสลวยจรดพื้นพรมขนสัตว์ ดวงตาแห่งแม่มดมีสีแดงเรืองรางผสมสีม่วงแพรวพราว มันช่างสวยงามราวมณีต้องสาป ภายในนั้นแฝงด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ไร้เดียงสาประหนึ่งทารก และลึกล้ำราวเขาวงกตสลับซับซ้อน แพรพรรณ เครื่องประทิมโฉม เครื่องประดับประดับทั่วกายมี สร้อยคอ ตุ่มหู และป้ายหยกแปะหน้าผาก อาภรณ์สำหรับผู้เยาว์มีกระโปรงลูกไม้และผ้าคลุมไหล่ แต่ละส่วนมีความประณีตเสมือนผลงานชิ้นเอก ทั่วกายสาวน้อยแลสูงส่ง ไม่เว้นความรู้สึกรอบกายที่มิด้อยกว่าเครื่องประดับราคาแพงเท่าปราสาทราชาแห่งแคว้น

          อ้อมกอดนางมีตุ๊กตาแมวแคนดี้ ยามนี้มันกำลังถูกสาวน้อยปริศนาเล่นอย่างเบื่อหน่าย

          “..อ เอาคืนมา”โซฟีไม่มีแรงแม้แต่จักเอ่ยปาก แต่ครั้นเห็นของรักตกอยู่ในมือผู้อื่น นางมิชั่งใจปล่อยให้ตนเองฝืนคลานและยื่นมือหมายคว้า

          “ระวังเจ้าพึ่งฟื้น อย่าทำเช่นนี้”เด็กหนุ่มที่พึ่งมาถึงห้องเห็นสาวน้อยบนเตียงตื่นตระหนก เขาจึงรีบเข้าช่วยพยุงนางทันทีอย่างใส่ใจ อีซีโอมิกล้าแตะตัวสตรีเพราะกลัวทำอีกฝ่ายเจ็บ เขาใช้แรงสองส่วนพยายามบังโซฟีมิให้สาวน้อยตกเตียงหัวทิ่ม กระนั้นโซฟีไม่สนใจอีซีโอ ดวงตานางจับจ้องตุ๊กตาแมว สีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวทำให้เด็กหนุ่มละอายใจ หันไปดุพี่สาว “ส่งคืนนาง”

          “ดุยังกะเสือ”สาวน้อยปริศนาหรือพี่สาวอีซีโอ อมีตี้ตอบหน้าตาย นางส่งตุ๊กตาคืนโซฟี ครั้นโซฟีรับตุ๊กตาแมวคืนก็นำมันมากอดซุกอก นางถอยกระดืบตัวชิดขอบเตียงแสวงหาพื้นที่มืดมิดพลางใช้อำพรางหลบซ่อน ท่าทางอ่อนแอน่าสงสารเหมือนเด็กพึ่งถูกรุมรังแก อีซีโอถอนหายใจพลางค้อนพี่สาวอมีตี้อย่างโกรธเคือง พี่สาวนิสัยใจดียักคิ้วล้อเลียน นางมิเก็บกิริยาก้าวร้าวเหมือนักเลงของน้องชายมาใส่ใจ ปกตินางมิเห็นหัวอีซีโอในสายตาอยู่แล้ว

          แสงเทียนส่ายพลิ้ว เงาสีดำสั่นวูบวาบ

          โซฟีมีเวลาให้ครุ่นคิดถึงสถานการณ์ตอนนี้ นางจำได้รางๆว่าก่อนสลบนางพึ่งต่อสู้กับสาวน้อยผู้ใช้น้ำแข็ง พวกนางสู้กันอย่างดุเดือดกระทั่งตอนท้ายนางเป็นฝ่ายชนะ โซฟีใคร่ระลึกว่าตนเองมิอาจรักษาสติจึงสลบก่อนถึงที่พัก นางไม่สนควรนอนบนเตียง แต่ทำไม

