เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 30 คราปักษานั่งจิบชา ทานขนมเค้กกับเจ้าหญิงแห่งแคว้นแมรี่

ชื่อตอน : ตอนที่ 30 คราปักษานั่งจิบชา ทานขนมเค้กกับเจ้าหญิงแห่งแคว้นแมรี่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 228

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2561 21:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 30 คราปักษานั่งจิบชา ทานขนมเค้กกับเจ้าหญิงแห่งแคว้นแมรี่
แบบอักษร

ตอนที่ 30 คราปักษานั่งจิบชา ทานขนมเค้กกับเจ้าหญิงแห่งแคว้นแมรี่

          หยาดน้ำชากลิ่นเบอร์รี่หยดลงผสมร่วมกันบังเกิดสร้างระลอกคลื่นกระเพื่อมในแก้วเจียระไน

          หมู่วิหคกู่ร้องพลันกระพือปีกบินทะยานสู่ม่านฟ้าสีครามมีปุยเมฆลอยละล่อง

          รถม้าแล่นผ่านกรงเหล็กดัดลวดลายผีเสื้อดูดดื่มน้ำหวาน

          ลีโอน่ายืนหลบแดดใต้ร่มเงาต้นหลิวใหญ่ นางอาจนึกมิถึงว่ายามนี้หมอผีน้อยกำลังเล่าเรื่องผีให้เด็กฟัง เพราะนักไวโอลินสาวกำลังตั้งใจรับฟังเสียงสายลมฝน ใบหน้าโฉมสะคราญมีรอยยิ้มประดับมุมปากแลอ่อนนุ่มน่าหยิกน่าจิ้ม สายตาทรงภูมิเหลียวมองฝ่าหมู่กลีบใบหลิวไปในห้องรับแขกไร้ผนัง แลสบเห็นพี่แคโรไลน์และคุณไอริน วันนี้พี่แคโรไลน์มีนัดดื่มชากับคุณไอริน ท่านหญิงหรือภรรยาใหญ่ของเจ้าเมืองแบลดแอน์ สตรีผู้ดูแลจัดการงานภายในบ้านมิขยันสร้างความลำบากให้สามี บทบาทของนางคือสิ่งที่สตรียุคนี้พึ่งกระทำ หมั่นเอาใจใส่สามีผู้เป็นเสาหลักค้ำจุนครอบครัว เลี้ยงดูสอนหนังสือลูกหลานและจัดการเรื่องเลี้ยงปัญหาภายในบ้าน ที่สำคัญคือต้องคอยรับแขกเหรื่อเวลาสามีทำงานนอกบ้าน

          ภรรยาเปรียบประหนึ่งตัวแทนความงามของครอบครัว และชีวิตพวกนางจะดีจะร้ายล้วนขึ้นอยู่กับสามีทั้งสิ้น

          ไอรินเชิญแคโรไลน์มางานเลี้ยงน้ำชาเพราะมีเรื่องอยากปรึกษา หญิงสาววัยสามสิบกว่ามีความงดงามมิต่างจากสตรีวัยยี่สิบเศษ ใบหน้าเฉกเช่นมารดาปัจจุบันไอรินมีลูกสางสองคน เจอกันครั้งนี้สีหน้าท่านหญิงใหญ่โอบอุ้มความอบอุ่น อ่อนโยน อาทรอย่างละสามส่วน หางตาเรียวยาวประหนึ่งขนตานกกระเรียน ดวงตาสีน้ำเงินน้ำทะเลอัดแน่นด้วยองค์ความรู้ลึกล้ำดั่งก้นสมุทร พวงแก้มเปล่งปลั่งมีสีชมพูระบายด้วยความขวยเขินสี่ส่วน เรือนผมสีทองทักเป็นช่อพาดไว้บนหัวไหล่บอบบาง ผิวพรรณผ่องขาวแลน่าลูบไล้ประหนึ่งไข่มุกสวรรค์

          ความงามของไอรินเปรียบประหนึ่งภาพวาดเจ้าหญิงแห่งพงไพรฤดูหนาว คราวนางนั่งร่วมโต๊ะกับแคโรไลน์ ภาพที่เห็นจึงสวยงามวิจิตราการประหนึ่งภาพงานเลี้ยงน้ำชาที่มีสองนางฟ้านั่งจิบชาพูดจาอย่างรื่นเริง

          แคโรไลน์แต่งตัวด้วยชุดกระโปรงยาวสีเขียวเข้ม ท่อนบนเปิดเผยเนื้อหนังให้เห็นทรวงอกนุ่มๆเก้าส่วน ที่ปิดซ้อนยอดพรูคือสายผ้าบางๆ แผ่นหลังเปลือยเปล่าไร้ผ้าปิดเร้น บริเวณเอวเต่งตึงมีดอกไม้ผลิบานเป็นจุดเด่นอาภรณ์หรูร่า ท่อนล่างคือกระโปรงยาวมีเจ็ดชั้น ชั้นในสั้นเหนือหัวเข่าและชั้นนอกยาวกว่ามีลูกไม้แต่งแต้ม เวลาทรวดทรงน่าขย้ำขยับเขยื้อนขับให้สตรีนางนี้น่าทานประหนึ่งขนมทองหยอด ทั้งชุดใช้เนื้อผ้าไหมชั้นจักรพรรดิถักทอขึ้นอย่างประณีตด้วยฝีมือบาเบลร่า เพื่อนรักของแคโรไลน์นั้นเอง

