หอหมื่นอักษร

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 27 ดินแดนพิศวง (11)

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 ดินแดนพิศวง (11)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มี.ค. 2561 15:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 ดินแดนพิศวง (11)
แบบอักษร

           มอนสเตอร์ประหลาดสองตัว ที่มีพลังสองอย่างที่แตกต่างอย่างชิ้นเชิง พวกเขากำลังส่งเสียงปะทะกันกลางอากาศ ทั้งนัวเนีย ทั้งกระจายออก จากเสียงที่ไร้รูปร่างจนกลายมาเป็นการทำลายล้างที่สัมผัสได้

            ตามร่างของมอนสเตอร์อสูรเป็นรอยฉีกขาด เหมือนถูกปลาปิรันย่ากัดกินอยู่อย่างไรอย่างนั้น ภายใต้ผิวหนังสีดำออกเทาเป็นกระดูกและเส้นเลือดที่โผล่ออกมา มันเหมือนถูกตัดเนื้อส่วนนั้นไปแล้ว เหลือเพียงแค่กระดูก ตกอยู่ตามพื้น แหลกเป็นชิ้นๆ

            บนตัวของมอนสเตอร์ต้นไม้มีรอยกัดแทะที่นับไม่ถ้วน ตั้งแต่รากจนถึงยอด ร่องรอยเหล่านี้ราวกับเป็นบาดแผลที่ไม่สามารถกลับมาประสานได้ ซึ่งมันจะทำให้มอนสเตอร์ต้นไม้ถูกทำลายจนแผลลึกขึ้นอีก

            หากประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบันการที่มอนสเตอร์สองตัวกัดกันเองมันเป็นบทสรุปที่ดีที่เดียว แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ความมืด จะปรากฏขึ้นในช่วงเวลานี้ ......

            สายตาของทั้งห้าคนถูกคลุมไปด้วยหมอกและความมืดมิด ความมืดนี้สามารถกลืนกินได้ทุกอย่าง ไม่ว่าภายในห้องหรือภายนอก ต่อให้มีไฟจ่ออยู่ตรงหน้าก็ไม่สามารถคลี่คลายความมืดนี้ลงได้เลย

            คราวนี้ ความมืดไม่ได้มาพร้อมกับเสียงประหลาดซับซ้อนที่น่ากลัวแล้ว มันชัดเจนมากว่าไม่เกี่ยวข้องกับการที่พวกเขาทั้งหมดใช้มืออุดหู เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ก็มีเสียงทุ้มต่ำที่ชัดมาก ลอยมาเข้าหูของทุกคน

            “พวกเทพชั้นต่ำที่ชอบสอดเรื่องชาวบ้าน แกจะต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างสาสม ......”

            หลังสิ้นเสียงนี้ลง ความมืดก็จางหายไป สายตาของทุกคนสว่างขึ้น พวกเขายืนขึ้น มองไปยังต้นไม้ต้นนั้น เพื่อดูว่ามันจะเปลี่ยนหน้าตาไปแบบไหนกัน

            เฟิงปู้เจวี๋ยเป็นคนแรกที่พบข้อผิดสังเกต มอนสเตอร์ต้นไม้ไม่ได้แกร่งขึ้นอย่างที่คิด กลับกัน รอยแผลที่บาดเจ็บเมื่อกี้ก็ค่อยๆ ชัดและลึกขึ้น กิ่งก้านของมันก็ค่อยๆ หักหลุดออกมา กลายเป็นผง

            “นายเป็นเทพที่เสียงนั้นบอกเหรอ?” คิดไม่ถึงว่าเฟิงปู้เจวี๋ยเดินไปคุยกับมอนสเตอร์ตัวนั้น

            อีกสี่คนยังคิดตามไม่ทัน มอนสเตอร์ต้นไม้ก็เอ่ยปากพูดว่า: “มนุษย์ทั้งหลาย ...... ตามหากุญแจให้พบ ฟื้นคืนผนึกให้ได้”