          โซฟีเจ็บศีรษะมิอาจนึกย้อนความคิด มือกุมหัวสีหน้าซีดขาวด้วยความอ่อนล้า นางก้มมองตุ๊กตาแมวและมองเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยม พลันเหลียวมองพวกอีซีโอ

          ความรู้สึกว่างเปล่าที่ท่อนบนและความนุ่มลื่นไหลใต้สะดือ ทันใดนั้นโซฟีหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก อีซีโออ่านความคิดโซฟีพลันเขาผงะรีบแก้ตัวอย่างตะกุตะกะ “ข้าให้สาวใช้เปลี่ยนเสื้อให้เจ้า”

          “แต่ตอนนางเปลี่ยนเสื้อ เจ้ายืนดูห่างๆมิใช่หรือ”

          “ไม่ใช่!”เด็กหนุ่มอยากถีบพี่สาวออกนอกหน้าต่าง อีซีโอเหลือบมองโซฟีอย่างกระอักกระอ่วน ความอายสีแดงระเรื่อระบายทั่วใบหน้ารุกล้ำถึงใบหูและทั่วต้นคอ เมื่อครู่โซฟีเกือบวางใจลงมิคิดมาก แต่เพราะคำพูดอมีตี้ นางจึงรีบเก็บหัวใจทันที สมองระเบิดบึ้ม  

          ข เขาเห็นหรือ ตอนนางใส่ชุดวันเกิด…

          “ไม่ใช่!เจ้าอย่าพึ่งเข้าใจผิด คำพูดนางเชื่อถือมิได้”อีซีโอพยายามแสดงความบริสุทธิ์ในท่วงท่าสง่างาม และคงเพราะสีหน้ามีแววรู้สึกผิดและไม่อยากให้โซฟีกลัวอีซีโอ สาวน้อยในชุดนอนบางๆจึงจ้องเขม่นเด็กหนุ่มสักพัก และแอบมองพี่สาวเขา พอใคร่ครวญดีๆแล้ว นางไม่เชื่อใครทั้งนั้น!!

          ตัดสินใจมุดใต้ผ้าแปลงกายเป็นเต่าหลบหนีจากพวกอีซีโอ

          “..”ไร้วาจาจักเอ่ย เด็กหนุ่มกำหมัดอยากต่อยพี่สาวที่อายุมากกว่าเขามิกี่ปี อีซีโอกัดฟันกรอด ปกติโซฟีขี้กลัวขี้ระแวงอยู่แล้ว ยามนี้พอเจอเรื่องเช่นนี้เพิ่มอีก มีหวังนางไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้อีกแน่ ความพยายามตลอดเวลาที่เฝ้าทำมาเป็นอันสูญเปล่า ความผิดพลาดภายในช่วงพริบตา เพราะ เพราะนางปีศาจนี้

          “หึหึๆ”อมีตี้ไม่รู้สึกผิดแถมยังหัวเราะเยาะเย้ยด้วยใบหน้าสะใจอีกด้วย เวลาได้กวนประสาทน้องชายนี้ช่างสนุกเหลือเกิน

          “ไสหัวไป”

          เขาคิดผิดมหันต์ที่ร้องขอความช่วยเหลือจากพี่สาว ถ้ารู้ว่าจักลงเอยอย่างเลวร้าย คราวหลังอีซีโอจักเรียกใช้หมอประจำตระกูล ไม่มีเรียกพี่สาวอีกแล้ว

          “เชิญเจ้าจ้องจะเขมือบนางต่อไปเถอะ ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทำเหมือนในหนังโป๊ที่เจ้าอ่านหรือไม่ ทำกับนาง”

          “ปิดปากเดี๋ยวนี้!”