          อาภรณ์ตัวโปรดนี้คือของขวัญวันเกิด นานๆทีแคโรไลน์จักสวมสักครั้ง

          ความเย้ายวนราวปีศาจจิ้งจอกมีกลิ่นพืชไม้หอมละมุนอบอวลทั่วสรรพางค์กาย “////”แม้แต่สตรีเช่นเดียวกันยังต้องก้มหน้าละอาย ไอรินรู้จักแคโรไลน์ตั้งแต่หลายปีก่อน รู้ว่าอีกฝ่ายชอบแต่งตัวเช่นไร แคโรไลน์มิสนใจสายตาผู้อื่น แม่วัวสาวใจกล้าแกร่งมิเห็นชายใดอยู่ในสายตาไอหมอกควันขาว ไอรินเจ็บปวดถึงก้นหัวใจ เพราะต่อให้นางประทิมโฉมสวมชุดเช่นไรก็มิอาจเทียบเคียงความสวยสดน่าหลงใหลของหญิงสาวเจ้าของบ้านเด็กพร้า ความงามประหนึ่งนางไม้ทำให้ไอรินขวยเขิน มือไม้สั่นระริกด้วยความประมาท มิว่าเจอกันกี่ครั้งก็มิอาจทำใจให้สงบ  

          กลิ่นหอมหวนเฉกเช่นราชินีพฤกษาลอยแตะจมูกไอรินทำให้นางรู้สึกสดชื่น ร้อนผ่าว และเย็นสบาย  

          “ม่า…หากไอรินต้องการ ข้าพร้อมรับคุณหนูเป็นศิษย์”ริมฝีปากสีแดงระเรื่อดุจดอกกุหลาบยกองศาเล็กน้อยบ่งบอกถึงความสุขสำราญ

          “ข้าต้องฝากไอรินสั่งสอนนางด้วย เด็กคนนี้นิสัยมุทะลุเหมือนม้าพยศ”ไอรินแก้มร้อนผ่าวหน้ามอดไหม้เมื่อยินเสียงร้องอุทานประจำตัวแคโรไลน์ แม่วัวสาวรูปงามหยดย้อยมิพอให้ผู้อื่นเขิน น้ำเสียงยังไพเราะน่าฟัง ไอรินกระแอมรักษาท่วงท่ากุลสตรี นางหยียิ้มให้สหายพลางยกแก้วจิบชาทำเป็นเสมองลีโอน่าในสวนห้องรับแขก แคโรไลน์เห็นอีกฝ่ายอึดอัดในใจก็สนุกสนาม แม่วัวสาวคลี่ยิ้มละมุนพลางยกชาจิบเช่นกัน

          “นางช่างงดงาม”ไอรินวางแก้วพลางคลี่ยิ้มกล่าวชมลีโอน่า รูปร่างหน้าตาสะสวยประหนึ่งคุณหนู ที่สำคัญคือออร่ารอบกายลีโอน่าช่างอบอุ่น หนาวเย็น เสมือนฝนพิรุณและแสงอรุณ

          “ข้าพานางมาชมสวนดอกไลแลคแปดสี ไอรินอนุญาตให้นางชมได้หรือไม่”

          เหตุผลที่แคโรไลน์ชวนลีโอน่ามาด้วย เพราะว่าในบ้านเจ้าเมืองแบลดแอน์มีสวนดอกไม้ลับซ่อนอยู่ สวนอุทยานที่ไอรินเป็นคนดูแลปลูกต้นไม้ดอกไม้ด้วยตัวนางเอง  

          “นานๆครั้งแคโรไลน์จักขอร้องข้า ข้าจักปฏิเสธได้หรือ”

          ท่านหญิงใหญ่กวัดมือเรียกลีโอน่า นักไวโอลินสาวก้มศีรษะเดินมาใกล้พลางฟังไอรินบอกเส้นทางไปสวนดอกไม้ “สวนดอกไลแลคแปดสีอยู่ในเรือนข้า เดินไปข้างหลังไม่ไกลก็ถึงจ๊ะ”บ้านเจ้าเมืองมีพื้นที่กว้างไพรศาล ลีโอน่ายิ้มรับด้วยมารยาทผู้ดี ไอรินให้ประทับใจหญิงสาวคนนี้เพิ่มอีกเจ็ดส่วน เพราะไม่ว่าลีโอน่าจักทำอันใด ท่วงท่านางช่างสง่างาม อ่อนช้อย นุ่มนวล มิคล้ายนักดนตรีแต่อย่างใด นี้หากไม่รู้ว่าลีโอน่าเป็นนักดนตรีพเนจร ไอรินคงคิดว่านางเป็นลูกคุณหนูตระกูลขุนนางเสียอีก

          “นางทำให้ทุกคนรู้สึกสนุกและแปลกตา”แคโรไลน์ส่งยิ้มบอกให้ลีโอน่าทำตามใจชอบ อยากไปไหนก็ไป มิต้องกลัวใครทำให้ลำบากใจ เพราะวันนี้พวกนางเป็นแขกของท่านหญิงใหญ่

          หากกลัวหลงก็สั่งให้ข้ารับใช้ในคฤหาสน์นำทาง ไอรินกล่าวเสริม กระนั้นคิดว่าลีโอน่ามิน่าหลงทางกระมัง แววตาฉลาดปราดเปรื่องเช่นนั้น ยากนักจักหลงทางแม้แต่ในทุ้งต้องห้าม

          ลีโอน่าโค้งคำนับบอกลาแคโรไลน์และไอริน ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่เสวนา ตัวนางจักไปตามหาแรงบันดาลใจตามวิถีชีวิตส่วนตน

          ทุกคนคิดว่าลีโอน่าฉลาด ผู้มียิ้มราบเรียบไหนจักโง่งม

          “หลงทาง…”เดินยังไม่ออกจากเขตห้องรับแขกลีโอน่าก็ใคร่กุมขมับ ทรุดเข่า นางหลงทางแล้วช่างไวเหลือเกิน นักไวโอลินสาวอยากหันหลังกลับไปถามทางคุณไอริน แต่ช่างเถิด บ้านเจ้าเมืองคงมิใหญ่เท่าไหร่นัก เดินๆส่องๆไม่นานคงถึงจุดหมาย ลีโอน่าสลัดความเศร้าทิ้งอย่างง่ายดาย และให้ความสุขุมช่วยชี้ทำทาง หญิงสาวเป็นคนประหลาด นั้นคือความจริงที่น้อยคนนักจะรู้

