repey

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 21 ช็อตเด็ดเจ็ดสี

ชื่อตอน : บทที่ 21 ช็อตเด็ดเจ็ดสี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 284

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2561 19:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 21 ช็อตเด็ดเจ็ดสี
แบบอักษร


ผ่านไปเกือบเดือนแล้วที่พี่บอยเข้ามาทำงานที่โรงสี ทุกอย่างราบรื่นดีเป็นเพราะพี่บอยรู้จักกับคนที่นี่อยู่แล้วไม่ต่างจากผม สองคือเขาไม่เลือกงาน นั่นทำให้ตอนนี้คนโปรดของพ่อไม่ใช่ผมอีกต่อไป

ทุกวันพี่บอยจะเริ่มงานก่อนผมและกลับบ้านทีหลัง ทั้งพ่อและแม่ต่างพยายามยื้อให้มานอนค้างที่นี่จะได้ไม่ต้องไปๆมาๆ แต่เขาก็ปฏิเสธเพราะว่าไม่อยากรบกวนไปมากกว่านี้ ที่สำคัญคือบ้านเขาก็ไม่ได้อยู่ไกลมาก แต่ใครจะรู้ดีเท่าผมว่าพี่บอยน่ะพยายามเอาตัวออกห่างผมมากกว่า ตั้งแต่คืนนั้นที่เราเล่นกันแบบแมนๆ(?) ผมก็รู้ว่าพี่บอยพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์แบบนั้นอยู่หลายครั้ง

ซึ่งผมก็เข้าใจดีว่าเราต่างก็ยังไม่พร้อมไปถึงขั้นนั้น แค่โป๊ต่อหน้าเขาผมก็เขินจะตายห่าแล้ว ตอนเด็กๆไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย พอโตมาทำไมหน้าบางก็ไม่รู้

ดังนั้นผมเลยช่วยพูดกับพ่อแม่ว่าอย่าไปบังคับพี่บอยมากนัก ปล่อยให้เขากลับไปอยู่เป็นเพื่อนอาโรจน์บ้างน่าจะดีกว่า ซึ่งเหตุผลนี้ก็ทำให้พี่บอยหันมายิ้มขอบคุณผมทันที

แต่ที่สำคัญคือช่วงนี้ไลน์กลุ่มแก๊งของผมเงียบเป็นเป่าสาก แทบจะไม่มีใครส่งความเคลื่อนไหวใดๆเลย ผมคิดว่าคงเป็นเพราะพี่บอยเงียบหายไปด้วย คนอื่นๆเลยไม่รู้ว่าจะพากันไปไหนดี แรกๆที่พี่บอยไปทำงานเขาก็เลิกแว้นไปโดยปริยาย นั่นก็สร้างความสงสัยให้หลายคนแล้วแต่ก็ไม่มีใครกล้าถามอะไร ต่างคนก็ยังนัดกันเหมือนเดิม ไปในที่เดิมๆ แต่พักหลังมานี้ไม่ว่าใครจะถามอะไรก็ไม่มีการตอบกลับเลย

เพื่อนๆพี่ๆบางคนโทรเข้ามาเขาก็ตัดสายทิ้งหมดเพราะบอกว่ารำคาญ ไม่คุยในเวลางาน และก็รบกวนเวลานอน คนอื่นมองอาจจะว่าดีแล้วนี่ที่พี่บอยเลิกทำเรื่องไม่ดีแล้วหันมาตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อเรียนต่อ แต่ใครจะรู้ดีเท่าผมและเจ้าตัวว่าเขาน่ะชอบขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดไหน

ที่เราแข่งนั้นไม่ใช่เพื่อความสนุกสนานอย่างเดียว แต่เพราะเขาชอบความเร็ว ชอบปล่อยตัวไปกับลมเย็นๆ แล้วที่สำคัญเวลาพบปะเพื่อนฝูงนั่นก็สำคัญ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลใหม่ๆ ใครไปอัพไปแต่งอะไรมาก็จะได้เอามาแชร์ เหมือนเป็นสมาคมที่เอาคนที่สนใจเรื่องเดียวกันมาอยู่ด้วยกัน มันก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้พี่บอยรักที่จะออกไปแว้นดึกๆ

แล้วพอเป็นแบบนี้ก็เหมือนคนเลิกบุหรี่แบบหักดิบ ที่สำคัญคือไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เป็นเดือนๆแล้วที่เหล้า บุหรี่พี่บอยก็ไม่ได้แตะ วันๆเอาแต่ทำงานๆๆๆๆๆๆ เสร็จแล้วก็กลับไปนอน เหมือนทิ้งชีวิตวัยรุ่นเดิมๆทิ้งไปหมดเลย ยิ่งทำให้ผมเป็นห่วงมากไปกันใหญ่ กลัวว่าเขาจะเครียดแล้วก็เก็บกด