          ไม่รอให้ประโยคชั่วร้ายที่เปี่ยมด้วยเจตนาทำลายภาพลักษณ์อีซีโอออกจากปากอมีตี้อีก อีซีโอคว้าตัวพร้อมอุ้มปีกพี่สาวตัวน้อยโยนออกนอกห้องเหมือโยนขยะเน่า เขาปิดประตูและลงกลอนแน่น อีซีโอลอบมองเนินภูเขาบนเตียง เด็กหนุ่มระบายลมหายใจและลากเก้าอี้มานั่ง เขาทิ้งระยะห่างพอสงควร ไม่รู้จักเริ่มพูดกับโซฟีอย่างไรจึงตัดสินใจเล่าเรื่องในช่วงที่นางสลบให้นางฟัง เริ่มจากในคืนที่โซฟีปะทะกับเป้าหมายพวกเมรัย อีซีโอจับตามองการต่อสู้ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่ช่วยโซฟีก็เพราะรู้นิสัยนาง โซฟีมิชอบให้ใครยุ่งเรื่องของนาง เวลาทำงานชอบทำคนเดี่ยว นางจักโมโหมากถ้าเขาสอดมือยุ่ง

          ดังนั้นอีซีโอจึงต้องกลั้นใจดูในฐานะคนนอก ครั้งเห็นโซฟีเอาชนะได้ย่อมดีใจ แต่ว่าก็เสียใจทันทีเมื่อรู้ว่าการต่อสู้สร้างบาดแผลให้โซฟีไม่น้อย ร่างกายนางอ่อนแอเหมือนลูกแมวตากฝน คนที่ช่วยโซฟีตอนนางสลบคือเขา เขาไม่ใช่หมอจึงเขียนจดหมายเรียกพี่สาวที่รู้วิชาแพทย์มาช่วยรักษาโซฟี เนื่องด้วยพี่สาวพักที่เมืองใกล้ๆจึงสะดวกรวดเร็วกว่าเรียกใช้หมอประตระกูล คนดูแลโซฟีในช่วงสองวันนี้คืออมีตี้และสาวใช้อีกคน

          อีซีโอยืนยันอย่างหนักแน่นพร้อมสาบานว่าเขามิได้แอบดูโซฟีตอนเปลี่ยนเสื้อผ้า อมีตี้ชอบเพ้อเจ้อ โซฟีมิควรจดจำวาจาอมีตี้  

          หลังจบเรื่องเล่า อีซีโอไม่หวังให้โซฟีคลายใจเรื่องของเขา กระนั้นขอให้นางอย่าหลบหน้าเขา เด็กหนุ่มไม่พูดสิ่งนี้ได้แต่หวังลึกๆในใจว่านางจักเข้าใจ

          “…”โซฟีโผล่หัวเหมือนเต่า ชะโงกศีรษะน้อยๆที่ใบหน้าน่ารักยังมีสีชมพูระเรื่อราวลูกท้อ นางไม่ใช่มิรู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้ แม้ทั้งคู่ไม่ค่อยคุยกันนัก กระนั้นโซฟีรู้ว่าอีซีโอให้เกียรติตนมาก มากกว่าผู้ชายคนอื่น เขามักวางตัวในระยะที่ไม่ห่างเหินและใกล้ชิดเกินไป ทุกการกระทำล้วนคำนึงถึงความคิดความรู้สึกนางเป็นอันดับแรก เรียกเขาเอาใจใส่นางดีที่สุด ตั้งแต่เกิดโซฟีไม่เคยได้รับความอ่อนโยนและเกียรติเช่นนี้ ขนมที่เขาเอามาฝากบ่อยๆก็อร่อยมาก  

          นางอยากบอกอะไรเขาสักอย่าง แต่ไม่รู้จะบอกอะไรจึงปิดปากเงียบสนิท นางเขิน

          “อือ”เสียงตอบน่าหยิกเบาๆเหมือนสัตว์น้อยที่เริ่มมีความใกล้ชิดเจ้าของ ได้ยินแค่นี้อีซีโอก็โล่งอก