          ทางเดินทอดยาวเป็นทางโค้ง ริมฝั่งซ้ายมีกำแพงหินสูงถึงเอวและมีต้นไม้สูงชัน บนต้นไม้มีรังกระรอก ริมฝั่งขวาคือรั้วไม้เรียงรายชิดขอบ แลไปฝั่งนั้นจักเห็นพุ่มไม้สีแดง เขียว เหลือง และกระรอกขนเทาสองตัว บนพื้นมีต้นหญ้าเติบโตแทรกทะลุช่องหิน ใบไม้แห้งร่วงหล่นทับถมเป็นบางจุด ลีโอน่าก้มตามองแสงแดดที่ส่องลอดช่องกิ่งก้าน พวกเงานั้นสั่นไหวคราวมีลมพัดกระทบกระเทือน

          นางเงยหน้ามองท้องฟ้าแลเห็นจุดสีดำสองสามจุด นกอินทรีกางปีกบินไล่ขู่อีกา มันพยายามแสดงตนเป็นจ้าวแห่งท้องฟ้าโดยมิยอมให้นกตัวอื่นบินร่วมฟ้าเดียวกัน ลีโอน่าดึงผ้าพันคอลง ยามนี้อากาศเย็นสบายหากสวมผ้าพันคอแน่นไปจักทำให้ร้อนมีเหงื่อไหล นักไวโอลินสาวสะบัดผมเพื่อสลัดเศษใบไม้เหนือหน้าผาก ในมือนางถือกระเป๋าเครื่องดนตรี ไม่นานนักนางก็เดินมาถึงสวนดอกไลแลคของคุณไอริน

          กลิ่นไม้ดอกลอยผ่านจมูก ลีโอน่าพลั่งเผลอเดินตามกลิ่นนั้นกระทั่งก้าวข้ามประตูวงเดือน นางย่างสู่สวนที่มีแปรงดอกไลแลคเต็มข้างทาง

          น้ำพุใสมีเสาธาราพุ่งสูงชะลู่ นกขมิ้นสองตัวเดินเตาะแตะบนพื้นหมายขุดหาอาหาร ดอกไลแลคสีม่วง น้ำเงิน ฟ้าเบ่งบานเต็มทุ้งทั่วสวนอุทยาน สีสันละลานตาประหนึ่งสายรุ้งกินน้ำ ลีโอน่าหวังได้รับบางสิ่งบางอย่างจากพวกดอกไม้ กระนั้นยามนี้นางเจอสิ่งที่คาดไม่ถึง ขณะนั่งย่อเข่า มือแตะสัมผัสกลีบดอกไลแลค เสียงเย็นชาระคนตกใจดังขึ้น “ลีโอน่า?...”

คงเพราะวาสนาชักพาให้เมเบลและลีโอน่าพบกันอีกครั้ง

           “เจ้าหญิงเมเบลพักที่นี้หรือเพคะ”ลีโอน่ายันกายพลางทำความเคารพบุตรธิดาของราชาแคว้นแมรี่ นักไวโอลินสาวคลี่ยิ้มเฉกเช่นครั้งแรกที่ทั้งคู่พบกัน กำแพงกั้นกลางระว่างพวกนางคือความว่างเปล่า เมเบลนิ่วหน้ามิหมายให้สตรีผู้นี้วางตัวห่างเหินจึงบอกลีโอน่าไม่ต้องมากพิธี นอกจากเมเบลยังมีสตรีอีกนางหนึ่งยืนข้างหลังเจ้าหญิง หญิงชราวัยหกสิบผมสีเกาลัดมีเส้นผมขาวแซมประปรายแลชราภาพประหนึ่งฤดูใบไม้ร่วง เสมือนคุณยายวัยอยากอุ้มหลาน ลีโอน่าเห็นหญิงชราคราวแรกให้นิ่งชะงัก

          กระแสลมพัดบางสิ่งพาดผ่านดวงตามณีในเสี้ยววินาที พลันนางหลุบตาฉีกยิ้มด้วยความอาลัยที่ยากจะสังเกตเห็น

          หญิงชรายิ้มตอบนักไวโอลินสาว เมเบลนำทั้งกลุ่มไปนั่งเล่นในศาลาชิดริมสระบัว เจ้าหญิงสั่งคนรับใช้ให้เตรียมขนมเค้กและน้ำชารับแขก ลีโอน่านั่งลงข้างๆเมเบล ไม่รอให้ลีโอน่าหิวน้ำลายไหล นางก็ได้ริมลองน้ำชากลิ่นวานิลาและเค้กรสสตองเบอร์รี่ราดน้ำเชื่อมบลูเบอร์รี่เข้มข้น โฉมสะคราญใบหน้าอุ่นไอรักหยส้อมตักชิ้นเค้กเข้าปากกินง่ำๆรสครีมนมวัวหวานชื่น พลางมือประครองแก้วชาดื่มตาม รสชาติน้ำชาผสมเค้กทำให้ลีโอน่าหน้าแดงระเรื่อราวผลท้อ ช่างกลมกล่อมผสมกันลงตัวยิ่งนัก

          “…”เมเบลมีสันดานเย็นชาตั้งแต่เกิด นางมิสามารถแสดงความรู้สึกได้เหมือนคนธรรมดา กระนั้นความรู้สึกในดวงตาสีฟ้าครามบ่งบอกความคิดและอารมณ์อย่างละสามส่วน เจ้าหญิงหรี่ตาซ่อนเร้น คราวมุมปากยกบางๆ