ผมถามไอ้เอกเลยรู้ว่าว่าวันนี้ไม่มีแข่ง ใกล้จะเปิดเทอมแล้วทุกคนเลยโดนที่บ้านกำชับหนัก ผมเลยเลือกที่จะชวนพี่บอยออกไปขับรถเล่นด้วยกัน แม้จะไม่ได้ประลองความเร็วกับใคร แต่อย่างน้อยมันก็คงช่วยปลดปล่อยพี่บอยให้หายเครียดได้บ้าง

“พี่บอยยยยยยย วันนี้เลิกงานแล้วไปขับรถเล่นกันไหม” หลังจากที่ผมไปบอกให้คนงานเรียงข้าวล็อตใหม่แล้วเรียบร้อย ก็แอบเดินเตร่ไปหาคนที่อยู่ตรงเครื่องสีกับคนงานคนอื่นๆ

“นึกคึกอะไรของมึง”

“ก็เห็นว่าพี่ไม่ได้ออกไปไหนนานแล้ว พักบ้างเหอะ” ผมพูดพร้อมกับเดินไปตักน้ำในกระติกที่พ่อเอามาตั้งไว้ ซึ่งแต่ละวันก็จะมีคนงานที่ผลัดกันเอาไปเติมน้ำเย็นๆ “อะ กินน้ำก่อน”

“เออ ขอบใจ แต่มึงก็รู้ว่าพรุ่งนี้กูตื่นเช้า กลับไปนอนเอาแรงดีกว่ามั้ง” พี่บอยรับน้ำไปดื่มง่ายๆ แต่สายตาที่มองมาก็ออกจะตำหนิผมอยู่เล็กน้อย

เนี่ย เขาชอบพูดเหมือนว่าพ่อแม่ผมใช้งานหนักมาก ถึงแม้ว่าโรงสีเราจะเปิดทุกวันไม่มีวันหยุดก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องทำงานล่วงเวลาตลอดแบบนี้ ไหนจะไม่เคยอู้เลยด้วย ดูอย่างผมสิ...อู้ได้อู้เอา

“นิดเดียวเองน้า ไปเหอะ ผมอยากไปอะ นะๆๆๆๆ” ในเมื่อชวนดีๆไม่ได้ ก็ต้องลองใช้ลูกอ้อนดูบ้าง พี่บอยน่ะเคยขัดใจผมที่ไหน

“ไม่ต้องมาน้าเน้อเลย ไปเรื่อยมึงอะ”

“วันเดียวเอง แป๊บเดียวก็กลับแล้ว ไปนะๆๆๆ” ผมเดินไปคว้าแก้วในมือเขามาถือเอง ก่อนจะเอาหัวเข้าไปถูกับแขนพี่บอยไปมา

“ขยับออกไปเลย เสื้อกูมีแต่ฝุ่นเนี่ย เดี๋ยวก็ผื่นขึ้นหรอก” พี่บอยพูดพร้อมกับขยับตัวออกจากผมเล็กน้อย

“ไม่ไปปปป ตกลงก่อนเร้ววววววว”

“เออๆๆ ไปก็ไป”

“เยส ไว้เจอกันนะจ๊ะ” เมื่อได้ดั่งใจแล้วก็ดีดตัวออกจากแขนอีกคนทันที “ผมไปก่อนล่ะ” พูดจบผมก่อนเดินตัวปลิวออกมาจากตรงนั้นทันทีก่อนที่พี่บอยจะเปลี่ยนใจ

“มึงนี่นะ”

“พ่อแม่ คืนนี้ผมไปนอนบ้านพี่บอยนะ”

พอเลิกงานราวห้าโมง ผมก็รีบวิ่งไปตามพี่บอยให้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อที่จะเตรียมตัวออกไปข้างนอก แต่พอแม่เห็นผมดี๊ด๊าเกินเหตุ ก็เลยเรียกมาถามว่าจะไปไหน คราวนี้คุณนายแกก็สั่งว่าให้กินข้าวล้างจานให้เรียบร้อยก่อนค่อยออกไป

นั่นล่ะครับ ตอนนี้ผม พ่อ แม่ พี่บอยก็เลยนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา

“ไม่ต้องเลย พรุ่งนี้แกเปิดเทอมแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ก็ไม่เห็นเป็นไร ชุดนักเรียนบ้านพี่บอยก็มี” ผมตอบพร้อมเอื้อมมือไปหยิบน่องไก่ทอดที่แม่ซื้อมาจากตลาดมาแทะกิน

“เดี๋ยวก็ลืมนู่นลืมนี่ ไม่ต้องเลย คืนนี้นอนบ้านก่อน พรุ่งนี้จะไปไหนก็ไป”

“โห่ ไม่เอาอ่ะ” ผมเถียงพร้อมทำหน้าบูด แต่ปากก็ยังเคี้ยวไก่ต่อไป

“ไอ้เบ๊บ” แต่พี่บอยก็เรียกผมเบาๆ พอหันไปมองก็พบสายตาอำมหิต “นอนนี่แหละ”