          คิดว่านางคงเข้าใจ ไม่รังเกียจเขาแล้วกระมัง

          “เจ้าพึ่งฟื้นอย่าขยับร่างกายมาก ข้าสั่งให้สาวใช้ให้คอยรับใช้และดูแลเจ้าตลอดเวลา หากต้องการสิ่งใดก็บอกนาง”คราวสบโอกาสที่โซฟียังอึ้งค้าง อีซีโอรีบพูดเรื่องอื่นๆต่ออีกหน่อย เขาเตรียมสาวใช้ให้โซฟีคนหนึ่ง ในช่วงนี้สุขภาพโซฟีอ่อนแอเกินกว่าทำอันใดเพียงลำพัก ดังนั้นหากมีคนอยู่ช่วยข้างกายถือเป็นการดีสำหรับนาง ความจริงอีซีโออยากดูแลโซฟีด้วยตัวเขาเอง แต่ตอนนี้สถานะทั้งสองยังมิอาจเรียกว่าเหมาะสม เด็กหนุ่มจึงต้องทำเช่นนี้ รอให้นางเปิดใจรับเขาก่อน

          ไม่ต้อง โซฟีไม่ปรารถนามีสาวใช้ นางส่ายหน้าบอกให้อีซีโอนำสาวใช้กลับไป แต่ชายหนุ่มทำเฉย

          “อย่างน้อยจนกว่าเจ้าจะหายดี”

          “…”โซฟีอ้าปาก ครั้นสบตาอีซีโอ นางเห็นความจริงใจและห่วงใยในนัยน์สีราตรี สาวน้อยกลืนคำปฏิเสธพลันสะบัดหน้าเบือนหนี ยอมให้เขาทำตามใจ

          อีซีโอหลุบตามือจัดผ้าห่มให้โซฟี เสร็จเรียบร้อยเด็กหนุ่มจึงเดินออกจากห้องด้วยความปลอดโปร่งสบายใจ อีซีโอปล่อยให้โซฟีนั่งพักรอทานยาและอาหารเย็น ส่วนตัวเขาออกมารอนอกห้อง เด็กหนุ่มมีความสุขอยากแย้มยิ้ม แต่เขาเผลอยิ้มไม่ได้เพราะ “ยิ้มสิๆ” “…”อมีตี้ฟุบนั่งยองๆหน้าประตู นางแอบฟังพวกอีซีโอคุยกันอย่างไม่แอบซ่อนธาตุแท้ สาวน้อยตัวเตี้ยกว่าเด็กหนุ่ม ยามนี้นางกำลงนั่งย่อเข่าเบิกตามองน้องชายด้วยแววตาใสซื่อเหมือนเด็กประถมกำลังรอดูพระเอกละครยิ้มอย่างผู้ร้ายเวลาชนะใจนางเอก “ยิ้มสิๆ”

          “จำได้ว่าพี่มีงาน รีบกลับไปทำเถอะ”อีซีโอนิ่วหน้า ดวงตาหงส์มีแววอึมครึมประหนึ่งเมฆฝนฟ้า เขากล่าวขับไล่ด้วยเสียงเย็นเยียบชนิดผิดกับเสียงที่ใช้คุยกับโซฟีลิบลับ กระนั้นอมีตี้ไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด นางลุกยืน มือปัดก้นเบาๆและปรายตาใส่น้องชาย “แอบลอบติดตามผู้หญิงไม่ปล่อยให้นางรู้ตัว แอบทำโน่นทำนี้ลับหลังนาง ทั้งมีใจยัดเยียดสิ่งที่นางไม่ต้องการให้อย่างน่าไม่อาย แถมยังบอกว่าให้ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ทุกอย่างด้วยความหวังเพื่อนางล้วนๆแต่ของที่มอบให้ก็เหมือนปลอกคอที่คล้องคอนางเอาไว้มิให้นางหลุดรอดสายตา หากมิใช่เจ้าหน้าตาหล่อเหลา พ่อรวย มีชาติตระกูล ข้าคงคิดว่าเจ้าเป็นโรคจิตที่คอยตามก้นเด็กสาว รอจับนางไปข่มขื่นและขังไว้ในห้องน้ำเสียอีก”

