หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 26 ดินแดนพิศวง (10)

ชื่อตอน : ตอนที่ 26 ดินแดนพิศวง (10)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2561 15:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26 ดินแดนพิศวง (10)
แบบอักษร

                “พี่เจวี๋ย ...... น่าขยะแขยงอะ” หวังทั่นจือพูด

            “ขยะแขยงยังไง?” เฟิงปู้เจวี๋ยถามกลับ แล้วก็พุ่งเข้าไปหาศพร่างนั้น

            “ไม่ว่าจะความคิดหรือการกระทำมันก็น่าขยะแขยงด้วยกันทั้งนั้นแหละ” หวังทั่นจือพูด “พี่คงไม่คิดว่าของรางวัลไม่พอเลยจะทำอะไรเหลวไหลไปเรื่อยหรอกนะ ......”

            “ทำไปเรื่อย?” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “ถ้าด้านในมีอึหรืออะไรอย่างอื่น อันนี้สิถึงจะถือว่าทำไปเรื่อย” เขานั่งยองลงไปหน้าศพที่สอง “ถ้าด้านในไม่มีอะไรเลย อันนี้มันถือว่าฉันคาดการณ์ผิดไป ไม่ถือว่าทำอะไรไม่คิด แต่ด้านในมันจะต้องมีอะไร ......” เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยพูดถึงตรงนี้ เขายื่นมือเข้าไปบริเวณแผลตรงหน้าท้อง แล้วค่อยคลำหาสิ่งของที่อยู่ภายใน

            “น้องหวัง ...... บอกที ในชีวิตจริงตกลงแล้วน้องเฟิ่งเขาทำงานอะไรกันแน่ ......” ที่หลงอ้าวหมินถามเพราะเขาถูกเพื่อนร่วมทีมทำให้ตกใจกลัวจนค่าความสยองมีการเคลื่อนไหว

            “นักเขียน ......” หวังทั่นจือพูดด้วยท่าทีที่เฉื่อยชา

            “นักเขียนน่ากลัวได้ขนาดนี้เลยเหรอ?” หญิงเหงาหงอยยืนฟังอยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้นมา

            “ชัดเจนว่า ..... เขาไม่ใช่คนสำคัญอะไร” หวังทั่นจือพูดเสริม

            “ฮ่า!” เฟิงปู้เจวี๋ยหัวเราะขึ้นมา ทำให้อีกสี่คนที่เหลือตกใจ

            “LOOK!” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดอย่างกระหยิ่มใจ เขายกมือขึ้นพร้อมกับของชิ้นหนึ่ง เขาหาไอเทมได้จากศพศพนั้นจริงๆ แถมยังเป็นไอเทมระดับยอดเยี่ยมอีกด้วย ......

            [ชื่อ: ดวงตาแห่งความแค้น]

            [ประเภท: อุปกรณ์ป้องกัน]

            [คุณภาพ: ยอดเยี่ยม]

            [กำลังป้องกัน: ไม่มี]

            [คุณสมบัติ: ไม่มี]

            [ประสิทธิผล: สามารถมองเห็นเป้าหมายความแค้นของมอนสเตอร์ได้ในทันที]

            [เงื่อนไขไอเทม: ตัวละครเลเวลต่ำกว่า 20 หลังเก็บจะไม่สามารถแลกได้]

[สามารถนำออกจากโครงเรื่องได้หรือไม่ : ได้]

            [หมายเหตุ: ในเมื่อคุณหาไอเทมชิ้นนี้พบ แน่นอน มันก็จะเป็นของคุณ ดวงตาคุ้มครองชิ้นนี้เป็นของนักเวทย์ที่ตายแล้วชิ้นหนึ่ง เขาสร้างศัตรูไว้มาก อยากจะใช้ของสิ่งนี้ตรวจสอบกลิ่นอายสังหารของคนอื่นๆ แต่น่าเสียดาย ของสิ่งนี้สำรวจได้เป้าหมายเดียวเท่านั้น ...... ในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ เขาแกะตัวอักษรเล็กๆไว้แถวหนึ่งว่า ------ เมื่อคุณมองฉัน ฉันก็กำลังมองคุณอยู่เช่นกัน]

             ไอเทมชิ้นนี้แลดูราวกับแว่นกันลมของเหล่านักบินในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ปัญหาเดียวที่มีคือ มันหยิบออกมาจากท้องคนตาย น่าขยะแขยงมาก ......