“โห่ นี่ไม่มีใครเข้าข้างผมเลยใช่ป่ะเนี่ย”

“ไว้วันอื่นค่อยไปนอน กูก็ยังไม่ได้เก็บห้องเลย” พี่บอยพูดพร้อมหยิบน่องไก่ชิ้นใหม่มาใส่จานผม แล้วหยิบชิ้นที่ผมกินแล้วไปแกะเนื้อออกเพิ่มให้

อ่า ผมเป็นคนกินเสียของ แม่บอกอย่างนี้เสมอเวลาที่ผมแทะน่องไก่ ก็ตรงข้อมันจะมีเอ็นแล้วก็อะไรไม่รู้ดึ๋งๆอะ ผมกินแล้วขนลุกก็เลยไม่กล้างับตรงข้อมัน คราวนี้น่องไก่ที่ผมแทะเลยเหลือเนื้ออยู่เต็มไปหมด หมานี่อิ่มเลย แต่พี่บอยก็รู้ดีว่าผมเป็นแบบนี้ เขาเลยเอาไปแกะต่อให้ แล้วเอาตรงที่เป็นเนื้อมาหย่อนใส่จานผม

“ก็ด้ายยยยยย” ผมยอมตอบรับแต่โดยดี ก็กลัวว่าถ้าเถียงต่อแล้วเดี๋ยวพี่บอยจะไม่ยอมไปขี่รถเล่นกับผมน่ะสิ

“เห้ออออ บอย เลี้ยงไอ้เบ๊บเหนื่อยไหม” คราวนี้พ่อที่นั่งซดน้ำแกงเอ่ยถามบ้าง เรียกเสียงหัวเราะจากแม่และพี่บอยอย่างดี

“ฮ่าๆ ก็ไม่เท่าไรครับ เบ๊บมันไม่ดื้อหรอก” เห็นป่ะ ผมอะเด็กผู้ชายเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้

“ถ้าไอ้เบ๊บไม่ดื้อแล้วใครจะดื้อวะ ยังไงก็ขอบใจที่ดูแลมันมาตลอด เผลอๆเอ็งเลี้ยงดีกว่าข้าอีกเนี่ย”

“ไม่เป็นไรครับ”

“เอ้า กินๆๆๆ”







**[**Boy’s part]

“มึงนึกไงชวนกูออกมาขับรถกันสองคน” ผมตะโกนถามเจ้าของบิ๊กไบค์ที่ขับขนาบข้างกันมา

“เห็นว่าเราไม่ได้ออกไปแว้นกันมาเป็นเดือนแล้วน่ะ” ไอ้เบ๊บก็ตะโกนตอบ แต่สายตามันก็ยังมองออกไปยังท้องถนนอยู่ดี

ตอนนี้เราสองคนกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนก็ไม่รู้ เพียงแค่พอขับออกมาจากบ้านไอ้เบ๊บผมก็เป็นคนนำออกไปยังถนนใหญ่ที่เราใช้แข่งกันเป็นที่ประจำ ถึงแม้เส้นนี้จะนำไปสู่แยกหนองเจริญและเป็นถนนเส้นหลักแล้ว แต่ก็ยังมีรถน้อยอยู่ดีเพราะว่าจังหวัดที่พวกผมอยู่ไม่ได้เจริญมากมายนัก รถราที่ผ่านไปมาก็แทบจะใช้เป็นแค่ทางผ่านไปยังจังหวัดอื่นเท่านั้น

พอขับออกมาสักพัก ไอ้เบ๊บก็ค่อยๆลดความเร็วแล้วจอดลงข้างทาง ก่อนจะหันมามองหน้าผมที่ต้องจอดตามมันอย่างเลี่ยงไม่ได้

“จอดไมอะ” ผมถามพร้อมยันขาสองข้างลงกับพื้น

“แข่งกันป่ะ” ไอ้เบ๊บถามด้วยสีหน้าสดชื่นสุดๆ มันเองก็คงรู้สึกดีที่ได้ออกมาขับรถเล่นดึกๆแบบนี้

“แข่งกับมึงอะนะ” ผมถามต่อด้วยความสงสัย ตอนแรกก็แค่คิดว่าจะออกมาพักผ่อนเฉยๆ แต่พอมันถามมาแบบนี้ก็เลยอดสงสัยไม่ได้ เพราะปกติผมก็ไม่เคยแข่งกับมันด้วย

“อ่าฮะ ใครถึงแยกหน้าก่อนชนะ นับสามนะ”

สุดท้ายพอเห็นว่าคงไม่ยอมเลิกง่ายๆผมก็เลยยอม เราสองคนเลื่อนรถมาอยู่ในระนาบเดียวกันก่อนผมจะเริ่มนับ “สาม สอง หนึ่ง...”