          “ท่านนี้คือท่านหญิงเวโรนิก้า ราชทูตแคว้นฮาโมนี”เมเบลวางแก้วพลางแนะนำคนรู้จัก หลังบอกให้ลีโอน่ารู้ชื่อกับฐานะสำคัญของหญิงชรา เมเบลก็กล่าวแนะนำฝั่งลีโอน่า “ทางนี้คือ..”เมเบลเสียงหยุดชะงักประเดี๋ยวหนึ่ง “เพื่อนข้า ชื่อลีโอน่าค่ะ”

          เวโรนิก้านัยน์ตาสั่นวาบ นางผงกหัวพร้อมคลี่ยิ้ม ส่วนตัวนึกแปลกใจสี่ส่วน เพราะเจ้าหญิงเมเบลรักสันโดษ ยากนักจะเรียกใครว่าเพื่อน หญิงชราจึงอดขบขันมิได้ ด้านลีโอน่ามิใคร่หวั่นไหวกับตำแหน่งที่เมเบลมอบให้ นักไวโอลินสาวยังคิดว่าเมเบลจะวางตำแหน่งให้ตนเป็นคนรู้จักเสียอีก พึ่งเจอกันสองครั้ง เจ้าหญิงหาญเรียกนางว่าเพื่อนเสียแล้ว มิรู้สิ่งใดหน่อทำให้เมเบลติดใจลีโอน่า

          ลีโอน่าคิดว่าคงเพราะชอบเสียงเพลงเหมือนกันกระมัง ทว่านางคิดผิดมหันต์ สาเหตุที่เมเบลชอบลีโอน่าคือเส้นผมกระดิกๆบนหัวนางต่างหาก

          แต่ละผู้มิล่วงรู้ความคิดอีกฝ่าย กระนั้นนี้มิใช่เรื่องสำคัญและต้องเสียเวลาทายทัก ลีโอน่าดีใจที่เมเบลชวนดื่มชาในสวนดอกไม้ที่มีมวลหมู่ดอกไลแลคผลิบานระบายสีสันละลานตาประหนึ่งแดนสวรรค์ ในมือมีขนม มีชา มีทัศนียภาพงดงามก็เพียงพอต่อการสร้างแรงบัลดาลใจ ลีโอน่านึกอยากแต่งเพลง นางอยากหยิบปากกาและจดความรู้สึกยามนี้ลงสมุด

          “ลีโอน่าชอบเล่นดนตรีหรือ”เมเบลโพล่งถาม ลีโอน่าตอบตามความจริงไร้กลลวง

          “ชอบเพคะ”

          “เจ้าเริ่มดนตรีตั้งเมื่อใดหรือ”

          “ตั้งแต่จำความได้เพคะ”

          ลีโอน่าตอบคำถามเมเบลโดยมีเวโรนิก้านั่งฟังเงียบๆหญิงชราบังเอิญเจอกับเจ้าหญิงระหว่างเดินเล่นใต้อรุณในสวน เมเบลเชิญนางมานั่งดื่มชาโดยไม่มีจุดประสงค์ใดแอบแฝง ในหมู่เชื้อพระวงศ์ เจ้าหญิงเมเบลมิถือมีความสำคัญเท่าเหล่าองค์ชายองค์หญิงท่านอื่น นั้นเพราะนางมิมีใจแสวงหาอำนาจ เงินตรา อนาคตความเป็นเจ้าแผ่นดิน และเพราะนางเกิดเป็นสตรี ชีวิตจึงถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกว่าต้องเดินบนเส้นชีวิตที่มารดาและบิดาเลือกให้ ส่วนตัวเมเบลเปรียบเสมือนไม้ประดับ ภาพแขวน รูปสลักที่มีเพียงความสวยงามเท่านั้นที่อยู่เหนือทุกผู้ รวมถึงเสียงดนตรีนางด้วย  

          พระราชาให้อิสระเมเบล และปล่อยให้นางมีชีวิตเพื่อเป็นนักดนตรี เจ้าหญิงผู้นี้ไม่มีฐานอำนาจและมิมีใจฝักฝ่ายฝ่ายใด แม้นางใช่ยืนท่ามกลางศึกชิงบัลลังก์ก็คล้ายว่าไม่มีตัวตนในศึกนั้น เสมือนสุรเสียงประกอบฉากที่ปรับเปลี่ยนตามฉากที่แปลผันทุกทิวาราตรี  

          ราชทูตคือตัวแทนเจรจาระหว่างแคว้น เวโรนิก้าเป็นหญิงชรามีความรู้ทรงภูมิ แม้อายุมากแล้วก็ยังขอทำงานเดินทางท่องเที่ยวต่างแคว้นเพื่อเฝ้าดูและจับตาความเคลื่อนไหวของแคว้นอื่น โลกที่ปักษาปกครองนั้นมีความสงบสุข กระนั้นมิใช่จะปราศจากความวุ่นวายและสงคราม ความขัดแย้งยังคงมีให้เห็น แม้มองเห็นไม่ชัดราวสายหมอก กระนั้นมันยังคงดำรงอยู่ควบคู่ความร่มเย็น เป็นความมืดและแสงสว่างที่มิอาจตัดขาดจากกัน  