            “เราพบกุญแจธาตุไฟแล้ว” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “ตกลงเกิดอะไรขึ้นกับเมืองนี้กันแน่? ใครเป็นผู้ร้ายที่ทำเรื่องพวกนี้กัน? กุญแจธาตุไม้อยู่ที่ไหน?” เขาถามคำถามต่อเนื่องสามคำถาม

                “ซามอยเดียร์ ...... หนึ่งในลูกน้องของ [เจ้าแห่งกาลเวลา] เขาหักหลังนายของตัวเอง จึงถูกยึดพลังแห่งเทพไป แล้วถูกเนรเทศไปตามกระแสธารแห่งกาลเวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุด ......” กิ่งก้านของมอนสเตอร์ต้นไม้หักหลุดจนแทบจะหมดแล้ว รากค่อยๆ สลายไปกับดิน “ถึงแม้จะพ่ายแพ้หรือเพลี่ยงพล้ำ แต่พลังอำนาจยังคงอยู่ ...... ซามอยเดียร์ไม่ได้ถูกจับ เขาใช้พลังของเขาที่เหลืออยู่ ใช้เมืองแห่งนี้เป็นที่หลบซ่อนตัว เพราะฉะนั้น ที่นี่จึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของห้วงกระแสธารแห่งเวลาอีกต่อไปแล้ว ..... แต่เป็นสายน้ำที่ไหลโดดเดี่ยวอยู่นอกห้วงเวลา” ผิวหนังบนใบหน้าของมอนสเตอร์ต้นไม้ค่อยๆ หลุดลอกไป “เพื่อเป็นการหนีจากการลงโทษของเจ้าแห่งกาลเวลา เขาอัญเชิญประตูปีศาจขึ้นมา หากผนึกของประตูถูกปลดออก เมืองของโลกมนุษย์และโลกแห่งอสูรเชื่อมต่อกันได้เมื่อไหร่ นั่นก็หมายความว่า [เจ้าแห่งอสูร] จะยึดครองดินแดนแห่งนี้ และเจ้าแห่งกาลเวลาก็จะถูกริบรอนอำนาจในทันที

            มนุษย์บางส่วนได้ทำข้อตกลงกับซามอยเดียร์ไว้ หากพวกเขาช่วยปลดผนึกได้ พวกเขาก็จะรอด แต่วินาทีที่เหล่าอสูรออกมาจากประตู ซามอยเดียร์ก็กำจัดคนเหล่านั้นทิ้งทันที ก่อนที่เหล่าอสูรและเหล่าสมุนอสูรจะล่าเหยื่อ มนุษย์ในเมืองนี้ทั้งเมืองก็ถูกความมืดกลืนกินไปจนสิ้น”

            “มีผู้รอดชีวิตไม่กี่รายเท่านั้นที่จะค้นหากุญแจสองดอกจนพบแล้วหนีออกไปจากประตูปีศาจ” เมื่อมอนสเตอร์ต้นไม้กล่าวมาจนตอนนี้ ก็ค่อยๆ สลายไปจนเกือบจะหมดแล้ว แต่เขาก็ยังคงพยายามพูดต่อไป “ตัวของซามอยเดียร์ไม่สามารถสัมผัสกุญแจหรือตัวผนึกได้ และไม่สามารถกลืนกินมนุษย์ที่อยู่รอบๆ ของสองสิ่งนี้ได้ แต่เหล่าอสูรมอนสเตอร์ทำได้ ...... ดังนั้น เขาจึงรับปากเหล่าอสูรว่า ทุกครั้งที่ ‘การหมุนเวียน’สิ้นสุดลง เขาจะใช้ความมืดมอบพลังบางส่วนให้กับพวกมัน เงื่อนไขแลกเปลี่ยนคือเจ้าพวกนี้จะต้องไปไล่ล่ากำจัดมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในเมืองนี้ทั้งหมด เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีมนุษย์หน้าไหนทำการฟื้นคืนผนึกได้อีก ......”