บรื้นนนนนนน

สิ้นเสียงของผมเราต่างก็เร่งความเร็วออกไปอย่างไม่มีใครยอมใคร ความจริงผมก็ไม่น่าจะชนะ เพราะรถผมคงแรงสู้บิ๊กไบค์ราคาแพงอย่างนั้นไม่ได้ แต่พอได้เร่งความเร็วสุดๆแบบนี้ท่ามกลางลมแรงๆที่ตีเข้าหน้า ใครจะรู้ว่าสุดท้ายผมยิ้มออกมาอย่างไม่มีเหตุผล

ก็รู้หรอกว่าช่วงนี้ผมไม่ได้ทำหน้าที่แฟนที่ดีของมันเลย เอาแต่ทำงานแล้วก็กลับไปนอน แต่ทั้งหมดนั่นก็เพื่อไอ้คนบ้าที่ขับแซงผมไปแล้วตอนนี้ ผมไม่รู้แล้วว่าในชีวิตจะมีคนที่เข้าใจทุกอย่างที่ผมทำหรือยอมรับทุกอย่างที่ผมเป็นได้อย่างนี้อีกไหม ผมเลยสัญญาว่าจะดูแลมันให้ดีที่สุด

เหมือนกับที่เบ๊บใส่ใจความรู้สึกของผม

“โห่ พี่บอยช้าว่ะ” เสียงตะโกนของคนที่นำอยู่กระแทกใส่หน้าผมเต็มๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนแข่งกับคนอื่นผมก็คงโกรธที่โดนหยามแบบนี้ แต่ตอนนี้ได้แต่หัวเราะให้มันพร้อมกับทำเป็นเร่งเครื่องอีกนิดให้เหมือนพยายามเอาชนะอยู่

“ช้าๆหน่อยสิวะ!” ผมตะโกนกลับไป แม้จะรู้ว่ายังไงก็คงไม่ทันอยู่ดี

แต่แล้วคนที่นำอยู่กลับชะลอความเร็วลงจริงๆ ส่วนผมก็ตามขึ้นมาทันจนล้อหน้าของเราอยู่ระดับเดียวกันเลยด้วยซ้ำ นั่นทำให้ผมแปลกใจ แต่ก็ยอมลดความเร็วลงตามมันเพื่อที่จะหันไปถามเจ้าตัวว่ามันต้องการอะไร

“ผมไม่อยากจะแซงหน้า หรือว่าเดินตามหลังพี่ไปตลอดชีวิต ผมอยากไปถึงเส้นชัยพร้อมพี่นะ”

“...” ก่อนที่ผมจะเอ่ยปากถาม ไอ้เบ๊บกลับพูดขึ้นมาก่อน ทั้งที่เราไม่ได้มองหน้ากัน แต่ผมกลับได้ยินและเข้าใจทุกอย่างชัดเจน

“พี่ก็ไม่ต้องพยายามเดินนำผมจนเหนื่อยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นยังไง ผมก็ไม่มีวันให้พี่ขับไปคนเดียวหรอก”

ผมกับเบ๊บต่างกันมาก ทั้งเรื่องนิสัยและบุคลิกที่คนภายนอกมองมา เราสองคนไม่น่าจะสนิทกันได้นานขนาดนี้ เบ๊บมันดูเป็นคนร่าเริงแจ่มใส พูดมาก เข้ากับคนไม่รู้จักได้ง่ายเพียงการพูดคุยไม่กี่คำ ไหลลื่นไปตามน้ำได้อย่างไม่น่าเชื่อ และเก่งมากเรื่องเข้าหาผู้ใหญ่ แต่ผมนี่ตรงข้ามหมด เป็นประเภทที่ถ้าไม่รู้จักกันก็คงไม่มีใครอยากรู้จักผม ดูยังไงก็ไม่น่าคบหาถ้าไม่ได้ถูกชะตาหรือเป็นคนประเภทเดียวกันจริงๆ

หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานะทางบ้าน ถ้าสืบสาวประวัติเบ๊บดูก็ควรจะใช้คำว่ามันไม่ควรเกลือกกลั้วกับคนอย่างผมเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะพ่อมันทำนาสมัยก่อนก็ได้กำไรมากกว่าคนอื่นเพราะมีญาติพี่น้องช่วยมาก แถมยังไม่ทะเลาะกัน ที่นาก็มากกว่าคนอื่นนั้นทำให้ครอบครัวมันมีฐานะมาแต่ไหนแต่ไร เรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีก็ว่าได้

พอช่วงหลังๆที่ญาติทางพ่อและแม่มันเริ่มมีเงิน เขาก็ทยอยขายที่เดิมให้ลุงโชติ เพราะต่างก็จะย้ายไปลงหลักปักฐานกันที่กรุงเทพฯหมด เหลือเพียงพ่อแม่เบ๊บที่ยังคงสะสมที่ดินและนำมาสร้างโรงสีอย่างทุกวันนี้