            “บอกแล้วไง การแจ้งเตือนของสถานีตำรวจแห่งนี้มันชัดเจนมากอยู่แล้ว เกือบครึ่งเมืองไม่มีแม้แต่เงาคน แต่ที่นี่กลับมีศพซะงั้น อีกสองศพไม่มีของอะไรเลย มันดูเหมือนจะมีแล้วก็ไม่มี หากมีแค่กระบองตำรวจชิ้นนั้นจริงๆ ระบบคงไม่กำหนดให้ต้องเห็นศพทั้งหมดชัดเจนขนาดนี้ แค่วางกระบองไว้ใต้เก้าอี้ที่ไหนก็ได้สักที่ก็พอ”

            “โอเค ...... ถือว่านายแน่ ......” หวังทั่นจือกล่าว “เวลาเหลือไม่มากละ เราออกเดินทางต่อดีกว่า ฟื้นฟูสภาพแล้วก็หาไอเทมกันพอประมาณละ เพื่อนร่วมทีมก็ตะลึงกับนายไปไม่น้อยแล้วเนี่ย”

            ..........

            หลังจากออกจากสถานีตำรวจแล้ว ทั้งห้าคนก็เดินตามถนนต่อไป การสำรวจสถานีตำรวจ ทำให้พวกเขาสำเร็จภารกิจบางอย่างที่อาจจะเป็นภารกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แล้วก็ได้ไอเทมออกมาไม่น้อยเลย จริงๆ แล้วบรรยากาศภายในทีมมันควรจะดีกว่านี้ ...... แต่ความประหลาดของเฟิงปู้เจวี๋ยกลับปรากฎออกมา ทำให้ทุกคนแอบกลัว ความน่ากลัวมันดูจะมากกว่าเนื้อหาของเกมด้วยซ้ำไป

            ความน่ากลัวหรือตกใจในเกมไม่ว่าจะน่ากลัวแค่ไหน จะทำให้ตกใจขวัญหนีดีฝ่อแค่ไหน ทุกคนก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องที่สมมติขึ้น แต่สิ่งที่เฟิงปู้เจวี๋ยทำในทุกๆ อิริยาบท ไม่ว่าจะการพัฒนา อัพเกรด ...... มันเหนือความคาดหมายมาก เขาเป็นผู้เล่นที่มีชีวิตจริงๆ มันทำให้คนที่คิดถึงรู้สึกหวาดกลัว ......

            “ดูข้างหน้านั่นสิ!” เดินไปประมาณสิบกว่านาที หลงอ้าวหมินก็หยุดเดินอีก แล้วชี้ไปข้างหน้าพลางพูด

            ทุกคนมองไปตามทางที่ชี้ พวกเขาเห็นลานสนามลานหนึ่ง เป็นลานสนามที่กว้างมาก พื้นปูด้วยหินกาบ บริเวณตรงกลางมีประตูบานพับขนาดใหญ่ สูงประมาณสิบเมตร กว้างขนาดสี่เมตร ประตูด้านหนึ่งทาไปด้วยสีดำมืดดูแล้วอึดอัด ส่วนอีกด้านกางออก

            ทั้งห้าเดินตรงไปที่ประตูบานนั้น เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น : [บรรลุภารกิจปัจจุบัน อัพเดทภารกิจหลัก]

            เมื่อเปิดแถบเมนูขึ้นมา ช่องรายการภารกิจ [สำรวจเมือง ค้นหาประตูปีศาจ] ก็มีเครื่องหมายติ้กถูกแสดงขึ้น ด้านล่างก็ปรากฏภารกิจขึ้นมาอีกสองรายการ : [ไปค้นหากุญแจธาตุไฟในสถานีตำรวจที่ถนนสายที่เก้าทางทิศตะวันออก] และ [ไปหากุญแจธาตุไม้ในห้างสรรพสินค้าที่ถนนสายสิบห้าทางทิศใต้] เมื่อรายการภารกิจแรกได้ปรากฏขึ้น ช่องด้านขวาก็ถูกติ้กถูก