          “…”

          “ให้สาวใช้กับนาง อืม แผนนี้ช่างเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคมนัก รอให้สาวใช้พูดเป่าหูนาง บอกว่าเจ้ามีดีอะไร คงอีกไม่นานนางคงถูกล้างสมองให้คิดแต่เรื่องของเจ้าแน่ ยอดเยี่ยมๆพี่สาวขอนับถือ สมฉายาผู้ครองรัตติกาล…ชั่วร้ายยิ่งนัก”

          “หยุดพูดเดี๋ยวนี้”

          “ว้ายๆน่ากลัว”อมีตี้กระโดดถอยร่น ยกพัดปิดปากแววตาปลาตายสวนทางกับเสียงเฉยชา

          “ฮึ”นี้เขาทนฟังนางทำไม อีซีโอแค่นเสียงหมิ่นครั้นสะบัดกายเดินหนี แต่พี่สาวมีหรือจะปล่อยน้องชายรอด นางเดินถือพัดโบกไล่หลังเขา “นางช่างโชคร้ายถูกโจรโรคจิตหมายตา “เฮ้อ เหตุไฉนน้องชายข้าจึงซกมกเช่นนี้น้า” “การงานไม่ทำ หนังสือเรียนก็ไม่อ่าน เอาแต่แอบมองผู้หญิง เช่นนี้จะรับช่วงต่อตระกูลเช่นไร”คำสบประมาทร้อยพันพุ่งทิ่มอก หัว ไหล่ แขน ขา ท้องอีซีโอ เห็นเขานิ่งใจเย็นดุจภูผา แต่ครั้งนี้เขาทนไม่ไหว “พูดจบหรือยัง”

          “เหลืออีกเยอะเลย”

          “ไสหัวไป!!!”

          ให้ตายเถอะ ชาติก่อนเขาทำกรรมใดไว้ถึงได้มีพี่สาวน่าหมั้นไส้ ปากร้ายปานแม่มด วิญญาณตามหลอกหลอนเช่นนี้!!

          --

ทำไมมนุษย์ถึงกลัวผีนะ สาวน้อยผู้มีความสุขล้นอกเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิด บนผืนกระดาษสีดำราวย้อมด้วยน้ำหมึกเถ้าเขม่า อักษรสีขาวค่อยปรากฏขึ้นทีละตัวอย่างมิสาเหตุ อักษรที่รวมกันเป็นประโยคคำถามไม่รู้ว่าถามผู้อื่นหรือถามตนเองกันแน่ กระนั้นเรื่องนี้มิสำคัญแต่อย่างใดหากเทียบกับสิ่งที่กำลังจะตามมาหลังจากนี้

          ณ ดินแดนแห่งนาข้าวมีไร่ข้าวโพด ผีเสื้อปีกลาย และวงแหวนปริศนา สาวน้อยลืมตาตื่นจากห้วงฝันและพบว่าโลกที่นางเห็นยังมิเปลี่ยนแปลงไป นางมองเห็นสิ่งที่ผู้อื่นมองมิเห็น นางยินเสียงพวกมันแม้มิตั้งใจเงี่ยหูสดับฟัง นางใช้ชีวิตแต่ละวันกับพวกมันและนางรู้ว่าพวกมันคืออะไร

          วิญญาณนั้นเอง

          สาวน้อยมองเห็นพวกมันตลอดยาม เพราะว่าพวกมันล้วนลอยละล่องรอบด้าน ไม่ว่าห้องน้ำ ห้องครัว หรือห้องใต้หลังคา ใต้ขอบเพดานไม้ ข้างหลังบนไหล่คุณแม่ พวกวิญญาณชอบกระซิบกระซาบ แรกเริ่มมิรู้ว่าพวกมันคุยเรื่องใดกัน กระนั้นสาวน้อยไม่ใส่ใจนัก นางใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ นางช่างแตกต่างจากผู้วิเศษคนอื่นที่รับมือกับวิญญาณไม่ได้และชอบแสดงพฤติกรรมแปลกประหลาดตลอดเวลาให้ผู้อื่นดุตวาดหาว่าบ้าบอ