แต่บ้านผมนั้นเป็นครอบครัวเล็กๆที่อยู่กันแค่พ่อกับแม่ แต่พอมีผมแม่ก็ตาย นั่นทำให้พ่อเป็นคนเลี้ยงผมมา ผมไม่โทษว่าเพราะเขาไม่ใส่ใจและเลี้ยงผมไม่ดีผมถึงเป็นแบบนี้ เพราะผมก็รู้ว่าพ่อต้องทำงาน ไม่ได้มีเวลามากนัก ดังนั้นผมเลยโตมาแบบตามมีตามเกิด

ผมยอมรับว่าเป็นเพราะเรื่องนี้ถึงทำให้ผมต้องพยายามเปลี่ยนตัวเอง อยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผมดีพอจะอยู่ข้างๆเบ๊บ ไม่อยากให้วันที่ความลับเรื่องนี้ถึงหูคนอื่น แล้วผมยังเป็นคนกระจอกที่ขับมอไซค์ไปวันๆ เล่นบอล กินเหล้า ทำตัวเสเพลไปเรื่อยแบบเมื่อก่อนอีก เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงเหมือนกับเป็นการดึงมันลงมาตกต่ำกับคนอย่างผมมากกว่า

แม้ที่ผ่านมาผมจะไม่เคยทำตัวเหมือนตีสนิทมันเพื่อขูดรีดเงินทองเหมือนอย่างที่บางคนดูถูก แต่ก็ใช่ว่ามันจะน่าภูมิใจที่เป็นแบบนี้

ผมอยากเป็นหลักให้คนที่ผมรัก

ตลอดชีวิตที่เกิดมาบนโลกแค่สิบเก้าปีมันอาจจะน้อยมาก อีกสิบหรือยี่สิบปีมองย้อนกลับมาผมอาจจะนั่งขำตัวเองก็ได้ว่าตอนนั้นกูทำอะไรอยู่วะ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมกำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต มันจะผิดตรงไหนถ้าผมจะกลับตัวกลับใจ เลิกทำสิ่งที่ไม่ดี ลองสักตั้งให้รู้ว่าผมดีพอ

สักวันหนึ่งผมจะยืนข้างๆมันอย่างน่าภูมิใจ

“มึงไม่เข้าใจหรอกเบ๊บ” ผมเอ่ยบอกคนข้างๆ แต่เราสองคนก็ยังคงขับไปข้างหน้าช้าๆพร้อมกัน

“ผมอาจจะไม่เข้าใจทั้งหมดว่าพี่คิดอะไรในหัวบ้าง แต่ไม่ได้แปลว่าผมไม่รู้เลยนะ ถ้าพี่กำลังคิดจะทำอะไรเพื่อผมมากมายขนาดไหน ก็อยากให้พี่รู้เหมือนกันว่าผมขอบคุณมากและผมโคตรดีใจ แต่พี่อย่าลืมว่าไม่ว่าพี่จะเป็นยังไง จะรวยจะจน หรือจะเคยทำอะไรผิดมา ผมไม่มีวันไม่รักพี่”

“กูไม่รู้จะพูดอะไรว่ะ” วันนี้มันแย่งผมบอกรักอีกแล้วนะ

“ผมไม่ห้ามในสิ่งที่พี่กำลังจะทำ เพราะผมรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีและผมภูมิใจเหมือนวันแรกที่เราเจอกัน”

‘ไอ้เบ๊บเป็นตุ๊ด’

‘ฮืออออ ไม่ได้เป็นตุ๊ด’

‘มึงเป็นตุ๊ด ไอ้เบ๊บเป็นตุ๊ด ไอ้เบ๊บเป็นตุ๊ด’

‘ตุ๊ดพ่อมึงดิ เป็นลูกผู้ชายป่ะวะ ลูกผู้ชายเขาไม่กดคนอื่นแล้วยกตัวเองขึ้นหรอก’

นึกแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ ไม่รู้ว่าตอนนั้นผมคิดอะไรถึงเข้าไปช่วยมันและพูดแบบนั้นออกไป คงแค่รู้สึกสมเพชเด็กผอมๆคนหนึ่งที่โดนเพื่อนรุมแกล้ง แต่หลังจากนั้นมันก็ตามติดผมแจ ไปไหนก็คอยทำนู่นทำนี่ให้ หยิบจับอะไรก็เสนอหน้าไปหมด แรกๆก็รำคาญ แต่หลังๆก็เริ่มชินที่มีมัน เป็นภาวะที่ต่างคนต่างได้ประโยชน์จากกัน

“กูรักมึง” ตั้งแต่รู้ตัวเอง จนถึงตอนนี้ ผมมั่นใจในทุกคำที่พูดไป

“อืม ผมก็ระ...”