            “กุญแจธาตุไม้อยู่ที่ไหน?” เฟิงปุ้เจวี๋ยถามอีกครั้ง เขามีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเลย สถานการณ์ตรงหน้า มีความเป็นไปได้ที่มอนสเตอร์ NPC ตัวนี้กำลังจะบอกคีย์เวิร์ดแล้วถูกตัดจบ

            “ผู้ถือกุญแจธาตุไม้ตายอยู่ด้านล่างนี้ ......” มอนสเตอร์ไม้บอก “ข้าได้เปิดทางให้แล้ว ตัวข้าต้องไปแล้ว พวกเจ้าจงเดินต่อไป ......” ปากของเขาได้แตกสลายไปจนสิ้น หลังจากนั้นไม่กี่วินาที กิ่งก้านของต้นไม้ก็เริ่มแตกสลายกลายเป็นผงสีดำตั้งแต่ยอดจนถึงราก

            ถึงแม้ว่ามอนสเตอร์ต้นไม้จะตายไปแล้ว แต่พื้นที่ที่ถูกมันชนแตกจนกลายเป็นโพรง กลายเป็นทางเข้าสู่ใต้ดิน

            [มีการปรับเปลี่ยนภารกิจ อัพเดทภารกิจหลัก]

            หลังสิ้นเสียงแจ้งเตือน ช่องภารกิจก็แสดงรายการภารกิจที่ถูกเปลี่ยน: [เข้าสู่ใต้ดิน ค้นหากุญแจธาตุไม้]

            เฟิงปู้เจวี๋ยหันไม่มองทุกคน : “เราไปดูที่ชั้นวางสินค้าทั่วไปว่ามีไฟฉายรึเปล่าแล้วค่อยลงไปกัน”

            คนอื่นๆ เมื่อฟังเรื่องราวเหล่านั้นจบลง สมองยังคงไม่แล่น ตะลึงอยู่ที่เดิม ผ่านไปหลายวินาที หวังทั่นจือถามขึ้นคนแรก: “เอ่อ ......พี่เจวี๋ย มันเกิดอะไรขึ้น? พี่ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหม?”

            เฟิงปู้เจวี๋ยได้เดินยังชั้นวางสินค้าทั่วไปแล้ว : “หลังจากผ่านการปะทะแล้วก็คำพูดที่มาจากความมืดเมื่อกี้ ฉันคิดว่าเจ้าต้นไม้ไม่ใช่พวกเดียวกับมอนสเตอร์ตัวอื่นที่เราเจอ” สี่คนที่เหลือเดินตามหลังเฟิงปู้เจวี๋ยไป แล้วฟังในสิ่งที่เขากำลังอธิบาย “ฉันเห็นว่าเขาใกล้ตายแล้ว เลยรีบถามคำถามไปสามคำถาม เขาก็ทำหน้าที่ NPC ของเขาเต็มที่แล้ว ผ่านการต่อสู้เขาได้บอกโครงเรื่อง คีย์เวิร์ด และชี้ทาง แล้วก็ตาย”

            เขาเดินไปยังชั้นที่ล้มลง แล้วหยิบกล่องต่างๆ ขึ้นมาแกะ พลางพูดว่า : “จากที่เจ้าต้นไม้พูด ...... มีเพียงมนุษย์ที่มีกุญแจหรือคนที่อยู่ใกล้ประตูปีศาจเท่านั้น ถึงจะไม่ตายไปเหมือนกับชาวเมืองคนอื่นๆ นี่เป็นคำอธิบายสถานการณ์ที่อยู่ในสถานีตำรวจได้เป็นอย่างดี แล้วก็หมายถึงว่ากุญแจธาตุไม้ไม่มีทางอยู่ในห้างที่ไม่มีแม้แต่ศพมนุษย์แน่นอน”