            หลังจากเฟิงปู้เจวี๋ยดูช่องภารกิจแล้ว ก็รีบเดินไปยังหน้าประตูบานใหญ่ทันที เขามองสำรวจตรงหน้าประตูอยู่หลายวินาที แล้วพูดว่า : เป็นอย่างนี้นี่เอง ...... ดูแล้วก็ไม่ถือว่าเขี้ยวจนเกินไปนัก ค่ายกลเวทย์มนต์ทั้งห้ามีสามแห่งที่ส่องแสงอยู่ แสดงให้เห็นว่าธาตุทอง น้ำ กับดิน เราไม่จำเป็นต้องหากุญแจแล้ว เพราะมันปิดผนึกอยู่บนประตูตลอด”

            พวกของหวังทั่นจือก็เดินเข้าไปเช่นกัน มองไปตามสายตาของเฟิงปู้เจวี๋ย ประตูบานที่กางออกเต็มไปด้วยความมืดมน ทำให้รู้สึกว่าต่อให้แสงไฟมากขนาดไหนก็ไม่สามารถจะสาดส่องเข้าไปได้ กรอบประตูอยู่ในตำแหน่งแนบชิด ค่ายกลเวทย์มนต์ทั้งห้าถูกแยกโดยสีห้าสี เรียงกันตามมุมรูปดาว ด้านข้างของค่ายกลเป็นอักขระโบราณ แล้วมันส่องแสงอยู่สามช่อง

            เฟิงปู้เจวี๋ยหยิบกุญแจธาตุไฟออกมา วางไว้บนฝ่ามือ แล้วยกแขนขึ้น เข้าใกล้ประตู แต่เมื่อรอไปสักครู่ กลับไม่มีการตอบสนองใดๆ เขาจึงเก็บกุญแจเอาไว้ที่เดิม แล้วพูดว่า : “อืม ...... สงสัยคงต้องรอเก็บกุญแจจนครบก่อน แล้วอัพเดทภารกิจต่อไปก่อน ถึงจะรู้ว่าเราจะต้องปลดผนึกยังไง” เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง “เรื่องมันอาจไม่ง่ายแบบนั้น ความมืดที่ปรากฏในครั้งแรกและครั้งที่สองระยะมันห่างกันประมาณ 30 นาที ระยะตอนนี้ห่างจากครั้งที่สองมาแล้วประมาณ 18 นาที หากระยะห่างในทุกครั้งระยะเวลานั้นเท่ากัน งั้นเราก็มีเวลาเพียงอีกแค่ 12 นาทีในการเข้าไปค้นหากุญแจในห้างสรรพสินค้า และสังหารมอนสเตอร์ที่อยู่ตรงนั้น ไม่งั้น ......”

            เมื่อหลงอ้าวหมินฟังจบก็รีบนำขบวนเดินหน้าต่อไปทันที “เร็ว ! ตามมา !” ถึงแม้เขาจะคิดไม่ได้ไกลขนาดนั้น แต่ก็ยังสามารถประเมินสถานการณ์บางส่วนได้ หากต้องเจอมอนสเตอร์ที่แกร่งมากๆ อีก คนที่ตายคนแรกก็คงเป็นตัวเองแน่นอน ก่อนหน้านี้ถูกเจ้าศพโชกเลือดโจมตีจนเริ่มกลัวแล้ว เพราะงั้นเขาก็ไม่อยากจะทำอะไรที่เสี่ยงแบบนั้นอีก

            ทั้งห้าคนวิ่งไปตามพี่หลงไปทางทิศใต้ บริเวณประตูปีศาจมีแผนผังเมืองอยู่ แต่ละถนนจะมีการระบุตัวเลขไว้ชัดเจน ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องให้เฟิงปู้เจวี๋ยบอกทาง หลงอ้าวหมินเดินไปยังถนนสายสิบห้าทางทิศใต้อย่างรวดเร็ว

            พวกเขาใช้เวลา 5 นาทีวิ่งราวหนึ่งกิโล เมื่อถึงหน้าประตูทางเข้าห้าง ระยะทางที่ไม่ใกล้ไม่ไกลแบบนี้ ในชีวิตจริงก็เกิดขึ้นได้เป็นปกติอยู่แล้ว แต่หลังจากวิ่งมาแล้วต้องใช้เวลาหายใจอีกเกือบสองนาทีถึงจะหายใจได้เป็นปกติ

            “ไม่น่าเชื่อจะมีไฟฟ้าด้วย ......” หลงอ้าวหมินเป็นพวกที่วิ่งมาราธอนในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี แค่กิโลเดียวสำหรับเขาเล็กน้อยมาก

            นี่บอกได้ถึงคำนิยามใหม่อีกคำหนึ่ง ------ “ไม่แสดงคุณสมบัติ”

            สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าทุกๆ ที่จะมี แม้แต่ในชีวิตจริง ก็ไม่สามารถระบุคุณสมบัติทั้งหมดได้ หากจะยกตัวอย่างจากหลงอ้าวหมิน เขาถือได้ว่าเป็นผู้เล่นที่มีรูปร่างค่อนข้างแข็งแกร่ง ความแข็งแกร่งที่เขากับผู้เล่นสูญเสียไปนั้นแน่นอนว่าต้องมีความต่างแน่นอน หากเทียบกับผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่งแย่ที่สุดในกลุ่มอย่างสาวเหงาหงอยแล้วละก็ ความแข็งแกร่งที่หลงอ้าวหมินเสียไปนั้นถือว่าน้อยมาก ถึงแม้จะมีระยะเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น แต่ค่าความต่างเกมจะมีการบันทึกไว้ทั้งหมด

            พูดง่ายๆ ก็คือ หากเทียบจากค่าความแข็งแกร่งที่เท่ากัน ใช้ความเร็วต่อเนื่องในระดับเดียวกัน หลงอ้าวหมินจะวิ่งได้ไกลกว่าเหงาหงอย นี่ก็คือความต่างของการไม่แสดงคุณสมบัติ

            ยกอีกสักตัวอย่าง หากในชีวิตจริงเปรียบเทียบกับคนที่ใช้ปืนเป็นกับคนที่ไม่เคยสัมผัสปืนเลย ทั้งคู่มีความเชี่ยวชาญในระดับ A เท่ากัน (ระดับยอดเยี่ยม A: มีโอกาสที่เข้าใจสกิลทักษะอย่างลึกซึ้ง เมื่อมาถึงในระดับ โอกาสการยิงสำเร็จนั้นเท่ากับ 100%) หากพวกเขาใช้สกิลเดียวกัน ยิงเป้าหมายที่เหมือนกัน คนที่ใช้ปืนเป็นในชีวิตจริงนั้น ก็จะสามารถสร้างการทำลายล้างและความแม่นยำที่สูงกว่า แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ตัวผู้เล่นเองไม่สามารถมองออกแน่นอน มีเพียงระบบเท่านั้นที่รู้ว่าต่างกันเท่าไร

            เมื่อตามเกมที่ลึกไปเรื่อยๆ ผู้เล่นรวบรวมความสามารถแข็งแกร่งมากขึ้น หลังเลเวล 30 ไปแล้วความสามารถก็จะใกล้เคียงกับเดอะเมทริกซ์ที่สามารถเหาะเหินและทะลุกำแพงได้แบบนั้น เวลาออกหมัดออกท่าทางก็จะแม่นยำมากขึ้น เมื่อถึงตอนนั้น ความต่างของการไม่แสดงคุณสมบัติก็จะแยกยากมากขึ้น หากต้องการจะจำกัดความของคำนี้แล้วละก็ ก็มอง “ความสามารถพิเศษ” ให้เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่ง ที่เป็นกำไรของผู้เล่น

            “น่าจะไม่ต่างกับสถานีตำรวจ น่ามีความเกี่ยวเนื่องกับภารกิจหลัก น่าจะมีอะไรที่สถานที่อื่นไม่มีเช่นแสงไฟหรือศพ” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            “แล้วทำไงต่อดี? รอมอนสเตอร์ออกมาลอบโจมตีเรางั้นเหรอ?” หวังทั่นจือกล่าว

            “ระบบคงไม่ทำอะไรน่าเบื่อขนาดนั้นหรอก? ใช้วิธีเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “เข้าไปกันเถอะ อย่าไปหวังเลยว่าจะมีศพโชกเลือดโผล่ออกมาจากกำแพงอีก ด้านในต้องมีมอนสเตอร์อีกแน่นอน ......”