          นางเหมือนเด็กปกติ ชอบวิ่งเล่นกับเพื่อน มีครอบครัวที่อบอุ่น  

          สมัยก่อนนางเป็นเพียงเด็กชาวนาธรรมดาชอบเรียนปรัชญากับผู้เฒ่า กระทั่งพี่ชายนางกลายเป็นทหารและมีชื่อเสียง พี่ชายยกระดับฐานะครอบครัวทำให้สาวน้อยกลายเป็นคุณหนูและมีบ้านหลังใหญ่มหึมา  

          และก่อนวันหนึ่งที่ครอบครัวสาวน้อยต้องย้ายบ้านไปที่เมืองหลวง ในช่วงฤดูฝน ณ คืนนั้นมีฝนตกโปรยปรายและเสียงฟ้าร้องโครมคราม เสียงกระเบื้องตีกระทบสนั่นหวั่นไหว

          ‘เจ้าจะไม่อยู่ที่นี้หรือ

          สาวน้อยส่องกระจกบานใหญ่ผิวแก้วเงาวาบ เงาสะท้อนภายในมิเช่นร่างสาวน้อยตัวเล็ก แต่เป็นวิญญาณสาวน้อยอีกคนที่มีดวงตาสีดำและผิวสีเขียวซีดราวหยดน้ำฝน โลกอีกฟากของกระจกนั้นแลมัวหมองไร้ชีวาดุจงานศพ

          ‘อือ พวกเราจะไปอยู่ในเมือง ไม่อยู่ที่นี้แล้ว

          สาวน้อยเปล่งวาจาราบเรียบระคนเฉยชาราวเรื่องแยกจากลาระหว่างนางและวิญญาณตนนี้มิใช่เรื่องใหญ่ สำคัญ และควรคิดวิตก

          เช้าวันต่อมาถึงเวลาเดินทาง สาวน้อยชะโงกหน้าจากกระบะรถม้า นางมองส่งวิญญาณดวงเมื่อคืนเป็นครั้งสุดท้าย

          ดวงวิญญาณสาวน้อยโบกมือลาเพื่อนรักด้วยความรู้สึกยากบรรยาย แต่ไหนเลยจะรู้ว่านั้นหาใช่การจากลาของทั้งสอง

          ‘ไม่อยากให้นางไป

          ความปรารถนาลึกๆโพล่งขึ้นด้วยความเห็นแก่ตัว คราวหลังจากนั้นไม่กี่วัน บ้านที่เก่าสาวน้อยก็ถูกพายุฝนพัดถล่มบดขยี้จนย่อยยับ-

          ฝันร้ายเริ่มคืบคลานสู่เท้าสาวน้อยผู้ใช้ดวงตามองสิ่งที่มิควรมอง โลกที่มิควรแตะต้อง และสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นที่มิควรเกี่ยวโยงสัมพันธ์ตั้งแต่แรก

          สองเดือนนับหลังจากสาวน้อยเดินทางพร้อมครอบครัว ระหว่างกำลังเดินทางข้ามสะพานพลันเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงทำให้สะพานขาด สายฝนทำให้มีมวลน้ำมหาศาลพัดกลืนชีวิตมากมาย มีคนตาย สองในจำนวนนั้นคือพ่อแม่ของสาวน้อย และที่น่าประทับใจราวปาฏิหาริย์คือสาวน้อยเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในบรรดาร้อยยี่สิบแปดชีวิต นางรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังไล่ล่านาง รู้ว่ามันคืออะไร และรู้ว่าต้องการสิ่งใด และที่น่าแปลกใจ สาวน้อยไม่รู้สึกกลัวสักนิด ต่อให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับนางจักล้มตายทีละคน ต่อให้ฟ้าฝนจักร้องคำรามดังปานเสียงสัตว์ประหลาด ต่อให้วันนี้ไม่มีข้าวกิน สาวน้อยชินแล้ว มันก็เป็นเช่นนี้ตั้งแต่นางเกิด ความรู้สึกที่ตายไป บางทีนี้อาจคือสิ่งที่ผู้วิเศษควรเป็น