          “คุณหนูลีโอน่าเกิดที่ฮาโมนีหรือ”ขณะเมเบลซักถามลีโอน่าปานกำลังสอบปากคำผู้ร้ายปล้นสวาท เมเบลถามเรื่องบ้านเกิดลีโอน่า นักไวโอลินสาวให้คำตอบที่เรโวนิก้าสนอกสนใจ “คุณพ่อบอกเช่นนั้นเพคะ” อดีตวัยเด็กนั้นเลือนรางประหนึ่งความฝัน ลีโอน่าจำไม่ได้แล้วว่าตนในวัยเด็กมีชีวิตเช่นไร แต่ที่จำได้คือคุณพ่อผู้มีใบหน้าหล่อเหลาและเสียงเพลงของท่าน คุณพ่อไม่เคยเล่าเรื่องบ้านเกิดให้ลีโอน่าฟัง แต่มีครั้งหนึ่งที่นางเซ้าซี้ต้องการคำตอบ ท่านจนปัญญาจึงบอกว่า ลีโอน่าเกิดที่แคว้นฮาโมนี ในคืนนั้นมีฝนตกโปรยปราย พายุฟ้าคะนอง และมีจอมโจรขโมยแก้วชาใจดีช่วยทำคลอดลีโอน่า  

          “คุณพ่อมิเล่าถึงแคว้นฮาโมนีเท่าไหร่นัก แต่ท่านบอกว่าเมืองแคว้นฮาโมนีสวยงามราวดินแดนเทวนิยาย”ลีโอน่ามือลูบแก้วชา แววตาระบายด้วยความอบอุ่นละมุนละไมยามเอ่ยถึงผู้ล่วงลับ เมเบลลอบสังเกตสีหน้าลีโอน่าด้วยความรักเอ็นดู ลีโอน่ายามพูดถึงคุณพ่อนางจักแลน่ารักเป็นพิเศษเหมือนเวลาสาวน้อยนอนเฝ้ารอของขวัญจากเจ้าชาย

          ดวงตาสีแดงทับทิมทอประกายแพรวพราว ละอองแสงนั้นคือความรู้สึกล้ำค่าที่มิอาจขโมยและสูญสลายตลอดกาล

          เวโรนิก้าเห็นลีโอน่ามีความสุขน้อยๆจึงอยากลองเติมความหวังให้หญิงสาววัยแรกแย้ม “จักรพรรดิหญิงแห่งเรากล่าวขานว่าความงามของแคว้นฮาโมนีคือสตรีมีอำนาจสูงสุด”

          ไม่ว่าใครต่างรู้ว่าแคว้นฮาโมนีคือแคว้นเพื่อนบ้าน สิ่งที่แคว้นนี้มีไม่เหมือนแคว้นใดคือ สตรีคือตัวแทนอำนาจสูงสุด

          ดินแดนที่สตรีทุกนางใฝ่หาคือสถานที่ไร้ซึ่งภัยอันตรายและเป็นสวรรค์ของหญิงสาว ไม่มีการกดขี่ข่มเหง ไม่มีการทารุณ ปราศจากความต้อยต่ำที่ต้องกัดกลืนฝืนทน ที่นั้นสตรีคือผู้นำและแม่ทัพสงคราม ตั้งแต่สามัญชนกระทั่งถึงตำแหน่งจักรพรรดิ

          “…”ลีโอน่าตื่นเต้นอยากลองกลับบ้านเกิดสักครั้ง นางเป็นชาวฮาโมนีแปลว่าในเลือดและวิญญาณนางต้องมีความหยิ่งยโส มิชอบให้ผู้ชายข่มเหงแน่ๆ

          “ข้าใคร่อยากไปสักครั้ง”เมเบลฉีกยิ้ม เมื่อหัวข้อสนทนาวนมาที่เรื่องแคว้นฮาโมนี ลีโอน่าอยากรู้เรื่องแคว้นมากขึ้นจึงถามโน่นถามนี้เวโรนิก้า หญิงชราถูกใจหญิงสาวจึงมิรังเกียจให้กรุณาตอบคำถามต่างๆ ในดวงตาชรามีประกายความรักผูกผันเจือจาง ครั้นมองลีโอน่าก็ทำให้นางรู้สึกโหยหาบางสิ่ง ยิ่งพูดเรื่องแคว้นฮาโมนียิ่งทำให้นางใคร่คะนึงหาเช่นกัน คนแก่ไม่ค่อยมีเพื่อนพูดด้วยเท่าไหร่นัก เวลาเด็กๆพูดด้วยจึงรู้สึกมีคนให้ระบายความเหงา

          ภายในศาลามีเสียงเจื้อยแจ้วราวนกแก้วแตกรัง ลีโอน่ารู้สึกว่าวันนี้ไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่นัก

          “ยามนี้ท่านจักรพรรดิหญิง…สบายดีหรือไม่”

          “เฮ้อ..ท่านมิเคยเจ็บป่วยเลยตั้งแต่ขึ้นนั่งบัลลังก์สุขภาพดีเสียยิ่งกว่าดี”เวโรนิก้าถอนหายใจอิจฉาสตรีวัยสาว ลีโอน่าแผ่วหัวเราะให้ความน้อยใจเหมือนเด็กๆของผู้ชรา นางลูบไล้ฝ่ามือคุณยายพลางบีบเบาๆเป็นนางเองก็คงนึกริษยาความสาวเช่นกันกระมัง

          เมเบลนั่งจิบชาแก้วที่สองพลางเหลือบแลลีโอน่าและเวโรนิก้าสนทนากันอย่างถูกปากปานคุณยายเล่นกับหลานสาว เมเบลเห็นแล้วพลอยยิ้มแย้ม นางเห็นว่ายามพูดถึงจักรพรรดิหญิง มือลีโอน่าจักลูบไล้กระเป๋าไวโอลินเบาๆ ครั้นนึกอยากลองฟังลีโอน่าเล่นสักเพลง เมเบลจึงเอ่ยขอร้อง

          “ลีโอน่าเล่นไวโอลินให้พวกเราฟังได้หรือไม่”