บรื้นนนนนนนนน

บรื้น บรื๋นนนน บึ๊นบื๋นนนนนนนนนนน

ไอ้เบ๊บยังพูดไม่จบดี อยู่ๆก็มีเสียงมอเตอร์ไซค์หลายคันบิดเข้ามารอบข้างเรามากขึ้น ตอนแรกผมก็ตกใจเพราะนึกว่าเป็นพวกแก๊งที่ชอบหาเรื่องหรือดักปล้น แต่พอตั้งใจมองและฟังเสียงท่อแล้วก็จะพบว่ามันคุ้นๆ

“พี่บอยยยยยยย”

“โห่พี่ หายไปนานเลย”

“วู้ววววววว”

เสียงโห่ร้องตะโกนก้องไปทั่วพื้นที่คงเรียกเสียงด่าของชาวบ้านได้ดีกว่าอะไร เพราะไอ้พวกที่ขับมาเร่งเครื่องใส่ผมกับไอ้เบ๊บก็คือไอ้เด็กในแก๊งที่หายหน้าหายตากันไปนาน

 ไม่สิ ผมต่างหากที่หายหน้าหายตา

คนแรกคือไอ้เอกที่เสนอหน้ามาก่อนใคร มันยิ้มแป้นแล้นจนนึกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ก่อนจะขับมาตัดหน้าผมสองคนเพื่อให้จอด จากนั้นก็ตามมาด้วยหลายชีวิตราวสิบคน ถึงความจริงเราจะมีกันมากกว่านี้เป็นสองเท่า แต่พวกมันมากันเยอะขนาดนี้ในวันที่ไม่มีแข่งก็ถือว่าน่าแปลกใจมากแล้ว

ดังนั้นพอจอดรถแล้วดับเครื่องเสร็จ ผมก็ตะโกนถามพวกมันทุกคน “พวกมึงมาทำไรกันวะ”

“ก็พี่หายไปเลย ถ้าพวกผมไม่ออกมาก็คงไม่ได้เห็นหน้าพี่เลยใช่ป่ะ” ไอ้เอกตอบ ส่วนลูกกระจ๊อกที่เหลือของมันก็พยักหน้าตามกัน

“แล้วรู้ได้ไงว่ากูจะมา” ไม่ต้องคิดอะไรก็พอจะเดาได้ว่าไอ้เบ๊บเป็นคนคิดเรื่องนี้

“สนใจทำไมล่า พี่แหละเป็นไงมั่ง”

“ก็ดี พวกมึงอะ”

ผมโดนไอ้พวกที่เหลือชวนคุยและชวนออกไปขับรถประลองของใหม่ที่พวกมันไปเจิมมาหลายต่อหลายรอบ ยอมรับว่าคืนนี้แม่งโคตรสนุก ผมคิดถึงบรรยากาศแบบนี้จริงๆ แต่ในเมื่อคิดจะเลิกแล้ว ผมก็คงต้องบอกพวกมันจริงๆจังๆ

“เห้ยพวกมึง กูว่าหลังจากนี้กูจะเลิกแล้วว่ะ”

“หือออ คือไร”

“เลิกไรพี่” เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาหลังจากที่ผมตะโกนบอกพวกมันก่อนที่เราจะแยกย้ายกันกลับ ก็คงตกใจน่าดู แต่ผมก็ตัดสินใจแล้วเหมือนกัน

“เลิกแว้นแบบนี้ กูว่ากูจะออกจากแก๊งแล้ว”

“หมายความว่าไงอะพี่”

“อย่างงี้แก๊งก็ยุบอะดิ”

“ได้ไงอะ” มีทั้งคนที่อายุน้อยกว่า เท่ากัน และมากกว่าผมที่โวยวายขึ้นมา

“กูรู้ว่าพวกมึงอาจจะไม่ได้คิดว่ามึงจะต้องตั้งใจเรียนหรือตั้งใจทำงานตอนนี้ แต่กูต้องหาเงิน กูจะใช้ชีวิตแบบเดิมไม่ได้แล้ว” ตอนพูดผมก็เหลือบไปมองหน้าไอ้เอกกับไอ้เบ๊บช้าๆ มันสองคนพยักหน้าให้ผมแล้วก็ส่งยิ้มมาให้ คงมีแค่พวกมันสองตัวที่เข้าใจสิ่งที่ผมทำมากที่สุด

“ถ้าพี่เดือดร้อน ยืมผมก่อนก็ได้นะพี่ แต่อย่าออกจากแก๊งเลย”

“เออใช่ พวกผมรวมๆกันก็พอช่วยได้นะพี่”

“ไม่ใช่อย่างนั้น กูไม่ได้จะเอาเงินก้อน แต่กูต้องทำตัวให้มั่นคง พวกมึงเข้าใจป่ะวะ” ผมพยายามอธิบาย แต่คิดว่ายังไงพวกมันก็คงไม่เข้าใจทั้งหมด