          จนแล้วจนรอดนางมีชีวิตมาถึงเมืองแบลดแอน์ นางได้รับความช่วยเหลือจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าประจำเมืองและเริ่มใช้ชีวิตใหม่ที่บ้านเด็กกำพร้าลิเทอท์แอน   

          นางมีชีวิต…ได้ไม่นานนักก็จากทุกเพื่อนๆไป และเรื่องราวของนางก็จบลงโดยที่ไม่มีใครทราบสาเหตุของความโชคร้ายรอบตัวนาง ทุกราตรีที่ฝนตกพร่ำ ชีวิตคนที่ใกล้ชิดกับนางจะต้องมีอันเป็นไปต่างๆนาๆ ร่องรอยของการทำร้ายนั้นมีให้ประจักษ์ทั่วทุกซอกมุมของบ้าน รูปวาดเด็กกำพร้ารุ่นที่ยี่สิบมีรูปสาวน้อยผู้นี้นั่งสุดขอบซ้ายแถวที่สอง หลักฐานหลายชิ้นคือตัวบ่งบอกว่านางมีตัวตนจริงๆ

ก่อนนางจักสิ้นใจนั้น นางบอกกับหมอผีน้อยว่า ‘หากข้ากลายเป็นผีแล้วอาจเข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงกลัวผีกระมัง…พี่สาว

          สาวน้อยผู้น่าสงสารไม่รอคำตอบก็สิ้นใจ หมอผีน้อยกุมมือนางตราบวาระสุดท้าย นางมิตอบคำถามผู้ลาลับ แต่บอกในสิ่งที่สาวน้อยควรรู้

          ‘แม้ข้าไม่อาจขับไล่มันออกจากบ้านหลังนี้ แต่ข้าจักขังมันเอาไว้ให้อยู่ที่นี้ตลอดไป ได้อยู่ท่ามกลางเด็กๆข้าว่าเจ้าและนางคงมีความสุขนะ

          คำคืนนี้มีสายฝนประปราย ห้องนอนพวกเมรัยมิมีแสงเทียนลุกไสว มีแต่ความมืดมิดและแสงสลัวส่องบนบานกระจกแก้วเจียระไน เรไรนอนตรงกลาง นารีนอนชิดขอบเตียงฝั่งซ้าย และเมรัยนอนชิดขอบเตียงฝั่งขวา เวลากลางคืนมีเสียงฝนสาดตีกระจกดังเปาะแปะ แว่วเสียงฟ้าร้องเป็นระยะ แสงสายฟ้าผ่าบนก้อนเมฆเทาเป็นริ้วคลื่นน่ากลัวปานประหนึ่งว่าวันนี้คือวันที่ประตูยมโลกจักเปิดให้ภูตผีออกอาละวาด หลอกลวงและลักพาตัวเจ้าตัวน้อยไปกินตับ

          คุๆ

          “เมรัยทำอะไร”

          “ฟ้าฝนเป็นใจ ข้าต้องไป..ไปเข้าห้องน้ำ”ประเดี๋ยวหากบอกว่าไปหลอกพวกจูเลียแล้วสหายรักจะห้ามมิให้ไป ดังนั้นต้องแต่งเรื่องนิดหน่อยพอเป็นพิธี เมรัยมุดใต้ผ้าห่มคลานลงเตียง นางถอดชุดนอนและยัดใส่ลิ้นชัก เมรัยมีคติประจำใจอย่างหนึ่งที่ต้อให้นางจะมอดไหม้เป็นธุลีก็จักยึดถือเป็นหลักทั้งชีวิต