          “ฝีมือหม่อนฉันต่ำต้อยอาจมิถูกใจเจ้าหญิงนะเพคะ”ลีโอน่าเอ่ยถ่อมตัวมิกล้าเล่นดนตรีให้เจ้าหญิงราชินีแห่งเสียงเพลงฟัง เมเบลมิคิดเช่นนั้น นางอยากฟัง ลีโอน่าแม้เล่นไม่ดีก็ไม่เป็นไร คนเราฝีมือพัฒนากันได้ แต่นั้นต้องมีหัวใจที่กล้าแสดงออกด้วยเช่นกัน

          “เล่นให้ยายแก่คนนี้ฟังสักเพลงเถิด”เวโรนิก้ามองลีโอน่ามิต่างจากหลานสาว นิสัยหญิงสาวน่ารักน่าเอ็นดูทำให้ทุกคนหลงรัก ลีโอน่ามิอยากปฏิเสธคำขอคุณยายจึงต้องจำใจแสดงดนตรีด้วยฝีมืออ่อนด้อย ทำให้ตนต้องอับอายเสียแล้ว

          “ถ้าฟังแล้วไม่เพราะ ห้ามบ่นนะเพคะ”ลีโอน่ายกมือเตือนเสียก่อน เมเบลและเวโรนิก้าปิดมือหัวเราะเสียงดัง เมเบลมองค้อนเพื่อนสาว ดูท่าทางกระหล่อนของลีโอน่าแล้วรู้สึกหงุดหงิดแปลกๆใคร่อยากตบใบหน้านิ่งๆราวปลาตายยิ่งนัก             

เช่นนั้น…”ลีโอน่าเปิดกระเป๋าเครื่องดนตรีพลางคว้าไวโอลินคู่หู เจ้าของดูแลมันอย่างดีจึงสามารถแลเห็นเงาสะท้อนบนผิวโครงสีน้ำตาลผิวไม้ นักไวโอลินสาวตรวจสายอย่างระมัดระวัง คราวนางออกไปยืนข้างนอกศาลา ท่ามกลางดินแดนดอกไลแลคสีรุ้งกินน้ำ บนท้องฟ้าปรากฏเมฆขาวลอยบดบดบังแสงอาทิตย์     

          เส้นสายแตะเส้นสายพลันพริบตานั้น โลกแห่งเทวนิยายปรากฏสู่โลกแห่งความจริง บทประพันธ์ประหนึ่งบทเพลงถ่ายทอดผ่านเส้นเสียงอันไพเราะประหนึ่งเสียงกระพือปีกปักษาสวรรค์ นักดนตรีพเนจรปล่อยคันชักให้พลิ้วไว้ตามแรงกำลัง สุรเสียงที่เปล่งนั้นกล่าวถึงตำนานเทวาลัย บรรยากาศรอบด้านมีสายลมฤดูฝนพัดผ่านโชยผสมกลิ่นหอมเกสรดอกมะลิ คราวบัดนั้น อัศวินผู้เดี่ยวดายหมายหมั่นดึงเคียวจากทุ้งนิคานครา สรรพเสียงเป็นนิ่งชะงักคล้ายรอให้อัศวินตัดสินใจ บัดแต่นี้และตลอดไป นางให้สัตย์กับหัวใจลาขาดมิหวนคืน

          เพื่อชายรักจึงหวังให้เขามีความสุข แม้มิมีนางนอนเคียงข้างนับจากนี้ ชีวิตสองเราผูกพันด้วยคำสัญญา แต่หาใช่ว่าคำสัญญาจักทำให้เราเคียงคู่กันจนวันตาย กาลอดีตอัศวินสาวพบพานเขาโดยวาสนาแห่งเสียงชะตา กาลต่อมาชีวิตเขาเลือกความรับผิดชอบมิใช่นาง กาลทุกอย่างมาถึงจุดแตกหัก เขากับนางเป็นต้องอำลาโดยใช้เคียวนั้นตัดทิ้งซึ่งความสัมพันธ์ บัดนี้นางมิอาจลืมเลือนใบหน้าชายรัก มิอาจย้อนคืนเพื่อเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งในวันวาน เรื่องราวความรักนี้จบด้วยความเศร้า และความสุขเล็กๆที่หวังว่าสักวันนางจักได้กลับไปสู่อ้อมกอดชายอันเป็นที่รัก            

กลุ่มบุปผาสั่นระริกตอบรับความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ ในบ่อน้ำมีฝูงปลาลอยแหงนหน้าใจจ่อกับเสียงเพลงเศร้าโสภา นกขมิ้นบินโฉบเกาะกิ่งสน พวกมันได้ยินเสียงเพลงดีจึงหยุดสดับฟัง กระนั้นมนุษย์นั้นฟังแล้วมิอาจพรรณนาความรู้สึกใดๆ

          ท่วงทำนองแตกกระเซ็นให้เสมือนหยดน้ำที่ร่วงหล่นสู่ผืนท้องมหาสมุทร ทุกความรู้สึกอัดแน่นในใจแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่ถ่ายทอดสู่สิ่งต่างๆ บทเพลงนี้ทำให้รูปปั้นอัศวินในสวนมีชีวิต เขาเป็นตัวแทนวีรสตรีปรากฏกายในเรือนร่างโปร่งแสงพลันลุกยืนและก้าวผละจากแท่น วีรสตรียืนตระหง่านท่ามกลางพรมดอกไลแลคสีแดงโลหิต นางหงายหน้ามองท้องนภา พลันคุกเข่ามือลู่ลงจรดพื้นดิน คราวนางดึงด้ามเคียวจากความว่างเปล่า

          คมเคียวสีเงินส่องประกายทอแสงสลัว ความว่างเปล่าแพร่ซ่านทั่วทุกซอกมุม พลันจังหวะทำนองอ่อนไหวนุ่มนวลราวบทกวียุติลงช้าๆ