ผมรู้ว่ากลุ่มที่ไม่มีหัวหน้ามันก็คงต้องยุบลงสักวัน ถ้าไม่มีหัวหน้าคนใหม่ขึ้นมาไอ้พวกนี้ก็คงแยกย้ายไปตามทางของตัวเอง อาจจะไปรวมกับแก๊งอื่น หรือว่าจะสร้างแก๊งใหม่ขึ้นมา หลายคนคงไม่พอใจที่เป็นแบบนี้ แต่ไม่ว่ายังไงสักวันผมก็ต้องเลิกอยู่ดี เพียงแต่ตอนนี้มันอาจจะเร็วไปหน่อย

“เอาเป็นว่ากูเลือกแล้ว พวกมึงอาจจะไม่พอใจ กูก็ขอโทษด้วย แต่หลังจากนี้ก็ถือว่าพวกเราเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกันต่อไปนะเว้ย ถ้ามีอะไรให้กูช่วยก็บอกได้ ถ้ากูช่วยได้กูไม่ลังเลที่จะช่วย ยังไงกูก็ยังเหมือนเดิม”

“พี่แม่งงงงงงงงงง” บางคนส่งเสียงโอดครวญทำนองว่าไม่พอใจนะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“งั้นผมขอให้พี่ไม่ทำงี้ได้ป่ะวะ ผมใช้สิทธิ์น้องอะ”

“ปัญญาอ่อนสัส” ผมด่าไอ้ปั้นไปหนึ่งดอก “ดูแลตัวเองดีๆนะพวกมึง อย่าโดนตำรวจจับล่ะ”

“ถ้าจะเอางี้ก็ไม่มีทางเลือกละใช่ป่ะพวกเรา” ทีนี้พวกมันก็เริ่มคุยกันเอง มีปรึกษากันบ้างเล็กน้อย บางคนก็มองหน้าผมออกแนวน้อยใจ

ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าพวกเราจะผูกพันกันได้มากขนาดนี้ จากเด็กกากๆที่ไม่รู้อะไรเป็นอะไร ก็มารวมกลุ่มกัน โตมาด้วยกัน กินด้วยกัน นอนด้วยกัน ยกพวกตีกันเป็นว่าเล่น แต่ผมก็ยอมรับว่าห่วงพวกมันทุกคนนะ

และก็คงไม่ต่างกับทุกคนที่ห่วงผมเช่นกัน

พอหารือกันสักพัก ก็มีบางคนเดินมาพูดกับผม “ถ้าพี่จะเอางี้ ผมก็ยอมรับว่ะ ยังไงพี่ก็เป็นพี่ผม ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกในไลน์ได้เหมือนเดิม พวกผมพร้อมจะช่วยเหมือนกัน”

“ผมด้วยยยยยยย ทำงานอย่าหักโหมนักนะพี่”

“ไอ้บอย เป็นเศรษฐีอย่าลืมกูนะสัส”

“เออ ขอบใจพวกมึงมาก” ผมยิ้มให้กับคำพูดที่ดูห่ามๆ แต่กลับแฝงไปด้วยการยอมรับ “งั้นก็ไว้เจอกันนะเว้ย”

คงเพราะเป็นผู้ชายและโตมาด้วยกัน พวกเราจึงไม่ต้องพูดอะไรกันมากมาย ต่างคนก็ต่างรับรู้ความรู้สึกของกันได้ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงต่อไปเหมือนกัน แต่ผมก็เชื่อเหลือเกินว่าความเป็นพี่น้องจะยังอยุ่เหมือนเดิม

หลังจากที่บอกลากันเรียบร้อย พวกที่เหลือก็กระจายข่าวส่งต่อไปยังคนอื่นๆทั่วทั้งแก๊ง จากนั้นเราก็ต่างคนต่างกลับบ้านใครบ้านมัน ผมขับรถไปส่งเบ๊บก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน เพราะตอนนี้ปาเข้าไปเกือบจะตีหนึ่งแล้ว ไม่อยากปล่อยมันกลับเอง

“เดี๋ยวเบ๊บ” ผมเรียกอีกคนไว้ตอนที่มันกำลังจะเข็นรถเข้าบ้าน

“หืม ว่าไง”

ผมดับเครื่องแล้วเดินลงจากรถไปหา ตั้งใจอยากจะขอบคุณมันตั้งแต่ก่อนกลับแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาส เพราะตอนนั้นก็ค่อนข้างวุ่นวาย แล้วที่สำคัญผมก็พูดอะไรอย่างนั้นต่อหน้าคนอื่นไม่ได้

“ขอบใจ”

“เรื่องที่ผมโทรตามไอ้พวกนั้นอะนะ” ไอ้เบ๊บปล่อยมือออกจากแฮนด์รถแล้วก็เดินเข้ามาหาผมเช่นกัน “ผมโทรไปถามไอ้เอกว่าวันนี้มีแข่งไหม มันบอกว่าไม่มี ตอนแรกก็แค่คิดว่าอยากจะชวนพี่ออกไปเฉยๆแหละ แต่ว่าถ้าไม่มีเสียงท่อคีย์อื่น มันจะเหมือนกับเราออกไปแว้นกันได้ยังไง จริงป่ะ”

“หึ มึงมันบ้า”

“อือ ก็แค่อยากให้พี่หายเครียดสักที” มันตอบยิ้มๆ

“ก็หายจริงๆแหละ ถ้าไม่มีมึงก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากูจะรู้ตัวเมื่อไรว่าเครียดเกินไปแล้ว”

“งั้นก็ดูแลตัวเองให้มากๆสิ อย่าหักโหม”

“เออๆ รู้แล้ว” ผมรับปากพร้อมกับเอื้อมมือไปขยี้หัวมัน ยิ่งอยู่ด้วยกันผมก็ยิ่งสบายใจ

“ยุ่งหมดแล้ววววว”

“...”