            เขาเดินนำไปยังประตูใหญ่ ประตูบานนี้เป็นประตูกระจกสองด้านที่เลื่อนเปิดปิด ตอนนี้กำลังเปิดอยู่ เฟิงปู้เจวี๋ยเดินมุ่งเข้าไปอย่างไม่ลังเล

            ศูนย์ซื้อสินค้าแห่งนี้กินพื้นที่ใหญ่มาก หากประเมินด้วยสายตาไม่มีทางประเมินได้เลยว่ามีกี่ไร่ ภายในมีไฟส่องสว่าง มีลิฟต์ มีบันไดเลื่อน และยังมีแคชเชียร์เก็บเงินแลอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้งานทั่วไป แต่ว่าชั้นวางสินค้าถูกทำลายไปไม่น้อยเลย

            เฉพาะอาคารหลักก็มีห้าชั้นแล้ว โดยรอบด้านมีลิฟต์แก้วไว้ขึ้นลง ทุกชั้นจะมีบันไดเลื่อน ทางหนีไฟก็ไม่ได้ถูกปิดตาย แน่นอนว่าด้านในจะต้องมีบันไดธรรมดา

            หลังจากที่เดินเข้ามาจากประตูใหญ่ มันก็คือห้างที่ใหญ่จนไม่รู้ทิศทาง เครื่องแคชเชียร์ก็มีประมาณกว่าสามสิบเครื่องแล้ว วางเรียงกันเป็นแนวยาว ราวกับกำแพงแนวหนึ่ง ชั้นด้านบนเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้า คาราโอเกะ ร้านอาหาร โต๊ะสนุ๊ก และอื่นๆ อีกมากมาย หากมีเวลามากพอ เหล่าผู้เล่นไม่สำรวจทุกซอกทุกมุมแล้วละก็ถือว่าผิดกับตัวเองแน่ๆ

            เฟิงปู้เจวี๋ยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาเดินไปยังป้ายบอกทางที่อยู่ตรงหน้าประตูเป็นอันดับแรก เขารีบกวาดสายตามองดูว่าแต่ละชั้นนั้นมีอะไรบ้าง แต่เนื่องจากอะไรที่ห้างนี้ควรมีก็มีจนหมด มันก็เลยทำให้เกิดความมึนงง

            “กุญแจธาตุไม้มันจะอยู่ที่ไหนได้นะ ...... แผนกเฟอร์นิเจอร์เหรอ? หรือว่าแผนกของเล่น?” ชายโดดเดี่ยวกระตือรือร้นที่จะเสนอความคิดเห็นออกมา

            หากในทีมมีเฟิงปู้เจวี๋ยสักห้าคน แต่ละคนคงเหมาไปคนละชั้น แบ่งกันไปทำตามสัดส่วน แต่ปัญหาคือ มีเฟิงปู้เจวี๋ยคนเดียวในทีม แล้วบนโลกนี้ก็มีเฟิงปู้เจวี๋ยคนเดียวเท่านั้น แยกงานทำแน่นอนว่าไม่มีปัญหา แต่นอกจากจะไม่ได้อะไรแล้วอาจจะมีอันตรายด้วย

            ในขณะที่เฟิงปู้เจวี๋ยกำลังคิดวิเคราะห์อยู่ ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็รู้สึกได้ว่าพื้นดินกำลังสะเทือน มันมีการเปลี่ยนแปลง

            ตึง ------ ตึง ------ ตึง ------

            เสียงกระแทกอย่างรุนแรงกลับดังมาจากใต้พื้นดิน ห่างจากพวกเขาราวสิบเมตร พื้นเริ่มแยกตัวออก กลายเป็นรูปแบบอย่างกับภูเขาไฟ กระเบื้องบนพื้นแตกกระจาย ชั้นวางสินค้าโดยรอบล้มระเนระนาด มันเป็นแบบนี้ราวเจ็ดแปดครั้ง ในที่สุด มอนสเตอร์ก็โผล่ทะลุขึ้นมาจากใต้ดิน ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน

            “พนันห้าเหรียญเลย ฆ่าเจ้านี่ได้เจอกุญแจแน่นอน” เฟิงปู้เจวี๋ยมองไปที่ “ต้นไม้ใหญ่” และพูด

            ครึ่งตัวล่างของมันยังคงอยู่ใต้ดิน ที่อยู่ด้านนอกคือต้นไม้สีดำท่อนหนึ่งซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางสองเมตร ด้านบนมีกิ่งไม้ยาวราวกับกรงเล็บ แต่ไม่มีใบไม้เลยแม้แต่ใบเดียว เจ้าต้นนี้ยังมีสิ่งที่คล้ายเครื่องหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไม้ทั้งหมด