          “ยอดเยี่ยม”เมเบลผ่อนลมหายใจพลางกล่าวชื่นชม

          “ด้วยความยินดีเพคะ”ลีโอน่าโค้งคำนับพลางนางเงยมองเวโรนิก้า หญิงชราคลี่ยิ้มนมนุ่มนวล “ช่างเป็นเพลงที่ไพเราะ มิทราบว่ามันมีชื่อเพลงว่ากระไรหรือ”

          “คุณพ่อหม่อนฉันเรียกเพลงนี้ว่า ตัดอาลัย

          หญิงสาวหลุบตาพลางยิ้มให้ฝูงปลาในสระบัว ลีโอน่าเดินกลับเข้ามาในศาลาและลงมือทำความสะอาดไวโอลินภายใต้สายตาพินิจพิเคราะห์ของเมเบล นักไวโอลินสาวเห็นความสงสัยฉายในนัยน์ตาเจ้าหญิง จึงเล่าที่มาและเรื่องราวประกอบบทเพลงตัดอาลัยให้ฟังอย่างใจกว้าง บทเพลงตัดอาลัยคือเพลงเศร้าที่คุณพ่อของนางชอบเล่นเวลาพบเห็นดอกไลแลคโผล่ริมถนน ลีโอน่าไม่มีรู้ว่าดอกไลแลคมีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับบทเพลงนี้ กระนั้นวันนี้นางได้ชมสวนดอกไลแลคแปดสี ทำให้นางนึกอยากเล่นเพลงนี้ให้ทุกคนฟัง

          มิรู้คุณพ่อความเศร้าเรื่องอันใดถึงสามารถเล่นบทเพลงตัดอาลัยได้ลึกซึ้งกินใจทำให้คนฟังรู้สึกเศร้าโศกไปด้วย

          แต่ทว่าบทเพลงตัดอาลัยที่ลีโอน่าเล่นนี่ให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง นางเป็นนักดนตรีที่ทำให้เพลงเศร้ากลายเป็นเพลงที่ไร้ซึ่งความเศร้าได้ ปกติบทเพลงแต่ละเพลงมีอารมณ์ในตัวของมัน ซึ่งนักดนตรีต้องผสมความรู้สึกเข้ากับบทเพลง ทำให้เป็นหนึ่งเดียวกันจึงจะสามารถเล่นเพลงได้ยอดเยี่ยม

          ลีโอน่าผสมความรู้สึกของนางกับทำนองเพลงเช่นกัน กระนั้นสิ่งที่ได้ช่างมหัศจรรย์ ความเศร้าไหนเลยจักเป็นความเศร้า บทเพลงที่นางเล่นมีความเศร้าเสียใจแต่ก็เป็นความเศร้าที่มีความสุข คนฟังแล้วต้องยิ้มน้อยๆพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเสมือนคนฟังก้าวเท้าสู่ดินแดนที่แม่ช้างเป็นพ่อช้าง

          “หากมิใช่เจ้าสามารถควบคุมความรู้สึกได้ตามใจปรารถนา บทเพลงเศร้านี้คงทำให้พวกข้าร้องไห้กระมัง”

          เมเบลจิบชาพร้อมหยอกลีโอน่า นักไวโอลินสาวหน้าเจื่อน นางมิใช่คนเก่งกาจหรือมีความฉลาดเท่าบุคคลในตำนาน กระนั้นคุณพ่อมักปรบมือชมนางเสมอๆว่านางเก่ง เก่งกว่าคุณพ่อ

          “อาจเพราะไม่ชอบให้คุณพ่อเล่นเพลงเศร้า ข้าจึงพยายามปรับเปลี่ยนมันเพคะ”ลีโอน่าเอียงคอยิ้ม เส้นผมยาวสลวยทิ้งปิดใบหู มือลูบไวโอลินด้วยความรักใคร่ เมเบลละสายตาจากรอยยิ้มเขินอาย พลันนางมองไวโอลินบนตักอีกฝ่าย “ขอข้าดูไวโอลินได้หรือไม่”

          “ทำไมจะไม่ได้เพคะ”ลีโอน่าหัวร่อพลางส่งไวโอลินให้เมเบล เจ้าหญิงรับมาพินิจดูพบว่าไวโอลินในมือแม้มีอายุมากเกินสิบปี แต่เพราะเจ้าของดูแลอย่างดีน้ำไม่ใกล้ไฟไม่เผา ปกป้องยิ่งชีพทำให้ไม่มีร่องรอยความเก่าชำรุดทรุดโทรม ไวโอลินมีผิวสีน้ำตาลมันเงา เนื้อไม้ชั้นดีแต่บอกไม่ได้ว่าทำจากไม้ชนิดใด เมเบลจรดปลายนิ้วลูบผิวรื่นไหล นางยิ้มและส่งคืนให้ลีโอน่า

          “เครื่องดนตรีก็เยี่ยมมิแพ้เจ้าของ”

          “…”ลีโอน่าเขิน เพราะไม่เคยมีใครเอ่ยชมนางและเครื่องดนตรีตั้งนานแล้ว ปกติมีแต่คนบอกว่าเล่นเพลงดี ไม่สนใจนักดนตรีกับเครื่องดนตรีสักครั้ง

          หลังจากนั้นพวกนางก็คุยเรื่องเพลง หัวข้อเกี่ยวกับดนตรี ในบางช่วงก็เล่าอธิบายให้เวโรนิก้าฟังมิทำให้หญิงชราเหงา เวโรนิก้ายิ้มพรายนั่งฟังลีโอน่าและเมเบล ฟังเรื่องราวต่างๆจากคนหนุ่มสาวก็พลอยทำให้นางมีความสุขยิ่งกว่าวันไหนๆเมเบลต้องตกใจเมื่อรู้ว่านอกจากเล่นไวโอลินแล้ว ลีโอน่ายังสามารถเล่นเครื่องดนตรีชนิดอื่นได้อีกมากมาย นางมีพรสวรรค์ที่หายากยิ่ง การรับฟังเสียงและวิเคราะห์ การจับความรู้สึกและผสมผสานความรู้สึก ลีโอน่ามีเวลาว่างก็เขียนเพลง ถ้าไม่เขียนเพลงก็มักฝึกซ้อมเล่นดนตรีให้นกและเต่าฟัง  