“...”

“กูจูบได้ป่ะวะ” ผมถามพร้อมกับค่อยๆโน้มหน้าเข้าไปหาอีกคน ที่ถามก็ไม่ได้ต้องการการอนุญาตหรอก หลายวันมาแล้วที่เราแทบจะไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย พอมาวันนี้ที่มันทำอะไรให้ผมมากมายหลายอย่าง ความคิดถึงมันเลยห้ามไม่ได้อีกแล้ว

ยิ่งเข้าใกล้เบ๊บก็ยิ่งหลบสายตา จนผมต้องละมือจากที่ขยี้หัวมันไปจับท้ายทอยไว้แทนเพื่อไม่ให้มันหันหน้าหนีได้ และเมื่อริมฝีปากเราประกบกันหัวใจผมก็ยิ่งพองโตไปกันใหญ่ เพราะรู้ว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่คิดถึงการสัมผัส เบ๊บก็คงโหยหาเหมือนกัน

เราต่างไม่มีใครยอมใคร ใช้เวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันอีกไม่กี่นาทีตักตวงความสุขจากริมฝีปากของกันและกัน นานจนเบ๊บต้องผลักอกผมออกห่างเพราะมันหายใจไม่ออกแล้ว

“แฮ่ก พี่จะฆ่าเบ๊บหรอ” มันมองผมตาขวาง แต่ก็พยายามหอบหายใจไปด้วย

“อย่าเรียกแทนตัวเองตอนนี้” เพราะผมอยากจูบมันอีกแล้ว “เข้าบ้านไปนะ...อืม”

ยังไม่ทันไล่มันเข้าบ้านไปนอนเพราะพรุ่งนี้โรงเรียนมันเปิดเทอมแล้ว ไอ้เบ๊บก็เป็นฝ่ายดึงคอเสื้อผมเข้าไปประกบปากมันเอง ผมได้แต่แอบยิ้มในใจเพราะไม่คิดว่ามันจะกล้าทำขนาดนี้

“อือ...อืมมมมม”

ผมไม่รู้ว่านานเท่าไรที่ต่างคลอเคลียกันและกัน ผมไม่เคยรู้สึกพอหรอกเมื่ออยู่ใกล้ๆมัน แต่คิดว่าถ้าปล่อยให้มันส่งเสียงร้องครางแบบนี้ คนที่แย่ก็ไม่พ้นตัวเองแน่นอน แค่จูบยังทำให้สติเตลิดได้ขนาดนี้เลย ดังนั้นผมเลยค่อยๆผละริมฝีปากออกช้าๆ แล้วดึงทั้งตัวมันเข้ามากอดไว้

“รักมึงฉิบหาย”

“อืออออออ” เบ๊บบ่นอะไรอู้อี้ในลำคอ ก่อนจะโอบแขนมากอดผมไว้เหมือนกัน

และตอนที่ผมกำลังสูดดมความหอมจากตัวคนที่โคตรคิดถึง สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นเงาคนยืนอยู่ตรงต้นไม้ในบ้าน นั่นทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมามองดีๆ

.

.

.

และพบว่าผมพลาดซะแล้ว...

.

.

.        

.

.

“ลุงโชติ...”







--Talk--

ได้โปรดอย่าทำร้ายกันเรยยยยยย คือถ้าไม่อ่านถึงบรรทัดสุดท้ายนี่ก็คงยิ้มอยู่อะเนาะ5555555 ช่วงนี้ติดละครมากเลย ซีรีส์ด้วย โอย เยอะแยะไปหมด และทั้งหมดทั้งมวลก็คือสาเหตุที่ทำให้ข้ามาอัพช้านั่นเอง อิอิ

อยากให้เมนต์บ้างอะว่ามันดีหรือไม่ดี เพราะเรื่องนี้ก็ดำเนินมาไกลแล้ว อีกไม่กี่ตอนก็จะจบแล้วค่ะ ทุกคนติชมกันได้เลยนะคะไม่ต้องเกรงใจ เราจะนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นในเรื่องต่อๆไปค่ะ แต่เรื่องอัพช้านี่ปรับไม่ได้จริงๆ ความขี้เกียจส่วนตัวค่ะ555555555

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามน้าาาาาาา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น