            “อีกอย่าง ...... ฉันคิดว่าเราจะเป็นกรณีพิเศษ หรือเพราะเราเป็นผู้เล่น จึงไม่ถือเป็น ‘มนุษย์’ ในห้วงเวลาแห่งนี้ ไม่งั้นคงถูกซามอยเดียร์ฆ่าตายไปตั้งแต่แรกที่เข้ามาแล้ว”

            เฟิงปู้เจวี๋ยหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า : “หากจะให้อธิบายสถานการณ์ตอนนี้ มันชัดมาก ...... BOSS ใหญ่ในโครงเรื่องนี้จะเสริมความแข็งแกร่งจากความมืดให้พวกปีศาจทุกสามสิบนาที เป็นไปได้มากว่ามันอาจจะไม่สามารถปรากฏตัวได้ กระทั่งอาจจะไม่มี ‘ร่างจริง’ แต่เหล่ามอนสเตอร์จะปรากฏตัวข่มขู่พวกเราตลอดเวลา

            หน้าที่ของ BOSS คือกำจัดคนที่สามารถใช้กุญแจได้ทั้งหมด เพื่อให้ดินแดนแห่งนี้เป็นทางเชื่อมโลกอสูรตลอดไป ขอแค่เขาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ เจ้าแห่งกาลเวลาก็จะไม่สามารถตามจับเขาได้

            ส่วนวิธีการผ่านด่านของเรา ก็คือการค้นหากุญแจอีกสองดอกให้พบ แล้วกลับไปที่ประตูปีศาจ ฟื้นคืนผนึกที่ถูกปลดออกบนประตู หลังทำสำเร็จ ดินแดนแห่งนี้ก็จะไม่ใช่ทางเชื่อม ‘โลกอสูร’ อีกต่อไป ไอ้เจ้าแห่งกาลเวลาก็จะสามารถเข้ามาที่นี่ แล้วกำจัดซามอยเดียร์ได้”

            “เป็นเรื่องแปลกที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต......”หวังทั่นจือกล่าว

            เฟิงปู้เจวี๋ยหาไฟฉายพบสองสามกระบอก รอบนี้ไฟฉายไม่ชำรุดเลย แต่ไม่มีถ่าน : “พวกนี้ใช้ได้หมดเลย ถือคนละสองชิ้นนะ สำรองไว้ดีกว่า แล้วไปหาถ่านกันต่อ” เขาพูด “เออ ใช่ ฉันเห็นในแผนกกีฬามีไม้เบสบอล ไม้ฮอกกี้ ไม้กอล์ฟ อะไรพวกนั้นอยู่ ...... ของพวกนั้นน่าจะไม่มีเงื่อนไขของไอเทมอะไร เราไปหยิบคนละชิ้นน่าจะได้”

            เมื่อเป็นแบบนี้ ทั้งห้าคนก็จะมีไอเทมอาวุธของตัวเองครบทุกคน อย่างน้อยๆ ก็มีไอเทมอาวุธกันคนละชิ้น เหงาหงอยยังพบมีดทำครัวแบบตะวันตกในแผนกห้องครัว มันใหญ่กว่ามีดผลไม้ของหวังทั่นจือซะอีก ซึ่งทุกคนต่างหยิบกันไปคนละชิ้น ในที่สุดเสี่ยวทั่นก็สามารถทิ้งมีดผลไม้ที่ได้มาจากด่านฝึกฝนแล้ว

            มีเพียงหลงอ้าวหมินที่ไม่ได้หยิบมีดตะวันตกนี้ แต่เขาหยิบเอามีดอีโต้แทน ซึ่งเป็นมีดที่มีน้ำหนักมากสามารถสับกระดูกได้ เขาเหมือนจะรู้สึกว่ามีดมีน้ำหนักแบบนี้น่าจะเหมาะกับเขามากกว่า