          ที่น่าตกใจคือแม้ลีโอน่าจัดเป็นคนมีพรสวรรค์ แต่เรื่องที่ควรรู้กลับไม่รู้ ตัวอย่างการเขียนโน้ต ชื่อเครื่องดนตรี ประเภทของเครื่องดนตรี เหมือนกับนางไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ในหัวมีแต่สรรพเสียง และวิธีการละเล่นให้พวกมันส่งเสียงเท่านั้น

          “น่าเหลือเชื่อ…”เมเบลเบิกตากว้างพยายามยอมรับความจริงนี้ ลีโอน่ายิ้มแย้มในใจใคร่อยากร้องไห้ ที่จริงตัวหนังสือนางยังเขียนไม่ค่อยได้เลย

          ทุกอย่างล้วนอยู่ในความทรงจำ หัวสมอง สิ่งรอบด้าน และวิญญาณของนางเท่านั้น

          “ฮึๆ”เมื่อรู้จักลีโอน่ามากขึ้นทำให้เมเบลและเวโรนิก้าขบขัน หญิงสาวนางนี้ช่างพิลึกพิลั่น แตกต่างจากสตรีอื่นราวกับอสรพิษแห่งขุนเขาอุดร[เจ้างูน้อยมีปีก]

          ลีโอน่าถูกแหย่จนตัวหดเล็กเท่าหนูเมื่อต้องรับฟังเสียงหัวเราะเมเบล นางนึกเสมอว่าตนเองช่างประหลาด แต่ก่อนนึกคิดว่าคิดไปเอง กระนั้นยามนี้มีคนยืนยันแล้วว่านางประหลาดอย่างแท้จริง เฮ้อ..

          เรื่องตกเป็นเป้าหมายให้ผู้อื่นรังแกมิใช่ความชอบของลีโอน่าแต่อย่างใด กระนั้นในเมื่อนางถูกแกล้งแล้วผู้ใหญ่ เวโรนิก้ามีความสุขก็ช่างเถิด นักไวโอลินสาวมิเคยเบื่อหน่ายผู้เฒ่าผู้แก่ดั่งเช่นที่มิเคยเบื่อการเล่นดนตรี อีกทั้งผู้เฒ่าถือว่าเป็นผู้อาวุโสสูงสุดย่อมมีอำนาจพลังความน่าเกรงขามในตัว ลีโอน่าจึงอ้อนเวโรนิก้าให้ช่วยตนรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อสหายสาวเมเบล ท่ามกลางเสียงหัวเราะหรรษาในสวนอุทยาน ความเงียบเหงาไหนเลยจักมีที่อยู่ในห้วงแห่งความสุขอบอุ่นนี้

          คราวถึงเวลาจากลา แคโรไลน์ยืนรอลีโอน่าใต้ประตูสวน

“ลีโอน่า…ในเมื่อข้าฟังเพลงเจ้าแล้ว ข้าอยากให้เจ้าฟังเพลงของข้าเช่นกัน”เมเบลเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีรางบอกเหตุ ขณะลีโอน่ากำลังเดินไปหาแคโรไลน์ “เจ้าหญิงหมายความว่า”

          “อีกสองสามวันข้าจักส่งบัตรเชิญชมงานแสดงให้เจ้า หวังว่าวันนั้นเจ้าจะมา”เมเบลสีหน้าเข้มขรึม ตั้งแต่ทีแรกที่นางได้ฟังเพลงลีโอน่า เจ้าหญิงตระหนักทันทีว่า ลีโอน่ามีฝีมือร้ายกาจและเหนือกว่าทุกคนที่เมเบลรู้จัก หรือแม้กระทั่งเหนือกว่านางด้วย ในบรรดานักดนตรีมีชื่อเสียง เมเบลไม่เคยได้ยินชื่อลีโอน่า กระนั้นเจ้าหญิงมั่นใจว่าลีโอน่ามีฝีมือมิด้อยกว่าพวกเขา ความจริงเมเบลอยากให้ลีโอน่ามาเล่นดนตรีที่โรงละครควีนแอน์ แต่ด้วยอำนาจของเจ้าหญิงมิอาจทำได้ และตัวนางก็มิอยากขัดแผนงานที่เจ้าเมืองจัดไว้ ให้ทุกคนวุ่นวายเพราะนาง

          “เจ้าต้องมาให้”เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็ให้นางมาในฐานะผู้รับชม

          ดวงตาสีฟ้าครามทอประกายแพรวพราวด้วยความหวังดื้อรั้น ลีโอน่าเห็นแล้วใจอ่อนยวบ ทำไมหน่อแววตาออดอ้อนของเจ้าหญิงจึงทรงพลังเช่นนี้ ทำให้ลีโอน่าใจอ่อนโดยง่าย “หม่อนฉันจะไปให้ได้เพคะ”

          หญิงสาวยืนยิ้มท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่พัดปลิวว่อน รอยยิ้มงดงามสลักลึกในดวงตาเวโรนิก้าที่ยืนมองส่งอยู่ไกลๆ

          บทเพลงตัดอาลัยทำให้นางคิดถึงบ้านเกิดเช่นกัน หญิงชราปรารถนาว่าอีกไม่นานนี้..นางจักได้กลับไป…

--

โปรดติดตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น