            แต่หลงอ้าวหมินดูจะไม่มีอารมณ์จะล้อเล่น เขากล่าวว่า : “ฉันว่าเจ้านี่มันคงเคลื่อนที่ไม่ได้ ต่อให้กิ่งด้านบนจะใช้แทนมือได้ ขอบเขตการควบคุมคงไม่กว้างเท่าไหร่ ขอแค่ติดตัวบริเวณด้านข้างตัวมัน พยายามเลี่ยงปากของมัน อ้อมไปด้านหลัง ถือเป็นจุดบอดในการโจมตี”

            เฟิงปู้เจวี๋ยฟังไปพลาง และหยิบ [ดวงตาแห่งความแค้น] ออกมาจากกระเป๋าแล้วใส่ ไอเทมที่ใส่ในกระเป๋าแล้วหยิบออกมาจะสะอาดเหมือนใหม่ ต่อให้เป็นอาวุธเปื้อนเลือดหรือชิ้นเนื้อมา ขอแค่ผ่านเข้ามาในช่องกระเป๋า ก็สามารถฟื้นกลับมาปกติได้ ดังนั้น เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยสวมใส่แว่นแล้วจึงไม่มีกลิ่นหรืออะไรแปลกปลอมเลย แค่คนอื่นๆ จะพลอยนึกถึงบ้างเท่านั้น ......

            “อืม ...... ฉันขอดูอะไรสักหน่อยก่อนนะ ...... เป้าหมายของมันตอนนี้คือ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยยังพูดไม่ทันจบ ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป เขาเงยหน้าขึ้นแล้วหันหลัง วิ่งไปยังราวจับบริเวณชั้นห้า

            บริเวณนั้นเป็นจุดอับแสงพอดี ริมราวจับ มีเงาคล้ายมนุษย์อยู่ในท่านั่งยองอยู่ ขณะที่เฟิงปู้เจวี๋ยและคนอื่นๆ เงยหน้าและหันหลังกลับนั้น มันก็เหมือนจะรู้ตัวแล้ว มันกางปีกที่คล้ายกับปีกค้างคาวออก กระพือพุ่งไปด้านหน้าแนวเดียวกับพื้นอย่างรวดเร็ว

            “อะไรกันเนี่ย? แบทแมนหรือไง?” หวังทั่นจือกล่าว

            “ฉันว่ามันน่าจะเป็นมอนสเตอร์อสูรอะไรมากกว่านะ ...... หมอบลง!” เฟิงปู้เจวี๋ยตะโกนร้องออกมาอย่างกะทันหัน เขาเป็นคนแรกที่หมอบลง

            ในตอนนี้เองเฟิงปู้เจวี๋ยพบว่าเป้าหมายดวงตาแห่งความแค้นมันไม่ได้หมายถึงพวกเขาคนใดคนหนึ่ง แต่มันหมายถึงเจ้ามอนสเตอร์ต้นไม้สีดำที่โผล่มาจากดินต่างหาก

            เป็นไปตามที่คิดไว้ ขณะที่เจ้ามอนสเตอร์อสูรกำลังจะพุ่งชนพื้นมันก็เปลี่ยนทิศทาง มันเปลี่ยนทิศทางแล้วพุ่งเข้าใส่มอนสเตอร์ต้นไม้ เจ้ามอนสเตอร์ต้นไม้อ้าปากออก แล้วส่งเสียงคำรามชุดใหญ่ราวกับส่งสัญญาณอะไรสักอย่าง

            เสียงที่ออกมาเป็นคลื่นเสียงที่เหมือนจริงมาก ทำให้ในอากาศเกิดลมที่แรง ทั้งห้าคนที่กำลังหมอบกับพื้นถึงกับต้องยกมือขึ้นมาปิดหูไว้ แต่กับเจ้ามอนสเตอร์อสูรที่บินพุ่งไป เสียงแค่นี้เหมือนกับทำอะไรมันไม่ได้เลย เจ้ามอนสเตอร์อสูรก็อ้าปากแยกเขี้ยวเข้าใส่เหมือนกัน บินไปพร้อมกับส่งเสียงคำราม

            มันเป็นเสียงที่แหลม คม และมีพลังทะลุทะลวง ราวกับเล็บที่ถูกกระจกขูด มันทำให้ทั้งห้าคนตัวชาได้ มอนสเตอร์สองตัวนี้ ตัวหนึ่งเสียงต่ำราวกับชายหนุ่ม อีกตัวเสียงแหลมราวกับหญิงสาว เมื่อเสียงสองเสียงปะทะกัน มันไม่มีใครสามารถคิดว่ามันคือความสุขได้ มันคือความทุกข์ที่ทรมาน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น