            พวกเขาใช้เวลาเกือบสิบนาทีในการทำอะไรพวกนี้จนเสร็จ พวกเขาพิจารณาแล้วว่าด้านล่างนี้อาจจะมีมอนสเตอร์ตัวอื่นๆ อีก และเวลาที่ความมืดจะมาปรากฎอีก  พวกเขาไม่รีรอในการจะเดินหน้าต่อไป โดยการนำทางของหลงอ้าวหมิน

            ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปก็รู้สึกได้เลยว่ารอบข้างนั้นแคบมาก ด้านล่างเป็นดิน ทางด้านหน้าเป็นทางลาดลง และไม่มีแสงไฟ เมื่อพวกเขาเดินไปได้ระยะหนึ่ง พวกเขาก็มาถึงอุโมงค์ทางน้ำ ซึ่งคนๆ หนึ่งสามารถยืนตรงได้สบายๆ ดูแล้วมอนสเตอร์ต้นไม้ทำแค่เปิดทางระหว่างห้างกับใต้ดินเท่านั้น ทางที่เหลือก็จะเป็นทางของผู้ถือกุญแจธาตุไม้เคยเดินผ่าน มอนสเตอร์ต้นไม้ได้บอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ผู้ถือครอง “ตาย” อยู่ด้านล่างนี้ เพราะงั้นในทางน้ำแห่งนี้อาจจะซ่อนอสูรปีศาจน่ากลัวอะไรอยู่ก็เป็นได้

            อุโมงค์ทางน้ำรูปร่างโค้งมนแบบนี้มันทำให้รู้สึกกดดันแบบประหลาด พื้นที่โดยรอบราวกับว่ากดตัวอยู่ตลอดเวลา แน่นอนมันเป็นแค่ความรู้สึกเท่านั้น สิ่งที่น่ารังเกียจขยะแขยงที่สุดน่าจะเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ โดยน้ำที่อยู่บริเวณช่วงขามีขยะของเน่าเสียลอยมาเป็นระยะ หญิงเหงาหงอยสีหน้าท่าทางไม่ดีตั้งแต่เข้ามา ถือไฟฉายส่องไปด้านหน้า ไม่มองของที่อยู่ตรงเท้าเลย เดินตามหลังชายโดดเดี่ยวมา

            หลงอ้าวหมินมือนึงถือโล่มือนึงถือไม้เบสบอล เดินนำขบวน หากมีอะไรโผล่มา เขาสามารถใช้ไม้หรือโล่กันไว้ก่อนได้เลย หากไม้เบสบอลหรือโล่เอาไม่อยู่ ค่อยใช้มีดอีโต้จัดการอีกที เฟิงปู้เจวี๋ยและหวังทั่นจือเดินอยู่กลางขบวน เพื่อคอยช่วยเหลือสนับสนุนหลงอ้าวหมินอีกที

            อุโมงค์ทางน้ำนี้มีเพียงเส้นทางเดียว ทางด้านซ้ายที่พวกเขาเข้ามาถูกน้ำท่วมจนมิด เหลือเพียงช่องเล็กๆ และกำแพงที่ยังมีน้ำไหลอยู่ ดังนั้น โอกาสที่มอนสเตอร์ปีศาจจะมาจากด้านหลังเป็นไปได้น้อยมาก การให้ชายโดดเดี่ยวและหญิงเหงาหงอยเดินด้านหลังจึงถือได้ว่าปลอดภัย

            ทุกคนเดินแบบนี้อยู่ราวห้าหกนาที

            “ดูนั่นสิ” หลงอ้าวหมินหยุดเดินแล้วพูด “ศพมันอยู่นั่น”

            เฟิงปู้เจวี๋ยยืดคอไปดู ระดับสายตาของเขาอยู่เหนือไหล่ของหลงอ้าวหมิน เขาพบว่าด้านหน้าระยะไม่เกินสิบเมตรก็จะถึงสุดทางน้ำแล้ว มันมีประตูทางน้ำปิดตายทางเข้าออก น้ำมันซึมเข้ามาจากรอยแตกด้านล่าง บริเวณมุมนั้นเอง ที่ไฟส่องไปเจอศพ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น