          ข้าไม่ตาย เจ้าก็ตาย และแม้ข้าจะตาย ข้าจักเป็นผีไปหลอกเจ้า

          “หึหึๆ”เมรัยหัวร่ออย่างชั่วร้ายปานปีศาจน้อย คืนนี้นางสมควรถูกพี่แคโรไลน์จับมัดติดเตียงแต่โชคดีที่เรไรฟื้นทันเวลา เมรัยจึงรอดพ้นความตายได้อย่างหวุดหวิด เพราะฉะนั้นนี้คือโอกาสทอง โอกาสให้นางแกล้งเด็กอย่างไรล่ะ!! นางหยิบผ้าคลุมและแวบออกห้องโดยมิจุดตะเกียงไฟ นารีพลิกหัวลอบถอนหายใจระอา นางแสร้งวางเฉยไม่สนใจว่าเจ้าตัวร้ายไปก่อกวนชาวบ้านชาวช่อง “เมรัย..ไปไหนหรือ”เรไรลืมตางัวเงีย นางขยับเอวเล็กน้อยคราวสูญเสียผู้คุ้มกันฝั่งขวา “นอนเถอะๆอย่าสนใจเลย”นารีตบก้นเรไรเบาๆพยายามกล่อมปักษาน้อย เรไรหยักคิ้วงงงวยแต่มิคิดอันใดมากความ ไม่นานก็ผล็อยหลับใหล ปราณหายใจแผ่วจาง

          นารีลูบไล้กลีบก้นเรไรตบๆครั้นถึงยามที่นางใกล้หลับบ้าง พลันบัดเกิดเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่าผสมสุรเสียงกรีดร้องจากห้องนอนเด็กๆดังผสานกันอย่างมิได้นัดหมาย นารีที่หนังตากำลังหย่อนยานเป็นต้องสะดุ้งทันที นางลอบมองเรไร แลปักษาน้อยยังคงหลับสนิทก็วางใจ ถัดจากนั้นเมรัยก็ย่องกลับเข้าห้อง เปลี่ยนชุดซ่อนหลักฐานคดีผีร้ายไว้ในกล่องเสื้อผ้าเรไร และปีนขึ้นเตียงล้มนอนด้วยมิอาจกลั้นเสียงหัวเราะคิกคัก

          “ฮาๆ”เมรัยหลับตายิ้มสุกใส มือปิดปากหัวเราะด้วยความสะใจ

          หลอกดึงขาจูเลียเมื่อกี้ จูเลียฉี่ราดด้วย ฮาๆ สมน้ำหน้า อยากท้าทายหมอผีนัก เจ้าจงอับอายไปทั้งชาติเถอะ ฮาๆ

“เฮ้อ..”นารีถอนหายใจเฮือก พรุ่งนี้รอดูความซวยมาเยือนสหายรักได้เลย มิรู้เมรัยจะโดนถีบออกจากบ้านหรือเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องผีร้ายที่ไม่มีใครล่วงรู้ตัวจริงผู้กระทำกันแน่ เมรัยหัวเราะค้างๆจนนารีหมั้นไส้ ดุให้หมอผีน้อยเงียบสักที ประเดี๋ยวทำปักษาน้อยตื่น เมรัยถูกดุก็หยุดหัวเราะแปปหนึ่ง พลันขำต่ออย่างมิสนใจคำเตือน “ฮาๆ”นารีค้อนให้สหายรักที่ทำหน้าเหมือนลิงขโมยชุดชั้นในสาวงามสำเร็จ นารีคร้านปะทะฝีปากจึงกระชับเรไรมากอดและยกมืออุดหูให้ปักษาน้อย

          เมรัยปากค้างตกกะใจเพราะถูกนารีแย่งเรไรไปซ่อน นางอยากกอดบ้างจนกระดืบอ้าแขนสวมกอดข้างหลัง และแล้วเรื่องราวแห่งคืนสายฝนก็ยุติลงด้วยความอบอุ่นละมุนละไมเช่นนี้

          --

โปรดติดตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น